เมื่ออาจารย์เฒ่าตรวจสอบดูจนหมดแล้วก็ส่งคืนกระบี่เล่มนั้นให้กับหลี่หลินดังเดิม“กระบี่เล่มนี้ทุกอย่างปกติดี”“เป็นไปได้อย่างไร?”ข้าแผดเสียงตวาดออกมาด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนที่จะเอื้อมมือไปหยิบกระบี่ขึ้นมาลองอีกครั้ง
คราวนี้น้ำหนักของกระบี่ลดลงไปมากกว่าครึ่งอย่างน่าสงสัย สายตากลมโตที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจของนางก็พลันหันจ้องไปทางอาจารย์ของตนทันที“ที่เจ้ายกกระบี่ไม่ขึ้นสาเหตุเป็นเพราะเจ้ายังไม่ได้ถ่ายทอดพลังปราณธาตุบางส่วนเข้าไปในกระบี่ ดังนั้นศักยภาพรวมทั้งน้ำหนักของกระบี่จึงไม่ต่างอะไรกับเศษเหล็กที่มีน้ำหนักเท่ากับหินก้อนใหญ่” อาจารย์เฒ่าพูดอธิบาย“แต่...ข้าถือครองปราณธาตุทั้งหก ดังนั้นพลังปราณของข้าจึงอ่อนแอที่สุดในขุนเขาแห่งนี้ ท่านจะยังให้ข้าไปบีบเค้นพลังปราณอันน้อยนิดของข้าเข้าสู่กระบี่อีกหรือ?”อาจารย์มองหน้าของหลี่หลินด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย ก่อนที่จะเอ่ยปากถามนางออกไปอีกครั้ง“เมื่อครู่ที่ข้ายกกระบี่ได้มันเป็นเพราะข้าเชี่ยวชาญเรื่องวรยุทธ นั่นจึงทำให้ข้ากวัดแกว่งกระบี่ได้อย่างคล่องแคล่ว กลับกันเจ้าก็ลองคิดดูเสียสิว่าเหตุใดเจ้าจึงยกกระบี่ขึ้นมาได้ในรอบที่สอง?”“เอ๊ะ?” “เจ้าสามารถหลอกตาคนผู้อื่นได้ แต่ไม่สามารถหลอกตาอย่างตาเฒ่าระดับโม๋กุ่ย[1]ช่นข้าได้หรอก” อาจารย์เฒ่าพูดทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนจะหันหลังเดินจากไป ข้ายกมือขึ้นเกาหัวด้วยความงุนงงก่อนจะตามไปสมทบกับคนอื่นๆในกลุ่มทันที
แสงจากดวงอาทิตย์กำลังจะเลือนหายไปเสียแล้ว เหล่าหมู่นกต่างพากันบินกลับรังของตน เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ต่างพากันหลบซ่อนตัวจากความมืดมิดยามรัตติกาลที่ใกล้เข้ามาชายเสื้อคลุมสีเขียวอ่อนปักลวดลายที่ดูแปลกตาพลิ้วไหวไปมาราวกับเย้าหยอกสายลม เส้นผมสีน้ำหมึกถูกปล่อยสยายกระจายออกทั่วแผ่นหลัง ดวงหน้าที่งดงามดุจดั่งภาพวาดจ้องมองไปยังขุนเขาลูกใหญ่ที่อยู่ไกลจากสายตา เขาจ้องมองแบบนี้ดั่งเช่นทุกๆวัน“ฟางเจียวเฟย” เสียงนุ่มทุ้มร้องเรียกชื่อของเขาฟางเจียวเฟยหันตัวกลับไปยังเรือนไม้แห่งหนึ่ง เรือนไม้แห่งนี้ทั้งกว้างขวางและงดงาม แต่ทว่ามันช่างดูเงียบเหงา
ฟางเจียวเฟยเดินเข้าไปยังห้องห้องหนึ่ง ภายในนั้นมีแสงไฟสว่างเพียงลิบหลี่ ร่างงามของชายหนุ่มกำลังนั่งเขียนเรื่องราวบางอย่างใส่ม้วนกระดาษ ใบหน้าของเขาดูแล้วช่างนิ่งสงบ เส้นผมสีดอกเลาถูกปล่อยสยายกระจัดกระจายไปทั่วพื้นตัดกับอาภรณ์สีดำของเขา “ฟางเจียวเฟย...ชาของข้าเย็นชืดหมดแล้ว” เขาพูดกับฟางเจียวเฟย แต่ทว่าเขากลับไม่ละสายตาออกจากม้วนกระดาษเหล่านั้นเลย“ขอรับ ข้าจะไปเอามาเติมใหม่เดี๋ยวนี้”ฟางเจียวเฟยพูดพลางยกถ้วยน้ำชาที่เย็นชืดออกมาจากโต๊ะหยกขาเตี้ย ก่อนจะค่อยๆเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบสงบเมื่อเห็นว่าฟางเจียวเฟยออกไปแล้ว ชายหนุ่มร่างงามก็ทอดถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยล้าก่อนจะรำพึงรำพันออกมาเพียงลำพัง“อีกไม่กี่เดือนต่อจากนี้แล้วสินะ?”
อาจารย์เฒ่ายืนอธิบายถึงหลักการใช้กระบี่ให้กับสมาชิกกลุ่มห้า พวกเขารับฟังและพยักหน้าด้วยความเข้าใจ“เอาล่ะ...กระบี่ทุกเล่มมันก็มีจิตใจของมัน หากพวกเจ้าหวังให้การต่อสู้หรือเหาะเหินมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นพวกเจ้าก็ลองใช้จิตของพวกเจ้าสื่อสารกับพวกมันดูเสียสิ” อาจารย์ผู้เฒ่าพูดพลางใช้มือลูบเคราของตน
ทั้งสี่นั่งลงตรงพื้นหญ้าก่อนที่จะเริ่มการทำสมาธิเพื่อให้จิตใจสงบนิ่ง เมื่อจิตใจสามารถสงบนิ่งได้แล้วจึงจะสื่อสารกับจิตวิญญาณของกระบี่ได้
แสงสว่างวาบขึ้นมาภายในจิตใจ ลมเย็นพัดผ่านร่างของจ้าวหลิวไปอย่างเอื่อยๆ ร่างกายที่เคยหนักอึ้ง...บัดนี้กลับกลายเป็นแผ่วเบาดุจดั่งสายลม เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบเข้ากับทุ่งหญ้าเขียวขจีที่กว้างใหญ่ไพศาล มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นมาเป็นหย่อมๆ ท้องฟ้าสีคราม หมู่เมฆสีขาวนวลตัดกับสีของภูเขาหลายลูกที่ทับซ้อนกัน ที่แห่งนี้ไม่มีใครอื่นเลยนอกจากตัวเขาเอง เขาเดินสำรวจไปเรื่อยๆด้วยความระมัดระวัง เมื่อเดินไปถึงจุดหนึ่งทิวทัศน์รอบด้านก็พลันเปลี่ยนไป ภาพรอบด้านเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนทำให้จ้าวหลิวเวียนหัวเป็นอย่างมาก เมื่อฝืนทนต่ออาการเวียนหัวไม่ไหวจ้าวหลิวก็สลบไปอย่างรวดเร็ว ร่างของจ้าวหลิวปรากฏขึ้นอีกครั้งท่ามกลางจวนไม้หลังหนึ่ง มองดูแล้วช่างเป็นจวนที่ทำให้จิตใจสงบลงได้อย่างน่าประหลาด...แต่ไม่ใช่กับจ้าวหลิว
จิตใจของเขาว้าวุ่นอย่างบอกไม่ถูก สถานที่แห่งนี้คือสถานที่ที่เขาไม่อยากกลับมามากที่สุดในชีวิต ความทรงจำอันเลวร้ายค่อยๆคลืบคลานเข้ามาภายในจิตใจ ตระกูลจ้าวเดิมทีเคยใช้แซ่เป็น‘เซี่ยโหว’ ตระกูลเซี่ยโหวมีต้นตระกูลมาจากเซียนบรรพกาลผู้หนึ่ง ปราณธาตุที่เซียนผู้นั้นถือครองคือปราณธาตุอัสนี ดังนั้นทายาทที่สืบสกุลของเซียนผู้นี้จึงได้รับพลังปราณธาตุบรรพกาลที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นมาอีกที อีกทั้งสายตระกูลก็ยังคงถูกแยกย่อยออกไปเป็นสาขาเล็กย่อยอีกมากมาย คนที่จะเป็นผู้นำตระกูลได้นั้นจะต้องเป็นลูกชายที่เกิดจากฟูเหรินใหญ่กับผู้นำตระกูลรุ่นก่อนเท่านั้น
เมื่อจ้าวหลิวได้ลืมตาดูโลกขึ้นมา ตำแหน่งผู้นำตระกูลจึงตกอยู่ที่เขาทันที ภาระหน้าที่และความกดดันมากมายพุ่งเข้าใส่ตัวเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจหนีออกมาจากตระกูลจ้าว ปลีกตัวหลบหนีผู้คนจนกระทั่งได้มาถึงขุนเขาแห่งนี้“จะใช้ฝันร้ายมาทำให้จิตใจของข้าฟุ้งซ่านอย่างนั้นรึ? ไม่ได้ผลหรอก” จ้าวหลิวส่ายหน้าอย่างเอือมๆก่อนที่จะเดินเข้าไปในจวนไม้
ทางฝั่งของหลี่หลินและคนอื่นๆเองก็นั่งสมาธิอยู่เช่นกัน อาจารย์เฒ่าลองใช้จิตของตัวเองแทรกแซงเข้าไปดูสถานการณ์ภายในของแต่ละคนก็พบว่า ทุกๆคนได้เข้าสู่โลกที่จิตของกระบี่ได้สร้างขึ้นมาแล้ว เว้นเพียงแต่เด็กสาวตัวน้อยคนนี้นางนั่งขยับเปลือกตาไปๆมาๆอยู่หลายหนก่อนจะแอบลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อนางเริ่มกลับไปนั่งทำสมาธิใหม่เพียงไม่ถึงหนึ่งก้านธูปร่างของนางก็เอนเอียงไปมาอย่างช่วยไม่ได้อาจารย์เฒ่ารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาก่อนจะยื่นนิ้วออกไปดีดหน้าผากเล็กๆของนาง“คนอื่นๆเขานั่งทำสมาธิจนไปถึงไหนต่อไหนแล้ว เหตุใดยังมีเพียงเจ้าที่ไม่มีความเคลื่อนไหวอันใดเลย?”อาจารย์เฒ่าใช้น้ำเสียงที่เกรงขามดุใส่นางเด็กสาวตัวน้อยหน้าหงอยไปครู่ก่อนเอ่ยตอบ“ท่านอาจารย์เจ้าขา ท้องของข้าว่างเสียจนรบกวนการทำสมาธิของข้ามากๆเลยเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์พอจะมีอะไรให้ข้าได้กินรองท้องบ้างหรือไม่เจ้าคะ?” ข้าเอ่ยตอบพร้อมกับน้ำตาเม็ดเล็กๆที่กำลังคลออยู่ที่ดวงตากลมโต ข้าพูดจบไปได้ไม่นานเสียงท้องร้องก็ดังออกมาคล้ายกับว่ามันอยากจะยืนยันความหิวของข้าอีกครั้งหนึ่ง
ท่านอาจารย์มองข้าด้วยสีหน้าผิดหวังก่อนจะพาข้าไปหาอะไรกินรองท้อง อาจารย์เฒ่าพาข้าเดินออกมาโดยปล่อยให้ทั้งสามคนนั่งสมาธิอยู่ทั้งอย่างนั้น
[1] โม๋กุ่ย คือ ระดับการบำเพ็ญเพียรที่เข้าใกล้การเป็นเทพ