หลังจากปิดประตูและหน้าต่างทุกบานของวิหารฝูเป่าก็ใช้วิชาตัวเบาลงจากเขา ครึ่งชั่วยามก็ลุถึงหมู่บ้านตันโหวดินแดนทางตะวันออกของแผ่นดินต้าจิ่นคือชายแดนติดทะเลที่ถือเป็หน้าด่านทางน้ำที่สำคัญอย่างยิ่งยวด อีกทั้งยังเป็ที่ตั้งของสำนักที่ร่ำรวยที่สุดในใต้หล้า เซี่ยงรื่อขุย ซึ่งได้รับการยกย่องในยุทธภพให้เป็หนึ่งในเก้าสำนักใหญ่ในใต้หล้าถึงแม้ว่าสำนักจะตั้งตนเป็กลางไม่เข้ากับฝ่ายธรรมมะหรืออธรรมหากแต่ด้วยกำลังความสามารถที่มีอยู่ตอนนี้เป็ที่รู้กันในยุทธภพว่าเซี่ยงรื่อขุยนั้นยิ่งใหญ่พอที่จะไม่ต้องไว้หน้าผู้ใด แม้กระทั่งราชสำนักต้าจิ่นก็ยังไม่ใช่ข้อยกเว้น
อ่าวเมืองโอบที่เป็ท่าเรือใหญ่ของสำนักเซี่ยงรื่อขุยคือเว้งน้ำขนาดใหญ่ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยหมู่เกาะมากมายจัดว่าเป็ชัยภูมิที่ดีในการทำการค้าและาเวลานี้แม้จะเลย่พลบค่ำไปนานแล้วแต่เมืองหน้าด่านติดทะเลแห่งนี้ก็ยังคงคึกคักราวกับจะไม่มีวันหลับใหล
ฝูเป่าเดินผ่านท่าเรือหน้าหมู่บ้านพบเห็นสำเภาลำใหญ่มหึมาราวกับอาคารสี่ชั้นที่ติดธงสัญลักษณ์กิเลนทองคำจอดอยู่หลายสิบลำแต่ละลำบรรทุกสินค้าจนเต็มเตรียมออกจากท่าในวันพรุ่งนี้ สินค้าบนเรือของสำนักเซี่ยงรื่อขุยไม่ต้องบอกก็รู้ว่าต้องเป็สินค้าชั้นหนึ่งหรือไม่ก็เป็ของหายากที่มูลค่าสูงเทียมฟ้าหากทว่าบริเวณท่าเรือหาได้มีผู้คุ้มกันแ่าอย่างที่ควรจะเป็ตรงจุดนี้แสดงให้เห็นถึงความอหังการของกิเลนทองตัวนี้ เซี่ยงรื่อขุยช่างมั่นใจนักว่าใต้หล้านี้ไม่มีผู้ใดขวัญกล้ามารนหาที่ตายโดยการขึ้นไปบุกปล้นกองเรือสินค้าของสำนักตน
ฝูเป่าเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกครั้งก็รู้ว่าตนสายมากแล้วจากนั้นสะกิดปลายเท้าเหาะขึ้นไปบนหลังคาบ้านเร่งความเร็วตัดผ่านท่าเรือและร้านรวงต่างๆก่อนจะะโลงจากที่สูงถึงเบื้องหน้าร้านอาหารที่เป็สถานที่นัดหมาย
ฝูเป่าหยุดยืนมั่นคงแล้วจึงค่อยเดินเข้าไปในร้านชายหนุ่มกวาดตามองไปที่โต๊ะตัวเดิมที่มักจะมีคนนั่งรอเขาอยู่แต่เวลานี้ดึกดื่นแล้วแต่เก้าอี้ริมหน้าต่างกลับยังคงว่างอยู่ไม่รู้ว่าผู้ที่นัดไว้ยังไม่มาหรือกลับไปแล้วกันแน่ ชายหนุ่มรู้สึกว่าวันนี้ช่างมีแต่เื่ให้ต้องคาดเดาเต็มไปหมด
ฝูเป่าเดินเข้าไปนั่งลงบนตั่งโต๊ะอย่างคุ้นเคยพอนั่งลงแล้วก็ยกแขนพาดกับขอบหน้าต่างเหม่อมองออกไปด้านนอกตลอดห้าปีที่ผ่านมาเขามานั่งตรงนี้และมองออกไปดูผู้คนเดินขวักไขว่จากหน้าต่างบานนี้นับครั้งไม่ถ้วนหากทว่าทุกครั้งที่เผลอใจลอยภาพพัดเล่มน้อยที่อยู่ในวิหารกลางป่าก็วาบขึ้นมาให้หัวทุกครั้งไป
เฮ้อออออ.....
ฝูเป่ารู้สึกว่าเสียงทอดถอนใจของตนช่างคล้ายกับสาวน้อยที่ตกอยู่ในห้วงรักยิ่งนักั้แ่เมื่อห้าปีก่อนก็เป็เช่นนี้เรื่อยมาเพราะความสามารถในการรับรู้ที่เหนือกว่าคนทั่วไปไม่รู้กี่เท่าทำให้ฝูเป่าได้ค้นพบทางขึ้นสู่วิหารที่ถูกซ่อนไว้โดยบังเอิญ ภายในวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนเร้นจากโลกภายนอกมาหลายร้อยปีคือสถานที่เก็บสมบัติล้ำค่าของแผ่นดินที่เหล่าชาวยุทธต่างถวิลหาภายในรายล้อมไปด้วยดาบศักดิ์สิทธิ์นับร้อยเล่มวางพาดเรียงรายอยู่เต็มพนังบรรดากระบี่เซียนเลื่องชื่อที่หายสาบสูญไปจากใต้หล้าก็ถูกจัดวางอยู่บนชั้นวางจนแน่นขนัด้าวิหารยังประดับด้วยหินโมราและอัญมณีิญญาที่แขวนห้อยเป็โคมระย้าลงมาจากเพดานสูงยังมีเคล็ดวิชาลับของสำนักน้อยใหญ่และบันทึกการเดินทางของปรมาจารย์แห่งยุคหลายท่านถูกตั้งวางเรียงรายเต็มห้องกองทับถมกันจนลายตา
เดิมทีเพียงแค่กระบี่เซียนจวินม่อที่เคยปราบปีศาจปู้กุยในอดีตหรือแม้กระทั่งดาบศักดิ์สิทธิ์ของปฐมประมุขพรรคมารเพียงชิ้นเดียวก็สามารถทำให้ผู้คนตื่นเต้นใจนเสียสติได้แล้วแต่วิหารศักดิ์สิทธิ์นี้กลับไม่ได้มีเพียงอาวุธเลื่องชื่อเพียงแค่ชิ้นสองชิ้นเท่านั้นแต่กลับมีมากมายจนชวนให้ผู้คนรู้สึกขวัญผวาเลยทีเดียว
แต่ถึงแม้ว่าสถานที่นี้จะเต็มไปด้วยสิ่งที่เหล่าจอมยุทธทั่วหล้ายอมแลกด้วยิญญาเพื่อให้ได้มาแต่สำหรับฝูเป่าแล้วเขากลับรู้สึกว่าตนเพียงแค่ค้นพบประสาททรายกองนึงเข้าเท่านั้น
ชายหนุ่มรู้ดีว่าถึงแม้ตนจะมีความสามารถในการรับรู้ที่ละเอียดอ่อนยิ่งแต่ทว่าพลังิญญาของเขากลับอยู่ในขั้นธรรมดาสามัญเท่านั้นเขาไม่ได้มีกำลังภายในที่แกร่งกล้ามาั้แ่เกิดหรือมีพลังลมปราณที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังทิพย์เฉกเช่นผู้ที่มีพร์ในการฝึกยุทธคนอื่นๆความจริงที่เขาได้ตระหนักรู้มาทั้งชีวิตคือตนเป็เพียงคนธรรมดาคนนึงเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ของวิเศษนับร้อยนับพันชิ้นในวิหารหากเปลี่ยนเป็ผู้อื่นมาเจอคงรู้สึกราวกับ์ประทานพรมาให้แต่เมื่อมาปรากฎอยู่ตรงหน้าฝูเป่ากลับไร้ค่าไม่ต่างจากก้อนกรวดต่อให้เป็เทพศาสตราวุธเลื่องชื่อแล้วอย่างไรเป็อาวุธิญญาที่มีพลังแฝงมากมายแล้วอย่างไร หากเขาไม่สามารถดึงพลังของพวกมันออกมาได้ก็เป็เพียงของไร้ประโยชน์ชิ้นนึงเท่านั้น
ฝูเป่าคิดอย่างปลงตกหากแต่วินาทีที่เขากำลังจะผละจากไปแสงสีเงินยวงจากของบางอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะเตี้ยข้างหน้าต่างพลันสะท้อนเข้าตาพอมองไปก็เจอเข้ากับพัดเงินที่วิจิตรงดงามเล่มหนึ่งเ้าของแสงสีเงินที่วาบเข้าตาเขาก็คือพัดด้ามจิ้วที่ทำขึ้นจากเงินบริสุทธิ์ทั้งเล่ม สวยงามล้ำค่าจนไม่อาจบรรยายได้ ซี่พัดทุกซี่ถูกหลอมขึ้นจากแกนทั้งหมดอีกทั้งยังปราณีบรรจงถึงขนาดที่ทั่วทั้งเล่มไม่สามารถพบรอยต่อแม้แต่จุดเดียว ตัวพัดแกะสลักด้วยลวดลายของใบหลิ่วสีเงินเป็ประกาย ส่วนปลายพัดยังหลอมกรีบดอกโมลี่ที่เจีนระไนอย่างแวววาวคมกริบประดับไว้้าเมื่อหุบพัดเข้าด้วยกันแล้วกรีบดอกทั้งหมดจะร้อยเรียงเข้าด้วยกันกลายเป็ดอกโมลี่ที่เบ่งบานดอกนึงทั้งหมดนี้นอกจากจะต้องฟุ่มเฟือยความคิดและฝีมืออย่างถึงที่สุดแล้ว ยังต้องทุ่มเทเวลาอย่างมหาศาลจึงจะสามารถหลอมพัดเล่มนี้ขึ้นมาได้
นอกจากความงามพิลาศล้ำของมันแล้วอีกสิ่งหนึ่งที่ตรึงสายตาของฝูเป่าไว้ได้คือกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากพัดเงินเล่มนี้ที่เขาคล้ายจะััได้ มันคือกลิ่นอายที่ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งปราดเปรียวหากทว่าก็ยังมีความอ่อนหวานละมุนละไมอีกทั้งยังคล้ายจะเ็าและเกรี้ยวกราดหากแต่ก็ดูสงบเสงี่ยมตรึงตาตรึงใจเช่นกัน
แต่เล็กจนโตฝูเป่าไม่เคยตื่นเต้นดีใจกับสิ่งของที่หรูหราฟุ่มเฟือยมาก่อนแต่ครั้งนี้กลับไม่อาจระงับจิตใจที่หวั่นไหวในความงามของพัดเล่มนี้ได้เลยหากแต่ตอนที่จะเอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาชมใกล้ๆ พัดเล่มงามกลับหลบมือเขาได้ด้วยตนเองจากนั้นลอยขึ้นจากโต๊ะสะบัดหน้าใส่เขาทีนึงฝูเป่าที่กำลังยืนอย่างโง่งมเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจู่ๆก็ถูกแรงลมมหาศาลพัดจนกระเด็นออกจากวิหารแทบพลัดตกเขาตาย
นับจากวันนั้นเขาก็อยู่บนยอดเขาเสียนเพียนมาห้าปีแล้ว....
ฝูเป่านั่งเหม่อลอยอยู่ได้เพียงครู่เดียวหางตาก็ปรากฏเงาร่างของคนผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาแล้วทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามเขาฝูเป่าหลุดจากภวังค์พอหันไปก็เจอกับคนที่ตนกำลังรออยู่ อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ทักทายเขาก็ยื่นมือมาหยิบป้านน้ำชาขึ้นรินใส่ถ้วยให้ตนเองแต่ทว่าเมื่อนี้ครู่ฝูเป่ารีบรุดมาคอแห้งผากเช่นกันไหนเลยในป้านจะยังมีน้ำชาเหลืออยู่อีก
“ศิษย์พี่…”ฝูเป่าทำท่าจะยกมือคารวะแต่อีกฝ่ายกลับยกมือห้ามเอาไว้ก่อนใบหน้าที่ดูแก่กว่าอายุจริงทั้งแดงก่ำทั้งชุ่มไปด้วยเหงื่อ
“โอวอย่าเพิ่งพูดจา สั่งน้ำชาให้ข้าก่อน”
พอเห็นศิษย์พี่ของตนทำท่าราวกับปลาขาดน้ำฝูเป่าก็ลดมือลงแล้วยกขึ้นใหม่ ะโเรียกให้เถ้าแก่ยกป้านน้ำชาใหม่มาพร้อมสุราอาหารและเนื้อแกะอีกหลายขีด
พอของกินมากมายมาวางลงบนโต๊ะปลาใกล้ตายเมื่อครู่ก็ราวกับได้น้ำใหม่ในคืนเดือนสารทฝูเป่านั่งมองศิษย์พี่ของตนตักอาหารเข้าปากไม่พูดไม่จาอยู่เป็นานอีกฝ่ายกินหมดแล้วก็สั่งอีก กินหมดแล้วก็สั่งอีก จนชายหนุ่มได้แต่นั่งทำตาปริบๆขณะที่เขากำลังคิดเล่นๆว่าอีกฝ่ายจะกินจนถึงเช้าเลยหรือไม่ศิษย์พี่ของเขาก็ตักข้าวคำสุดท้ายใส่ปาก จากนั้นก็ยกมือเรียกเถ้าแก่เสียงลั่นร้าน
ยังจะสั่งอีก!
เห็นอีกฝ่ายดื่มกินราวกับผีอดตายเข้าสิงฝูเป่าก็อดที่จะยั้งไว้ไม่ได้ ที่กินเข้าไปก่อนหน้านี้ก็เป็ส่วนของสามคนกินแล้วอาหารมากมายถึงเพียงนั้นลงคอแล้วไปอยู่ที่ใดหมดเล่า? หรือกลืนลงไปแล้วก็ถือว่าหายไปแล้ว?
“ศิษย์พี่พอเถิด” ฝูเป่าหันไปกล่าวขออภัยเถ้าแก่ที่รีบวิ่งมาจากนั้นหันกลับมาหรี่ตามองค้อนอีกฝ่าย “ที่แท้ท่านถ่อมาทำอะไรถึงที่นี่กันแน่?”เห็นอีกฝ่ายไม่ยอมพูดธุระซักที ฝูเป่าก็สงสัยจนอดถามไม่ได้แต่พอหลุดปากถามไปแล้วก็รู้สึกกลัวคำตอบของอีกฝ่ายขึ้นมา
เชียนอู่หวารินน้ำชาใส่ถ้วยให้ตัวเองแล้วยกดื่มก่อนจะถลึงตาใส่ศิษย์น้องตัวดี พอได้ดื่มกินไปยกนึง ใบหน้าที่แดงก่ำเมื่อครู่ก็กลับมาเป็ผู้เป็คนอีกครั้ง หากแต่ใบหน้าที่ไม่ได้โกนหนวดมาหลายวันแล้วคงไม่อาจมองว่าเป็บุรุษรูปงามผู้หนึ่งได้ เพียงแค่เห็นเค้าลางว่ามิใช่ใบหน้าที่เลวร้ายแต่อย่างใด แม้จะไม่ได้สะท้อนความหล่อเหลาคมคายแต่ทว่าก็มาดแมนสมชายชาตรีอย่างยิ่ง
ติดตรงที่เ้าตัวอายุมากกว่าฝูเป่าเพียงหกปีเท่านั้น แต่เวลานี้เมื่อนั่งอยู่ใกล้กันแล้ว ใบหน้าอ่อนเยาว์อย่างถึงที่สุดของศิษย์น้องกับใบหน้าที่ดูแก่กว่าอายุจริงของศิษย์พี่แทบจะทำให้คนที่มองมารู้สึกว่าทั้งคู่คล้ายกับบิดาและบุตรมากกว่าจะเป็ศิษย์ร่วมสำนักกัน
“เ้าน่ะสิถ่อมาทำอะไรถึงที่นี่!”เชียนอู่หวาอดจะพูดสวนกลับไปไม่ได้ เขาสิควรจะเป็คนเอ่ยปากถามคำถามนี้แม้จะยอมพูดคุยแล้วแต่มือก็ยังคงจับตะเกียบคีบเอาขนมจีบไส้เป็ดย่างเข้าปาก “ไหนๆก็พูดแล้วศิษย์น้อง...กลับสำนักเราเถอะนะช่วยปลดปล่อยข้าจากชะตากรรมที่ต้องวิ่งไปวิ่งมาระหว่างเขาสองลูกเสียที”
พอนึกถึง่เวลาที่ต้องกลายเป็นกส่งสารที่ต้องบินฝ่าลมฝนและอากาศหนาวเหน็บมาตลอดห้าปีมานี้ปากที่เมื่อครู่ยังเจริญอาหารอยู่ก็พลันไม่รับรู้รสชาติขึ้นมาชั่วขณะเลยทีเดียว
ฝูเป่าฟังคำศิษย์พี่ที่พูดไปเคี้ยวไปอย่างปลงตกแม้น้ำเสียงจะฟังดูอู้อี้ไม่ได้ศัพท์แต่ก็จับอารมณ์ในน้ำเสียงได้ว่าเต็มไปด้วยความอัดอั้นและทุกข์ทรมานอย่างแท้จริงฝูเป่าเองก็ทราบดีถึงความลำบากของอีกฝ่ายตัวเขาเองใช้เวลาเดินทางจากยอดเขาเสียนเพียนกว่าจะถึงที่นี่ยังกินเวลากว่าครึ่งชั่วยามแล้วอีกฝ่ายที่รุดมาจากเขาหยงมัวหากมาโดยไม่หยุดพักเลยยังต้องใช้เวลากว่าเก้าวันจึงจะเดินทางจากชายแดนตะวันตกถึงชายแดนฝั่งตะวันออกหากเปลี่ยนเป็คนอื่นคงไม่จบแค่ให้เขาเลี้ยงข้าวเป็แน่
พอคิดได้แบบนี้ฝูเป่าก็หันไปเรียกเถ้าแก่เนี้ยที่ยืนอยู่ด้านข้าง แล้วบอกกับเชียนอู่หวาว่า“ศิษย์พี่...ท่านกินอะไรอีกซักหน่อยสิ”
เชียนอู่หวาเห็นศิษย์น้องแม้ยังไม่มีความคิดจะกลับสำนักแต่ยังพอจะรู้ผิดชอบชั่วดีอยู่บ้างจากที่คิดว่าจะบ่นว่าอีกซักหน่อยก็ตัดสินใจปล่อยผ่านไปอีกครั้งเดิมทีเชียนอู่หวาก็เป็คนใจอ่อนรักเด็กมาั้แ่ไหนแต่ไรกับศิษย์น้องที่ไม่รู้จักโตซักทีอย่างฝูเป่าเรียกได้ว่าเขาแพ้ทางอย่างถึงที่สุดเพียงแค่อีกฝ่ายทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เชียนอู่หวาก็ร้อนใจแทบแย่มีอะไรติดตัวอยู่ก็เอาออกมาง้อจนหมด
หลังจากสั่งบัวลอยน้ำขิงไปแล้วเชียนอู่หวาก็ล้วงมือเขาไปในอกเสื้อ หยิบจดหมายของอาจารย์ออกมายื่นให้ศิษย์น้องฝูเป่าเห็นจดหมายจากอาจารย์ก็วางถ้วยชาในมือลง ยื่นมือออกไปรับมาแล้วเปิดอ่าน
เชียนอู่หวานั่งรออยู่พักนึงอาหมวยน้อยก็ถือเอาบัวลอยหอมกรุ่นมาวางให้บนโต๊ะพอตักกินไปหลายคำแล้วก็สังเกตเห็นฝูเป่ายังไม่พูดไม่จา จึงเงยหน้าขึ้นจากชามบัวลอยเห็นศิษย์น้องยังคงตั้งหน้าตั้งตาอ่านจดหมายในมืออยู่ในนานแล้วก็อ่านไม่จบซักทีทั้งที่จดหมายที่เปิดออกมาก็มีอยู่เพียงหน้าเดียวเท่านั้นเชียนอู่หวาก็อดที่จะถามไม่ได้
“มีอะไรหรืออาจารย์ว่าอย่างไรบ้าง”
ฝูเป่าที่เอาแต่จ้องจดหมายในมือสะดุ้งเล็กน้อยจากนั้นพลิกกระดาษแผ่นนั้นให้เชียนอู่หวาดู“ไม่มีอะไร อาจารย์บ่นยืดยาวกว่าปกติเท่านั้น”
เชียนอู่หวามองจดหมายที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือเต็มหน้ากระดาษก็คร้านจะเอื้อมมือไปหยิบมาอ่านดูท่าอาจารย์คงจะหัวเสียน่าดูที่ศิษย์น้องดื้อแพ่งไม่ยอมกลับสำนักเสียทีตลอดห้าปีมานี้คนที่รู้ซึ้งว่าอาจารย์ใหญ่ห่วงฝูเป่ามากแค่ไหนก็คือเขาเองเพราะทุกครั้งที่อาจารย์เกิดคิดถึงศิษย์รักขึ้นมาคนที่ต้องข้ามูเาเจ็ดลูกและแม่น้ำอีกสามสายถ่อเอาจดหมายมาส่งให้ถึงที่ก็คือเขาเชียนอู่หวาคนนี้
“จริงสิศิษย์พี่คืนนี้ท่านจะค้างที่ใดหรือ”ฝูเป่าพับจดหมายของอาจารย์ยัดเข้าอกเสื้อพลางลอบถอนหายใจที่เมื่อครู่เชียนอู่หวาไม่ได้หยิบไปอ่านดูศิษย์พี่มีนิสัยไม่คิดอะไรให้มากความหากเปิดเผยต่อเขาอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่มีสิ่งใดปิดบังอีกฝ่ายก็พร้อมที่จะไม่ติดใจอะไรถึงแม้ฝูเป่าจะไม่อยากให้ศิษย์พี่อ่านข้อความในจดหมายนักแต่เมื่อครู่เขาก็ไม่ได้โกหกเชียนอู่หวาแต่อย่างใด
ครั้งนี้เนื้อความในจดหมายยาวกว่าปกติจริงๆ...
พอถูกถามเื่ที่นอนเชียนอู่หวาก็ปากจืดขึ้นมาอีกครั้งการเดินทางรอบนี้เชียนอู่หวาออกจากเขาหยงมัวช้ากว่าปกติสิบวันมานี้เขารีบรุดมาให้ทันวันที่ได้นัดหมายกับศิษย์น้องจึงไม่ได้พิถีพิถันเื่กินเื่นอนนัก ค่ำตรงไหนก็นอนตรงนั้นเจอโรงเตี๊ยมก็กินข้าว ไม่เจอก็ประเดี๋ยวค่อยกินลำบากอย่างสาหัสสากรรจ์ถึงเพียงนี้แล้วศิษย์น้องสุดที่รักยังจะยื่นจดหมายฉบับนั้นให้เขาอ่านอีก...จ้างให้เขาก็ไม่อ่าน ให้แล้วให้เลยไม่รับคืนด้วย!
“หาได้ยากที่อาจารย์จะวางถุงเงินไว้ให้ตั้งสองถุงข้าคงหาโรงเตี๊ยมนอนซักคืนแล้วพรุ่งนี้ค่อยกลับ ” เชียนอู่หวาตอบในที่สุดอาจารย์ใหญ่ก็เห็นแก่ความเหนื่อยยากของเขาตลอดห้าปีมานี้จึงแถมเงินมาให้นิดหน่อยเป็ค่าโรงเตี๊ยมดีๆซักคืนแค่คิดว่าคืนนี้ไม่ต้องเดินทางแล้วเชียนอู่หวาก็แทบจะหลั่งน้ำตาออกมา หลังจากผ่าน่เวลาสิบวันที่ราวกับวิ่งอยู่ในนรกในที่สุดเขาก็จะได้นอนบนเตียงแล้ว!
ฝูเป่าพยักหน้าั์ตาสีดำสนิทที่มักทอประกายอ่อนโยนว่าง่ายวูบหนึ่งกลับมีประกายอำมหิตพาดผ่านมุมปากผุดรอยยิ้มเย้ยหยันออกมาแต่เพียงครู่เดียวก็เลือนหายไปทั้งหมดราวกับภาพลวงตา
ฝูเป่าหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างจากมุมนี้นอกจากจะเห็นร้านรวงและผู้คนแล้วยังสามารถมองเห็นขบวนเรือสินค้ามากมายที่จอดเทียบท่าอยู่ที่ท่าเรืออีกด้วยชายหนุ่มมองท่าเรือใหญ่อยู่พักนึงก็ทำหน้าครุ่นคิดจากนั้นก็สะดุ้งตัวเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “จริงด้วย เกือบลืมบอกท่านในจดหมายอาจารย์กำชับให้ข้าเตือนท่านซื้อโสมทะเลตากแห้งกลับไปด้วย”
เชียนอู่หวาเงยหน้าขึ้นจากชาวบัวลอยกระพริบตาปริบๆใส่ฝูเป่า อะไรคือโสมทะเล?
ไม่ต้องรอให้เชียนอู่หวาเอ่ยปากถามฝูเป่าก็รีบตอบราวกับเข้าไปนั่งอยู่ในใจของศิษย์พี่ “ก็คือปลิงทะเลตากแห้งอาจารย์บอกให้ท่านเลือกตัวใหญ่ๆมาซักหลายตัวแล้วเอากลับไปด้วย”
“ว่ากระไร!?...”...ขากลับยังต้องแบกของกลับไปด้วย?จากนั้นเชียนอู่หวาก็สะดุ้งเฮือกราวกับนึกอะไรขึ้นได้ อย่าบอกนะว่าที่อาจารย์ให้เงินเพิ่มมาถุงใหญ่ก็เพื่อจะให้ซื้อปลิงทะเลกลับไป? อีกทั้งเงินในถุงนั่นไม่ใช้น้อยๆเลยหากให้ซื้อทั้งหมดนั่นเช่นนั้นเกรงว่าคงต้องเปลี่ยนเป็ปลิงตากแห้งแบกเขากลับไปแล้ว
คิดถึงตรงนี้เชียนอู่หวาก็รู้สึกแข้งขาอ่อนแรงั้แ่ยังไม่ได้เริ่มเขาสะบัดศีรษะไล่ความคิดที่ว่าตนเองอาจจะตายกลางทางออกจากหัวแล้วหันไปถามฟูเป่าราวกับไขว่คว้าความหวังสุดท้าย “เหตุใดตอนจะมาอาจารย์ไม่เห็นพูดอะไรกับข้าเลยศิษย์น้อง เ้าช่วยศิษย์พี่ซักครั้งเถิด ถือว่าเ้าลืมบอกข้าดีหรือไม่”
...ไม่ดี
ฝูเป่าตอบในใจโดยไม่ต้องคิดแม้จะสงสารศิษย์พี่จับใจแต่ครั้งนี้คงไม่อาจเลี่ยงได้จริงๆชายหนุ่มทำหน้าเศร้าแล้วบอกว่า “เช่นนั้นอีกซักสามสี่ปีข้าค่อยกลับสำนักได้หรือไม่ข้ากลัวโดนอาจารย์หวดใส่ไว้ให้อาจารย์ลืมเื่นี้ไปก่อนแล้วค่อยกลับไปศิษย์พี่ว่าดีหรือไม่?”
ไม่ดี...
เื่นี้เชียนอู่หวาก็ตอบในใจได้โดยไม่ต้องคิดเช่นกันแทบจะทันทีที่ฝูเป่าพูดจบ เชียนอู่หวาก็รู้สึกขึ้นมาว่าชีวิตนี้ไม่เคยรู้สึกอยากจะซื้อปลิงทะเลตากแห้งมากเท่าวันนี้มาก่อนในใจฮึกเหิมจนอยากจะไปเหมาให้หมดทุกร้านแล้วเอากลับไปเลยทีเดียว