ตอนที่3 สมบัติของพ่อผู้ลึกลับ
“ไม่ปวดหัวก็ดีแล้วดีจริงๆ” เกาอิงลูบหัวหลานสาวพร้อมกับพูดซ้ำๆด้วยความดีใจเธอน้ำตาซึมจากความตื้นตันใจที่หลานสาวกลับตัวกลับใจเป็เด็กดีถึงแม้ว่าจะเป็คำสัญญาแค่ตอนนี้ แต่ส่วนลึกของหัวใจเกาอิง เธอกลับรู้สึกเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขที่ขาดหายไปอย่างแท้จริง
เกาอิงสอบถามเื่ราวกับหลานสาวได้ครู่หนึ่งจากนั้นมีตำรวจชายหญิงสี่คนเดินเข้ามาสอบถามเหตุการณ์กับซูเวยและเด็กคนอื่นที่นอนพักรักษาตัวอยู่ในห้องเดียวกันจำนวนสี่คนยกเว้นผานลี่หยาง ที่มีพ่อแม่ฐานะร่ำรวย เขารักษาตัวอยู่ในห้องพิเศษของโรงพยาบาล
ดังนั้นในห้องคนป่วยทั่วไปตอนนี้จึงมีแค่ซูเวย ตงลี่ซือและเด็กชายหญิงอีกสองคนที่ซูเวยไม่รู้จักมาก่อนที่จะเกิดการลักพาตัว
ตำรวจหญิงที่พบซูเวยหลังโกดังร้างเป็คนแรกเธอเดินเข้ามาถามไถ่เื่ราวเหตุการณ์ลักพาตัวเด็กขององค์กรชั่วร้ายที่ตำรวจกำลังตามสืบและจับกุมอยู่
“สวัสดีหนูน้อยอาการเป็ยังไงบ้าง?”ตำรวจหญิงถามซูเวยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ไม่เป็ไรแล้วค่ะพี่ตำรวจ”ซูเวยตอบตำรวจหญิงอย่างผ่อนคลาย
“เก่งจริงนะตัวแค่นี้ไม่ตื่นกลัวเหมือนเด็กคนอื่น ดูเด็กพวกนั้นสิ พวกเขายังหวาดผวากันอยู่เลย” ตำรวจหญิงยิ้มพลางกล่าวชื่นชมซูเวยพร้อมกับพยักพเยิดไปทางเตียงข้างๆที่เป็เตียงคนป่วยของเด็กชายหญิงร่วมชะตากรรมเดียวกันอีกสามคน
ซูเวยแอบถอนหายใจเล็กน้อยกับคำชมเนื่องจากในร่างของเด็กหญิงคนนี้มีจิติญญาของเอสเปอร์จากต่างโลกที่มีอายุเกือบสามสิบปีแล้วดังนั้นพฤติกรรมบางอย่างของเธอจึงแตกต่างจากเด็กคนอื่นอย่างเห็นได้ชัดเจนแต่ซูเวยไม่คิดที่จะอธิบายกับผู้คนรวมทั้งยายตนเองแต่อย่างใด เนื่องจากเป็เื่เหนือจินตนาการของผู้คนในโลกนี้
จากนั้นตำรวจหญิงสอบถามเื่ราวเหตุการณ์ลักพาตัวเด็กกับเธอโดยตรงเมื่อเห็นว่าซูเวยสามารถให้ข้อมูลกับตำรวจได้แล้ว
“เล่าให้พี่ฟังหน่อยได้ไหมว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง?แล้วพวกหนูไปหลบอยู่หลังโกดังร้างได้ยังไง?”ตำรวจหญิงถามซูเวยด้วยความสงสัยระคนแปลกใจเพราะตำรวจไม่พบร่องรอยการต่อสู้ของคนร้ายในที่เกิดเหตุแต่ทว่าคนร้ายทั้งห้าคนกลับหมดสติอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุทำให้ตำรวจจับกุมได้อย่างง่ายดาย เมื่อสอบสวนคนร้ายทั้งหมดอย่างเคร่งเครียดแล้วปรากฏว่าคนร้ายพูดเหมือนกันทุกคนว่า “แค่รู้สึกง่วงจึงหลับไปโดยไม่รู้ตัว”สร้างความงุนงงให้กับตำรวจที่สอบสวนกันถ้วนหน้า เพราะตำรวจไม่เชื่อว่าคนร้ายจะหลับพร้อมกันโดยไม่ได้ดื่มยาหรือััยานอนหลับหรือยาสลบแต่อย่างใด
ซูเวยพยายามเรียบเรียงคำพูดให้ตำรวจไม่สงสัยตนเองและสามารถปิดการสนทนาได้โดยเร็วว่า“หนูถูกพวกคนร้ายเอาผ้ามาปิดปากกับจมูกจนหมดสติไป ตื่นขึ้นมาอีกทีก็เห็นพวกคนร้ายนอนหลับกันอยู่ทั้งในและนอกรถตู้หนูปวดแผลที่หัวและหิวข้าวด้วย ก็เลยชวนเพื่อนไปหาน้ำมาดื่ม แต่แถวนั้นเป็ที่ร้างพวกเราเลยลองเดินไปทางด้านหลัง แต่เพื่อนคนอื่นคงเหนื่อยและหิวกว่าหนู ทุกคนจึงหมดสติไปก่อนหนูจำได้แค่นี้ค่ะ”
ซูเวยก้มหน้าพร้อมกับทำท่าตัวสั่นเหมือนหวาดกลัวพลางลอบสังเกตเพื่อนเตียงข้างๆเมื่อเห็นว่าทุกคนยังขวัญผวาและไม่สามารถให้ปากคำกับตำรวจได้ ทำให้ซูเวยถอนหายใจด้วยความโล่งอกเล็กน้อย
ทันทีที่ซูเวยก้มหน้าตัวสั่นเทายายปราดเข้ามาโอบกอดและพูดปลอบใจด้วยความรักและห่วงใยว่า “ไม่เป็ไรแล้วเวยเวยหลานปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวอีกนะ”
อ้อมกอดที่อบอุ่นและอ่อนโยนของยายทำให้ซูเวยน้ำตาซึมเล็กน้อยเธอไม่คิดว่าเกิดใหม่ในร่างใหม่ครั้งนี้จะได้รับความรักอันท่วมท้นจากยายผู้แสนดีจนทำให้เธอแอบบ่นให้กับเ้าของร่างเดิมว่า “มียายที่ดีและน่ารักแบบนี้ยัยเด็กร้ายกาจยังจะด่าทอและก้าวร้าวกับยายได้อีก”
ท่าทางเงียบสงบและไม่โวยวายของซูเวยนั้นทำให้ญาติของเด็กเคราะห์ร้ายทั้งหลายต่างพากันพูดคุยกันด้วยความแปลกใจว่า
“แปลกจริงคราวนี้ซูเวยไม่โวยวายกรีดร้อง”
“นั่นสิปกติจะต้องด่ายายตัวเองไปหลายยกแล้ว”
“สงสัยหัวล้มฟาดพื้นคงทำให้ได้สติขึ้นมาบ้างกระมัง”
“คงช็อคเหมือนซือเอ๋อร์แน่ๆดูสิหลานสาวฉันยังร้องไห้และผวาอยู่เลย”
“ซูเวยสงบเสงี่ยมแบบนี้รู้สึกไม่คุ้นตาเลย”
“เหตุการณ์คราวนี้คงทำให้สำนึกได้แล้วกระมัง”
ซูเวยได้ยินคำพูดของแต่ละคนชัดเจนเธอไม่สนใจพวกเขานอกจากยายเกาอิงที่เวลานี้เธอถือวิสาสะเป็ยายของตัวเองเต็มตัวเธอตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะดูแลยายเกาอิงให้มีชีวิตที่ดียิ่งกว่าทุกคนในหมู่บ้านให้ได้
……….
ทางด้านตำรวจหญิงหลังได้รับฟังคำบอกเล่าจากซูเวยแล้ว ตำรวจหญิงถอนหายใจที่ไม่ได้ข้อมูลอันเป็ประโยชน์จากเด็กที่เคราะห์ร้ายมากนักนอกจากจะต้องกลับไปคาดคั้นเอาจากคนร้ายอีกครั้ง
“งั้นพี่ไม่รบกวนแล้วหนูพักผ่อนเสีย จะได้หายเร็วๆ” ตำรวจหญิงตัดสินใจไม่รบกวนซูเวยอีกและหันหน้าไปส่งสัญญาณกับเพื่อนตำรวจคนอื่นที่ต่างพากันส่ายหน้าเพราะไม่ได้ข้อมูลที่เป็ประโยชน์ในการตามจับคนร้ายอีกกลุ่มเท่าใดนัก
หลังจากตำรวจพากันออกไปจากห้องคนป่วยแล้ว
ญาติคนป่วยคนอื่นต่างไม่สนใจซูเวยเพราะเธอเป็เด็กที่มีแต่คนเกลียดชังจากพฤติกรรมร้ายกาจของเธอเองไม่ว่าจะเป็ด่าทอด้วยคำหยาบคาย ชกต่อยเด็กชายหญิงในหมู่บ้านกลั่นแกล้งและรังแกเด็กชายหญิงไปทั่วด้วยความอิจฉาริษยาและคับข้องใจที่ถูกล้อเลียนเื่พ่อแม่ทอดทิ้งเป็ประจำดังนั้นจึงไม่มีใครสนใจเธอ
หลังจากนั้นยายเกาอิงออกไปซื้ออาหารกลางวันมาให้เธอ
ทำให้ซูเวยมีเวลาสำรวจแหวนไม้แกะสลักที่ห้อยคออยู่ด้วยความสนใจ
“พ่อมีแค่แหวนไม้แกะสลักรูปัติดตัวมาแค่นี้หรือ?” ซูเวยพึมพำกับตัวเองด้วยความแปลกใจเพราะเธอไม่คิดว่าชายหนุ่มหน้าตาดีตามคำบอกเล่าของยาย จะไม่มีสมบัติติดตัวใดๆมาด้วยอีกอย่างน้อยก็น่าจะมีนาฬิกาหรือสิ่งของอื่นบ้างเท่าที่เธอมองเห็นจากเครื่องประดับของผู้คนบนโลกนี้และจากความทรงจำของร่างเดิม
ซูเวยถอดแหวนออกจากเชือกป่านที่ห้อยคอแล้วพลิกดูแหวนไปมาด้วยความสนใจ จังหวะหนึ่งเธอทดลองสวมแหวนเข้ากับนิ้วชี้มือขวาทันใดนั้นแหวนพลันหดเล็กเข้าพอดีกับนิ้วเรียวเล็กของเธอโดยอัตโนมัติ
“อ๊ะ! มันหดได้ยังไง?”ซูเวยอุทานด้วยความตื่นใเพราะไม่คิดว่าไม้จะสามารถปรับขนาดได้เหมือนกับมันเป็สิ่งของที่มีชีวิต
“หือ! เหมือนมันมีชีวิตจริงๆ”ซูเวยพึมพำด้วยความประหลาดใจ เพราะเธอมองเห็นัตัวเล็กบนหัวแหวนเหมือนมันกำลังบินวนไปมาอยู่ในนั้นเธอมั่นใจว่าตนมองเห็นจริงและไม่ผิดพลาดอย่างแน่นอนจากทักษะดวงตา์ที่สามารถมองทะลุผ่านสิ่งต่างๆได้แต่ทว่ากับแหวนไม้อันนี้เธอกลับไม่สามารถมองทะลุผ่านได้เลยแม้แต่น้อย สร้างความประหลาดใจให้กับเธอมากยิ่งขึ้น
“ดูเหมือนแหวนไม้นี้จะไม่ธรรมดาพ่อของซูเวยเป็ใครกันแน่นะ?”ซูเวยพึมพำถามตัวเองด้วยความสงสัยเธอหรี่ตามองแหวนด้วยความสนใจและคิดจะทดลองใช้พลังจิตเข้าสำรวจภายในแหวนแทนดวงตา์โดยเฉพาะในพื้นที่ส่วนหัวแหวนที่เธอมองเห็นว่าัสามารถเคลื่อนไหวบินไปมาได้อย่างแน่นอน
ปรากฏว่าทันทีที่ซูเวยใช้พลังจิตตรงเข้าไปสำรวจบนหัวแหวนันั้นเธอรู้สึกเหมือนจิติญญาถูกดูดเข้าไปในเมฆหมอกของสถานที่ลึกลับแห่งหนึ่ง
“เอ๊ะ! ฉันอยู่ที่ไหนกันละทีนี้?” ซูเวยเดินวนรอบตัวท่ามกลางหมอกหนาสีขาวทันใดนั้นเธอเหลือบมองเห็นแสงสว่างสีทองจุดเล็กๆทางด้านหนึ่งของหมอกหนาซูเวยใช้มือสองข้างโบกพัดหมอกให้จางหายไปและก้าวเดินไปหาแสงสีทองนั้นด้วยความสนใจ
เมื่อเดินพ้นจากหมอกหนาแล้ว
“โอ้โฮ! ที่นี่สวยจังเลยเหมือนเมืองในฝันเลยแฮะ” ซูเวยอุทานด้วยความตื่นเต้นเมื่อมองเห็นภาพตรงหน้าเป็คฤหาสน์สีขาวหลังใหญ่อยู่บนูเาสูงลูกหนึ่งที่สูงเสียดฟ้าจนรอบตัวเต็มไปด้วยเมฆหมอกหนาสีขาวปนเทาแสงสีทองมาจากดอกบัวทองในสระน้ำหน้าคฤหาสน์สีขาวหลังนั้น ซูเวยเดินผ่านสะพานไม้ ด้านล่างเป็สระน้ำที่เต็มไปด้วยดอกบัวส่งกลิ่มหอมอ่อนๆแต่ทว่ามีดอกบัวมีทองแค่ดอกเดียวเท่านั้นอยู่ในสระ ซึ่งอยู่ใกล้กับสะพานไม้จุดที่เธอเดินไปถึงพอดี
ขณะที่ซูเว่ยกำลังก้มตัวและยื่นนิ้วมือไปััดอกบัวทองปรากฏว่าร่างของเธอถูกดูดวูบหายไปจากสถานที่ลึกลับนั้นในทันที
“เวยเวย! เวยเวย!หลานเป็อะไร?” น้ำเสียงร้อนรนของเกาอิงดังขึ้นขณะที่กำลังเขย่าตัวหลานสาวที่นั่งนิ่งไม่พูดจาและมีสายตาว่างเปล่าเหมือนตกอยู่ในภวังค์ทำให้เธอกังวลว่าหลานสาวจะคิดถึงเหตุการณ์ร้ายอีกครั้งและมีอาการช็อคเหมือนเด็กคนอื่น
ซูเวยสะดุ้งเล็กน้อยพลางหันหน้าไปมองเกาอิงอย่างงุนงง“ยายค่ะ หนูไม่เป็อะไร”
ทันใดนั้นมีเสียงอุทานด้วยความแปลกใจของใครหลายคนดังขึ้นในห้องคนป่วย
“ดูสิยัยเด็กซูเวยพูดกับยายเกาอิงซะไพเราะเชียว”
“สงสัยซูเวยจะสมองกลับด้านไปเสียแล้ว”
“ดีแล้วละ ยายเกาอิงจะได้ไม่ต้องมาปวดหัวกับหลานสาวอีก”
“ไม่น่าเชื่อว่าซูเวยจะพูดไพเราะเหมือนเด็กคนอื่นได้”
“คอยดูต่อไปว่าจะทำตัวเรียบร้อยแบบนี้ได้กี่วัน?”
“อย่าสนใจยัยเด็กกำพร้านั่นเลย”
ซูเวยได้ยินเสียงนินทาระยะเผาใกล้เช่นนี้ทำให้เธอเหล่ตามองอย่างรำคาญใจพลางคิดในใจว่า “น่าเบื่อจริง ดันต้องมานอนอยู่ห้องทั่วไปที่มีญาติเด็กคนอื่นเป็โขยงแบบนี้”
จากนั้นซูเวยพักเื่สถานที่ประหลาดซึ่งเธอเพิ่งค้นพบก่อน
เพราะตอนนี้เธอกำลังคะยั้นคะยอให้ยายทานอาหารกลางวันกับตนเองให้ได้เนื่องจากเธอใช้ดวงตา์และพบว่ายายยังไม่ได้ทานแม้แต่อาหารเช้าด้วยซ้ำไปดังนั้นเธอไม่้าให้ยายทนทรมานหรืออดอาหารเพื่อตนเองอีกต่อไป
“ยายทานด้วยกันกับหนูนะคะถ้ายายไม่ทาน หนูก็ไม่ทานเหมือนกัน”ซูเวยเล่นแง่กับยายอย่างคาดหวังที่จะให้ยายใจอ่อนยอมตามใจตัวเอง
เกาอิงยิ้มเล็กน้อยพลางลูบหัวเธอเบาๆโดยเว้นพื้นที่ส่วนที่มีผ้าพันแผลไว้อย่างอ่อนโยนและบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
“ก็ได้แต่หลานต้องทานเยอะกว่ายายนะ จะได้หายไวๆ ตกลงไหม?”
ซูเวยเห็นว่ายายยืนยันหนักแน่นที่จะให้เธอทานมากกว่าเพราะอยากให้หายป่วยโดยเร็วทำให้ซูเวยยอมแพ้ในครั้งนี้ไปก่อน
แต่เธอลอบให้สัญญากับตัวเองอีกครั้งว่า“ไม่เป็ไร ต่อไปซูเวยคนนี้จะดูแลยายเอง”
เมื่อเกาอิงเห็นว่าหลานสาวยอมรับเงื่อนไขแล้วเธอแบ่งอาหารออกเป็สองส่วน โดยแบ่งส่วนใหญ่ให้หลานสาวทานเกาอิงทานส่วนน้อยนั้นอย่างรวดเร็วพลางเร่งเร้าให้หลานรีบทานในขณะที่อาหารยังร้อนอยู่
ซูเวยทานข้าวไปพร้อมกับมีน้ำตาซึมด้วยความตื้นตันใจกับความเมตตาของยายตนเอง
เธอคิดวางแผนในใจที่จะรีบหาเงินมาช่วยเหลือยายเพื่อทำให้ฐานะทางบ้านดีขึ้นยายจะได้ทานข้าวอิ่มทุกมื้อและนอนหลับสบายทุกคืน หลังจากทานอาหารอิ่มแล้วเธอมองเห็นเงินไม่กี่ร้อยหยวนอยู่ในกระเป๋ากางเกงของยาย ทำให้เธอคิดเริ่มแผนการหาเงินทันทีโดยคิดถึงความเป็ไปได้ในการหาเงินของโลกนี้ซึ่งแตกต่างจากดาวเอเอสมากนัก
“หนูง่วงแล้วยายพักผ่อนบ้างเถอะค่ะ พรุ่งนี้หนูก็กลับบ้านได้แล้ว” ซูเวยบอกยายให้นอนฟุบข้างตัวเองเหมือนเดิมเพราะเธอมีแผนที่จะใช้พลังจิตเข้าไปสำรวจสถานที่ลึกลับแห่งนั้นอีกครั้งจึง้าทำตัวเหมือนนอนหลับเพื่อไม่ให้ยายหรือคนอื่นสงสัย
“ได้ๆยายจะนอนแล้ว” เกาอิงตอบรับอย่างยินดีเนื่องจากหลังทานอาหารแล้วเธอมักจะรู้สึกง่วงนอนเล็กน้อยกอปรกับเพิ่งได้ทานอาหารมื้อแรกของวันทำให้เธอรู้สึกอ่อนเพลียจึง้าพักผ่อนไปด้วยกันกับหลานสาว
ครู่หนึ่งเมื่อซูเวยเห็นว่ายายเริ่มส่งเสียงกรนเบาๆเป็สัญญาณว่ายายหลับสนิทแล้ว
เธอใช้พลังจิตตรงเข้าไปที่หัวแหวนรูปัทันทีมีเสียงวูบในจิติญญาของเธอดังขึ้น “วูบ!”
จากนั้นซูเวยกลับมาอยู่ที่สะพานในจุดเดิมก่อนที่จะหลุดออกไป
“โชคดีที่ไม่ต้องเริ่มต้นในหมอกเหมือนครั้งแรก”ซูเวยพึมพำกับตัวเองอย่างดีใจ
เธอเดินตรงเข้าไปััดอกบัวทองด้วยความสนใจทันทีที่ปลายนิ้วมือเธอััดอกบัวทอง ปรากฏว่าซูเวยรู้สึกคันยุบยับที่แผลบนหัวแวบเดียวเธอรู้สึกเหมือนกับว่าแผลบนหัวสมานตัวหายดีในทันใดทำให้ซูเวยเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
“โอ้! แผลหายแล้วจริงหรือ?นี่เร็วว่าดูมที่ใช้รักษาโรคบนดาวเอเอสเสียอีก เจ๋งจริงๆ”ซูเวยอุทานอย่างตื่นเต้นยินดี เธอไม่คิดว่าการหลุดเข้ามาในสถานที่ลึกลับแห่งนี้จะน่าสนใจและน่าค้นหามากกว่าสถานที่ใดๆทั้งมวล
“ที่นี่แปลกจริงๆไม่เหมือนดาวดวงไหนในจักรวาลที่ฉันเคยรู้จัก จะว่าฉันเทเลพอร์ตเข้ามาก็ไม่ใช่มันคืออะไรกันแน่นะ?”
ซูเวยพูดกับตัวเองด้วยความแปลกใจเมื่อสำรวจสภาพแวดล้อมของสถานที่ลึกลับอย่างละเอียดเธอคาดไม่ถึงว่าแหวนไม้ที่ดูเหมือนธรรมดาจะมีความลึกลับเช่นนี้เป็ประสบการณ์ที่เพิ่งพบเป็ครั้งแรกซึ่งสร้างความงุนงงให้กับเธอมากขึ้น
เธอเดินตรงเข้าไปในคฤหาสน์เมื่อเห็นว่าบริเวณภายนอกไม่มีอะไรน่าสนใจอีกนอกจากดอกบัวทองที่ช่วยรักษาแผลบนหัวให้ตนเองแล้ว