บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAX

    ทีมพญามังกรค้ำฟ้า

    บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAXทีมพญามังกรค้ำฟ้า






              "ตัวนี้น่าจะเป็นตัวสุดท้ายแล้วนะ"

              หัวหน้าปาร์ตี้กล่าวพลางโยนศพของหมาป่าขนสีแดงไร้ลมหายใจลงไปกองกับศพของหมาป่าที่มีลักษณะคล้ายกันตัวอื่น ๆ โดยมีเด็กหนุ่มสวมชุดเกราะหนังกระทัดรัดกำลังใช้มีดในมือตัดหางของหมาป่ามายัดใส่ถุง

              "เท่าที่เห็นพวกมันก็มีจำนวนประมาณสิบกว่าตัว คงจะหมดแล้วล่ะมั้ง?"

              ชายผมสั้นสีทองสวมชุดเกราะหนักสีเทาหม่นเอ่ยตอบ พลางใช้มีดสั้นในมือตัดหางของหมาป่าขนสีแดงช่วยอีกแรง ตามชุดเกราะของเขามีร่องรอยสีดำจากการถูกไฟเผาอย่างชัดเจน

              "พวกเจ้ายังจะสงสัยอันใดอีก? ในเมื่อส่วนใหญ่อาทัสเป็นคนล่าเองทั้งนั้น"

              เอลฟ์สาวนักเวทกล่าวเสริมทั้งคิ้วขมวด พลางชำเลืองมองไปยังร่างของบุรุษสวมชุดเกราะทมิฬกำลังใช้เชือกหนามัดร่างของหมูป่ายักษ์สีดำอย่างขมักเขม้น

              สายตาสี่คู่พลันหันไปมองผู้ถูกพูดถึงพร้อมเพรียงกัน ตอนแรกพวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าอาทัสจะออกปากต้องการนำร่างอันใหญ่โตของหมูป่ายักษ์กลับไป แน่นอนว่าทุกคนล้วนคิดว่าเป็นคำพูดอำกันเล่น เนื่องจากขนาดตัวของหมูป่ายักษ์มีขนาดใหญ่มาก หากจะทำการขนย้ายคงต้องใช้แรงงานประมาณ 100 กว่าคนเห็นจะได้

              แต่แล้วพวกเขาก็ต้องรู้สึกแปลกใจที่อาทัสได้ขอเชือกหนาทั้งหมดจากพวกเขา ก่อนจะเป็นอันต้องตกตะลึง เมื่อบุรุษสวมชุดเกราะทมิฬได้ทำการพลิกร่างใหญ่โตของหมูป่าสีดำอย่างง่ายดายด้วยการออกแรงดันเพียงสองฝ่ามือ แล้วใช้เชือกหนามัดตามลำตัวของมอนสเตอร์ตัวยักษ์อย่างขมักขเม้น

         ตึง!

              และนี่ก็เป็นครั้งที่สามแล้ว ที่พวกเขาได้เห็นอาทัสใช้สองมือดันร่างของหมูป่ายักษ์ให้พลิกไปอีกด้าน ก่อนจะกระโดดสูงขึ้นไปบนตัวมัน จัดการใช้เชือกหนาในมือมัดอย่างแน่นหนา

              บิดาเจ้าเถอะ! สาบานนะว่านี่แรงคน?

              "ฟู่ว~ เท่านี้ก็เรียบร้อย"

              ผมยกหลังมือสวมเกราะขึ้นปาดเหงื่อ พลางพ่นลมหายใจร้อนออกมาจากปาก ก่อนจะกระโดดทิ้งตัวลงบนพื้น แล้วแหงนหน้ามองฝีมือการมัดเชือกแบบคินบาคุของตัวเองด้วยความภูมิใจ 

              แม้คนที่มัดจะเป็นหมูตัวใหญ่ก็ตาม แต่จากการศึกษาในเน็ตจากโลกก่อน บวกกับการประยุกต์อีกเล็กน้อยก็ทำให้ผมสามารถมัดร่างของเจ้าหมูตัวนี้ได้สำเร็จ

              สาเหตุที่ผมคิดจะเอาเจ้าหมูยักษ์ตัวนี้กลับไปน่ะเหรอ? ก็เอาไปขายไงล่ะ แค่ศรีษะของหัวหน้าออร์คก็ได้ราคาดีตั้ง 1,000 เหรียญทองแล้ว ถ้าผมขายทั้งร่างของเจ้าหมูยักษ์นี่จะได้ราคาขนาดไหนกัน

              ถึงจะรู้สึกเสียดายที่สมองอันมีสรรพคุณเป็นยาของมันจะถูกทำลายไปด้วยความจำเป็น แต่อย่างน้อยวัตถุดิบจากตัวของมันก็น่าจะได้ราคาดีอยู่ล่ะมั้ง?

              "แล้วเจ้าจะขนย้ายมันอย่างไรงั้นรึ อาทัส"

              แจ็คตะโกนถามผมด้วยความสงสัย ได้ยินคำถามเช่นนั้นผมจึงยกยิ้มไม่ตอบอะไร แต่กลับเดินไปคว้าเชือกหนาสองเส้นที่เชื่อมกับเชือกที่มัดร่างของหมูป่ายักษ์ขึ้นมา แล้วออกแรงกระชากสุดแรง!

              "โว้ว!!!"

              ทั้งสี่คนถึงกับร้องเสียงหลงด้วยความตกตะลึงเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ของวัน เมื่อร่างอันใหญ่โตของหมูป่าทมิฬได้ถูกผมใช้มือเพียงข้างเดียวดึงให้ลากตามมาด้านหลังอย่างง่ายดาย

              น้ำหนักจัดได้ว่ามากกว่าแบล็ค เกรทซอร์ดหลายเท่า แต่ออกแรงเพิ่มขึ้นหน่อยก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร ต่อให้ต้องลากเจ้าหมูยักษ์ตัวนี้ทั้งวันผมก็ยังไหว

              "หายข้องใจหรือยัง?"

              "ห... หายแล้ว"

              แจ็คตอบคำถามผมด้วยรอยยิ้มเจื้อน คนอื่นเองก็มีสีหน้าไม่แตกต่างกันนัก ก่อนที่พวกเราจะเริ่มเดินทางออกจากป่า โดยผมได้ฝากถุงหนังสัมภาระของตัวเองไว้กับครินซ์ เนื่องจากมือข้างหนึ่งต้องคอยถือแบล็ค เกรทซอร์ด และมืออีกข้างต้องคอยดึงเชือกที่มัดติดกับเจ้าหมูป่ายักษ์ให้ลากตามมา

              ระหว่างการขนย้ายเจ้าหมูป่ายักษ์ ผมก็ต้องคอยใช้แบล็ค เกรทซอร์ดตัดต้นไม้ที่ขวางทางไปด้วย แม้เจ้าสัตว์ประหลาดสีดำจะติดตอไม้อยู่หลายครั้ง แต่ผมเพียงแค่ออกแรงกระชากให้ศพของหมูป่ายักษ์ขึ้นไปทับตอไม้ก็สามารถตามมาได้อยู่ดี ซึ่งดูเหมือนคนอื่น ๆ ในปาร์ตี้ดูจะเริ่มชาชินกันแล้ว แต่ก็ยังแสดงท่าทางทึ่งอยู่บ้าง

              ไม่อยากทำตัวเด่นนักหรอก แต่ตอนนี้ผมกำลังร้อนเงินสุด ๆ มีอะไรที่กอบโกยได้ก็กอบโกยเถอะ...

              หลังจากใช้เวลานานนับชั่วโมง ในที่สุดพวกเราก็ออกมาจากป่าได้สำเร็จ โดยมีภาพเบื้องหลังเป็นต้นไม้ถูกถางเป็นทางยาวกองอยู่ข้างทาง ไม่ต้องสงสัยนะว่าทำไมต้นไม้ที่ถูกตัดถึงไปกองอยู่ตรงนั้น มันเป็นเพราะศพของหมูป่ายักษ์มีขนาดใหญ่มากจนดันต้นไม้ทั้งหมดที่ขวางทางให้ไปอยู่ข้างทางได้

              แน่นอนว่าเพื่อความปลอดภัยของสมาชิกในปาร์ตี้ป้องกันการโดนต้นไม้กลิ้งทับใส่ พวกเขาจึงเดินนำห่างจากผมประมาณ 10 เมตรเห็นจะได้

              ในเมื่อทำภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว ก็ไม่เหตุผลอะไรที่จะอยู่ที่นี่ต่อ พวกเราจึงตัดสินใจเดินทางกลับเมือง เพื่อนำชิ้นส่วนของมอนสเตอร์ไปยืนยันภารกิจ และขึ้นเงิน โดยมีร่างไร้ชีวิตของหมูป่ายักษ์ถูกผมใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียวดึงเชือกพาดไว้บนบ่าที่มัดติดกับมันให้ตามหลังอยู่ไม่ห่าง

              การเดินทางกลับเมืองก็คล้ายกับตอนขามา พอตกเย็นก็เริ่มตั้งแคมป์ทานอาหาร พร้อมกับพูดคุยเรื่องสัพเพเหระถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ได้พบเจอ และหัวข้อก็คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ผมสามารถโค่นเจ้าหมูป่ายักษ์ลงได้ ซึ่งตอนนี้ศพของมันก็นอนนิ่งอยู่ข้างแคมป์นี่แหละ

              และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่ผมตัดสินใจนั่งเฝ้ายามทั้งคืน เพื่อระวังภัยให้แก่ทุกคนยามหลับไหล แม้ทั้งสี่คนจะผลัดเวรมาเฝ้าแล้วขยั้นขยอให้ผมไปนอนพักผ่อนก็ตาม แต่ผมก็ยังคงยืนยันที่จะเฝ้ายามต่อไป

              ในเมื่อตัวเองไม่จำเป็นต้องนอน แถมยังรู้สึกระแวงรอบด้านอยู่ตลอดเวลา แล้วจะให้ผมนอนอยู่ในเต็นท์เฉย ๆ ไปทำไม?

              เมื่อเช้าวันใหม่มาเยือน สมาชิกในปาร์ตี้ก็เริ่มทยอยตื่นขึ้นมาเก็บข้าวเก็บของ และทานอาหารเช้ากัน ก่อนจะเริ่มออกเดินทางกันต่อ ด้วยความที่ว่าไม่มีมอนสเตอร์ออกมาขวางทาง และผมสามารถลากศพของหมูป่ายักษ์ในระดับความเร็วการเดินแบบปกติ จึงทำให้ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงกำแพงของเมืองปราการซาดีนก็ได้ปรากฎอยู่ตรงหน้าแล้ว

              แต่เมื่อพวกเราเดินเข้าไปใกล้กำแพงเมืองแล้ว ผมก็สังเกตเห็นถึงความวุ่นวายจากทหารบนกำแพงเมืองอย่างชัดเจน แถมยังมีทหารบางส่วนง้างธนูชี้มาทางพวกเราอีกด้วย

              ขณะเดียวกันนักเดินทาง และทหารยามตรงประตูเมืองก็มีท่าทางแตกตื่นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะนักเดินทางดูจะกระวนกระวายที่สุด พวกเขาต่างพากันวิ่งหนีกันอย่างวุ่นวายราวกับผึ้งแตกรังไม่มีผิด

              "พวกเจ้าเป็นใคร! เหตุใดจึงนำสัตว์ประหลาดนั่นมาด้วย!!!"

              ทันใดนั้นก็ได้มีทหารครึ่งหมาป่าคนหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นหัวหน้าทหารโผล่หัวออกมาจากกำแพง เขาตะโกนถามลงมาทั้งสีหน้าหวาดระแวง ด้วยคำพูดนั่นทำให้ผมกระจ่างแจ้งถึงเหตุผลที่ทุกคนมีท่าทางเช่นนั้น

              ที่แท้ก็เป็นเพราะผมนำศพของเจ้าหมูป่ายักษ์มาด้วยสินะ...

              "พวกเราคือนักผจญภัยระดับเงิน! ไม่ต้องเป็นกังวลไป สัตว์ประหลาดตัวนี้ได้ถูกสหายข้าสังหารแล้ว!"

              แจ็คก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าตะโกนตอบกลับเสียงดัง ส่งให้ทหารทุกคนเหลือบมองเจ้าหมูป่ายักษ์สีดำว่ามันตายจริงอย่างว่าหรือไม่ 

              "น-- นั่นมันนักรบทมิฬนี่นา!!!"

              "จริงด้วย! ข้าจำเขาได้ ในคืนนั้นเขาคือผู้สังหารออร์คหลายสิบตัว!"

              "มีข่าวลือว่าศพไร้หัวของหัวหน้าออร์คที่ถูกขนย้ายเข้ามาในเมืองเมื่อวันก่อน เขาคนนั้นแหละเป็นผู้สังหารมัน!"

              แต่แล้วพวกทหารบนกำแพงก็เริ่มส่งเสียงฮือฮา พลางชี้ไม้ชี้มือมาทางผมด้วยแววตาหวาดหวั่น ส่งให้หัวหน้าทหารครึ่งหมาป่าต้องเผยสีหน้าแปลกใจออกมา

              ดูเหมือนชื่อเสียงของผมจะโด่งดังในหมู่ทหารไม่น้อยเลยแฮะ...

              จากนั้นทหารก็พากันลงมาตรวจสอบด้วยท่าทางกล้า ๆ กลัว ๆ ต่อศพของหมูป่ายักษ์ แต่เมื่อยืนยันได้แล้วว่ามันตายจริง และพวกเราก็ได้โชว์บัตรนักผจญภัยให้ดูเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์แล้ว พวกเขาถึงจะอนุญาตให้เข้าไปในเมืองได้ แต่ต้องรอสักหน่อยเพื่อให้ทหารทำการเคลียร์คนออกจากถนน เพราะร่างของหมูป่ายักษ์มีขนาดใหญ่เกือบเท่าถนนทั้งเลนเลยทีเดียว

              รอสักพักทหารจึงยอมปล่อยให้พวกเราเข้าไปในเมือง โดยมีทหารประมาณ 10 กว่าคนเดินนำหน้า และตามหลังคอยควบคุมสถานการณ์ สมาชิกในปาร์ตี้ทุกคนล้วนตัวเกร็งแสดงสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เล่นทำเอาผมรู้สึกผิดเลยว่าตัวเองคิดถูกรึเปล่าที่นำศพของหมูป่ายักษ์สีดำตัวนี้กลับมา

              เสียงฮือฮาของประชาชนจากทั้งข้างถนน และในตัวบ้านสองข้างทางดังขึ้นไม่ขาดสาย แววตาหวาดกลัวปนแปลกใจต่างพากันจ้องมองศพของหมูป่ายักษ์ถูกมัดด้วยเชือกหนาไม่ละสายตา 

              "อาทัส เจ้าสาบานได้นะว่าพึ่งมาถึงเมืองนี้ ทำไมพวกทหารถึงได้รู้จักเจ้ากันหมดทุกคนกัน?"

              "ข้าสาบานได้ แต่ว่ามันเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นเล็กน้อยน่ะ"

              ผมกล่าวตอบครินซ์ด้วยใบหน้านิ่ง ทั้งที่ในใจกำลังรู้สึกกระวนกระวายที่ต้องตกเป็นเป้าสายตาของเหล่าประชาชนนับพันคนตามทาง

              "เล็กน้อย? เอาเถอะ... ข้าไม่รู้สึกแปลกใจอะไรในตัวเจ้าอีกแล้ว"

              ครินซ์ขมวดคิ้วเอ่ยทวน ก่อนจะทำสีหน้าปลงพลางยักไหล่กล่าวต่อด้วยท่าทางเหมือนกับยอมรับในอะไรบางอย่าง

              "ครั้งก่อนพวกข้าไปทำภารกิจเพียงไม่กี่วัน แต่ดูเหมือนจะพลาดเรื่องของเจ้าไปเยอะเลยนะ อาทัส"

              แจ็คเอ่ยปากกล่าวทั้งรอยยิ้มเจื้อน ผมไม่รู้จะตอบอะไรนอกจากส่งยิ้มแห้งให้เขาเท่านั้น

              "ท่านอาทัส!"

              ทันใดนั้นเองก็ได้มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งควบม้าตรงมาทางพวกเรา พร้อมกับเสียงใสตะโกนร้องเรียกดังเข้ามาในหู ผมจึงเพ่งตามองไปยังกลุ่มคนพวกนั้นก็พบกับใบหน้าคุ้นเคยอยู่ในกลุ่มนั้น

              ที่แท้ก็เป็นเซเลสทีนนั่นเอง และคนที่ควบม้านำหน้าอยู่ก็ไม่พ้นเจ้าเอลฟ์กวนบาทา กอร์ดอน โดยข้างหลังก็มีทหารเอลฟ์ประมาณเกือบสิบคนควบม้าตามมาอยู่ไม่ห่าง

              "ทำความเคารพท่านกอร์ดอน!"

              ทหารที่ล้อมรอบพวกเราอยู่พลันยกกำปั้นซ้ายขึ้นทุบอกเป็นการแสดงความเคารพ กอร์ดอนเองก็ทำความเคารพตอบรับบนหลังม้า ก่อนจะโบกมือไล่ทหารที่ล้อมรอบปาร์ตี้ของผมออกไป

              เดี๋ยวนะ? นั่นคือการกระทำของคนที่เป็นหัวหน้าเรอะ?

              "พวกเจ้ากลับไปซะ เดี๋ยวข้ารับช่วงต่อเอง"

              "รับทราบ!"

              พวกทหารตอบรับคำสั่งของกอร์ดอนอย่างแข็งขัน ก่อนจะกระทืบเท้าเดินกลับไปทางกำแพงเมืองอย่างว่าง่าย ส่วนกอร์ดอนก็ควบม้าเดินเข้ามาใกล้ผมทั้งสีหน้าหน่ายใจ

              "ที่แท้ก็เป็นเจ้าอีกแล้วสินะ? ข้านึกไว้ไม่มีผิดเลย พอมีรายงานเหตุวุ่นวายอะไรสักอย่างเกิดขึ้น หน้าของเจ้าก็มักจะผุดขึ้นมาในหัวเป็นอันดับแรก"

              เจ้าเอลฟ์กวนบาทากล่าวเหน็บแนมด้วยแววตาปลาตาย พลางชำเลืองมองหมูป่ายักษ์ด้านหลังผม ขณะเดียวกันเซเลสทีนก็กระโดดลงมาจากหลังม้า ก่อนจะวิ่งตรงเข้ามาหาผมทั้งสีหน้าเริงร่า

              "สวัสดีค่ะ ท่านอาทัส ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ"

              นางวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้า ก่อนจะโค้งคำนับเล็กน้อยพลางกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มหวาน ส่งให้ทุกคนในปาร์ตี้ล้วนแสดงสีหน้าแปลกใจออกมาอย่างปกปิดไม่มิด เมื่ออยู่ ๆ ก็มีสาวงามวิ่งเข้ามาทักทายผมเสียอย่างนั้น

              "ไม่ได้เจอกันเพียง 2 วัน เจ้าก็ถือว่านานแล้วงั้นรึ?"

              ผมเอ่ยตอบนางกลับไปทั้งรอยยิ้มบาง คำพูดนั้นส่งให้เซเลสทีนต้องยิ้มขำเล็กน้อย พลางช้อนนัยน์ตาสีทับทิมขึ้นมาสบตากับผม

              "สำหรับท่านที่มักจะมีเรื่องตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา การไม่ได้เจอกันเพียง 2 วันก็นับว่านานสำหรับข้าแล้วค่ะ... เอ๊ะ!?"

              เซเลสกล่าวพลางยกนิ้วซ้ายขึ้นมาเขี่ยเส้นผมสีทองยาวของตนไปมา ก่อนที่นางจะร้องเสียงเบาแสดงสีหน้าแปลกใจ

              "มีอะไรงั้นรึ?"

              ผมที่เห็นท่าทางเปลี่ยนไปของนาง จึงเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย

              "ม-- ไม่มีอะไรหรอกค่ะ! เพียงแค่... ข้ารู้สึกว่าท่านดูมีชีวิตชีวาขึ้น"

              เซเลสทีนแสดงท่าทางกระวนกระวายออกมา ก่อนจะตอบคำถามเสียงค่อย คำกล่าวนั้นส่งให้ผมต้องเลิกคิ้วขึ้นสูงแปลกใจ พอลองนึกย้อนกลับไปผมก็รู้สึกว่าตัวเองชักจะยิ้มมากกว่าแต่ก่อน

              "เอาล่ะ! หยุดจีบกันได้แล้ว! คราวนี้เจ้าก่อเรื่องอะไรอีกล่ะ? หรือว่าจะหมายถึงเจ้ายักษ์ที่เจ้านำมาด้วย?"

              ทันใดนั้นเอง กอร์ดอนก็ตบมือเสียงดังกล่าวขัดบทสนทนาของเราสองคน คำพูดนั้นส่งให้เซเลสทีนถึงกับหน้าแดงหันไปปฏิเสธด้วยท่าทางกระวนกระวายหนักกว่าเดิม

              "ก็นิดหน่อยน่ะ พอดีข้าไปพบมันเข้าที่ชายป่าตะวันออกพอดี"

              ผมไม่สนใจท่าทางของเอลฟ์สาวตรงหน้า หันไปกล่าวตอบกอร์ดอนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม พลางกระตุกเชือกในมือให้ศพของหมูป่ายักษ์สีดำเขยื้อนเข้ามาใกล้

              "แล้วเจ้าจะนำมันมาทำไม?"

              "ขาย"

              "ที่?"

              "กิลด์นักผจญภัย"

              "ก็กะไว้แล้ว..."

              เจ้าเอลฟ์ยกมือขึ้นตบหน้าผากฉาดใหญ่ทันทีที่ได้ยินคำตอบ ก่อนจะทำสีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก ราวกับว่าการนำศพของหมูป่ายักษ์มาขายจะเป็นเรื่องใหญ่อย่างไรอย่างนั้น

              "ถ้ายังไงข้าขอตามเจ้าไปด้วยละกัน การที่เจ้าขายมอนสเตอร์ระดับนี้ให้กับทางกิลด์นักผจญภัยเห็นทีจะเป็นเรื่องไม่สมควรนัก เพราะวัตถุดิบของมันอาจจะถูกปล่อยสู่ท้องตลาด แล้วไปตกอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดีได้ หากเจ้าขายกับทางกิลด์ได้เมื่อไหร่ เดี๋ยวข้าจะทำข้อตกลงกับหัวหน้ากิลด์เพื่อที่ทางกองทัพจะได้ขอซื้อต่อก็แล้วละกัน"

              กอร์ดอนยกมือขึ้นนวดระหว่างคิ้วพลางกล่าวอธิบายทั้งสีหน้ายุ่งยากใจ 

              "แล้วทำไมเจ้าไม่ขอซื้อต่อจากข้าโดยตรงเลยล่ะ?"

              "ในเมื่อเจ้าเอ่ยปากบอกเองว่าจะนำไปขายให้กับกิลด์นักผจญภัย ทางกองทัพก็ไม่อาจก้าวก่ายได้ เนื่องจากมันอาจจะทำให้ดุลอำนาจระหว่างกิลด์นักผจญภัย และกองทัพเกิดการสั่นคลอน นอกเสียจากจะทำข้อตกลงกับกิลด์นักผจญภัยต่ออีกทอดหนึ่งเท่านั้น"

              เจ้าหัวหน้าเอลฟ์ตอบคำถามผมด้วยน้ำเสียงดูเบื่อหน่าย ได้ยินแบบนั้นผมก็ยักไหล่ไม่ขัดข้องอันใด ก่อนจะเริ่มก้าวเดินตรงไปยังกิลด์นักผจญภัยต่อ โดยมีทหารเอลฟ์หลายนายควบม้านำหน้า และรั้งท้ายตามหลัง

              "เซเลสทีน กลับเข้าแถว"

              ส่วนเอลฟ์สาวผมทองก็จำใจต้องกลับไปประจำม้าของนาง เมื่อถูกหัวหน้าของตนเอ่ยปากสั่ง ดูเหมือนนางมีหลายเรื่องที่อยากจะพูดคุยกับผมมาก สังเกตได้จากสีหน้าเสียดายที่ต้องกลับไปประจำกลุ่ม

              เดินไปตามถนนใหญ่ไม่นานนัก ในที่สุดพวกเราก็มาถึงหน้ากิลด์นักผจญภัย โดยมีนักผจญภัยมากหน้าหลายตากำลังยืนจับกลุ่มอยู่หน้ากิลด์ พลางมองมาทางนี้ด้วยความสนใจใครรู้

              ดูเหมือนผมไม่จำเป็นต้องเข้าไปรายงานผลของภารกิจแต่อย่างใด เนื่องจากร่างของหัวหน้ากิลด์ได้เดินแหวกฝูงชนตรงเข้ามาหาพวกเราด้วยหน้าตาตื่นอันปกปิดไม่มิด

              "น-- นี่มัน! หมูป่าปีศาจ!!! อาทัส! ทำไมข้าไม่เห็นได้รับรายงานเลยว่าเจ้ารับภารกิจนี้ไปทำน่ะ!"

              ปฏิกิริยาของหัวหน้ากิลด์ก็เป็นไปตามคาด เขาตะโกนร้องออกมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ก่อนจะหันมากล่าวกับผมพร้อมกับร่างกายที่สั่นสะท้าน ผมเห็นท่าทางเช่นนั้นก็เลิกคิ้วสูงขึ้นพลางยักไหล่

              "ที่แท้เจ้าตัวนี้ก็คือหมูป่าปีศาจจริง ๆ สินะ... ข้าไม่ได้ตั้งใจไปล่ามันหรอก หัวหน้ากิลด์ซาริเดียส หากแต่มันมาปรากฎตัวขึ้นตอนที่ข้ากำลังทำภารกิจอื่นอยู่ต่างหาก ข้าจึงไม่มีทางเลือกนอกจากสังหารมันเท่านั้น"

              ในเมื่อได้รับการยืนยันว่าเจ้าหมูป่ายักษ์ตัวนี้ คือตัวเดียวกันกับหมูป่าปีศาจในภารกิจ ผมจึงกล่าวตอบเขากลับไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึมไร้อารมณ์ เล่นทำเอาหัวหน้ากิลด์ถึงกับตัวสั่น เหมือนกับอายุสั้นลงไปหลายปีเลยทีเดียว

              "ไม่มีทางเลือก? เจ้าพูดราวกับว่ามอนสเตอร์ระดับหายนะเป็นเพียงอาหารที่ต้องรับประทานทุกวันอย่างไรอย่างนั้น"

              คำเปรียบเปรยของเขาไม่ดูแปลกไปหน่อยรึไง?

              "แล้วไปทำภารกิจที่ไหนงั้นรึ? ถึงได้ไปเจอมันเข้าน่ะ"

              "ข้า และปาร์ตี้กำลังทำภารกิจตามล่าฝูง เฟลมมิ่ง วูล์ฟ อยู่น่ะ แต่ระหว่างนั้นเจ้าหมูป่าปีศาจตัวนี้มันกลับโผล่เข้ามาแทรกซะก่อน"

              ผมกล่าวตอบตามความจริง พลางเหลือบสายตามองศพของหมูป่ายักษ์ที่มีใบหน้าเละถูกเชือกหนามัดอยู่ข้างหลัง

              "ภารกิจตามล่าฝูง เฟลมมิ่ง วูล์ฟ งั้นรึ? ภารกิจนั่นมันอยู่ทางชายป่าทิศตะวันออกเลยนะ ทั้งที่เป็นอย่างนั้น แต่ทำไมหมูป่าปีศาจ ซึ่งสมควรจะอาศัยอยู่ในเนินเขาลึกเข้าไปในป่าร็อคเฮมฟ์กลับไปปรากฎตัวขึ้นที่นั่น? มัน... ไม่น่าเป็นไปได้"

              หัวหน้ากิลด์กล่าวพึมพำพูดกับตัวเองทั้งสีหน้าเป็นกังวล ส่งให้พนักงานกิลด์ผู้ติดตาม และผมต้องมองเขาด้วยความสงสัย

              "หมายความว่าอย่างไรรึ?"

              เมื่อสังเกตเห็นท่าทางไม่สู้ดีของหัวหน้ากิลด์เข้า ผมจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามออกไป ทำให้หัวหน้ากิลด์ต้องแสดงสีหน้าลังเล ก่อนจะตัดสินใจเงยหน้ากล่าวตอบคำถาม

              "มันไม่มีทางเป็นไปได้ที่มอนสเตอร์ระดับหายนะจะออกมาจากที่อยู่อาศัยเดิม เนื่องจากพวกมันมักจะยึดที่อยู่อาศัยเดิมเป็นอาณาเขต และไม่ออกไปนอกอาณาเขตของมัน กรณีของหัวหน้าออร์คเองก็เช่นกัน แต่มอนสเตอร์ระดับหายนะกลับออกมานอกอาณาเขตถึง 2 ตัว เช่นนี้มันผิดปกติเกินไป นอกเสียจากว่า..."

              หัวหน้ากิลด์กล่าวอธิบายด้วยสีหน้าดูไม่สู้ดีนัก ยิ่งเขาพูดมากเท่าไหร่สีหน้าก็ยิ่งขาวซีดมากขึ้นเท่านั้น ก่อนที่เขาจะชะงักคำพูดของตัวเองพลางกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ ราวกับว่าประโยคต่อไปเป็นเรื่องยากจะพูดออกมา

              "...มันจะถูกอะไรบางอย่างขับไล่ออกมาจากที่อยู่อาศัยเดิม"

              สิ้นคำนั้น พนักงานกิลด์ และนักผจญภัยโดยรอบก็พลันส่งเสียงฮือฮาแตกตื่นขึ้น แม้กระทั่งกอร์ดอนยังแสดงสีหน้าเคร่งเครียดออกมา

              ผมขมวดคิ้วแปลกใจ หากข้อสันนิษฐานของหัวหน้ากิลด์เป็นความจริง สิ่งที่สามารถขับไล่มอนสเตอร์ระดับหายนะได้จะต้องเป็นตัวอันตรายมากเป็นแน่

              "ยื่นเรื่องไปทางส่วนกลาง เพิ่มเวรยามรอบป่าร็อคเฮมฟ์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า"

              กอร์ดอนตัดสินใจหันไปกล่าวกับทหารเอลฟ์ข้างกายด้วยสีหน้าคร่ำเคร่ง ส่งให้ทหารเอลฟ์คนนั้นพยักหน้ารับคำสั่ง ก่อนจะควบม้าวิ่งจากไป ดูเหมือนเรื่องราวในคราวนี้จะไม่ใช่เรื่องเล็กซะแล้วสิ

              "หัวหน้ากิลด์ ซาริเดียส มิต้องเป็นกังวลไป ทางกองทัพจะเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด หากเกิดอะไรขึ้นพวกเราก็สามารถรับมือได้ทันการ"

              เจ้าเอลฟ์หันมากล่าวปลอบใจชายวัยกลางคนด้วยน้ำเสียงนุ่ม ส่งให้หัวหน้ากิลด์มีท่าทางใจเย็นขึ้นเล็กน้อย เขาพยักหน้ารับคำกล่าวของกอร์ดอร์น ก่อนจะเบนสายตากลับมามองผม

              "ข้าไม่คิดจะตรวจสอบอะไรเจ้าอีกต่อไปแล้วล่ะ ในเมื่อเจ้าเล่นลากมันมาให้ข้าเห็นกับตาเช่นนี้"

              หัวหน้ากิลด์กล่าวกับผมด้วยสีหน้าระเหี่ยใจ ก่อนจะหันไปกระซิบบอกอะไรบางอย่างกับพนักงานกิลด์ข้างกาย

              "สมาชิกร่วมปาร์ตี้กับอาทัส ยังไงก็ช่วยตามลูกน้องข้าไปรายงานผลภารกิจทีนะ ส่วนอาทัสตามข้ามา"

              คำพูดของหัวหน้ากิลด์ส่งให้ผมรวมถึงทุกคนในปาร์ตี้ต้องยกคิ้วขึ้นแปลกใจ ขณะเดียวกันพนักงานกิลด์ก็ผายมือเชื้อเชิญให้แจ็ค ครินซ์ คาร์ล และโซน่าเข้าไปในอาคารกิลด์นักผจญภัย

              "อะไรกัน! ข้าขอตาม-- โอ้ย!"

              "เข้าใจแล้วค่ะ"

              แจ็คมีท่าทีจะกล่าวแย้ง แต่เขาก็ถูกโซน่าขัดขึ้นเสียก่อน ด้วยการใช้ไม้คฑาในมือทุบเข้าที่หัว จนเจ้าตัวคนถูกทุบถึงกับต้องลงไปนอนดิ้นกับพื้นไปมา

              "หากเรื่องเสร็จเมื่อไหร่ เดี๋ยวมาเจอกันที่กิลด์นะ พวกเราจะได้แบ่งรางวัลกัน"

              ครินซ์กล่าวกับผมด้วยรอยยิ้มแห้ง พลางจับคอเสื้อของแจ็คเดินลากไปกับพื้น พร้อมกับคนอื่นที่เดินตามหลังของพนักงานกิลด์ไป เอิ่ม... นั่นหัวหน้าปาร์ตี้ของพวกนายเลยนะ ไม่คิดจะให้ความเคารพกันหน่อยรึไง?

              ผมยืนส่งพวกเขาจนกระทั่งลับสายตา ก่อนจะเดินตามหลังหัวหน้ากิลด์ไปทางด้านขวาของอาคารกิลด์นักผจญภัย พร้อมกับดึงเชือกที่มัดติดกับหมูป่าปีศาจลากตามมาด้วย โดยมีกอร์ดอน และทหารเอลฟ์ยังคงควบม้าติดตามอยู่ไม่ห่าง

              "ร่างของหมูป่าปีศาจมีขนาดใหญ่มากเกินไป ดังนั้นจึงต้องเอามาเก็บไว้ในโกดังกิลด์แห่งนี้"

              เมื่อเดินมาถึงหัวมุมของถนนที่ผมไม่เคยมา มันก็เผยให้เห็นโกดังขนาดใหญ่ตั้งอยู่ โดยมีคนสวมชุดเหมือนพนักงานกิลด์เดินเข้าออกแทบตลอดเวลา ก่อนที่หัวหน้ากิลด์ซาริเดียสจะกล่าวแนะนำโกดังตรงหน้า

              ผมไม่กล่าวอะไรนอกจากพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะลากศพของหมูป่าปีศาจเข้าไปไว้ในโกดังกิลด์ เมื่อเข้ามาแล้วผมก็พบว่าโกดังแห่งนี้มีขนาดใหญ่มาก ตามบล็อคจะมีกล่องไม้มากมายวางอย่างเป็นระเบียบเหมือนกับจัดหมวดหมู่สินค้า

              ส่วนพวกทหารเอลฟ์ก็ยืนรออยู่ข้างนอก รวมถึงเซเลสทีนด้วย มีเพียงกอร์ดอนเท่านั้น ที่เดินตามเข้ามาในโกดัง

              "แค่มองแวบแรกข้าก็รู้ถึงเจตนาที่เจ้านำร่างของหมูป่าปีศาจมาแล้ว ข้าจะรับซื้อร่างของมันในราคา 9,000 เหรียญทอง เนื่องจากมันมีความเสียหายค่อนข้างมาก ราคาค่าวัตถุดิบของมันจึงลดลง คิดว่าไงล่ะ?"

              หัวหน้ากิลด์ ซาริเดียส หันมากล่าวกับผมด้วยรอยยิ้ม หากคิดตามที่เขาพูด ราคาเท่านี้ก็สมเหตุสมผลอยู่ ผมเองก็จัดหนักเจ้าหมูป่ายักษ์นี่ไปมากจนตัวมันเสียหายอยู่หลายส่วน แต่ว่านะ...

              "12,000 เหรียญทอง"

              คำกล่าวของผมส่งให้รอยยิ้มของหัวหน้ากิลด์มลายหายไป ก่อนที่เขาจะรีบปั้นรอยยิ้มกลับมาอีกครั้งเป็นการยิ้มเจื้อน

              "เอ่อ... ราคาขนาดนั้น เห็นทีจะมากเกินไป ซัก... 9,500 เหรียญทองเป็นไง?"

              "12,000 เหรียญทอง"

              แม้หัวหน้ากิลด์จะเสนอราคาเพิ่มขึ้น แต่ผมก็ยังคงยืนยันคำเดิมด้วยสีหน้าเคร่งขรึมไม่เปลี่ยนแปลง ส่งให้กอร์ดอนที่เดินตามมาด้วยถึงกับหลุดขำออกมาเล็กน้อย

              "ราคาขนาดนั้น... มัน..."

              ต่างจากหัวหน้ากิลด์ดูจะมีสีหน้าบึ้งตึงมากขึ้นทุกที ผมไม่ยอมให้เขาได้หยุดครุ่นคิด ทำการเปิดปากกล่าวต่อ

              "ถ้าเช่นนั้นข้าจะนำมันไปขายให้กับทางกองทัพแทนละกัน"

              "เห้ย ๆ ไม่ดีมั้ง..."

              คราวนี้เป็นตาของกอร์ดอนที่เปลี่ยนเป็นสีหน้าลำบากใจ ก่อนที่เขาจะเอ่ยแย้งขึ้นด้วยคิ้วขมวดกันเป็นปม

              "เข้าใจแล้ว! 10,500 เหรียญทอง ขาดตัว! ข้าให้เจ้ามากกว่านี้ไม่ได้แล้ว"

              สุดท้ายหัวหน้ากิลด์ก็แสดงสีหน้าท่าทางกระวนกระวาย ก่อนจะตัดสินใจยื่นคำขาด แม้ราคาจะไม่เท่ากับที่ผมเสนอไป แต่การต่อรองเพื่อเพิ่มราคาก็ประสบผลสำเร็จ

              "ย่อมได้"

              ผมพยักหน้าตอบตกลงด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเรียบเฉย ทั้งที่ในใจลอบยินดีสุดขีด ขณะมองหัวหน้ากิลด์กำลังยืนเขียนเอกสารที่พนักงานกิลด์ส่งมาให้ด้วยสีหน้าบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด

              "หากนับรวมค่าตอบแทนจากภารกิจกำจัดหมูป่าปีศาจด้วยแล้ว ทั้งหมดก็ 19,000 เหรียญทอง เฮ้อ... เจ้าโผล่หน้ามาเพียงแค่ไม่กี่วัน กิลด์ของข้าก็ต้องเสียเงินไปร่วม 30,000 เหรียญทองแล้วนะ อย่างน้อยก็ช่วยเพลา ๆ เรื่องล่ามอนสเตอร์หายนะลงหน่อยเถอะ เจ้าน่ะ"

              หัวหน้ากิลด์ออกปากบ่นพลางยื่นเอกสารในมือส่งให้แก่พนักงานกิลด์ข้างกาย เพื่อดำเนินการเบิกงบประมาณ

              "ข้าเองก็ไม่ได้ตั้งใจ เพียงแค่มันมักจะโผล่มาหาข้าก็เท่านั้น"

              ผมได้ยินเช่นนั้นก็ไม่รู้จะตอบยังไงดี จึงยักไหล่ตอบแบบส่ง ๆ ไป พลางเหลือบมองเจ้าเอลฟ์ข้างกายกำลังยืนกลั้นขำด้วยท่าทางดูชอบอกชอบใจเป็นพิเศษ

              "เอาเถอะ... ในเมื่อเจ้าเล่นสังหารมอนสเตอร์ระดับหายนะติดต่อกันทีเดียวถึง 2 ตัวแบบนี้ เช่นนั้นข้าก็จะเลื่อนขั้นนักผจญภัยให้เจ้าเลยละกัน สนใจมั้ยล่ะ?"

              หัวหน้ากิลด์ดูมีสีหน้าปลงในอะไรบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยข้อเสนอกับผมด้วยท่าทางซังกะตาย คำพูดนั้นส่งให้ผมต้องเลิกคิ้วขึ้นสูง รู้สึกสงสัยว่าเลื่อนระดับให้ผมเร็วขนาดนี้มันจะดีจริง ๆ เหรอ?

              "ข้าพึ่งเป็นนักผจญภัยขั้นเงินได้เพียงไม่กี่วัน แต่อยู่ ๆ จะให้เลื่อนขั้นเลย มันจะดีรึ?"

              "ช่างหัวมันปะไร เจ้าทำผลงานในการสำเร็จภารกิจระดับหายนะติดต่อกันถึง 2 ภารกิจ ภายในไม่กี่วัน ทั้งที่ในระยะเวลากว่าร้อยปีที่ผ่านมาไม่มีใครทำภารกิจระดับหายนะสำเร็จเลยสักครั้ง หากไม่เลื่อนขั้นให้เจ้าเสียตอนนี้ ข้าก็คงเป็นได้แค่ไอโง่เท่านั้น!"

              หัวหน้ากิลด์ตอบผมด้วยน้ำเสียงห้วนดูแตกต่างจากวันก่อนลิบลับ แต่สาเหตุคงไม่พ้นเรื่องที่ผมสูบเงินกิลด์ไปหลายหมื่นเหรียญทองนั่นแหละ 

              หากคิดดูแล้ว การเลื่อนขั้นนักผจญภัยให้สูงขึ้นก็อาจจะทำให้ผมทำอะไรหลายอย่างสะดวกมากขึ้น เหมือนกับการได้รับบัตร VIP ในการเข้าถึงหน่วยงานต่าง ๆ เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อผมในอนาคต

              "ย่อมได้"

              เมื่อคิดไตร่ตรองให้ดีว่าไม่พบผลเสียอะไร ผมจึงตอบตกลงว่าจะเลื่อนขั้นนักผจญภัย ส่งให้หัวหน้ากิลด์ ซาริเดียสพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะรับกระดาษเอกสารจากพนักงานกิลด์สาวข้างกายมาเขียนอะไรบางอย่างลงไป

              "เจ้ารออยู่แถวนี้สักพักก่อนละกัน หากเรื่องเสร็จเมื่อไหร่ เดี๋ยวข้าจะมาแจ้งเจ้าเอง"

              หัวหน้ากิลด์ ซาริเดียส กล่าวกับผมด้วยรอยยิ้มพลางหันหลังกำลังจะเดินจากไป แต่เจ้าเอลฟ์กอร์ดอนที่ยืนรออยู่นานแล้วก็รีบเดินเข้าไปแทรก เพื่อเจรจาขอซื้อหมูป่าปีศาจต่อ

              "15,000 เหรียญทอง"

              "ห๊ะ!?"

              เสียงร้องของเจ้าเอลฟ์ดังลั่นไปทั่วโกดัง แต่ผมก็หาได้สนใจไม่ นำพาร่างสวมเกราะทมิฬก้าวเดินออกมาข้างนอก ตรงไปยังกลุ่มทหารเอลฟ์ที่กำลังยืนรออยู่ตรงจุดพักม้า

              "เสร็จแล้วเหรอคะ ท่านอาทัส"

              เซเลสทีนที่สังเกตเห็นผมกำลังเดินเข้ามาใกล้ก็กล่าวทักด้วยรอยยิ้มหวาน พลางใช้แปรงในมือหวีขนม้าอย่างอ่อนโยน สร้างความพึงพอใจให้แก่เจ้าม้าสีน้ำตาลเป็นอย่างมากจนมันต้องหลับตาพริ้มด้วยความรู้สึกเคลิบเคลิ้ม

              "ก็นะ ที่เหลือก็แค่รอเงินรางวัลเท่านั้น"

              ผมยักไหล่กล่าวตอบนางด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม พลางกวาดตามองทหารเอลฟ์คนอื่นกำลังใช้แปรงในมือหวีขนม้าเช่นกัน แต่เมื่อผมหันไปทางใคร พวกเขาก็ต่างพากันหลบตาผมกันหมดเลย

              "คิก ๆ ข้าไม่นึกเลยนะคะ ทั้งที่ท่านติดหนี้ตั้ง 40,000 เหรียญทอง แต่ท่านกลับสามารถหามันมาเกือบครบจำนวนได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน ต่อให้ข้าใช้เวลาทั้งชีวิตยังไม่รู้เลยว่าจะหามาได้ 10,000 เหรียญทองรึปล่าว"

              เอลฟ์สาวยกมือขึ้นป้องปากหัวเราะออกมาเล็กน้อย พลางกล่าวทั้งรอยยิ้มหวาน นางหยุดหวีขนของเจ้าม้า ก่อนจะหยิบแครอทออกมาจากกระเป๋าเข็มขัดยื่นให้มันกิน 

              "ก็ใช่ว่าข้าจะหามาได้ง่าย ๆ ทุกครั้งย่อมต้องเสี่ยงตายทั้งนั้น"

              ผมกล่าวพลางยื่นมือไปหมายจะลองลูบหัวของเจ้าม้าสีน้ำตาลดูบ้าง แต่มันกลับหันศรีษะหลบมือของผมเสียอย่างนั้น พร้อมกับเคี้ยวแครอทในปากเสียงดังหงุบหงับ

              "เจ้าสเฟนเซอร์ ไม่ชอบให้ใครมาลูบมันตอนกำลังกินอาหารอยู่น่ะค่ะ อย่าถือสามันนักเลย"

              "งั้นรึ"

              ผมลดมือค้างเก้อของตัวเองลงมาไว้ข้างตัว พลางมองใบหน้าสวยของเซเลสทีนกำลังยิ้มบาง พร้อมกับใช้มือขาวผ่องลูบแผงขนของม้าสีน้ำตาลอย่างอ่อนโยน 

              ภาพของสาวเอลฟ์ผู้งดงามตรงหน้า มันช่างราวกับรูปวาดที่ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยฝีมือของนักจิตรกรมืออาชีพอย่างไรอย่างนั้น ยามใดที่ได้จ้องมองมันแทบจะทำให้ทุกผู้คนต้องมนต์

              "นั่นไง! คนที่ทำร้ายข้า!"

              แต่แล้วทันใดนั้นเอง เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งก็ได้ดังขึ้นจากไม่ไกล ส่งให้ผมต้องเหลือบสายตาไปมองด้วยความแปลกใจ พบกับเจ้าหนุ่มหัวทองในสภาพเต็มไปด้วยผ้าพันแผลอันแสนคุ้นเคยกำลังกระทืบเท้าเดินตรงมาทางนี้ พร้อมกับกลุ่มคนสวมชุดเกราะสีเงินเปล่งประกายที่เดินติดตามมาด้านหลัง

              เจ้าหมอนี่... ฟื้นตัวไวดีนี่นา

              ผมแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายออกมาอย่างปกปิดไม่มิด ก่อนจะผละตัวจากเซเลสทีนเดินตรงไปเผชิญหน้ากับเจ้าหัวทองสวมชุดเกราะสีเงินเปล่งประกายอันแสนโดดเด่น 

              "ท่านอาทัส!"

              เซเลสทีนตะโกนเรียกด้วยความเป็นห่วง แต่ผมก็ยกมือขึ้นปรามพลางส่งสายตาไปสบตากับนางเป็นนัยยะบอกว่าไม่ต้องห่วง ก่อนจะหันกลับมามองเจ้าหัวทองกำลังเดินกระเผลกตรงมาหาผมด้วยแววตาแฝงแววอาฆาต

              "มีอะไรอีก? หรือว่ายังไม่เข็ด?"

              ผมยักคิ้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุมทุ้มต่ำ พลางเหลือบมองร่างของคนจำนวน 3 คนกำลังเดินตามหลังเจ้าหัวทองมาติด ๆ พวกเขาล้วนสวมชุดเกราะสีเงินเปล่งประกาย เป็นใครมาเห็นต่างก็รู้ว่าเจ้าพวกนี้เป็นพวกเดียวกัน

              "หึ! ปากดีนักนะ! แต่ท่าทางอวดดีนั่นจะอยู่ได้นานอีกสักเท่าไหร่กันเชียว!"

              เขากล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง พร้อมกับร่างสวมชุดเกราะสีเงินเปล่งประกายทั้ง 3 คน ได้เดินมาหยุดอยู่ด้านข้างของเจ้าหนุ่มหัวทอง บรรยากาศอันไม่ธรรมดาแผ่ออกมาจากตัวของพวกเขาอย่างชัดเจน

              และที่ดูจะอันตรายมากที่สุด เห็นทีคงจะเป็นชายหนุ่มใบหน้าขาวหล่อเหลา มีเรือนผมหยักศกยาวสีเงิน สีหน้าออกเย็นชาดูไม่แยแสต่อสิ่งรอบข้าง เขาสวมชุดเกราะสีเงินเปล่งประกาย และสะพายดาบเคลย์มอร์ไว้บนแผ่นหลัง ผ้าคลุมหลังสีขาวสว่างโบกสะบัดตามแรงลมที่พัดพามา

              คำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวทันที เมื่อได้พบกับกลุ่มคนพวกนี้ นั่นก็คือคำว่า แสบตา

              ผมหรี่ตาลงมองสำรวจแต่ละคนล้วนเป็นชายหนุ่มกันหมดทั้งนั้น โดยมีเจ้าหนุ่มผมทองยืนหน้าสลอนแสยะยิ้มอยู่ตรงกลาง

              "คนนี้น่ะเหรอที่จัดการเจ้าจนเกือบตายน่ะ เอริค?"

              "ท่าทางดูน่าเกรงขามมิใช่น้อยนะเนี่ย"

              "..."

              บุรุษสวมชุดเกราะสีเงินเปล่งประกายผู้มาใหม่มองผมตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า พลางเอ่ยปากขึ้นแสดงความแปลกใจ ต่างจากชายหนุ่มผมหยักศกสีเงินยังคงสีหน้าเย็นชาไม่กล่าวอันใด

              "ม-- มันเล่นสกปรกต่างหาก! ไม่อย่างนั้นข้าจัดการมันได้ไปนานแล้ว ไม่จำเป็นต้องยืมมือพวกเจ้าเลยด้วยซ้ำ!"

              เจ้าหนุ่มหัวทองกล่าวแย้งด้วยน้ำเสียงเลิ่กลัก พลางจ้องเขม็งมาทางผมฉายแววอาฆาต

              "แล้ว? เจ้าคิดจะนำพรรคพวกมาเล่นงานข้าเพื่อเป็นการเอาคืนงั้นรึ แค่สามคนไม่น้อยไปหน่อยรึไง?"

              ผมไม่สนใจคำกล่าวของผู้มาใหม่ทั้งสอง ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นกอดอกกล่าวกับเจ้าหัวทองทั้งสีหน้าเคร่งขรึม พลางชำเลืองมองชายหนุ่มเรือนผมหยักศกสีเงินด้วยความสนใจ

              "หนอย... จะปากดีได้ก็แค่ตอนนี้เท่านั้น! เพราะเจ้าบังอาจทำร้ายข้า! เหล่าพรรคพวกพญามังกรค้ำฟ้าจึงไม่อาจอยู่เฉยได้ โดยเฉพาะท่านหัวหน้าทีมพญามังกรค้ำฟ้า ซึ่งเป็นชายที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองนี้ได้เดินทางมาด้วยตัวเอง! รับรองว่าเจ้าต้องไม่รอดแน่!"

              พญามังกรค้ำฟ้า!

              การที่มีกลุ่มคนสวมชุดเกราะสีเงินเปล่งประกายก็เรียกความสนใจมากพอแล้ว ยิ่งมีคำนี้หลุดออกมาก็ยิ่งเรียกความสนใจของผู้คนโดยรอบมากขึ้นไปอีก เนื่องจากคำนี้เป็นชื่อเรียกของทีมนักผจญภัยที่แข็งแกร่งที่สุดในเมือง ซึ่งได้รวมนักผจญภัยระดับมิธริลกว่า 9 ชีวิตเอาไว้ด้วยกัน ไม่มีภารกิจระดับอันตรายใดที่พวกเขาจะทำไม่สำเร็จ

              โดยเฉพาะคำว่าหัวหน้าทีมพญามังกรค้ำฟ้า มันก็ยิ่งทำให้ผู้คนส่งเสียงฮือฮามากขึ้นไปอีก ในเมื่อคำนี้คือการเรียกขานชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในเมืองปราการซาดีน เขาเปรียบเสมือนจุดสูงสุดของนักผจญภัยระดับมิธริลกว่า 12 ชีวิตที่อาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้อย่างไรอย่างนั้น

              และตอนนี้ชายคนนั้นได้มาเยือนที่นี่แล้ว...

              ผู้คนโดยรอบที่สังเกตเห็นบุรุษสวมชุดเกราะทมิฬร่างสูงใหญ่ได้ถูกทีมพญามังกรค้ำฟ้าเพ่งเล็งก็ต่างพากันรู้สึกเวทนา ไม่ว่าใครที่ได้เป็นศัตรูกับพวกเขา ล้วนจะต้องมีจุดจบไม่บาดเจ็บสาหัส ก็ต้องหนีไปอยู่เมืองอื่นกันทั้งนั้น

              แต่ทว่า...

              "แล้วไง?"

              คำพูดสั้นห้วน และการยกคิ้วขึ้นสูงเล็กน้อยดูไม่แยแสของบุรุษร่างสูงสวมชุดเกราะทมิฬ ส่งให้ผู้คนโดยรอบถึงกับต้องอ้าปากค้าง พลางคิดกันอย่างพร้อมเพรียงกันว่าเจ้าหมอนี่มันเสียสติไปแล้วรึยังไง!!!

    ____________________________________________


    อัพเมื่อวันที่ 3/12/2563