ภานุวัฒน์ยืนน้ำตาตกใน
(เพราะเถียงไม่ทัน) ฟังผู้สูงวัยทั้งสองบ่นใส่อย่างเบลอ ๆก็พยายามทำความเข้าใจว่าลูกพลับเป็นเด็กที่น่ารักที่สุดในโลก ใคร ๆ ก็ต้องอยากเล่นอยากเจอกับลูกพลับที่น่ารักของเขาเป็นธรรมดาก็ขนาดเจ๊ง้อมีลูกหลานอยู่ในวัยเดียวกันกับลูกพลับก็ยังไม่ไปเล่นกับหลานตัวเองเลยพร่ำร้องจะให้ลูกพลับไปเล่นที่ร้านอยู่ได้
แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้มันเกี่ยวข้องกันยังไงกับการที่ภานุวัฒน์จะไม่เอาขวดพลาสติกกับกระป๋องอะลูมิเนียมจากร้านเจ๊พรไปขายฟรีๆ เรื่องนี้ก็ยังคงเป็นปริศนาอยู่
หลังจากเถียงกันไปมาสองสามเรื่องด้วยเรื่องที่ปนกันมั่ว ๆ อย่างมึนๆ แล้ว อยู่ดี ๆ เจ๊พรกับเจ๊ง้อก็สรุปออกมากันได้เองเฉยเลยว่าเจ๊พรจะยอมรับเงินค่าซื้อขวดกับกระป๋องจากทิดวัฒน์ก็ได้แต่มีข้อแม้ว่าทิดวัฒน์จะต้องพาลูกพลับไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวฟรีที่ร้านเจ๊ง้อทุกเช้าก่อนไปทำงาน
ไตเติ้ลฟังแล้วก็เบลอ ๆ สมองปะติดปะต่อความคิดของหญิงวัยฮอร์โมนเหวี่ยงทั้งสองคนนี้ไม่รู้เรื่องเท่าไหร่นักหรอกแต่คิดดูแล้วค่าต้นทุนขยะที่จะซื้อจากเจ๊พรนั้นเป็นเงินเฉลี่ยสามถึงห้าร้อยบาทตามแต่ปริมาณของขวดและกระป๋องในแต่ละวันส่วนก๋วยเตี๋ยวร้านเจ๊ง้อนั้นชามละยี่สิบห้าบาทเขากับลูกพลับกินฟรีกันคนละชามก็เป็นเงินห้าสิบบาท นับว่าไม่มากจนเกินไปแบบนี้ภานุวัฒน์ยินยอมให้เลี้ยงได้และเจ๊ง้อก็จะได้เจอหน้าลูกพลับทุกเช้าตามใจคนแก่ปรารถนาด้วย
เห็นว่าเป็นข้อตกลงที่วิน ๆ กันทุกฝ่ายได้อย่างเบลอ ๆ ทิดวัฒน์ก็รีบตอบตกลงจ่ายค่าขวดพลาสติกกับกระป๋องอะลูมิเนียมให้เจ๊พร แล้วอุ้มลูกชายขึ้นรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างขี่จากมาอย่างมึนๆ
ชายหนุ่มไม่รู้ความจริงว่าจริง ๆ แล้วราคาค่าขวดเปล่าพวกนั้นเจ๊พรลงทุนไปมากกว่าที่ขายให้ทิดวัฒน์เยอะมากยอมให้อีกฝ่ายจ่ายมาเล็กน้อยมีส่วนต่างที่เกินขึ้นมาเจ๊พรก็เต็มใจจ่ายให้เพราะคิดว่าตัวเองได้ทำบุญช่วยสร้างชีวิตให้กับคนดี ๆ อย่างทิดวัฒน์
และเหตุทั้งหมดทั้งสิ้นที่เจ๊ทั้งสองคนอัญเชิญองค์ดราม่าควีนกับองค์เทพสงครามลงมาประทับร่างนั้นก็เป็นเพราะทั้งสองต่างเตี๊ยมกันมาก่อนแล้วว่าถ้าเจ๊ง้อทำให้สองคนนี้มาทานก๋วยเตี๋ยวฟรีที่ร้านได้ทุกเช้าเจ๊พรจะให้ลูกชิ้นฟรีสามแพ็กกับเจ๊ง้อทุกวันอีกด้วย
หึ! ลูกชิ้นเจ๊พรแพ็กละหกสิบห้าบาท[1]หนึ่งแพ็กมีตั้งเกือบร้อยห้าสิบลูกได้ฟรีมาวันละสามแพ็กร้านก๋วยเตี๋ยวก็ลดต้นทุนค่าลูกชิ้นไปได้เลยทำเกาเหลาลูกชิ้นลวกให้ทิดวัฒน์กับเจ้าหนูลูกพลับกินฟรีกันชามละสิบลูกทุกเช้าเจ๊ง้อยังถือว่ากำไรส่วนเจ๊พรก็ถือว่าได้ประโยชน์เพราะก็ได้ช่วยเลี้ยงอาหารทิดวัฒน์ทุกเช้าได้ช่วยเหลือคนดี ๆ ที่ทำความดีมันก็เหมือนกับได้ใส่บาตรทุกเช้านั่นแหละ
หลวงตาแช่มเคยสอนเอาไว้ว่า ทำบุญกับคนดี ๆ ได้ช่วยเหลือคนดีแล้วชีวิตจะเจริญเจ๊พรมาคิด ๆ ดูแล้วก็เห็นว่าทิดวัฒน์นี่แหละที่เป็นคนดีที่สุดในซอย ณ เวลานี้แล้ว
ดูอย่างเฮียฮั้วสิได้ช่วยเหลือทิดวัฒน์แล้วก็เจริญเอา ๆ ขนาดลูกที่หมอดูฟันธงมาแล้วว่าไม่มีทางได้พอได้มาช่วยเหลือทิดวัฒน์แป๊บเดียวเมียก็ยังท้องแล้วเลยเจ๊พรได้เลี้ยงอาหารเช้าทิดวัฒน์ทุกวันแบบนี้ร้านจะต้องเจริญขึ้น ๆ สุด ๆ ไปเลยอย่างแน่นอน
โชคดีที่ภานุวัฒน์ขี่รถ
จากมาโดยไม่รู้ถึงความคิดอันมีตรรกะชวนมึนของเจ๊พรในข้อนี้สมองของชายหนุ่มจึงคิดถึงแต่เรื่องงานและทางเดินในชีวิตของตนเองต่อไปได้โดยไม่ต้องปวดหัวมึนงงมากสักเท่าไรนัก
ไตเติ้ลคำนวณแล้วว่าชีวิตใหม่ของเขาในเวลานี้น่าจะราบรื่นได้โล่อยู่พอสมควรเพราะของที่ได้มาขายโดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นในราคาต่ำกว่าทุนมากอาหารเช้าก็กินฟรี แถมอาหารเย็น…
แหม่!พอพูดถึงอาหารเย็นเรื่องนี้ก็ยังมีตำนานอยู่อีกเหมือนกัน
ในตอนที่พาลูกพลับไปฝึกใช้คอมพิวเตอร์ที่โรงพิมพ์ของเฮียฮั้วนั้นป้าวิภาก็ทำอาหารเผื่อให้เขากับลูกพลับทานด้วยทุกครั้งแถมยังมีขนมให้หิ้วกลับบ้านอยู่ทุกวันอีกต่างหาก
ทีแรกไตเติ้ลก็ปฏิเสธด้วยความเกรงใจแต่กลับถูกเฮียฮั้วโกรธเอาอีกว่าทำให้ลูกเขยตัวน้อย(ว่าที่)สามีของน้องพลับพลึงต้องอดอยาก…
ว้อย! เจ๊ง้อก็คนหนึ่งโวยวายว่าลูกพลับตัวผอมไปแล้ว เฮียฮั้วยังจะมาเบลมว่าเจ้าลูกพลับอดอยากได้อีกล่ะ
หันมาดูหน้าตาแก้มป่องพุงพลุ้ยของเจ้าลูกพลับตอนนี้กันก่อนจะบ่นหน่อยสิเจ้านี่อดอยากเสียที่ไหนกันเล่า!
หนูลูกพลับตัวผอมเด็กขาดสารอาหารที่ไม่มีอันจะกินนั่นน่ะมันเป็นเรื่องราวก่อนที่ไตเติ้ลจะมายัดไส้ในแทนเจ้าเดชาขี้เมานั่นต่างหากแต่ตอนนี้ลูกพลับทานข้าวครบสามมื้อ ขนมผลไม้ไม่เคยขาด ทุกคนก็ยังเอาภาพจำเดิม ๆของเจ้าเด็กขาดสารอาหารนั่นมาบ่นกันอยู่ได้
ดูสภาพลูกพลับตอนนี้กันหน่อยเท้ออออ ถ้าโดนขุนไปมากกว่านี้หนูลูกพลับเขยเฮียฮั้วมีแววคงจะได้เติบโตไปเป็นกระปุกออมสินหมูปุกลุกได้อย่างแน่นอนแล้วเนี่ย
“เฮียอย่าไปว่าทิดเขาเลย มันเป็นความผิดของฉันต่างหากเพราะฉันทำอาหารไม่อร่อยทิดวัฒน์ก็เลยไม่อยากจะทานอาหารที่ฉันทำ”
พอภานุวัฒน์เริ่มปฏิเสธหนักแน่น ป้าวิภาอยู่ ๆ ก็น้อยอกน้อยใจโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองเฉยเลย
“ทิดบอกมาตรง ๆ เลยดีกว่า!คุณวิภาของเฮียทำอาหารไม่อร่อยตรงไหน มาทำเมียเฮียร้องไห้ทิดจะต้องโดนตีมิใช่น้อยเลยนะ!”
เฮียฮั้วพอเห็นเมียตัวเองคร่ำครวญก็ให้องค์ลงทันควัน
อันที่จริงหมอก็เตือนมาก่อนแล้วว่าคุณวิภาที่เพิ่งจะตั้งครรภ์อ่อนๆ อาจจะมีอารมณ์อ่อนไหวไปบ้าง ให้ดูแลเมียให้ดีเฮียฮั้วรู้ก็เฝ้าทะนุถนอมดูแลความรู้สึกเมียรักทุกสิ่งอย่าง แต่ทิดวัฒน์อยู่ ๆกลับมาทำคุณวิภาน้ำตาตกแบบนี้ เห็นจะต้องเคลียร์กันยาวเสียแล้ว
“ไม่ใช่นะครับ คุณวิภาทำอาหารอร่อยมาก ๆ เลยนะครับโดยเฉพาะแกงกะทิตำรับไทยเดิม อร่อยสุดทุกอย่างเลยครับ”ทิดวัฒน์พยายามอวยทั้งที่เหงื่อตก
“ใช่แล้วครับ ขนมของคุณแม่ยายก็อร่อยมาก ๆลูกพลับชอบทานบัวลอยที่คุณแม่ยายทำที่สุดเลยครับ” ลูกพลับช่วยป๊ะป๋าการันตี
เด็กชายถูกเฮียฮั้วสั่งสอนให้เรียกเฮียฮั้วว่าพ่อตาและเรียกป้าวิภาว่าแม่ยายมาโดยตลอดแต่พอจะเรียกตามที่ถูกสอนก็เห็นป๊ะป๋าทำหน้ากระอักกระอ่วนแปลก ๆลูกพลับจึงไม่ยอมทำตาม แต่ตอนนี้ป๊ะป๋าเข้าตาจนถึงเวลาที่ลูกพลับควรจะปล่อยไม้ตายได้แล้วสินะ
เด็กชายไม่รู้หรอกว่าพ่อตากับแม่ยายแปลว่าอะไรรู้แต่ว่าเฮียฮั้วกับป้าวิภาอยากให้ลูกพลับเรียกอย่างนี้ลูกพลับก็จะเรียกตามถ้าป้าวิภาอารมณ์ดีแล้วป๊ะป๋าจะได้ไม่ถูกดุ
“ตายจริง เจ้าลูกเขยน่ารักขนาดนี้ มาอยู่กับแม่ไหมแม่จะทำบัวลอยให้หนูทานทุกวันเลย”ป้าวิภาจากที่เมื่อครู่ยังคร่ำครวญก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันตายังดึงลูกพลับเข้าไปกอดไปหอมทำอย่างกับเป็นลูกในไส้ของตัวเอง
‘เดี๊ยววว!!นั่นมันลูกผมนะคร้าบบบบ จะมาลักพาตัวกันไปด้วยบัวลอยดื้อ ๆ อย่างนี้ม่ายด๊ายน้าา’
ภานุวัฒน์ได้แต่สครีมทั้งน้ำตาอยู่ในใจ
“จริง ๆ แล้วคือผมเกรงใจ...”
“นั่นไง ๆ ๆ ว่าแล้วว่าต้องเป็นเพราะแบบนี้”
เฮียฮั้วแทรกพร้อมกับคว้าม้วนกระดาษใกล้มือมาฟาดใส่ชายหนุ่มแรงพอประมาณที่อีกฝ่ายจะเจ็บได้โดยไม่บาดเจ็บ
‘เดี๋ยว... นี่ตีกันจริง ๆ ด้วยเหรอเนี่ย เฮี๊ยยยย!’
“ทิดวัฒน์ทำไมทำแบบนี้พวกเราเป็นทองแผ่นเดียวกันแล้วทิดยังจะมาเกรงอกเกรงใจอะไรกันอีก” ป้าวิภาบ่นเปาะ
“ใช่ ๆเฮียก็บอกตั้งกี่ครั้งแล้วว่าเรามันคนกันเอง กับเฮียทิดอย่าเกรงใจ สอนแล้วไม่จำไม่เหมือนลูกพลับที่ยังยอมเรียกเฮียว่าพ่อตาแล้วเลย”
เฮียฟาดม้วนกระดาษใส่ชายหนุ่มเข้าให้เบา ๆอีกครั้ง
“ตกลงก็ทานข้าวเย็นกันที่นี่แหละ ป้าจะทำเผื่อแต่ถ้าทิดคิดว่าอาหารที่ป้าทำมันไม่ได้เรื่องทิดจะไม่กินก็ตามใจ”
ป้าวิภาบ่นไปก็งอนไป เอาเถอะอย่างน้อยหนูลูกพลับก็ยังชอบขนมบัวลอยของเธอแบบนี้คนทำค่อยมีกำลังใจอยากจะทำขึ้นมาหน่อย
“อาหารของคุณวิภาอร่อยจริง ๆ นะครับตกลงผมจะทานข้าวเย็นที่นี่ทุกมื้อเลยครับ ขอโทษจริง ๆ ที่เกรงใจนะครับ”
ไตเติ้ลยกมือไหว้สองสามีภรรยาพร้อมน้อมรับความผิดในทุกกรณี
เอาเถอะอย่างไรเสียทั้งสองคนก็หวังดีกับเขาด้วยใจจริงความเกรงใจคนเราควรมีพอให้เป็นมารยาทที่ต้องมีแต่ถ้ามีคนหวังดีเป็นห่วงเรามากขนาดนี้การไม่ยอมรับน้ำใจของอีกฝ่ายก็นับได้ว่าเป็นการเสียมารยาทอย่างร้ายแรงที่ไม่ควรทำโดยเด็ดขาด
อย่างน้อยก็นับว่าประหยัดค่าใช้จ่ายเพิ่มได้อีกมื้อตอนนี้เขากับลูกพลับสองคนใช้เงินกันแบบไม่ได้ประหยัดมากก็เฉลี่ยวันละไม่เกินสองร้อยบาทเท่านั้นหากเทียบกันแล้วรายได้ที่หาเข้ามานั้นมีมากเกินกว่ารายจ่ายเยอะมาก ๆ
อย่างที่บอกว่าในวันที่ไม่มีเพลทมูลค่าสูงให้ขายเลยจริงๆ เขาก็ยังมีรายได้เฉลี่ยต่อวันถึงห้าพันบาทแต่ในความเป็นจริงแล้วโรงพิมพ์เฮียฮั้วกิจการดีมากเมื่อเทียบกับโรงพิมพ์อื่น ๆ ที่เขาไปติดต่อเจรจาขอซื้อเพลทด้วย
โรงพิมพ์อื่นหากขายเพลทให้เขาแล้วครั้งหนึ่งอาจจะต้องรอเวลาอีกสักเดือนถึงสองเดือนจึงจะมีเพลทมากพอสำหรับการซื้อขายครั้งต่อไปแต่โรงพิมพ์เฮียฮั้วนั้นมีเพลทเข้าใหม่ได้ทุกอาทิตย์เยอะจนขายไม่หวาดไม่ไหวกันเลยทีเดียว
ไตเติ้ลรู้จากเฮียฮั้วมาว่าระยะเวลาการพิมพ์หนังสือหนึ่งปกไม่รวมเวลาของการพิมพ์ข้อมูลและออกแบบอาร์ต จะอยู่ที่ราวไม่เกินห้าวันโรงพิมพ์ของเฮียฮั้วมีแท่นพิมพ์ขาวดำอยู่สองเครื่อง แท่นพิมพ์สีหนึ่งเครื่องก็นับได้ว่าเป็นโรงพิมพ์ใหญ่ ทั้งยังมีเครื่องไสกาวและเคลือบปกเองด้วยเรียกได้ว่าเป็นโรงพิมพ์ใหญ่ที่มีอุปกรณ์ครบวงจร[2]เลยทีเดียว
ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะว่าโรงพิมพ์ของเฮียฮั้วนั้นมีอุปกรณ์ที่ค่อนข้างครบครันทำให้ผลิตหนังสือได้ไวโดยไม่ต้องไปเข้าคิวไสกาวหรือเคลือบปกที่ไหน มีสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ เป็นขาประจำและมีลูกค้าเข้ามาจ้างงานเยอะมาก
แต่พอภานุวัฒน์อนุมานเหตุผลไปอย่างนั้นก็ถูกเฮียฮั้วเถียงกลับมาว่าสาเหตุที่โรงพิมพ์มีลูกค้าเยอะนั้นเป็นเพราะว่าทิดวัฒน์เอาข้าวสารอาหารแห้งที่ติดแบรนด์โฆษณาโรงพิมพ์ไปแจกจ่ายตอนน้ำท่วมต่างหากโรงพิมพ์จึงได้เป็นที่รู้จัก ทำให้มีลูกค้าเข้ามาไม่ขาดสายอย่างนี้
คุยไปคุยมาการก็กลับกลายเป็นว่าทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นความดีความชอบของเขาไปเสียอีกแต่เอาเถอะ อย่างไรเสียการที่กิจการของโรงพิมพ์เฮียฮั้วดีมาก ๆ นั้นก็นับว่าเป็นเรื่องดี
เพราะเพียงแค่ของโละทิ้งจากโรงพิมพ์ของเฮียฮั้วก็ทำรายได้ให้เขาถึง35,000 บาทต่อสัปดาห์แล้วพอไปรวมกับเศษกระดาษขวดพลาสติกจากที่อื่น ๆ อีก รายได้ต่อสัปดาห์ของภานุวัฒน์ก็
แทบจะไม่เคยต่ำกว่าครึ่งแสน.
[1] ราคาข้าวของในเรื่องหากมีคนรู้สึกว่าถูกจังเลยอันนี้ก็คืออิงจากราคาข้าวของจริง ๆ ในยุคสมัยนั้นนะคะราคาค่าแรงขั้นต่ำช่วงนั้นคือ 125-150บาทต่อวันซึ่งไม่ใช่อัตราคงที่ที่รัฐประกาศนะคะแต่เป็นราคาต่อวันที่มีการจ้างจริงในยุคนั้นค่ะ งานพาร์ทไทม์ชั่วโมงละ 17-20บาท
[2] ในยุคก่อนโรงพิมพ์ทั่วไปมักไม่เป็นแบบครบวงจรโดยมากแล้วมักจะมีแค่แท่นพิมพ์ ไม่มีเครื่องเคลือบปกและเครื่องไสกาวบางโรงพิมพ์ก็อาจมีเพียงแค่แท่นพิมพ์ขาวดำอย่างเดียวหรือแท่นพิมพ์สีอย่างเดียวซึ่งโรงพิมพ์ของเฮียฮั้วนั้นก็ยังไม่ครบวงจรไปเสียทีเดียว เพราะยังเป็นระบบที่ต้องจ้างที่อื่นให้ทำเพลทให้อยู่