Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 4 บทที่ 118 จระเข้จักรพรรดิทะลวงระดับ

            ท่ามกลางยามรัตติกาลอันหนาวเหน็บจันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่กลางนภา ส่องกระจ่างในหมู่ดาราระยิบระยับ

            ในขณะนั้นเองหุบเขาเร้นลับแห่งหนึ่งกลับเกิดการสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นขึ้นอย่างฉับพลัน

            ผืนปฐพีสั่นไหว มวลศิลาถล่มทลาย

            หากมองจากระยะไกลราวกับหุบเขาทั้งผืนกำลังพลิกคว่ำด้วยมือที่มองไม่เห็น

            ทว่าในชั่วพริบตานั้นเอง

            “โฮก...”

            เสียงคำรามน่าขนลุกกึกก้องกัมปนาทไปทั่วผืนฟ้า

            คลื่นเสียงที่สั่นสะเทือนจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแผ่กระจายออกไปราวกับระลอกน้ำไม่มีที่สิ้นสุด

            “แกว๊ก... แกว๊ก... แกว๊ก...”

            เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมนกนับไม่ถ้วนร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าดุจห่าฝน

            ทว่าความน่าสะพรึงกลัวที่แท้จริง...เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

            “โฮก...”

            เสียงคำรามอันลึกลับนั้นแผดก้องขึ้นอีกครา

            เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไปเหนือหุบเขาแห่งนั้นกลับปรากฏวังวนพลังวิญญาณขนาดมหึมาทรงกรวยคว่ำ

            “ครืน... ครืน... ครืน...”

            เสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่นไม่ขาดสายวังวนพลังวิญญาณหมุนวนทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อนจะพุ่งดิ่งลึกลงไปในหุบเขาอย่างบ้าคลั่ง

            .......

            ขณะเดียวกัน ณสำนักงานใหญ่ของหน่วยเฝ้าระวังพลังวิญญาณแห่งสหพันธรัฐ

            “ติ๊ง! ประกาศแจ้งเตือนระดับสีแดง!แจ้งเตือนระดับสีแดง!”

            เสียงสัญญาณเตือนภัยแผดดังลั่นต่อเนื่องเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังคนหนึ่งตะโกนขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด

            “พิกัดละติจูด 32 องศาเหนือลองจิจูด 103 องศาตะวันออกตรวจพบความผันผวนของพลังวิญญาณเป็นวงกว้างค่าพลังวิญญาณสูงสุดพุ่งสูงถึงหนึ่งหมื่นเจ็ดพันหน่วยครับ!”

            เขาแผดเสียงรายงานพร้อมกับกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกว่า “ค่าพลังวิญญาณสูงสุดยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่าจนถึงตอนนี้พุ่งสูงถึงสองหมื่นสี่พันหน่วยแล้วครับ!ยืนยันได้ว่าเป็นสัตว์กลายพันธุ์ระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้ากำลังทำการเลื่อนระดับครับ!”

            “เพิ่งเริ่มเลื่อนระดับแต่ค่าพลังวิญญาณสูงสุดกลับพุ่งสูงถึง 24,000 หน่วยอย่างนั้นไม่ใช่ระดับสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ทั่วไปแล้ว”

            น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมาจากทิศทางหน้าประตู

            เมื่อทุกคนหันไปมองพวกเขาก็พบหญิงสาวเจ้าของรูปร่างเพรียวระหงเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ

            สื่อเหิงเอ๋อรองหัวหน้าหน่วยเฝ้าระวังพลังวิญญาณแห่งสหพันธรัฐและเวลานี้เธอยังรับหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงของหน่วยเฝ้าระวังพลังวิญญาณส่วนกลางของแผ่นดินใหญ่

            “ฟู่ว...”

            สื่อเหิงเอ๋อสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับความตื่นเต้นในใจเธอจ้องมองพิกัดจุดสีแดงที่กะพริบถี่บนหน้าจอ ก่อนจะรีบสั่งการทันที“ยืนยันได้ไหมว่าเป็นสัตว์กลายพันธุ์ชนิดไหน?”

            “ยังไม่สามารถระบุสายพันธุ์ได้ครับตอนนี้สัตว์ป่ากลายพันธุ์ตนนั้นยังไม่ปรากฏตัวออกมา”

            “ทว่ายืนยันได้ว่ามันกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการเลื่อนขั้นจะให้ดำเนินการจับกุมทันทีเลยไหมครับ?”

            เมื่อได้รับฟังคำถามจากเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสื่อเหิงเอ๋อก็พยักหน้าเล็กน้อย

            มาตรการจับกุมคือลำดับความสำคัญสูงสุดที่สหพันธรัฐใช้จัดการต่อสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติในระดับหนึ่ง

            หากพบเห็นต้องเข้าจับกุมทันทีถ้าหากไม่สามารถจับกุมได้ พวกเขาก็ต้องดำเนินการกำจัดทิ้งโดยไม่ต้องคำนึงถึงต้นทุน

            ทว่าในวินาทีถัดมาราวกับเธอจะฉุกคิดบางอย่างได้ สื่อเหิงเอ๋อจึงเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

            “จนถึงตอนนี้ทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่ของเราตรวจพบสัตว์กลายพันธุ์ที่เลื่อนขั้นแล้วถึงสามสิบสองตนนี่ยังไม่ได้นับรวมพวกที่ยังซ่อนเร้นอยู่อีกมหาศาลแต่ในบรรดาสัตว์ป่ากลายพันธุ์จำนวนมากเหล่านั้นพวกเราจับตัวมาได้ไม่ถึงสิบตนเสียด้วยซ้ำ พวกคุณเข้าใจความหมายของเรื่องนี้ไหม?”

            “เข้าใจครับ...”

            เหล่าผู้บริหารระดับสูงของหน่วยเฝ้าระวังพลังวิญญาณต่างสบตากันด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความจนปัญญา

            แม้เทคโนโลยีที่พวกเขามีจะทรงอานุภาพเพียงใดทว่ายามต้องเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่พิสดารและลึกลับเหล่านั้นพวกเขาก็ยังคงรู้สึกถึงความไร้กำลังของตนเอง

            ท้ายที่สุดแล้วสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นได้ก้าวข้ามขอบเขตความเข้าใจเดิมของมนุษย์ไปไกลอย่างยิ่งวิธีการอันเหนือชั้นของพวกมันจึงอยู่เหนือจินตนาการของมนุษย์ไปมาก

            ในอดีตใครเล่าจะคาดคิดว่าเพียงแค่การสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงจะสามารถทำลายเครื่องบินรบให้พังพินาศได้?

            ในอดีตใครเล่าจะจินตนาการว่าเพียงแค่การขยับปีกจะสามารถก่อเกิดพายุคลั่งที่โหมกระหน่ำได้?

            ......

            ทว่าในยามนี้การปรากฏกายของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติเหล่านี้กลับกำลังพังทลายความเชื่อเดิมๆของพวกเขาลงไปทีละน้อย

            ค้างคาวโซนิก หมายเลข 26...อินทรีวายุคลั่ง หมายเลข 13...

            สัตว์ป่ากลายพันธุ์เหล่านี้ล้วนเป็นชื่อที่ผู้คนในที่แห่งนี้รู้จักเป็นอย่างดีและพวกมันกำลังทำลายโลกทัศน์เดิมของพวกเขาไปทีละขั้น

            ยังไม่รวมที่ว่าสัตว์ป่ากลายพันธุ์ส่วนใหญ่ที่เลื่อนขั้นมักจะเร้นกายอยู่ในส่วนลึกของผืนป่าและหุบเขา...

            ซึ่งในสถานที่แห่งนั้นนอกจากเครื่องบินรบที่เข้าถึงได้ในทันทีแล้วเหลือเพียงขีปนาวุธพิสัยไกลเท่านั้นที่เป็นเครื่องมือจัดการ...

            นั่นหมายความว่า หากการเข้าจับกุมไม่สำเร็จเรื่องเดียวที่ทำได้ก็คือการปูพรมทิ้งระเบิด...กำจัดสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติเหล่านี้ให้สิ้นซากก่อนที่พวกมันจะทันได้ควบคุมพลังที่รับมาอย่างสมบูรณ์

            “เข้าใจก็ดีแล้ว”

            สื่อเหิงเอ๋อกวาดสายตามองทุกคนก่อนจะสั่งการเฉียบขาดทันทีว่า

            “ส่งพิกัดแจ้งไปยังกองทัพอากาศและมอบอำนาจเด็ดขาดในการกำจัดให้กับพวกเขา”

            เมื่อพูดมาถึงตรงนี้น้ำเสียงของสื่อเหิงเอ๋อพลันเย็นเยียบลง พร้อมกับเสริมว่า“ฉันไม่ต้องการเห็นสัตว์กลายพันธุ์ที่มีพรสวรรค์อย่างนั้นมีชีวิตรอดอยู่ในผืนป่าได้จนถึงวันพรุ่งนี้”

            “รับทราบครับ!”

            เสียงขานรับดังกึกก้องพร้อมกันหน่วยเฝ้าระวังพลังวิญญาณซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจล้นมือในยุคสมัยใหม่ได้เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง

            ......

            ในขณะเดียวกัน ณ ส่วนลึกของหุบเขาแห่งนั้น

            แรงสั่นสะเทือนทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆเพียงชั่วอึดใจ หน้าผาขนาดมหึมาก็พังทลายลงมา

            “ครืน...”

            พร้อมกับเสียงดังสนั่นหวั่นไหวบึงน้ำลึกภายในหุบเขาถูกฝังกลบอยู่ใต้ผืนพสุธาทั้งหมด

            ทว่าท่ามกลางความโกลาหลอันน่าหวาดหวั่นนี้ความผันผวนของพลังวิญญาณบนท้องฟ้ากลับไม่มีทีท่าลดน้อยลงแต่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            วังวนพลังวิญญาณที่เข้มข้นจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าพวยพุ่งลงมาเบื้องล่าง

            ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือวังวนพลังวิญญาณเหล่านี้กลับพัดพามวลศิลาขนาดยักษ์ให้ลอยละลิ่วขึ้นมาด้วย...

            หากมองจากระยะไกลราวกับมีพายุทอร์นาโดที่เปี่ยมด้วยอำนาจลี้ลับกำลังหมุนวนอยู่

            ทว่าในวินาทีนั้นเอง

            “โฮก...”

            เสียงคำรามอันพิสดารแผดดังขึ้นราวกับกำลังแสดงความปรีดา

            เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไปปรากฏเงาดำขนาดมหึมาลอยตระหง่านอยู่ใจกลางพายุหมุนแห่งพลังวิญญาณนั้น

            แม้จะไม่สามารถมองเห็นรูปลักษณ์ที่ชัดแจ้งทว่าเค้าโครงที่เผยออกมารางๆก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกสั่นสะท้านไปถึงก้นบึ้งของวิญญาณ

            ลำตัวมีความยาวร่วมสี่สิบถึงห้าสิบเมตรใหญ่โตกว่าตะขาบเงินที่มีความยาวร่วมยี่สิบเมตรถึงหนึ่งเท่าตัว

            “นี่มันตัวประหลาดอะไรกันเนี่ย?”

            ด้วยความตื่นตระหนกที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนักบินประจำเครื่องบินรบที่เพิ่งเดินทางมาถึงท่ามกลางม่านหมอกอุทานออกมาอย่างขวัญเสียเมื่อเห็นภาพอันน่าหวาดหวั่นเบื้องล่าง

            เกือบห้าสิบเมตรอย่างนั้นเหรอ?

            มันดูราวกับตึกสูงระฟ้าที่ลอยตัวอยู่ยิ่งไปกว่านั้นมันยังเร้นกายอยู่ในพายุหมุนยิ่งขับให้ออร่ารอบกายดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้นไปอีก

            อย่างไรก็ตาม แม้จะรู้สึกหวาดกลัวเพียงใดทว่าหน่วยรบทางอากาศก็ยังคงรีบส่งสัญญาณภาพกลับไปยังศูนย์บัญชาการของสหพันธรัฐในทันที

            ทว่าในวินาทีนี้สิ่งที่นักบินเหล่านี้มิอาจล่วงรู้ได้เลยก็คือร่างมหึมาที่ซ่อนเร้นอยู่ในพายุหมุนนั้นกลับกำลังเผยรอยยิ้มเย็นเยียบที่ดูละม้ายคล้ายมนุษย์ออกมา

            “มนุษย์...”

            น้ำเสียงอันพิสดารดังกึกก้องไปในอากาศนัยน์ตาสีเหลืองอำพันในแนวตั้งคู่หนึ่งที่เย็นเยียบดุจดวงไฟโคมจ้องเขม็งไปยังท้องฟ้าเบื้องหน้าด้วยประกายตาอันเยือกเย็น

            สำหรับจระเข้จักรพรรดิแล้วมนุษย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตแปลกใหม่สำหรับมัน

            เจ้าหนุ่มที่ชื่อชิงกังก็คือมนุษย์เช่นเดียวกัน

            ทว่าน่าเสียดาย...ที่พวกมันกลุ่มนี้กลับพกพาเจตนาร้ายมาด้วย

            จระเข้จักรพรรดิแค่นยิ้มหยันอยู่ในใจมันย่อมรู้ซึ้งถึงสถานะของตนเองดี

            แต่ต้องยอมรับเลยว่าในฐานะสัตว์กลายพันธุ์ประเภทย้อนสายเลือดบรรพกาลขนาดร่างกายของมันกลับเติบโตได้รวดเร็วเกินไปจนแม้แต่ตัวมันเองก็ยังรู้สึกไม่คุ้นชิน

            หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาดร่างกายขนาดมหึมาเช่นนี้ คงจะกลายเป็นเป้านิ่งชั้นดีให้พวกมนุษย์จู่โจมสินะ

            “เฮ้อ...”

            จระเข้จักรพรรดิลอบถอนหายใจในที่สุดมันก็เข้าใจถ่องแท้แล้วว่าเหตุใดท่านเทพต้นไม้จึงต้องเพียรควบคุมอัตราการเติบโตของร่างกายให้คงที่

            ไม่ใช่ว่าไม่ปรารถนาจะเติบใหญ่แต่ทั้งหมดมันคือความไม่กล้าเอาตัวเองไปเสี่ยงต่างหาก

            แน่นอนว่ามีเรื่องหนึ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้เช่นกัน

            นั่นคือขนาดร่างกายอันมหึมานี้ได้มอบพละกำลังที่เหนือกว่าจินตนาการให้กับตัวมันอย่างมหาศาล

            เมื่อคิดได้ดังนั้นหางที่ยาวยี่สิบเมตรกว่าของจระเข้จักรพรรดิก็เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบม้วนคว้าเอาก้อนหินขนาดยักษ์ขึ้นมา

            ชั่วอึดใจถัดมา...

            “เปรี้ยง!” เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวก้อนหินภายใต้แรงสะบัดหางอันทรงพลังของจระเข้จักรพรรดิได้กลายเป็นลำแสงพุ่งทะยานตรงขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับดาวตกที่ย้อนศรลงมา

            “ระวัง!”

            เสียงอุทานแผดดังขึ้นกะทันหันในหูฟังของนักบินทว่าก่อนที่เขาจะได้ทันตั้งตัวหรือหักหลบภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับมีเพียงเงาดำขนาดยักษ์ที่พุ่งเข้ามาถึงตัวแล้ว

            จากนั้น...

            “บึ้ม!”

            เสียงระเบิดอันน่าสะพรึงกลัวดังสนั่นเครื่องบินรบระเบิดกลางท้องฟ้ากลายเป็นลูกไฟกลางอากาศพริบตานั้นนักบินไม่มีโอกาสได้ตอบโต้หรือร้องขอชีวิตแม้แต่น้อย

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน