บทที่ 30
“ที่นี่ใหญ่กว่าที่คิด”
แม้จะไม่ใช่เมืองที่ถูกล้อมรอบด้วยกำแพง แต่พื้นที่เท่านี้ก็ถือว่าเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่ในอะเกลลัน
“ถ้าไม่ข้ามหุบเขาไปก็จะไม่มีหมู่บ้านอื่นอยู่ใกล้ ๆ นี้เลย และทหารตรงป้อมปราการมักจะแวะมาอยู่บ่อย ๆ” มิเกลพูดราวกับว่าเขารอที่จะพูดอยู่แล้ว
“เหมือนจะไม่มีฝูงหมาป่าบุกมาโจมตีเลยนะ อย่าบอกนะว่าไม่มีทหารประจำอยู่ในหมู่บ้านแบบนี้?” เมฟถามเสียงต่ำ
เธอยังคงยืนตัวตรงอยู่โดยไม่สนใจสายตาที่จ้องเข้ามา
ทุกครั้งที่ม้าของเธอขยับ หัวของแอนดอล์ฟที่แขวนอยู่ด้านหลังอานก็แกว่งไปมาด้วย
“มีทหารประจำการแวะเวียนมาเรื่อย ๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วพวกเขามาพักผ่อนกัน” มิเกลตอบอย่างละเอียดและสุภาพ “และลูกชายผู้ใหญ่บ้านก็เสียชีวิตตรงถนนที่เราผ่านมาเมื่อกี้ เขาเป็นคนที่พกมีดไปมาและแกล้งทำตัวเป็นอันธพาล”
มิเกลนำทางได้ดีกว่าที่ทุกคนในกลุ่มคิด เขานำทางและพาไปยังเส้นทางที่เร็วที่สุดและรู้ข่าวลือหรือสถานการณ์ในระแวกนั้นเกือบหมด คณะเดินทางได้ใช้เวลาที่เหลือในตอนกลางคืนอย่างสงบสุขก็เป็นเพราะเขาทั้งนั้น
แน่นอนว่าอีอันก็เป็นแบบนั้น มันเป็นทักษะของทหารรับจ้างที่รอดชีวิตมาเป็นเวลานานควรมี แม้จะไม่เท่าอีอัน แต่มิเกลก็โดดเด่นในด้านนี้
“ยังไงก็ต้องขอบคุณที่ทำให้ได้นอนหลับสบายในค่ำคืนนี้ ได้กินข้าวที่เป็นมื้ออาหารจริง ๆ และยังได้อาบน้ำด้วย”
เสียงของฟิลลิปก็สดใสเช่นกัน
มิเกลพูดเสริม “โรงเตี๊ยมที่นี่อาหารอร่อยใช้ได้ เบียร์ก็อร่อยมากเช่นกัน อาจเป็นเพราะที่นี่ทำไร่ข้าวสาลี รสชาติเลยอร่อยถูกปาก”
“โอ้…เบียร์งั้นเหรอ ตั้งตารอเลยนะเนี่ย”
คิ้วของฟิลลิปกระตุก
อย่างว่า พวกสนใจแต่ของกิน
“ทำภารกิจให้เสร็จก่อนเถอะ”
“รู้แล้ว ไม่ต้องห่วง”
มิเกลพยักหน้ารับคำดุของอีอันราวกับเขาไม่ได้ใส่ใจ เขาชินกับการทำตามคำสั่งของอีอันได้แค่สองวันเท่านั้น
หลังจากเข้าไปในหมู่บ้าน อีอันก็หันไปมองฟิลลิป
“ตรวจสอบให้ละเอียดว่าพวกนั้นแบ่งเงินกันถูกต้องไหม ถ้ามีปัญหาอะไร เจ้าต้องรับผิดชอบ”
“ไว้ใจข้าได้เลย นายท่าน” ฟิลลิปตอบทันที
ดูไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด
ระหว่างที่อีอันอารมณ์ไม่ดีนั้น
“เอ่อ…นายท่าน…คือว่า” ฟิลิปค่อย ๆ พูดออกมา
“พูดให้มันชัด ๆ อย่ามัวตะกุกตะกัก”
“เมื่อกี้ได้ยินมาว่าที่นี่มีคอกม้าดี ๆ ด้วย เราเสียม้าไปสองตัว ข้าคิดว่าเราควรจะรีบหาม้าไว้”
“ทำไมถึงถามความเห็นแบบนั้นกับข้าล่ะ?”
“คือว่า…ข้าขอโทษ” ฟิลิปลังเล เขาก้มหัวลงและพูดออกมาทันที “...ข้าขอยืมเงินค่าม้าหน่อยขอรับ”
“…!”
อีอันขมวดคิ้วได้เพียงครู่เดียวก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“โชคดีที่ข้าไม่ใช่ทหารรับจ้างที่ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย”
ฟิลลิปเงยหน้าขึ้นทันทีเมื่อได้ยินคำพูดประชดประชัน
“ถะ…ถ้างั้น…!”
“ข้าล้อเล่นน่ะ เก็บคำขอโทษเอาไว้เถอะ”
อีอันหยิบเหรียญทอง 2-3 เหรียญออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้
“ทอนเงินมาให้หมดด้วย ม้าของข้าขออานนุ่ม ๆ ด้วย”
“แน่นอนขอรับ นายท่าน! ข้าจะเลือกอานม้าที่ดีที่สุดให้!” ฟิลลิปตะโกนออกมาทันทีที่รับเงิน
อำนาจของเงินที่นี่ยิ่งใหญ่เช่นกัน
เมฟถามขณะที่อีอันกำลังยิ้มอยู่ “ข้าติดหนี้ท่านอีกแล้ว อีอัน”
“เรื่องเล็กน้อย”
อีอันยักไหล่เบา ๆ เมื่อพิจารณาดูแล้ว เสียม้าไปตั้งสองตัว แต่ไม่มีใครตำหนิอะไร
“เจ้ามีอะไรที่จะทำต่อไหม?” เมฟถามต่อ
อีอันพยักหน้า “ได้ยินว่ามีเทวาลัยของลูโซลาร์ ข้าว่าจะแวะไปที่นั่น”
“เทวาลัยเหรอ งั้นจะแวะไปที่พักแรมแล้วไปด้วยกันไหม”
อีอันขมวดคิ้วลงเล็กน้อย “ไปด้วยกันงั้นเหรอ…? ท่านก็มีธุระต้องไปเทวาลัยด้วยงั้นเหรอ?”
“ไม่มีไรหรอก ข้าแค่อยากไปสวดแด่ลูโซลาร์ก่อนเดินทางไกลไปทำสงคราม”
“ถ้าเป็นแบบนั้น แยกย้ายกันไปดีกว่า” อีอันรีบพูดต่ออย่างรวดเร็วพร้อมกับแตะฝักดาบตรงเอว “ข้าต้องไปโรงตีเหล็กหลังจากทำธุระที่เทวาลัยเสร็จ อาจใช้เวลานานสักพัก แต่ถ้าท่านไม่อยู่ด้วยอีกคน ใครจะรู้ว่าสองคนนี้จะทำอะไรบ้าง”
“อืม…จริงด้วย ตามนั้น เข้าใจแล้ว” เมฟพยักหน้าด้วยสีหน้าเสียดาย
เกือบไปแล้ว อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น
อีอันถอนหายใจด้วยความโล่งอก แม้จะไม่อยากบอกให้รู้ว่าตัวเองตั้งใจจะทำอะไรที่เทวาลัย แต่อัศวินคือคู่ต่อสู้ที่นักบวชจัดการได้ง่ายที่สุด อัศวินที่มีศรัทธาและยึดถือเกียรติยศมักจะอ่อนแอต่อนักบวช ถ้าไปกับเธอ มีแต่จะเสียเปรียบเปล่า ๆ
“ข้าจะสั่งให้เตรียมอาหารไว้ให้เจ้าด้วย อย่ากลับมาช้าล่ะ”
“เข้าใจแล้ว”
“มิเกล ที่พักแรมอยู่ทางไหน?”
“ทางนั้นขอรับ นายท่าน”
เมฟหันหัวม้าไปตามทางที่มิเกลชี้ไป
ขณะที่ฟิลลิปวิ่งตามไปนั้น มิเกลก็เดินมาหาอีอัน
“เทวาลัยอยู่ด้านหลังของหมู่บ้าน ส่วนโรงตีเหล็กก็อยู่สุดตรอก”
“เข้าใจแล้ว ตอนที่ข้าไม่อยู่ อย่าคิดทำอะไรเหลวไหลเลยเชียว”
“ทำอะไร…เหลวไหลเหรอ ไม่หรอก…”
อีอันหันกลับมาแตะไหล่มิเกล ซึ่งอีกฝ่ายมีสีหน้าเจ็บแปลบ
เขาค่อย ๆ เดินไปตามถนนที่สกปรกและมีกลิ่นเหม็น แม้จะเป็นหมู่บ้านที่ค่อนข้างใหญ่ แต่สุขอนามัยก็ยังล้าหลัง สภาพของผู้อยู่อาศัยที่ผ่านไปมาก็ดูเหมือนขอทานในสายตาอีอันที่เป็นคนสมัยใหม่
‘ไหน ๆ ก็หลุดเข้ามาในเกมแล้ว ก็น่าจะหลุดไปอยู่ในเกมผจญภัยแฟนตาซีอย่างในการ์ตูนเด็กผู้ชายสิ’
อีอันไม่สบอารมณ์ขณะคิดไม่ตก เอาเวลาไปคิดถึงนักบวชที่จะพบกันในเร็ว ๆ นี้น่าจะดีกว่า เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นนักต้มตุ๋น ต่อให้ไม่ใช่นักต้มตุ๋นก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก
‘อาจจะแย่กว่าพวกต้มตุ๋นก็ได้’
ในยุคมืดนี้ เหล่านักบวชและบาทหลวงที่บูชาเทพเจ้าก็คิดไม่ซื่อและเลวทรามเช่นเดียวกัน เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ในโลกที่พระเจ้า ชีวิตหลังความตาย และปาฏิหาริย์มีอยู่จริง สิ่งสำคัญก็คือนักบวชเป็นพวกน่ารำคาญ เมื่อถึงจุดนั้น ก็ไม่ต้องการจะพูดอะไร เว้นแต่จะจำเป็นจริง ๆ
‘แต่ในความเป็นจริง ดูเหมือนว่าเทพเจ้าที่ให้ยืมพลังจะเป็นปัญหาที่สุด…’
อีอันที่กำลังคิดอยู่หยุดเดินทันที เมื่อถึงหน้าบ้านเก่าหลังเล็กหลังหนึ่ง ภายนอกดูซอมซ่อมาก
“โอ๊ะ…” มีบางอย่างขวางสายตาอีอัน “มาถูกทางแล้วนี่”
เขารู้สึกได้ถึงพลังศักดิ์สิทธิ์จากด้านในอย่างชัดเจนพอ ๆ กับของเมฟ
ลายดวงอาทิตย์ที่แกะสลักอย่างเลือนรางบนประตูแสดงให้เห็นว่าที่นี่เป็นเทวาลัยของลูโซลาร์
อีอันหมุนลูกบิดประตู เผยให้เห็นห้องสวดมนต์ขนาดเล็กที่ดูเหมือนแค่นั่ง 20 คนยังลำบาก
สายตาของอีอันกวาดมองไปเรื่อย ๆ และหยุดที่รูปปั้นหินผู้หญิงคุกเข่าและยกมือขึ้นทั้งสองข้างเหนือหัวตั้งอยู่ท้ายห้อง ใบหน้าของเธอถูกคลุมด้วยเสื้อคลุม
มีพลังศักดิ์สิทธิ์แผ่ออกมาจากมือของรูปปั้นนั้นพร้อมกับแสงที่เลือนราง
“มีรูปปั้นในที่แบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย...”
อีอันหยุดยืนอยู่ข้างหน้าก่อนจะมองแสงที่กำลังแผ่ออกมาบนกำปั้น เป็นปาฏิหาริย์ที่แท้จริงที่ไม่มีทั้งพลังเวทและวัตถุเรืองแสงให้เห็น
อีอันยิ้มมุมปาก
นั่นหมายความว่าในที่สุดก็ชำระล้างแก่นพลังเวทได้แล้ว
“…?”
ตอนนั้นเอง แสงที่มือของรูปปั้นเริ่มสว่างขึ้นแล้วแผ่ล้นออกมาทันที รูปปั้นส่องแสงระยิบระยับราวกับอาบแสงอาทิตย์ยามเช้า
…ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงเป็นแบบนี้?
ระหว่างที่อีอันกำลังเงยหน้า
“เลยเวลาสวดแล้วเหรอ”
เสียงเรียบ ๆ ดังมาจากด้านหลัง
อีอันหันไปมองตามเสียง
ชายวัยกลางคนสวมชุดบาทหลวงสีขาวยืนอยู่หน้าประตูพร้อมกับขมวดคิ้ว อีกฝ่ายปรากฏตัวด้วยสีหน้าหยิ่งยโสพร้อมกับจี้สีทองรูปร่างเหมือนพระอาทิตย์ห้อยอยู่ที่คอ
สมแล้ว ไม่ผิดจากที่คิดไว้เลย อีอันพูดในใจ
“ท่านเป็นบาทหลวงของเทวาลัยนี้เหรอ”
“อย่างที่เห็น นี่ไม่ใช่เวลาเข้าออก เว้นแต่ท่านจะมีธุระอะไรพิเศษ”
เสียงของนักบวชที่เดินเข้ามาอย่างเย็นชาเงียบลงทันที สายตาของเขาจับจ้องไปยังรูปปั้นที่เปล่งประกายอยู่เหนือไหล่ของอีอัน แล้วอ้าปากอย่างเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง
“พระเจ้าลูโซลาร์…”
หลังจากนักบวชถอนหายใจก็หันมาเผชิญหน้ากับอีอันอีกครั้งด้วยสายตาสั่นไหวที่เต็มไปด้วยความกดดัน
ริมฝีปากของเขาขยับขึ้น
“สาวกแห่งเทพธิดาผู้เปล่งประกายมาทำอะไรในถิ่นทุรกันดารนี้?”
อีอันขมวดคิ้วทันที
“สาวก…?”
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันอีกเนี่ย