เซียนกวีท่องโลกวรรณกรรม (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 50 :ในฐานะเด็กรับใช้ ข้าผิดหวังยิ่งนัก

    ตอนที่ 50 :ในฐานะเด็กรับใช้ ข้าผิดหวังยิ่งนัก

     

    “ดี ! ”

     

    คณบดีเจิ้งจือชิวยิ้มแล้วเอามือลูบเคราของตน

     

    เดิมทีเขามีความกังวลใจเล็กน้อย การที่นำสมบัติวรรณกรรมล้ำค่าของสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นมอบให้แก่หลินอี้เช่นนี้อาจทำให้บรรดาอาจารย์และศิษย์ของสำนักศึกษาลุกขึ้นมาคัดค้าน

     

    แต่มองดูจากตอนนี้ เขาคงคิดมากไปเอง

     

    บัณฑิตในสำนักศึกษาแห่งนี้ รู้ถึงคุณค่าที่ซ่อนอยู่ของหลินอี้ได้เป็นอย่างดี

     

    มิว่าใครก็ตาม เพียงแค่ผูกสัมพันธ์ไมตรีดีกับเขา ในอนาคตจะต้องได้รับผลตอบแทนตามมาอย่างแน่นอน

     

    อย่างที่ว่ากันว่าคนหนึ่งขึ้นเป็นเซียน หมูหมากาไก่พลอยได้ขึ้นสวรรค์ !

     

    “ท่านคณบดี นั่นคือสมบัติล้ำค่าของสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้น......เหมาะสมแล้วหรือ ? ”

     

    อาจารย์จางเมี่ยวหยุนเดินตรงเข้ามาขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองไปทางเจิ้งจือชิวแล้วกล่าวว่า“หลินอี้ฝึกฝนพลังห้าวหลานเจิ้งชี่ แต่ด้วยความที่เขามาจากคนธรรมดา เขาคงมิอาจสืบทอดห้าวหลานเจิ้งชี่ได้แม้แต่ผู้รับชะตาระดับ 8 ก็อาจทำมิได้ แม้จะได้รับการยอมรับจากพู่กันหมาป่าน้ำเงินแล้วอย่างไรเล่า? ”

     

    ในใจของเขารู้สึกมิพอใจเล็กน้อย

     

    ศิษย์คนนี้เขาให้ความสำคัญยิ่งนัก บัดนี้มิเพียงแต่กลายเป็นเด็กรับใช้ของหลินอี้เมื่อครู่ยังมินึกถึงตัวตนที่เป็นบุตรแห่งสวรรค์คนที่สามของสำนักศึกษา กลับปลดชุดบัณฑิตออกแล้วไปอุ่นอาหารให้แก่หลินอี้

     

    ทำให้เขาอับอายขายหน้ายิ่งนัก

     

    แน่นอนว่าเรื่องนี้หากจะโทษคงต้องโทษท่านคณบดี ที่นำสมบัติล้ำค่าทางวรรณกรรมนี้มอบให้หลินอี้

     

    เจิ้งจือชิวมองไปทางจางเมี่ยวหยุนก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นและกล่าวว่า “เพราะเหตุใดจึงมิเหมาะสมเล่า ? มิอาจสำเร็จผู้รับชะตาระดับแปดได้หรือ? อย่าได้ใช้แววตาเสมือนมองคนทั่วไปมองหลินอี้ เขายังสร้างเรื่องประหลาดใจให้พวกเราไม่พออีกหรือ ? ”

     

    “เอ่อ......”

     

    จางเมี่ยวหยุนชะงักลงทันใด

     

    เฉินจิ้นเป่ยกล่าวว่า “ท่านพี่จาง ข้าขอบอกตามความจริงว่าในปีหน้านี้ มีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่หลินอี้จะได้กลายเป็นบัณฑิตแห่งสำนักศึกษาศักดิ์สิทธิ์......”

     

    “อะไรนะ ? ! ”

     

    “เป็นไปได้อย่างไร! ”

     

    “เพราะ...... เพราะเหตุใด? ”

     

    อาจารย์ทั้งหลายดวงตาแทบจะล้นออกมาจากเบ้า จ้องมองไปทางเฉินจิ้นเป่ยด้วยความตกตะลึง

     

    “เพราะเขาผ่านการคัดเลือกจากท่านหัวหน้าสถานศักดิ์สิทธิ์แล้ว! ”

     

    เฉินจิ้นเป่ยมิได้อธิบายรายละเอียดให้มากความ

     

    แต่ความหมายของประโยคนี้ อาจารย์ทุกท่านที่นั่งอยู่ ณ ตรงนี้ล้วนเข้าใจดีพวกเขาหันมาสบตามองหน้ากัน สีหน้าเปลี่ยนไป เป็นตื่นตระหนกตกใจ

     

    หัวหน้าสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นได้ปล่อยวางเรื่องทางโลกมานานแล้ว เขามิแยแสเรื่องทางโลกเท่าไหร่นัก

     

    แต่ทว่า

     

    หลินอี้สามารถทำให้หัวหน้าสถานศักดิ์สิทธิ์เหลือบมองเรื่องในทางโลก อีกทั้งยังเอ่ยถามคำถามกับเขาด้วยตนเองเพียงแค่จุดนี้ เขาก็มีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมคัดเลือกบัณฑิตในปีหน้าได้

     

    และความสามารถด้านกวีของหลินอี้ เกรงว่าจะทำให้การคัดเลือกบัณฑิตต้องตกตะลึงเขาอาจกลายเป็นบัณฑิตได้โดยมิต้องสงสัย

     

    เจิ้งจือชิวลูบเคราของตนแล้วยิ้มขึ้น

     

    จางเมี่ยวหยุนยิ้มด้วยความขมขื่นใจ “จากมุมที่ข้ามองแตกต่างจากหลี่เหวินโป๋มากมายหากหลินอี้ได้กลายเป็นบัณฑิต หลี่เหวินโป๋ก็คงจะประสบความสำเร็จด้วย ! ”

     

    “ท่านจาง ศิษย์ของท่านคนนี้มีชะตาดีทีเดียว! ”

     

    “ขอแสดงความยินดีกับท่านจางยิ่งนัก! ”

     

    อาจารย์คนอื่นก็พากันเอ่ยชม

     

    “มิได้ มิได้ ! ”

     

    ......

     

    ในลานเล็กแห่งเรือนนอนของศิษย์สายตรง

     

    หลินอี้ลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งที่หน้าประตู สายตาจับจ้องไปยังประตูห้องของเฉินห้าวหลาน

     

    เขากำลังรอ

     

    รอให้เฉินห้าวหลานเรียกวิญญาณจิ้งจอกออกมา มิว่าอย่างไรก็ต้องหยุดเขาให้ได้

     

    เอี๊ยด !

     

    ขณะนั้นเอง เฉินห้าวหลานเปิดประตูเดินออกมาบิดขี้เกียจ เมื่อหันศีรษะมาก็พบเข้ากับสายตาของหลินอี้

     

    เขาขมวดคิ้วเข้าหากัน เอ่ยถามว่า “ดึกดื่นเช่นนี้มิหลับมินอน นั่งอยู่หน้าประตูทำสิ่งใด ? ”

     

    “ข้ามิมีสิ่งใดทำจึงออกมานั่งชมเดือน ! ”

     

    หลินอี้ยิ้มแล้วมองไปทางเฉินห้าวหลาน ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นอย่างประหลาดใจว่า“อ้อ จริงสิ ศิษย์พี่ห้าวหลานอ่านตำราในตอนกลางคืนเป็นประจำ มิรู้ว่าเป็นตำราใด ? ”

     

    “แน่นอนว่าต้องเป็นตำราศักดิ์สิทธิ์! ”

     

    เฉินห้าวหลานตอบอย่างมั่นใจ

     

    เขามิได้สนใจหลินอี้อีก เตรียมจะเดินไปยังหอตำราในเรือนเล็ก จากนั้นดูเหมือนคิดบางสิ่งขึ้นมาได้จึงหันกลับไปมองหลินอี้ “หากเจ้ามิมีสิ่งใดทำ เช่นนั้นช่วยข้าทำธุระหน่อยได้หรือไม่แล้วข้าจะตอบแทนด้วยทักษะวรรณกรรมสองชนิดในภายหลัง ยามลงเขาไปฝึกตนจะได้มีไว้ป้องกันตัว! ”

     

    “ธุระใดหรือ ? ”

     

    หลินอี้รู้สึกประหลาดใจ

     

    “ตักข้าว ! ”

     

    เฉินห้าวหลานดูท่าทีเฉื่อยชา เขาอ้าปากหาวแล้วกล่าวขึ้น “เวลาของข้านั้นมีค่ายิ่งเรื่องเช่นนี้ข้ามอบหมายให้เจ้าดูแลนับแต่นี้ แล้วข้าจะตอบแทนด้วยการถ่ายทอดทักษะวรรณกรรมให้เจ้าเจ้าว่าเช่นไร ? ”

     

    “หรือเจ้าอาจเลือกเป็นเด็กรับใช้ของข้าในอนาคตเจ้าสามารถอาศัยพลังพรสวรรค์ของข้าได้ ! ”

     

    “เพราะด้วยคุณสมบัติของเจ้าในอนาคตยากนักที่จะเดินในเส้นทางวรรณกรรม ต่อให้ท่านคณบดีเปิดทางแก่เจ้า ก็ยากที่จะโดดเด่นขึ้นมาได้......”

     

    “หากเจ้าติดตามข้าเจ้าจะได้มิต้องพยายามอีกตั้งหลายปี”

     

    “เจ้าคงรู้ดีว่าบุตรนอกสมรสมิอาจถูกยอมรับได้เช่นแคว้นต้าเหยียนของเรา ตำแหน่งรัชทายาทผู้สืบทอดก็คือทายาทสายตรงของจักรพรรดิ นี่คือกฎ! ”

     

    เฉินห้าวหลานคิดว่าแววตาของตนที่มองผู้อื่นชัดเจนแหลมคม

     

    เขาฝึกฝนวิชาว่างชี่

     

    เมื่อเหลือบมองไปเขาเห็นได้ว่าร่างกายของหลินอี้มิมีพลังแม้แต่น้อย ช่างธรรมดาเสียเหลือเกิน

     

    ประกอบกับหลินอี้เป็นบุตรนอกสมรสของคณบดี ยิ่งไร้อนาคต

     

    ด้วยเหตุนี้

     

    เขาจึงดูถูกหลี่เหวินโป๋ยิ่งนัก มีตาหามีแววไม่ กลับยอมไปเป็นเด็กรับใช้ของหลินอี้ช่างน่าขันเสียจริง

     

    “งั้นหรือ ? ”

     

    หลินอี้ส่ายหน้า กล่าวว่า “ศิษย์พี่ห้าวหลาน เวลาของท่านนั้นมีค่า แต่เวลาของข้ามีค่ายิ่งกว่า! ”

     

    “อีกอย่าง ข้ากับท่านคณบดีหาได้มีความเกี่ยวข้องกันหวังว่าศิษย์พี่ห้าวหลานจะจดจำเอาไว้ ! ”

     

    “เพราะว่า นิสัยของข้านั้น......มิได้ดีสักเท่าไร! ”

     

    แววตาของเขาเป็นประกายเย็นวาบ

     

    เดิมที

     

    เขาตั้งใจว่าจะผูกมิตรกับเฉินห้าวหลาน เรื่องจากเขาคือศิษย์เอกของสำนักศึกษาผิงโจวเมื่ออาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ยามมีปัญหาจะได้ขอความช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้

     

    แต่คำพูดเหล่านั้นของเฉินห้าวหลานทำให้เขารู้สึกน่าขัน

     

    อีกอย่าง เมื่อเขารู้ว่าเฉินห้าวหลานฝึกวิชาเรียกวิญญาณปีศาจจิ้งจอกมาเพื่อจัดการตนเขาจึงต้องการมาเอ่ยเตือนเฉินห้าวหลานให้กลับใจ

     

    แต่ท่าทีของเฉินห้าวหลานในบัดนี้ เขารู้ได้ว่าแม้เขาจะพยายามเพียงไร......ก็มิอาจปลุกผู้แกล้งหลับไหลได้

     

    “หืม ? ”

     

    เฉินห้าวหลานขมวดคิ้วเข้าหากัน ขอบตาดำคล้ำดูหนาขึ้น ทำให้เขาดูมืดมนลงกว่าเดิม“เจ้ากำลังสั่งสอนข้าหรือ ? ”

     

    “แม้เหวินกงของข้าจะบกพร่องแต่หากต้องการสั่งสอนเจ้าก็เป็นเรื่องง่ายดาย การที่ข้าให้เจ้าอาศัยอยู่ในเรือนเล็กนี้ก็นับว่าไว้หน้าเจ้ามากแล้วมิเช่นนั้นเจ้าจะอยู่ที่นี่ได้หรือ ? ต่อให้ท่านคณบดีเดินทางมาที่นี่ข้าอยากจะรู้นักว่าเขาจะกล้าเอ่ยสิ่งใด ! ”

     

    “บทกวีของข้าเป็นหนึ่งในจังหวัดหนานเซียง! มิมีผู้ใดกล้าเทียบ ! ”

     

    “เจ้าคงรู้ว่าในตอนนั้นที่ข้าเลือกจะอยู่ในสำนักศึกษาผิงโจวเจิ้งจือชิวได้จุดธูปภาวนาอยู่หลายวัน ! ”

     

    “เป็นข้า ที่ทำให้สำนักศึกษาผิงโจวหยั่งรากลงในจินโจวแห่งนี้ได้! ”

     

    “เจ้าอารมณ์มิดีแล้วคิดว่าข้าอารมณ์ดีนักหรือ ? ”

     

    เฉินห้าวหลานอารมณ์เสียยิ่งนัก เดิมทีในเรื่องเหวินกงก็ทำให้เขาหงุดหงิดใจมากแล้ว

     

    คาดมิถึงว่าหลินอี้จะกล้าดีลุกขึ้นมาสั่งสอนเขา......

     

    ใครให้หลินอี้อวดดีเช่นนี้ ?

     

    ก๊อง แก๊ง !

     

    ทันใดนั้นเอง หลี่เหวินโป๋ก็วิ่งหอบกล่องข้าวตรงเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อดวงตาแดงเรื่อ

     

    “เจ้ากลับมาได้จังหวะพอดี......”

     

    เฉินห้าวหลานเห็นว่าหลี่เหวินโป๋วิ่งหอบกล่องข้าวเข้ามา จึงตั้งใจจะให้หลี่เหวินโป๋สั่งสอนหลินอี้สักหน่อย

     

    ให้เขาทำความรู้จักตนที่เป็นศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักศึกษานี้

     

    แต่เขายังมิทันได้กล่าวจบ ก็เห็นหลี่เหวินโป๋วิ่งตรงมาทางหลินอี้ด้วยสีหน้ารู้สึกผิดจากนั้นย่อเข่าลงข้างหนึ่งที่พื้น กล่าวว่า “หลินอี้ ได้โปรดลงโทษข้าด้วย ! ”

     

    วิ้ง !

     

    เฉินห้าวหลานเห็นฉากนี้ สมองของเขาก็อื้ออึงแทบระเบิด

     

    นี่มันอะไรกัน ?

     

    ก็แค่บุตรนอกสมรสคนหนึ่ง จำเป็นต้องปฏิบัติอย่างดีเช่นนี้เลยหรือ ?

     

    หลินอี้มองไปทางหลี่เหวินโป๋ด้วยความสงสัย “ลงโทษเจ้าด้วยเหตุใด ? ”

     

    หลี่เหวินโป๋กล่าวด้วยความรู้สึกผิดว่า “ข้ามิอาจทำหน้าที่เด็กรับใช้ที่ดีได้อาหารค่ำในวันนี้......เย็นชืดแล้ว ! ”

     

    “เท่านี้เองหรือ? ”

     

    หลินอี้หัวเราะเพราะท่าทีของหลี่เหวินโป๋ เขามิรู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี“นี่หาได้เป็นปัญหาไม่ เจ้าลุกขึ้นเถิด ! ”

     

    “มิได้ ! ”

     

    หลี่เหวินโป๋ส่ายหน้า กล่าวอย่างจริงจังว่า “หากเจ้ามิบอกว่ายกโทษแก่ข้าข้าก็จะมิลุกขึ้นเป็นอันขาด ! ในฐานะเด็กรับใช้ ข้ารู้สึกผิดต่อหน้าที่ยิ่งนัก......แต่ข้าหวังว่าเจ้าจะให้โอกาสข้าอีกสักหนครั้งนี้ข้าจะทำหน้าที่เด็กรับใช้ให้ดี ชื่อเสียงก่อนหน้านี้หาได้เกี่ยวข้องกับตัวข้าในปัจจุบันข้าเพียงหวังว่าชีวิตนี้จะได้ติดตามเจ้าตลอดไป......”

     

    คล้ายกับเรื่องเซียนกวีท่องโลกวรรณกรรม (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน