บทที่70
พบอาจารย์ปู่
กล่าวถึงยอดอาวุธภายในใต้หล้ามีเพียงแค่ไม่กี่สิบชิ้นในอดีตมีคนผู้นึงเคยรวบรวมกระบี่ลือนามในใต้หล้ามาเก็บเอาไว้ที่ตนเองเจ็ดเล่มสร้างชื่อสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งใต้หล้าทั่วทุกแคว้นในยามนั้นที่ยังไม่รวมกันเป็นปึกแผ่นต่างพากันสะท้านสะเทือนกับยอดฝีมือผู้นั้น
ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาคนผู้นั้นยังคงเป็นตำนานและถูกเล่าขานเก่าว่าเป็นยอดฝีมือที่เยี่ยมยอดที่สุดเป็นมือกระบี่ที่หลายยุคสมัยจะพบเจอสักคนนึงโดยในยามหลังจากนั้นผู้คนส่วนใหญ่ต่างพากันตั้งชื่อให้กับกระบี่ทั้งเจ็ดเล่มนั้นว่ากระบี่ราชันย์
เจ็ดกระบี่ราชันย์สะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งใต้หล้ายากล่องกระบี่เผยออกมองเห็นแต่ความตายเจ็ดกระบี่กำชัยเหนือวีรบุรุษสร้างชื่อสะเทือนมีแต่ชัยชนะไร้พ่ายแพ้
ตำนานนั้นคือตำนานที่เล่าขานกันถึงมือกระบี่อันดับหนึ่งของใต้หล้าที่ตอนนี้หายตัวไปจากยุทธจักร
ตอนนี้หมิงจื่อเว่ยทำการกล่าวออกมาถึงกระบี่เล่มนั้นอีกครั้งแน่นอนว่าแม่ทัพใหญ่ผู้ที่นั่งอยู่ด้านหน้าต้องรู้จักมันเป็นอย่างดี
ไป๋เฟิ่งแสดงท่าทางเรียบเฉยเย็นชาดวงตามองตรงไปที่ท่านอาจารย์ปู่ก่อนที่จะทำการกล่าวขึ้นมา“ ข้าพอจะรู้จักเจ้าค่ะ คนผู้นั้นมีวรยุทธที่ยอดเยี่ยมข้าเคยเห็น 7กระบี่นั้นเผยออกมาจากกล่องกระบี่กระบี่ทั้งเจ็ดเล่มเคลื่อนไหวรวดเร็วสังหารผู้คนมากมายได้อย่างง่ายดาย ”
“ เสียดายที่ตอนนี้คนผู้นั้นไม่ได้มีลมปราณที่แข็งแกร่งไม่เช่นนั้นวรยุทธคงจะเฉียบคมมากกว่านี้อย่างแน่นอน”
ผู้ที่นำกล่าวถึงก็คือลู่หยางตอนนี้แม้ว่าตัวของเขาจะเป็นคนที่มีฝีมือเยี่ยมยอดแถมยังมีของวิเศษอยู่ภายในมือแม้ว่าลมปราณภายในร่างกายนั้นยังไม่ได้ขึ้นสู่ระดับที่หนึ่งมันเลยทำให้วรยุทธนั้นยังไม่ได้สำแดงพลังออกมาอย่างชัดเจน
หมิงจื่อเว่ยยิ้มเล็กน้อยอาจารย์ปู่ผู้นี้เองก็รู้ดีเช่นนั้น“ แน่นอนว่าลมปราณยังไม่ถึงระดับที่หนึ่งย่อมไม่สามารถแสดงวรยุทธของตนเองออกมาได้ดั่งใจนึกคิด”
“ แต่ว่าการที่เจ็ดกระบี่ราชันย์ปรากฏการณ์แก่ใต้หล้าอีกครั้งมันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี”
“ ในครั้งนี้คงจะกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แต่ว่าเรื่องคงจะไม่จบเพียงแค่นั้นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของใต้หล้าย่อมนำมาสู่ความวุ่นวาย ”
“ เช่นเดียวกับภายในเมืองหลวงตอนนี้กำลังวุ่นวายกันเลยทีเดียวเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง ”อาจารย์ปู่ผู้นี้ทำการพูดด้วยถ้อยคำลับๆล่อๆมองเห็นว่ามีเจตนาแอบแฝงเร้น
ไป๋เฟิ่งแสดงท่าทางเรียบเฉย“ ไม่มีอันใดสามารถหลอกอาจารย์ปู่ได้จริงๆแม้ว่าตอนนี้จะถอนตัวจากราชสำนักก็ยังรู้ข่าวคราวเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจภายในราชสำนัก”
“ ตอนนี้เจ้าไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวงเจ้ามาที่เมืองแห่งนี้และติดอยู่ที่เมืองแห่งนี้นานมากพอสมควรแล้วภายในเมืองหลวงเองก็คงจะมีการสับเปลี่ยนอำนาจไปไม่ใช่น้อยเจ้ากลับไปในครั้งนี้จำเป็นจะต้องระวังตัวให้มาก ”
“ อำนาจของบิดาเจ้ามีมากมายก็จริงแต่การที่พวกเจ้าอยู่ที่สูงก็กลายเป็นเป้าสายตาให้ผู้คนมากมายต่างพากันโจมตีได้”
“ ภายในเมืองหลวงผู้คนต่างรู้ดีตระกูลไป๋ถือว่าเป็นพยัคฆ์ที่คุ้มครองราชสำนักมาเป็นเวลานานถ้าผู้คนอยากจะทำการโค่นล้มราชสำนักหรือทำการสับเปลี่ยนอำนาจและทำการควบคุมราชสำนักสิ่งแรกที่พวกมันจ้องจะทำร้ายก็คือพวกเจ้า”
“ ในตอนนี้แม้ว่าแผ่นดินแห่งนี้จะสงบสุขแต่ว่ามันก็ยังมีพวกดินแดนที่ห่างไกลคิดจะทำการรุกรานดินแดนแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง”
ไป๋เฟิ่งนั่งอย่างสงบนิ่งฟังถ้อยคำคำสั่งสอนของอาจารย์ปู่ที่อยู่ด้านหน้า
แม้ว่าตอนนี้ทั่วทั้งดินแดนแห่งนี้จะถูกรวมกันอย่างสงบสุขแล้วแต่ว่ามันก็ไม่ใช่ว่าดินแดนแห่งนี้จะสงบสุขโดยแท้จริง
ผู้คนนั้นต่างรู้ดีว่ามีคนจากดินแดนห่างไกล(พวกดินแดนอื่น)พยายามจะทำการแทรกแซงเข้ามาภายในดินแดนนี้เพื่อแย่งชิงเขตปกครอง
พวกคนจากดินแดนที่ห่างไกลผู้คนภายในยุคสมัยนี้ต่างพากันรู้ดีว่ามันอยู่อีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรพวกมันพยายามทำการรุกรานดินแดนแห่งนี้อยู่ตลอดเวลาแต่ว่าไม่สามารถทำการเปิดสงครามได้อย่างซึ่งๆหน้า
ในยามนี้เองก็ทำการแทรกแซงอย่างลับๆเรื่องราวภายในราชสำนักเองก็ยังไม่สงบสุข
มีผู้คนมากมายต่างพากันแย่งชิงอำนาจตำแหน่งสืบทอดบัลลังก์เองก็ยังคงเป็นตำแหน่งการสืบทอดบัลลังก์ที่ไม่แน่ชัด
แม้ว่าจะถูกกำหนดตำแหน่งองค์รัชทายาทมาเรียบร้อยแล้วในขณะเดียวกันภายในราชสำนักเองก็มีการแย่งชิงบางคนถึงคิดจะล้มล้างองค์รัชทายาทเพื่อที่จะผลักดันผู้เป็นนายของตนเองขึ้นนั่งบัลลังก์แทน
แผ่นดินแห่งนี้สงบสุขเพียงแค่ภายนอกเท่านั้นแต่ว่าภายในราชสำนักนั้นเต็มไปด้วยการแย่งชิง
ตระกูลไป๋คือได้ว่าเป็นตระกูลมหาอำนาจค้ำยันราชสำนักมาเป็นเวลานานตระกูลแห่งนี้ผู้นำตระกูลตำแหน่งเป็นถึงอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายที่มีอำนาจมากที่สุดภายในราชสำนักแถมยังมีบุตรสาวที่คุมตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ควบคุมสิบทัพภายในเมืองหลวง
เลยกลายเป็นตระกูลทรงอำนาจและก็ค้ำยันราชสำนักมาเป็นเวลานานตอนที่พวกนางนั้นมีอำนาจมากมายภายในราชสำนักก็ทำให้ผู้คนมากมายจับจ้องหวังจะโค่นล้มด้วยเช่นเดียวกัน
ไป๋เฟิ่งหลังจากที่ด้อยคำชี้แนะเสร็จเรียบร้อยทำการก้มศีรษะและก็กล่าวต่อ“ เข้าใจแล้วเจ้าค่ะอาจารย์ปู่มีเรื่องอันใดอยากจะชี้แนะอีกหรือไม่? ”
หมิงจื่อเว่ยที่นั่งอยู่เบื้องหน้าสงบใจเผยรอยยิ้มที่มุมปากเล็กๆ“ เมื่อไหร่จะแต่งงาน.. ”
“ ในครั้งนี้อาจารย์ปู่เรียกเข้ามาเพียงแค่อยากจะเตือนให้เจ้าระวังตัวเอาไว้หลังจากการกบฏในครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญมีคนที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง”
“ นั่นเองเป็นเรื่องที่ดีนะเจ้าน่าจะรู้ดีอยู่แล้วแต่เรื่องสำคัญมันก็คงจะเป็นเรื่องที่ว่าเมื่อไหร่จะแต่งงานเจ้าเองก็อายุเลยช่วงวัยแต่งงานมาสักพักใหญ่ๆแล้วในเวลานี้ก็ควรจะออกเรือนไปได้แล้ว”
“ หรือตัวของเจ้าคิดว่าชั่วชีวิตนี้เจ้าจะไม่ทำการออกเรือน ” อาจารย์ปู่ที่นั่งอยู่ด้านหน้าส่งสายตาถามนาง
ไป๋เฟิ่งพี่กำลังนั่งอยู่แสดงท่าทางสงบนิ่งแต่ว่าถ้าทางที่สงบนิ่งของนางมันเองก็เป็นเหมือนกับหนึ่งคำตอบที่ทำให้อาจารย์ปู่พรุ่งนี้ล่วงรู้ดีอยู่แล้วว่าคำตอบของนางหมายความว่าอย่างไร
ชายชราที่นั่งอยู่ด้านหน้าได้แต่ทอดถอนใจด้วยความหนักใจกับศิษย์หลานผู้นี้ของตนเองตอนที่ตัวของเขานั้นจะทำการพูดออกมา “เจ้ารู้หรือไม่ว่าท่านพ่อของเจ้าส่งจดหมายมาหาอาจารย์ปู่แทบจะทุกเดือนก่อนหน้านี้ที่จะมีโรคระบาดท่านพ่อของเจ้าหนักใจเรื่องที่เจ้านั้นไม่ยอมแต่งงานออกเรือนไปเสียที ”
“ ตอนนี้เองก็ได้ข่าวมาแล้วด้วยว่าทางกองเต้อยากจะให้เจ้าอภิเษกสมรสกับหนึ่งในองค์ชาย” หมิงจื่อเว่ยผู้นี้แม้ว่าตัวของเขานั้นจะออกมาจากสถานที่แห่งนั้นแล้ว
แต่ว่าเส้นสายของเขาและข่าวสารที่เขานั้นรู้แน่นอนว่าภายในราชสำนักมันเองก็เหมือนกับว่าอยู่เพียงแค่ปลายจมูกเขารู้ข่าวสารทั้งหมดและการเคลื่อนไหวทั้งหมดภายในราชสำนักรวมไปถึงเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้วย
“ แม้ว่าอาจารย์ปู่นั้นจะเป็นหนึ่งในราชนิกุลมาก่อนแต่ว่าการที่เจ้าจำเป็นจะต้องไปอภิเษกสมรสกับหนึ่งในองค์ชายอาจารย์ปู่เองก็ไม่เห็นด้วยสักเท่าไหร่”
“ การแต่งองค์ชายสักองค์มันตามมาซึ่งหน้าที่องค์เจ้าชีวิตตอนนี้กำลังคิดจะทำให้ตระกูลของเจ้าหลอมรวมเข้ากับราชสำนักป้องกันการก่อกบฏจากพวกเจ้าที่ตอนนี้มีอำนาจมากเกินไป”
“ องค์ฮ่องเต้ตั้งแต่สมัยก่อนเป็นคนที่ระวังตัวเป็นอย่างมากเรื่องนี้เองก็เช่นเดียวกันอาจารย์ไม่อยากจะให้เจ้าแต่งงานกับราชนิกูลเพราะว่าถ้าเจ้าทำการแต่งงานกับราชนิกูลมันก็เหมือนกับโซ่เส้นใหญ่ที่คล้องคอเจ้าออกไว้ตลอดเวลาอาจารย์นั้นเคยผ่านเรื่องราวตรงจุดนั้นมาแล้ว ”
“ นอกจากบิดาของเจ้าที่เป็นศิษย์รุ่นสุดท้ายก็มีเพียงแค่ตัวเจ้าที่ถือได้ว่าเป็นศิษย์รุ่นหลานเพียงคนเดียวของอาจารย์ปู่ยัยหนูเฟิ่งช่วงนี้คิดทบทวนให้ดีๆหาคนที่ตนเองพึงพอใจแล้วก็แต่งงานออกเรือนไปซะ”
“ ไม่ว่าจะราชสำนักหรือว่าราชนิกูลล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาพยายามทำตัวออกห่างพวกมันให้ได้มากที่สุดแม้ว่าเจ้าจะมีอำนาจภายในราชสำนักก็ตาม”
อาจารย์ปู่ที่อยู่ด้านหน้าทำการฯเตือนเรื่องราวต่างๆที่ตนเองนั้นเคยผ่านพ้นมาภายในอดีตเพื่อให้นางนั้นได้ล่วงรู้และไม่ก้าวพลาด
ไป๋เฟิ่งกำลังนั่งอยู่แสดงท่าทางสงบนิ่งดวงตาทั้งสองข้างมองไปที่อาจารย์ปู่
แต่แล้วชายชราผู้นั้นก็หันไปมองเห็นบางอย่างบริเวณด้านนอกหน้าต่างกลุ่มนักเรียนชุดหนึ่งกำลังเดินผ่านบริเวณนั้นพอดิบพอดี
ภายในกลุ่มนักเรียนพวกนั้นมันมีหนิงหนิงอยู่ด้วยเมื่อมองเห็นเด็กน้อยชายชราทำการเผยรอยยิ้มที่มุมปากก่อนที่จะใช้นิ้วมือของตนเองชี้ตรงไปด้านหน้าและก็ทำการกล่าว“ เจ้าคิดว่านางเป็นอย่างไรบ้าง? ”
ไป๋เฟิ่งดวงตาของตนเองมองตรงออกไปด้านนอกหน้าต่างมองไปเห็นหนิงหนิงมันผ่านส่วนนั้นพอดิบพอดีพร้อมกับนักเรียนในอีกหลายๆคน
จ้องมองด้วยท่าทางที่สงบนิ่งก่อนที่จะกล่าว“ เด็กฉลาด… ”
หมิงจื่อหมิงพยักหน้าตอบรับกลับไปก่อนที่จะทำการกล่าว“ใช่แล้วนางเป็นเด็กฉลาดฉลาดจนเรียกได้ว่าตัวของอาจารย์นั้นไม่คาดคิดเลยทีเดียวความฉลาดเฉลียวของนางเหมือนกับตัวเจ้าในวัยเด็กเลย”
“ ในเพียงแค่นี้มีความฉลาดเฉลียวขนาดนี้ในวันข้างหน้าจะกลายเป็นอัจฉริยะอย่างแน่นอนบอกได้เลยว่าบางครั้งอาจารย์นองนางหนูคนนั้นก็มีเงาของเจ้าในวัยเด็กทับซ้อนอยู่หลายครั้ง”
“ ถ้าบอกว่านางเป็นลูกของเจ้าไม่ว่าผู้ใดก็ต่างพากันเชื่ออย่างแน่นอนแถมยังมีใบหน้าคล้ายคลึงกันอีกด้วย”
ไป๋เฟิ่งหันไปมองใบหน้าของท่านอาจารย์ที่ตอนนี้กำลังพูดด้วยใบหน้าขบขัน
จบบท