เส้นทางจักรพรรดินี

    บทที่ 52 ออกเดินทาง

    บทที่52 ออกเดินทาง

     

              “ผู้เล่นมนตราเสริมแกร่งไอเทม {ชุดขนนกกระจิบสีฟ้า} ระดับ A สำเร็จ {ชุดขนนกกระจิบสีฟ้า} ระดับ A +9 กลายเป็นระดับ A +10 ค่ะ”

              …….

              …….

              เป้ง ๆ ๆ ๆ

              “ผู้เล่นมนตรา เสริมแกร่งไอเทม {แหวนนกกระจิบสีฟ้า} ระดับ A สำเร็จ {แหวนนกกระจิบสีฟ้า} ระดับ A +9 กลายเป็นระดับ A +10 ค่ะ”

              .......

              “ผู้เล่นมนตรา ยกระดับไอเทม {ชุดขนนกกระจิบสีฟ้า} ระดับ A สำเร็จ {ชุดขนนกกระจิบสีฟ้า} ระดับ A มีการเปลี่ยนแปลง ผู้เล่นมนตราได้รับ {ชุดเกราะราชานกกระจิบสีฟ้า} ระดับ S 1 ชิ้น กรุณาตรวจสอบไอเทมด้วยค่ะ”

              “ผู้เล่นมนตรายกระดับไอเทม {แหวนนกกระจิบสีฟ้า} ระดับ A สำเร็จ {แหวนนกกระจิบสีฟ้า} ระดับ A มีการเปลี่ยนแปลง ผู้เล่นมนตราได้รับ {แหวนราชานกกระจิบสีฟ้า} ระดับ S 1 ชิ้น กรุณาตรวจสอบไอเทมด้วยค่ะ”

     

              “เยส!!...มันต้องอย่างนี้สิน่า” มีนยกมือกำหมัดตะโกนก้องด้วยความดีใจ หลังจากยกระดับไอเทมระดับS ในครั้งแรกได้สำเร็จทั้งสองชิ้นตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ จากค่าโชคที่มีอยู่ถึง1,499 แต้มด้วยกัน

              แม้หญิงสาวมีนจะมีค่าโชคสูงถึง1,499 แต้ม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การเสริมแกร่งไอเทมและการยกระดับไอเทมจะไม่เกิดความล้มเหลวเลยเพียงแต่ “อัตราความล้มเหลว” ในการเสริมแกร่งให้แก่ไอเทมของมีนต่ำมากเมื่อเทียบกับผู้เล่นคนอื่นๆ หรืออาจเรียกได้ว่า “ความสำเร็จ” ในการตีบวกไอเทมของหญิงสาวผู้มากับดวงเมื่อเทียบกับผู้เล่นทั่วไปนั้นแตกต่างกัน “ราวฟ้ากับเหว” ก็คงจะไม่ผิดไปจากความเป็นจริงที่เห็นอยู่ในตอนนี้นัก

            ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดหากมีน “ยกระดับไอเทม” ทั้งสองชิ้นไม่สำเร็จในครั้งนี้ การยกระดับให้แก่ไอเทมทั้งสอง...ก็คงจะต้องยกยอดไปเป็นคราวหน้าแล้ว

            ตั้งแต่มีนได้เห็นประสิทธิภาพของไอเทมที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นหลังการตีบวกในแต่ละครั้ง อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญฯ มันก็ได้ทำให้หญิงสาวรู้สึกมึนเมาและจมอยู่กับความปรารถนาที่จะได้เห็นไอเทมทั้งสองชิ้นนี้ได้รับการพัฒนาไปสู่ระดับสูงสุดของมันจนในที่สุด...หญิงสาวผู้มั่งคั่ง ก็ตกเป็นทาสการตลาดของบริษัทเกมไปโดยปริยายฯจากระบบที่มีชื่อว่า “การเสริมแกร่งไอเทม”

            มีนลงทุนด้วยหินเสริมแกร่งและเหรียญทองก้อนสุดท้ายที่ตัวเองมีอยู่ไปกับการยกระดับให้แก่ไอเทมทั้งสองในครั้งนี้นอกจากนี้ หญิงสาวผู้ตกเป็นทาสของการตีบวก ยังใช้แต้มชื่อเสียงจากที่มีอยู่จำนวน 1ล้านแต้ม นำมาแลกเป็น {หินปาฏิหาริย์แห่งดวงดาว} มาเพิ่มอีก 1 ก้อน อีกทั้งได้ใช้แต้มชื่อเสียงอีกหลายล้านแต้มแลกเปลี่ยน{หินเสริมแกร่ง} ระดับสูงมาอีกชุดใหญ่สำหรับใช้ในการนี้ด้วยอีกต่างหาก...

            แต่ที่มีนทำเช่นนั้นก็เป็นเพราะตัวเองมีความมั่นใจอยู่ไม่น้อย ว่าการเสริมแกร่งในขั้นตอนสุดท้ายและการยกระดับไอเทมในครั้งนี้จะสำเร็จไปได้ด้วยดีเนื่องจากมีนมองว่า โอกาสสำเร็จของการยกระดับจากไอเทมระดับ Aไปเป็นไอเทมระดับ S ครั้งนี้ มีโอกาสสำเร็จสูงถึง80 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว...มันสูงเสียยิ่งกว่า โอกาสสำเร็จของการเสริมแกร่งไอเทม“ตั้งแต่ระดับ +6” ขึ้นไปเสียอีก

              แม้ว่าการเสริมแกร่งและการยกระดับไอเทมของหญิงสาวในวันนี้ผลลัพธ์ที่ได้จะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ก็มีหลายครั้งที่หญิงสาวตีบวกล้มเหลวติดๆ กันจำนวนหลายรอบ จนทำให้คุณหนูผู้งมงายกับการตีบวกไอเทมผู้นี้ สูญเสียหินเสริมแกร่งไปเป็นจำนวนไม่น้อยกับเจ้าไอเทมทั้งสอง

            และค่าเสียหายทั้งหมดจากการอัพเกรด{ชุดเซตนกกระจิบสีฟ้า} ในครั้งนี้ มีนสูญเสีย {หินเสริมแกร่ง} ระดับต่ำจำนวน 96 ก้อน ระดับกลาง 52 ก้อน และระดับสูงจำนวน 44 ก้อน รวมไปถึง {หินปาฏิหาริย์แห่งดวงดาว} ซึ่งนำมาใช้ยกระดับไอเทมในขั้นตอนสุดท้ายอีก 2 ก้อน พร้อมด้วยเงินอีกกว่า5 ล้านเหรียญทอง

            แต่หากเปรียบเทียบกับผู้เล่นทั่วไปค่าเสียหายในการตีบวกของมีนถือว่า “ต่ำที่สุด” ในเกมออนไลน์เสมือนจริงเกมนี้แล้ว ซึ่งผลของมันหลังจากยกระดับไอเทมสำเร็จก็ทำให้ผีพนันสาวผู้นี้ ถึงกับตาลุกวาวอยู่ไม่น้อย...

     

    {ชุดเกราะราชานกกระจิบสีฟ้า}(เซต 1/2) ระดับ S

    ประเภท: ชุดเกราะ

    ความคงทน1,000/1,000

    -เพิ่มพลังป้องกัน (DEF) 950 หน่วย
    - เพิ่มพลังป้องกันเวทมนตร์ (
    M.DEF) 1,250 หน่วย
    - เพิ่มค่าการหลบหลีก (
    EVA) 350 แต้ม
    - เพิ่มค่าความเร็ว (
    M.SP) 450 แต้ม
    - สามารถพัฒนาได้ (ขั้นต้น)

    - ระดับการพัฒนา (0/100)
    - สามารถเรียกใช้ทักษะ
    [นกกระจิบสะบัดขน] (ทักษะเรียกใช้) ทำการสะบัดขนที่มีอยู่ทั้งหมดบนร่างโจมตีเป้าหมาย ด้วยค่าความเสียหายคงที่100 หน่วย/เส้น จำนวนขนที่มีอยู่จำนวน 1,000 เส้น (1,000/1,000) อัตราการสร้างขนใหม่ 1 นาที/เส้น
    - น้ำหนัก: 20

    เงื่อนไข

    -ไม่สามารถอัพเกรดไอเทมได้

    เซต: 2 ชิ้น

    -เพิ่มอัตราหลบหลีก (EVA) 200 แต้ม
    - เพิ่มค่าความเร็ว (
    M.SP) 200 แต้ม
    - สามารถใช้ทักษะ
    [บิน](ทักษะเรียกใช้) บินได้ 60 วินาที คูลดาวน์ 10 วินาที ใช้พลังเวท 50 หน่วย/วินาที
    - สามารถใช้ทักษะ [จิ๊บจิ๊บ] (ทักษะเรียกใช้) เรียกใช้ทักษะ “กลายร่าง” เป็นนกกระจิบสีฟ้าได้ในขณะที่กลายร่างทักษะ [บิน] จะไม่สูญเสียพลังเวทมนตร์และไม่ติดคูลดาวน์ของทักษะ เมื่อยกเลิกการร่างทักษะ จะติดระยะคูลดาวน์ 24 ชั่วโมงใช้พลังเวทในการเรียกใช้ 500 หน่วย

     

    {แหวนราชานกกระจิบสีฟ้า} (เซต 1/2) ระดับ S

    ประเภท: เครื่องประดับ

    ความคงทน1,000/1,000

    -เพิ่มพลังป้องกัน (DEF) 50 หน่วย
    - เพิ่มพลังป้องกันเวทมนตร์ (
    M.DEF) 250 หน่วย
    - เพิ่มค่าความแข็งแกร่งทางจิตวิญญาณ (
    SPR) 100 หน่วย
    - เพิ่มค่าความอดทน (STI) 100 หน่วย
    - สามารถใช้ทักษะ
    [นกกระจิบหลบฝน](ทักษะติดตัว) ลดความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการโจมตีแบบโปรเจคไตล์ทุกรูปแบบลง 20เปอร์เซ็นต์
    - สามารถพัฒนาได้ (ขั้นต้น)

    - ระดับการพัฒนา (0/100)
    - น้ำหนัก:
    1

    เงื่อนไข

    -ไม่สามารถอัพเกรดไอเทมได้

    เซต: 2 ชิ้น

    -เพิ่มอัตราหลบหลีก (EVA) 200 แต้ม
    - เพิ่มค่าความเร็ว (
    M.SP) 200 แต้ม
    - สามารถใช้ทักษะ
    [บิน](ทักษะเรียกใช้) บินได้ 60 วินาที คูลดาวน์ 10 วินาที ใช้พลังเวท 50 หน่วย/วินาที
    - สามารถใช้ทักษะ [จิ๊บจิ๊บ] (ทักษะเรียกใช้) เรียกใช้ทักษะ “กลายร่าง” เป็นนกกระจิบสีฟ้าได้ในขณะที่กลายร่างทักษะ [บิน] จะไม่สูญเสียพลังเวทมนตร์และไม่ติดคูลดาวน์ของทักษะ เมื่อยกเลิกการร่างทักษะ จะติดระยะคูลดาวน์ 24 ชั่วโมงใช้พลังเวทในการเรียกใช้ 500 หน่วย

     

              “สะ...สุดยอด!!” เมื่อมีนได้อ่านรายละเอียดของไอเทมเซตชุดนี้หลังจากที่มันพัฒนามาเป็นไอเทมระดับ S ได้แล้ว ถึงกับต้องอุทานในความสามารถของมันโดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะที่ติดมากับไอเทมเซตนี้

            เดิมทีหญิงสาวเพียงแค่หวังให้ทักษะ[บิน] มีประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมอีกสักนิดเท่านั้นแต่เมื่อมันได้พัฒนามาเป็นไอเทมระดับ S เจ้าเซตไอเทมทั้งสองชิ้นกลับมีความสามารถสูงขึ้นอย่างที่ของเดิมทาบไม่ติดโดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะโจมตีใหม่แกะกล่องอย่าง [นกกระจิบสะบัดขน] ที่มีนมองว่า มันเป็นทักษะที่สามารถสร้างจังหวะในการต่อสู้ได้ดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียวเพียงแต่...มันมีข้อเสียที่สำคัญสำหรับทักษะขั้นไร้ระดับที่ไม่สามารถพัฒนาระดับทักษะให้สูงขึ้นได้ก็คือตัวทักษะมีเงื่อนการใช้งานที่ค่อนข้างยุ่งยาก อีกทั้งยังมีพลังโจมตีที่ต่ำพอสมควร(พลังโจมตีต่อเส้นขน 1 เส้น)

              แต่เมื่อมองในภาพรวมของไอเทมที่ให้พลังป้องกันเพิ่มมากขึ้นในระดับที่น่าพอใจรวมไปถึงคุณสมบัติเสริมที่เพิ่มค่าสถานะต่าง ๆ ให้แก่ผู้สวมใส่แล้ว มีนกลับรู้สึกว่าการลงทุนเสริมแกร่งไอเทมในครั้งนี้มีความ “คุ้มค่า” ไม่น้อย แม้ว่า...ตนจะต้องเริ่มต้นหาเงินอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง

              หลังจากได้ลองสวมใส่เจ้าชุดเซตนกกระจิบแล้วมีนรู้สึกว่า มันดูหรูหราฟู่ฟ่าและเป็นที่สะดุดตาแก่ผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอย่างยิ่งด้วยลักษณะของชุด ซึ่งเป็นชุดเกราะอ่อนแขนกุดและมีกระโปรงสั้นเหนือเข่าที่ดูเข้ากันอีกทั้งยังมีขนนกเส้นเล็ก ๆ สีฟ้าสดใสปกคลุมอยู่ทั่วทุกตารางนิ้วบนชุดจึงทำให้ยามที่ตนเคลื่อนไหว ขนนกเหล่านี้ก็จะเกิดการพลิ้วไหวไปตามแรงลม...ชวนเป็นเป้าสายตาแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

            เมื่อเป็นเช่นนี้มีนจึงจำเป็นต้องเปิดระบบร้านค้าแต้มชื่อเสียงขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะใช้แต้มชื่อเสียงเหล่านั้นถอยเอา {ชุดแฟชั่นแม่มดสาวเจ้าเสน่ห์} และ {ชุดนักรบโรมันโบราณ} ออกมาสวมใส่ปกปิดความสะดุดตาของชุดขนนกสีฟ้าเอาไว้และปรับเลือกใช้ตามสถานการณ์ฯ เพราะถึงอย่างไร “ชุดแฟชั่น” ก็เป็นชุดที่ผู้เล่นจำนวนมากเลือกซื้อหามาสวมใส่ได้ไม่ยากอยู่แล้ว...

            ในตอนนี้ ชุดแฟชั่นที่หญิงสาวเลือกสวมใส่อยู่เป็นชุดนักรบโบราณซึ่งมีลักษณะเป็นเกราะอ่อนแขนกุดสีดำขลิบเงินและมีกระโปรงสั้นครึ่งขาสีเดียวกัน ส่วนมือจะเป็นปลอกแขนหนังสีดำและรองเท้าจะมีลักษณะเป็นบู๊ทยาวครึ่งน่อง อีกทั้งบนศีรษะยังมีรัดเกล้าสีเงิน ซึ่งฝังเม็ดทับทิมสีแดงเม็ดใหญ่ตรงกลางหน้าผากคาดเอาไว้วงหนึ่งหลังจากได้สวมใส่แล้ว ดูมีความน่าเกรงขามและสวยสง่าในเวลาเดียวกัน

            ส่วนอีกชุดหนึ่งที่มีนถอยมาพร้อมๆ กัน คือชุดแม่มดสาวเจ้าเสน่ห์ โดยจะเป็นเดรสสั้นเกาะอกสีดำขลิบทอง ตรงกลางลำตัวและชายกระโปรงมีเส้นสายสีทองปักเอาไว้ด้วยลวดลายอันวิจิตรอีกทั้งยังมีถุงน่องและหมวกปีกบานทรงแหลมสีดำชวนให้ดูลึกลับน่าค้นหา ซึ่งมีนก็เก็บเอาไว้เป็นชุดสำรองสำหรับใช้งานในสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป

            สาเหตุที่หญิงสาวทำเช่นนี้ก็เพราะการคงอยู่ของไอเทมแปลงโฉมสุดแพงอย่าง {หน้ากากมายาพันหน้า}ซึ่งได้มาจากการประมูลนั่นเอง

            หลังจากเลือกซื้อชุดแฟชั่นที่ถูกใจได้แล้วมีนก็เรียกใช้งานทักษะที่ติดมากับหน้ากากฯ และทำการเปลี่ยนข้อมูลตัวละครที่จะแสดงผลออกมาให้ทุกคนได้เห็นจากความสามารถของหน้ากากมายาใบนี้ทันที โดยข้อมูลตัวละครที่หญิงสาวกรอกลงไปในทักษะครั้งแรกนี้คือ...

             

    ชื่อ: Minimum                      ระดับ: 235

    อาชีพหลัก: นักรบ                   เผ่าพันธุ์: มนุษย์           กิลด์: ไม่มี

    อาชีพรอง: นักสำรวจ, นักเวท

     

              มีนไม่ต้องการให้ตัวเองดูเก่งหรือว่าอ่อนแอเกินไปจนไปสะกิดต่อมสงสัยของผู้พบเห็นฯ เพราะถึงอย่างไรชีวิตหลังจากนี้ของตน ก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องพบเจอกับผู้คนมากมายหลากหลายการสร้างตัวละครให้ดูเก่งเกินไป อาจจะทำให้คนอื่นสงสัยและนึกเชื่อมโยงไปถึงตัวละครของผู้เล่น“มนตรา” ได้ แต่ถ้าหากสร้างตัวละครให้อ่อนแอเกินไป มันก็อาจจะนำอันตรายมาสู่ตัวเองหรือไม่ก็ขัดกับภาพลักษณ์ของชุดแฟชั่นราคาแพงที่ตนหามาสวมใส่อยู่นั่นเอง ด้วยเหตุนี้มีนจึงตั้งค่าระดับความแข็งแกร่งของตัวละครตัวนี้ ให้ใกล้เคียงกับผู้เล่นระดับสูงในเวลานี้ให้มากที่สุด…

            แต่กระนั้น ด้วยข้อเสียของหน้ากากมายาฯซึ่งจะทำค่าสถานะของตัวละครผู้สวมใส่ถูกลดลงเหลือเพียง 1 ใน 10 จากตัวละครหลักเท่านั้นแต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น มีนก็หาได้มีความกังวลใจอันใด เพราะเจ้าหน้ากากหนังใบนี้ มันลดเพียงค่าสถานะพื้นฐานของตัวละครเท่านั้นไม่ได้รวมไปถึงค่าสถานะที่ได้จากไอเทมที่ผู้ใช้งานหน้ากากใบนี้สวมใส่อยู่แต่อย่างใด

            ดังนั้น แม้ว่าค่าสถานะพื้นฐานส่วนใหญ่ของตัวละคร“มนตรา” จะถูกผนึกด้วยอำนาจจากเงื่อนไขแห่งหน้ากากมายาฯ แต่หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของตัวละครก็ยังมีไอเทมอีกมากมายหลายชนิด ซึ่งช่วยเสริมค่าสถานะให้ตนยังคงมีความแข็งแกร่ง ในระดับที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการผจญภัยในดินแดนมนุษย์มากนัก...หากลองคำนวณอย่างคร่าวๆ แล้ว ค่าสถานะและความแข็งแกร่งของหญิงสาวในตอนนี้ ก็น่าจะพอเทียบได้กับผู้เล่นที่มีระดับ270-280 นั่นเอง

              ปัญหาเดียวของมีนในตอนนี้ก็คือ{หอกทะเลดาว}ที่ไม่สามารถเก็บเข้าคลังสมบัติเคลื่อนที่ได้อีก เนื่องมาจากเงื่อนไขในความเป็นอาวุธระดับเทพเจ้าของมันแต่กระนั้น หอกทะเลดาวเล่มนี้ก็ไม่ได้ใจร้ายกับหญิงสาวมากจนเกินไป และไม่ถึงกับทำให้ผู้ครอบครองกลายเป็นที่สะดุดตาแก่ผู้พบเห็นอย่างการพกพาหอกขนาดเกือบ ๆ สองเมตรติดตัวไปไหนมาไหนอยู่ตลอดเวลา เพราะอักขระที่ถูกสลักไว้ในส่วนของด้ามฯมันทำให้ตัวหญิงสาวได้เรียนรู้บทเวทเกี่ยวกับ “การย่อ/ขยาย” ขนาดของวัตถุแถมมาให้ใช้งานฟรีๆ โดยไม่ต้องไปเสียเวลาไปร่ำเรียนจากที่ไหนอีกด้วย (พูดราวกับว่าบทเวทบทนี้ จะสามารถหาได้ทั่วไปตามร้านขายของชำอย่างนั้นแหละไม่มี๊ ไม่มี บทเวทระดับสูงแบบนี้...ขนาดอเล็กซ์ยังไม่มีเลย)

              มีนทดลองร่ายบทเวทย่อขนาดกับหอกทะเลดาวในมืออย่างตั้งใจ

            หลังจากสิ้นสุดคำร่าย...จากหอกยาวเกือบสองเมตรก็ลดขนาดลงจนเหลือเพียงเท่ากับด้ามไม้ขีดไฟ จากนั้นมีนจึงบรรจงเสียบมันลงไปในช่องว่างระหว่างหน้าผากของตนกับรัดเกล้าของชุดแฟชั่นนั่นเอง

              เมื่อจัดการตัวละครของตัวเองแล้วเสร็จหญิงสาวจึงเรียกรายละเอียดเกี่ยวกับวังจ้าวสมุทรขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง หลังผ่านการพินิจพิจารณาอยู่นาน...มีนจึงตัดสินใจว่าตัวเองจะยังไม่เปิดเมืองแห่งนี้ให้ผู้คนทั้งโลกได้รับรู้

            แม้การตัดสินใจเช่นนี้จะทำให้ตนสูญเสียรายได้ที่พึงจะได้รับไปเป็นจำนวนไม่น้อยก็ตาม แต่มันก็คงจะดีกว่าการตกเป็นเป้าสนใจจากคนทั้งโลกดังนั้นมีนจึงคิดเอาไว้ว่า จะชะลอโครงการเปิดเมืองฯ ออกไปอีกสักพัก จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมค่อยเปิดเมืองให้ผู้เล่นเข้ามาใช้บริการฯ ก็ยังไม่สาย...

            ส่วนเวลาในช่วงนี้หญิงสาววางแผนจะคัดเลือกและดึงเอา “ปลาตีนน้อย” จากหนองน้ำใหญ่แห่งป่าโกงกาง ซึ่งพอจะมีความก้าวหน้าในการฝึกฝนฯมาหาประสบการณ์พร้อมกับเก็บระดับเพิ่มเติมภายในอาณาเขตวังจ้าวสมุทรสัก 100 ตัว โดยออกคำสั่งให้อดีตบอสของที่นี่ทั้ง5 ทำหน้าที่คอยเป็นพี่เลี้ยง ให้การดูแลและแนะนำวิธีการต่อสู้ให้แก่ลูกหลานของตน

              มีนค่อยๆ สะสางงานและภารกิจที่ต้องทำไปทีละเรื่อง และกว่าจะเสร็จสิ้น เวลาก็แทบจะจวนเจียนที่ตัวเองจะต้องล็อกเอาท์ออกจากเกมอีกแล้ว...

              เวลาในช่วงนี้...ช่างเป็นเวลาที่โหดร้ายสำหรับสาวสวยอย่างมีนเสียจริงเมื่ออยู่โลกภายนอกฯ ก็ต้องวุ่นวายกับการเรียน ต้องทำรายงานไหนจะต้องซ้อมเชียร์ให้น้อง ๆ ในชมรมอีก อีกทั้งเมื่อกลับเข้ามาในเกมฯ หญิงสาวก็ยังต้องวุ่นวายกับการสะสางเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเมืองฯ การจัดการไอเทมฯ และนำเอาไอเทมที่ลงอักขระแล้วไปป่วนตลาดประมูลฯรวมไปถึงยังต้องวุ่นวายกับการจัดหาเครื่องบรรณาการฯ ให้แก่สัตว์อสูรติดตามของตัวเองทั้งหลาย...อย่างไม่ขาดตกบกพร่องอีกด้วย

              ............

              หลังจากกลับเข้ามาในเกมอีกครั้งมีนจึงเรียกภารกิจที่ค้างเอาไว้ออกมาตรวจสอบ เพื่อกำหนดเป้าหมายให้แก่การเดินทางของตัวเองต่อไปมีนพบว่าในตอนนี้ รายการเควสคงค้างของตนเหลือเพียงแค่ 3 รายการเท่านั้น ได้แก่…

     

    ภารกิจ: [ประวัติศาสตร์เวทมนตร์แห่งมวลมนุษย์] ภารกิจ:ระดับ S
    .......

    ภารกิจ: [พบกษัตริย์อัลบาทอสแห่งอาณาจักรอันฟอนโซ] ภารกิจ:ระดับ B
    ........

    ภารกิจ: [ตามหาไข่มังกร] ภารกิจ: ระดับ S
    ........

     

            และหนึ่งในสามเควสนั้นคือเควสแรก ๆ ที่หญิงสาวได้รับ หลังจากเข้ามาเล่นเกมนี้ได้ไม่นาน ซึ่งมันได้ถูกดองเอาไว้นานเสียจนแทบจะลืมไปแล้วว่า“ตัวเองยังมีเควสนี้อยู่...” ดังนั้นมีนจึงตั้งใจว่า จะต้องทำเควส [ประวัติศาสตร์เวทมนตร์แห่งมวลมนุษย์] ก่อนเป็นอันดับแรกโดยแผนการฯ จะเริ่มต้นด้วยการเดินทางไปยังวิหารแห่งธาตุน้ำ ซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดก่อนจากนั้นจึงเดินทางต่อไปยังทวีปแห่งแสง เพื่อทำเควส [พบกษัตริย์อัลบาทอสแห่งอาณาจักรอันฟอนโซ] พร้อมกับเยี่ยมเยือนวิหารแห่งธาตุแสง ระหว่างทางตนก็จะคอยสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับเควส[ตามหาไข่มังกร] ให้ดราโกเนียสไปในตัว

            และถ้าหากบังเอิญว่าระหว่างที่ตนทำเควสเหล่านี้ หากพบเบาะแสเกี่ยวกับ “ไข่มังกร” ตนก็จะรีบเลื่อนลำดับความสำคัญของเควส“ตามหาไข่มังกร” มาไว้เป็นภารกิจหลักอันดับแรกในทันที เพราะยิ่งปล่อยทิ้งไว้นานมันก็ยิ่งจะทำให้แผนการพัฒนาหอกทะเลดาวเกิดความล่าช้ามากขึ้นไปอีก เพราะตราบใดที่ดราโกเนียสยังคงอยู่ในสภาพวิญญาณฯอีกฝ่ายก็จะคอยเป็นปลิงดูดค่าประสบการณ์ทั้งหมดของหอกไปอย่างไร้ประโยชน์นั่นเอง...

            แต่ก่อนอื่น...สถานที่แรกซึ่งตนควรจะต้องไป หลังจากออกจากวังจ้าวสมุทรแล้วก็คือ “วิหารเทพแห่งปัญญา” มีนหยิบบัตรสีขาวที่มีอักขระสีทองสลักไว้ตรงกลางขึ้นมาถือไว้ในมือพร้อมกับเรียกใช้งานอย่างรวดเร็ว...

            วาบ!!

            “เจ้ามาแล้วรึ?”

            หลังจากมาถึง...เสียงทักทายจากผู้เป็นอาจารย์ก็ดังขึ้นแทบจะในทันที

            “เจ้าค่ะท่านอาจารย์”มีนตอบพร้อมกับยกมือไหว้ทักทาย

            “ดูเหมือนว่าเวลาเพิ่งจะผ่านไปไม่นาน แต่เจ้าดูเติบโตขึ้นมากเลยนะ” อเล็กซ์กล่าวชื่นชม

            “ขอบพระคุณเจ้าค่ะก็เพราะได้รับคำแนะนำสั่งสอนฯ จากท่านอาจารย์นั่นแหละเจ้าค่ะ (แผล็บ ๆ)” มีนตอบคำอเล็กซ์อย่างประจบ

            “เจ้า...ก็ยังเลียเก่งเหมือนเดิมเลยนะ”อเล็กซ์เหน็บแนมศิษย์รักด้วยสีหน้าอันยิ้มแย้ม

            “ขอบพระคุณเจ้าค่ะเห...ท่านอาจารย์ว่าหนูเป็นหมาหรือเจ้าคะ?” มีนตอบด้วยท่าทีไร้เดียงสา

            “เปล่า ๆเอาเป็นว่า ที่เจ้ามาหาข้านี่...คงไม่ใช่มา เพื่อขอประนอมหนี้หรอกใช่ไหม?” อเล็กซ์ตัดบทพร้อมกับเอ่ยขึ้นมาลอย ๆ

            “ได้หรือเจ้าคะ?”มีนถามอีกฝ่ายด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง

            “ได้กับผีเจ้าน่ะสิ!!ข้าไม่ลดให้เจ้าแม้แต่ 1 เหรียญเงินหรอกนะ” อเล็กซ์ตอบกลับอย่างหนักแน่นด้วยเสียงอันดังในทันที

            “เอ่อ...”หญิงสาวได้ยินถึงกับพูดไม่ออก พร้อมกับคิดในใจในทำนองที่ว่า ‘หากไม่ลดหนี้ให้...แล้วอาจารย์จะพูดถึงไปทำไมกัน?’

            แต่ก่อนที่หญิงสาวจะได้กล่าวอะไรกลับเป็นอเล็กซ์ที่แทรกขัดขึ้นมาลอย ๆ “สวัสดี...ท่านอดีตมังกรหิมะผู้ยิ่งใหญ่ผู้เป็นตำนานเหนือตำนานแห่งเผ่าพันธุ์มังกรหิมะ ข้าได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานแม้จะไม่เคยได้พบ แต่ก็อดเลื่อมใสในวีรกรรมของท่านไม่ได้ ข้า...อเล็กซ์เทพแห่งปัญญาผู้ดำรงตนตามจิตปณิธานขององค์เทพีผู้สร้าง...ขอเชิญท่านออกมาสนทนากันสักหน่อย จะได้หรือไม่?”

            วาบ!!

            สิ้นเสียงของอเล็กซ์ดวงวิญญาณสีฟ้าส่องแสงเรือง ๆ ก็พุ่งออกมาจากคลังสมบัติเคลื่อนที่ และลอยออกมาหยุดอยู่ตรงหน้าของอเล็กซ์พร้อมกับกล่าวคำทักทายในทันที “เจ้าน่ะรึ? เทพแห่งปัญญาคนปัจจุบัน...”

            “ใช่ถึงข้าจะอยู่ในโลกใบนี้มาไม่นาน เมื่อเทียบกับมังกรบรรพกาลอย่างท่าน แต่ข้านี่แหละคือเทพแห่งปัญญาคนปัจจุบัน ข้าคือความรู้ ความรู้ก็คือพลัง และพลังทั้งหมดของข้า...ก็มีไว้เพื่อความสงบสุขของโลกที่องค์เทพีสร้างขึ้น”อเล็กซ์แนะนำตัวกับอีกฝ่าย พร้อมกับแสดงจุดยืนของตัวเองออกมาในคราวเดียว

            “เฮอะ!!พวกเผ่าเทพนี่...เหมือนกันทุกตัวเลยหรือไง?ชอบพล่ามอะไรไร้สาระก่อนทุกที เจ้าเรียกข้าออกมามีอะไร?” ดราโกเนียสแขวะอีกฝ่ายก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงที่แสดงอารมณ์ขุ่นข้องรำคาญ

            “หามิได้ ๆข้าเพียงต้องการบอกให้ท่านเข้าใจ ก่อนที่ท่านจะเคลือบแคลงสงสัยในตัวข้า” อเล็กซ์รีบออกตัวเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดของอีกฝ่าย ก่อนจะกล่าวอธิบายต่อดราโกเนียส “ถึงแม้ว่าข้าจะยังคงสถานะเผ่าพันธุ์เทพอยู่ แต่ข้ามิได้เป็นคนของดินแดนเทพแล้ว คนของแดนเทพกระทำสิ่งใด...ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับข้าอีก”

            “เพราะสิ่งที่ข้าต้องการในตอนนี้มีเพียงสิ่งเดียวนั่นคือ คืนความสงบสุขให้แก่โลกหล้าตามปณิธานขององค์เทพีผู้สร้างโลกนี้เท่านั้นซึ่งข้าคิดว่า ข้าก็เหมือนกันกับท่านที่ยอมตัดสัมพันธ์มังกรฯ เพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญขององค์เทพีผู้สร้างนั่นแหละ”

            “ที่เจ้ากล่าวมายืดยาวเพียงจะบอกว่า เจ้าและข้าอยู่ฝ่ายเดียวกัน อย่างนั้นสิ!!” ดราโกเนียสถาม

            อเล็กซ์พยักหน้าก่อนจะกล่าวอธิบายเพิ่มเติม “ถูกต้อง ๆ ข้า...”

            ไม่รอให้อีกฝ่ายได้กล่าวต่อดราโกเนียสกลับตัดบทของอเล็กซ์อย่างไม่แยแส “อ้อ!! เรื่องนั้นฯ ยัยเทพีแห่งท้องทะเลนั่น ได้บอกข้าแล้วล่ะ แต่!!...แต่ข้าก็ขอบอกเจ้าเอาไว้ให้ชัดเจนตรงนี้เลยนะว่า เจ้าก็อยู่ส่วนเจ้า!! ข้าก็อยู่ส่วนข้า!!ข้าจะทำหรือไม่ทำอะไรมันก็เรื่องของข้า!! เพราะฉะนั้น...เจ้าอย่ามาจุ้นจ้านเรื่องของข้า!!”

            ได้ยินดังนั้นอเล็กซ์ไม่เพียงจะไม่มีท่าทีขุ่นเคือง แต่กลับกล่าวกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงอันสุขุม“เปล่าเลย ๆ ข้าไม่ได้คิดอยากจะก้าวก่ายเรื่องของท่านแม้แต่น้อย เพียงแต่...ข้าแค่จะบอกว่าข้ามีเบาะแสเกี่ยวกับไข่มังกร...”

            “โฮก!!...ทำไมเจ้าไม่รีบบอกมาแต่แรก?!” ดราโกเนียสคำรามออกมาด้วยเสียงอันดังและกล่าวอย่างตกใจในสิ่งที่ได้ยิน ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นเอ่ยปากแสดงความสนใจอย่างออกหน้าออกตา“เจ้ามีเบาะแสอันใด? ไหนลองบอกมาสิ...”

            ส่วนสาวมีน หลังจากได้ยินถ้อยคำจากปากของผู้เป็นอาจารย์กลับสบถขึ้นมาในใจเบา ๆ อย่างหงุดหงิดว่า ‘ฉิบ!!แผนการฯ ที่เราอุตส่าห์วางไว้...’

            ผ่านไปกว่าอึดใจหลังจากดราโกเนียสได้เห็นเทพแห่งปัญญาเอาแต่ลูบเคราวางมาดราวกับคนกำลังใช้ความคิด จึงหันมากล่าวกับมีนว่า“เพราะแบบนี้ไงล่ะ ข้าถึงเกลียดพวกเทพนัก ชอบทำอะไรเยิ่นเย้อ...เสียเวลาชะมัด”ก่อนจะหันไปเร่งอเล็กซ์อีกครั้ง “บอกมา!!”

            อเล็กซ์ยิ้มรับน้อยๆ ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างเนิบนาบ โดยไม่สนใจพลังงานที่กำลังส่องแสงวูบวาบอย่างถี่ยิบบนก้อนกลมสีฟ้าเลยแม้แต่น้อย“อืม...ข้าได้ทราบมาว่า เมื่อ 1 แสนปีก่อน ในช่วงที่สิ่งมีชีวิตชั้นสูงทั้งสามเผ่าพันธุ์พยายามพลิกแผ่นดินของดินแดนมนุษย์เพื่อตามหาเบาะแสของหอกเทพเจ้าทะเลดาวในดินแดนมนุษย์อีกคำรบหนึ่งนั้น”

            “เผ่าพันธุ์มังกรได้ส่งมังกรสาวผู้หนึ่งเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ด้วย โดยที่พวกมันหารู้ไม่ว่ามังกรสาวผู้นี้กำลังตั้งครรภ์อยู่ ซึ่งในภารกิจครั้งนี้ก็เกิดมีการปะทะกันขึ้นโดยบังเอิญระหว่างคนของเผ่าเทพและกลุ่มของมังกรสาวตนนี้เมื่อมังกรสาวอยู่ในภาวะครรภ์ฯ พลังของมันจึงลดลงกว่าปกติเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้มังกรสาวจึงไม่มีพลังเพียงพอที่จะต่อกรเทพตนนั้นได้เมื่อการต่อสู้เกิดขึ้นมังกรสาวจึงตัดสินใจเลือกที่จะหนี...”

            “หลังจากมังกรสาวตนนี้หลบหนีการไล่ล่าของนักรบเทพจนมาถึงตำแหน่งอันเป็นใจกลางของป่าเอลฟ์ ซึ่งอยู่ในทวีปแห่งวิญญาณโดยบังเอิญฯ สุดท้ายมังกรสาวก็ได้รวบรวมพลังทั้งหมดของนางทำการสำรอกไข่ที่อยู่ในสภาวะจำศีลออกมาก่อนจะฝังมันไว้ใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์กลางป่าแห่งนั้น โดยหวังว่า พลังของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์จะช่วยพิทักษ์รักษาไข่ใบนี้ของนางเอาไว้ จนกว่ามันจะฟักออกมาเป็นมังกรเยาว์และกลับคืนสู่ดินแดนมังกรต่อไป...”

            “แต่นางหารู้ไม่ว่าแม้พลังของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์จะช่วยปิดกั้นการมองเห็น รวมไปถึงกลิ่นอายพลังมังกรที่แผ่ออกมาจากไข่เอาไว้ไม่ให้คนภายนอกได้รับรู้แต่ทว่าต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เองกลับค่อย ๆ ดูดกลืนพลังแห่งมังกรที่มังกรสาวถ่ายเทเอาไว้ในไข่ใบนั้นเป็นอาหารของมันอย่างช้า ๆ นอกจากนี้ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ยังปล่อยพลังงานบางอย่างออกมาเพื่อสกัดยับยั้งวัฏจักรการถือกำเนิดของไข่ใบนั้น มาโดยตลอด....”

            “หากข้าเดาไม่ผิด...อีกไม่นานพลังแห่งมังกรที่อยู่ไข่ใบนั้นก็คงจะหมดลง และไข่ใบนั้นก็จะกลายเป็นไร้ค่า...ก่อนจะสลายไปตามกาลเวลา”อเล็กซ์บอกเล่าเรื่องราวอย่างยืดยาว ราวกับว่าเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ฯ

            “เหลือเวลาอีกเท่าไหร่?!” ดราโกเนียสเค้นถามอเล็กซ์อย่างร้อนรนเพราะมันเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายบอกมาเป็นอย่างดี

            “ข้าคิดว่า อย่างช้าที่สุด...ก็น่าจะภายในสองเดือนนี้”อเล็กซ์ตอบคำของดราโกเนียสด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่เรียบเฉยราวกับเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญฯ

            “เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้น?”ดราโกเนียสถามกลับอย่างมีความหวัง

            “เพราะเท่าที่ข้าได้ลองคำนวณจากการผลัดใบของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งตอนนี้ มันกำลังอยู่ในขั้นเริ่มต้นของกระบวนการผลัดใบและหากมันเริ่มผลิใบอ่อนขึ้นมาเมื่อไหร่ มันก็ย่อมต้องการพลังงานสำหรับสร้างใบใหม่ขึ้นมาเป็นอย่างมากแล้วพลังงานบริสุทธิ์แหล่งสำคัญของมันจะหาจากไหน? หากไม่ใช่ไข่มังกรใบนี้โดยปกติแล้วต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์จะผลัดใบทุก 1,000 ปี โดยจะใช้เวลาในกระบวนการผลัดใบยาวนานนับ10 ปี แต่ทว่าในรอบ 100,000 ปีที่ผ่านมานี้ ความถี่ในการผลัดใบของมันยาวนานขึ้นนับ10 เท่า แต่กระบวนการผลัดใบทั้งหมดกลับใช้เวลาเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้นท่านคิดว่าเป็นเพราะอะไรล่ะ?” อเล็กซ์กล่าวอธิบายอย่างชวนให้คิด

            “นี่อีหนู...พวกเรารีบไปกันเถอะ!!” ดราโกเนียสหันมากล่าวกับหญิงสาวอีกครั้งหลังจากได้ยินคำตอบจากเทพแห่งปัญญา

            “แต่หนูยัง...”

            “ไม่ต้องแต่!! รีบไป!!” ดราโกเนียสเร่งหญิงสาวด้วยเสียงดัง

            “เจ้าค่ะ ๆ”

            “ท่านอาจารย์ขาหนู...”

            “ไปเถอะ...หลังจากเสร็จงานนี้เจ้ามีเรื่องอันใด...กลับมาค่อยถามก็ได้” อเล็กซ์ตัดบทกล่าวกับหญิงสาวด้วยแววตาอันลึกล้ำ

            “เจ้าค่ะ ถ้าอย่างนั้นหนูขอตัวก่อนเจ้าค่ะ”มีนกล่าวลาผู้เป็นอาจารย์ ก่อนจะเรียกใช้งานบัตรผ่านฯ ออกจากวิหารแห่งปัญญาไปในที่สุด

            …………

            หลังจากที่หญิงสาวและวิญญาณมังกรออกจากวิหารเทพแห่งปัญญาไปแล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาทางด้านหลังของอเล็กซ์ว่า “เจ้าหลอกแม่หนูนั่นทำไม?ความจริงกระบวนการผลัดใบ...ใช้เวลาตั้ง 1 ปีไม่ใช่รึ?”

            ไม่เพียงอเล็กซ์จะไม่ตกใจเมื่อได้ยินเสียงดังกล่าวดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่กลับตอบคำอย่างเรียบเฉย “อืม...ข้ารู้ แต่...ข้ารีบน่ะ”

            จากนั้นอเล็กซ์จึงกล่าวอธิบายโดยไม่คิดจะหันกลับไปยังต้นเสียงนั้นว่า “เวลานี้ ทั้ง 3 เผ่าพันธุ์ฯ เริ่มมีความเคลื่อนไหวแล้วพวกมันเร่งสร้างกองกำลังใหม่ของตัวเองขึ้นมา โดยมีมนุษย์เป็นตัวจักรสำคัญในแผนการครั้งนี้เมื่อใดก็ตามที่ข่ายอาคมขององค์เทพีฯ ซึ่งปกป้องดินแดนมนุษย์ไว้ได้สลายตัวลงไป พวกที่มีระดับสูงของเผ่าพันธุ์ทั้ง3 คงจะสามารถข้ามผ่านเข้ามายังโลกนี้ได้อย่างอิสระ...ด้วยเหตุนี้ ข้าก็เลยอยากให้แม่หนูนั่นพัฒนาตัวตนให้แข็งแกร่ง...เร็วที่สุดเท่าที่นางจะทำได้”

            “ถ้าใจร้อนนัก เหตุใด?เจ้าถึงไม่ไปเอาไข่มังกรมาให้แม่หนูนั่นเลยล่ะ?” เสียงนั้นถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ

            อเล็กซ์หมุนกายกลับไปยังทิศทางที่เป็นต้นเสียงอย่างช้าๆ ก่อนจะให้คำตอบพร้อมกับเหน็บแนมอีกฝ่ายไปในตัว “ก็...ข้าใช่จะเหมือนเจ้าชอบสร้างความวุ่นวายปั่นหัวชาวบ้านไปทั่ว เหมือนกับท้องทะเลที่ไม่เคยหลับใหล...มารีน”

            ............

    คล้ายกับเรื่องเส้นทางจักรพรรดินี ที่คุณอ่าน