เว่ยเซี่ยเดินกลับออกมาจากป่าด้วยความรู้สึกโล่งอกสองเื่ หนึ่งคือเื่ที่เขาไม่ได้ทำผิดศีลธรรมต่อฟางเหนียงผู้เป็มารดา สองคือเื่ที่เขาไม่ถูกนางตำหนิลงโทษในสิ่งที่กระทำ แต่ทว่าภายในหัวของเขากลับมิอาจสลัดภาพแผ่นหลังขาวนวดเนียน ของมารดาออกจากหัวได้ มันช่างงดงาม งดงามเสียนี่กระไร งดงามยิ่งกว่าพี่สาวคนไหนในหมู่บ้านที่เขาเคยแอบดู “...นี่ข้า กำลังคิดอันใดอยู่กันเนี่ย บ้าจริง นางเป็มารดาบุญธรรมของข้านะ ข้าไม่สมควรคิดถึงนางแบบนี้” เว่ยเซี่ย บ่นพึมพำไปตลอดทางที่กำลังเดินกลับบ้าน
และ เมื่อมาถึงเว่ยเซี่ยก็ได้พบกับ บุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดหนังหมาป่าสีน้ำตาล เขากำลังนั่งบนเก้าอี้หิน ในมือข้างหนึ่งถือมีดปังตออันใหญ่ที่เปื้อนเื ส่วนมืออีกข้างก็กำลังจับซากส่วนลำตัวของหมูป่าอยู่คนผู้นี้ก็คือ เว่ยถังสามีของฟางเหนียง และบิดาของเว่ยเซี่ยนั้นเอง..
“อ้าว กลับมาแล้วเหรอลูกพ่อ ได้จังหวะเหมาะเลย พอดีพ่อเข้าป่าไปล่าหมูป่ามา เ้ามาช่วยพ่อ แล่มันหน่อยเย็นนี้แม่เ้าจะได้เอามันมาทำอาหาร” เว่ยถังกล่าวขึ้นด้วยท่าทางอารมณ์ดี ผิดกับเว่ยเซี่ยที่ทำหน้าทำตาซึมเศร้า เว่ยถังเห็นสีหน้าบุตรชายไม่สู้ดีเขาจึงถามไถ่ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น เว่ยเซี้ยจึงได้เล่าเื่ที่เขาไปทำมาวันนี้ (ยกเว้นตอนที่เขาเห็นฟางเหนียงเปลื้องผ้า จนเหลือแต่ตู่โตว กับกางเกงผ้า ขืนเล่าส่วนนี้คงโดนปังตอในมือผู้เป็บิดาสับเป็สองท่อนไม่ต่างจาก เ้าหมูป่าตัวนี้เป็แน่)
เมื่อเว่ยเซี่ยเล่าจบ เว่ยถังผู้เป็บิดาก็ะเิเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น “ฮ่าๆๆๆๆ สมเป็ลูกข้าจริง ๆ แต่โชคร้ายไปนิด ที่ดันไปเจอแม่ของเ้าพอดี ไอ้เื่หูไว ตาไว กับประสาทััของนางนั้นล้ำลึกมาแต่ไหน แต่ไรแล้ว ขนาดเมื่อก่อนตัวพ่อเองที่ฝึกวรยุทธ์มานานก็ยังเทียบนางไม่ได้ ยามจะแอบหนีเที่ยวหอนางโลมกลางดึก ก็โดนแม่เ้าจับได้จนหูแดง ไปหลายวัน” “เช่นนั้นท่านพ่อทำอย่างไรล่ะขอรับ เหมือนข้าจะยังเคยเห็นท่านแอบออกจากบ้านกลางดึกอยู่มิใช่หรือ” เว่ยถังบิดายิ้มกว้าง และยืดอกอย่างภาคภูมิใจก่อนจะกล่าวขึ้น “เพราะพ่อมีวิชาลับยังไงล่ะ มันเป็วิชาที่พ่อแอบขโมยฝึกมา ตอนไปบุกพรรคมารราคะ” เว่ยเซี่ยมุ่นคิ้วพร้อมสีหน้าประหลาดใจ “วิชาลับอันใดหรือขอรับท่านพ่อ พอจะถ่ายทอดให้ข้าบ้างได้หรือไม่” เว่ยถังแย้มยิ้มก่อนจะกล่าวตอบ “วิชานี้มีชื่อว่า เยื้องย่างไร้ตัวตน เป็วิชาตัวเบาแขนงหนึ่ง โดยปรกติพวกพรรคมารจะใช้วิชานี้ในการลอบเข้าไปสืบข่าว ตามที่ต่าง ๆ ไม่ก็ใช้ลอบสังหารคนที่พวกมันหมายตา ผู้ฝึกวิชานี้ เท้าจะเบาดุจขนนก ก้าวเหยียบลงไปที่ใดจะไร้เสียง เคลื่อนไหวหลบหนีราวกับเป็ภูตผีไร้ตัวตน เฉกเช่นชื่อของมัน แม้แต่ผู้ที่มีวรยุทธ์แก่กล้าบางคน ก็มิอาจรับรู้ถึงการมีตัวตนของผู้ฝึกวิชานี้ได้”
หลังจากเว่ยเซ๊่ยได้ยินสรรพคุณของวิชานี้เขาก็ตาลุกวาว ด้วยความตื้นเต้น และรีบรบเร้าให้ผู้เป็บิดาถ่ายทอด เยื้องย่างไร้ตัวตน ให้เร็วพลัน เว่ยถังรับปาก แต่มีข้อแม้อยู่เงื่อนไขอยู่สองอย่างคือ หนึ่ง เว่ยเซี่ยต้องตั้งใจเรียนหนังสือ และสองห้ามให้ฟางเหนียงรู้เด็ดขาด ซึ่งอย่างหลังเว่ยเซี่ย เข้าใจดีก็เพราะเ้าวิชานั่นแหละ ที่ทำให้เว่ยถังบิดาแอบหนีไปเที่ยว จน ฟางเหนียงจับได้ นางจึงอาละวาดบ้านแทบแตก ฉะนั้นถ้านางรู้ว่าเขาฝึกวิชานี้ ลูกไม้สำนึกผิด กับลูกอ้อนเด็กน้อย อาจจะใช่ไม่ได้ผลแล้ว..
หลังจากนั้นหลายวันต่อ พ่อลูกสกุลเว่ยก็เข้าไปหาของป่าด้วยกันบ่อยขึ้น หากแต่เหตุผลหลักก็คือ ตัวเว่ยถัง้าจะสอนวิชาเยื้องย่างไร้ตัวตนให้บุตรชายนั่นเอง จึงได้พาลูกเข้ามาป่ามาด้วยเพื่อไม่ให้เกิดพิรุธ จน ฟางเหนียงภรรยาเกิดสงสัย เยื้องย่างไร้ตัวตน มีทั้งหมด 9 ขั้น แต่ด้วยกำลังภายใน และลมปราณที่มีในกายของเว่ยเซี่ย จึงทำให้เขาฝึกได้เพียงแค่ขั้น 4 ปลาย ๆ ขั้น 5 ซึ่งก็ถือว่ามากพอแล้ว เว่ยถังเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่า บุตรชายของตนมีพร์ถึงเพียงนี้ ขนาดตัวเขาเองยังต้องใช้เวลาฝึกอยู่หลายเดือนกว่าจะบรรลุมาถึงขั้น 4แต่นี่เพียงแค่ไม่กี่วัน บุตรชายของเขาก็ทำได้แล้ว บางที นี่อาจเพราะตัวเขา กับ ฟางเหนียงภรรยาที่มีวรยุทธ์สูงเป็ทุนเดิม มันจึงถ่ายทอดมาสู่ผู้เป็บุตรก็เป็ได้ “ยอดเยี่ยมมากลูกพ่อ เ้าฝึกมาถึงขั้นนี่ทั้ง ๆ ที่อายุยังไม่เท่าไหร่นับว่าเ้า มีพร์ในการฝึกวรยุทธ์อย่างแท้จริง ภายภาคหน้าหากเ้าได้พบปรมาจารย์ยอดฝีมือเก่ง ๆ เ้าจะต้องสร้างชื่อเสียงไปทั่วยุทธภพแน่ ๆ”
เว่ยถังแย้มยิ้ม และกล่าวชมบุตรชายด้วยความภาคภูมิใจ เว่ยเซี่ยเองก็ดีใจเช่นกัน
แต่เื่ที่จะสร้างชื่อ ออกท่องยุทธภพคงเป็การยาก เพราะฟางเหนียงอยากให้เขาเป็ บัณฑิต เพื่อไปสอบจอหงวน รับราชการ แม้เว่ยถัง กับฟางเหนียงจะไม่ชอบ พวกราชสำนัก กับทางการ แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เื่พวกนี้มันจะทำให้ เว่ยเซี่ยสุขสบาย ไม่ต้องใช้ชีวิตที่มีแต่การเข่นฆ่าแบบพวกตน จนสุดท้ายก็ต้องหลบลี้เร้นกายมาอยู่ในหุบเขาที่ห่างไกลความเจริญเช่นนี้ “ก็จริงของเ้า เว่ยเซี่ย งั้นเอาเป็ว่าวิชาที่พ่อสอนให้เ้าก็เก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน แล้วก็เอาไว้ใช้ตอน……” เว่ยถังเงียบไปก่อนจะมองหน้าบุตรชาย ซึ่งเว่ยเซี้ยก็มองตาผู้เป็พ่อ ก่อนที่ทั้งสองจะทำหน้าทำตาลามก แล้วพูดพร้อมกันว่า
“เอาไว้ใช้ตอนแอบดูสาว ๆ อาบน้ำ และไม่ให้แม่จับได้!!” จากนั้นสองพ่อลูกก็กอดคอกันก่อนจะะเิเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นป่าจนวิหคแถวนั้นแตกตื่นพากันบินหนี จากนั้นทั้งคู่จึงพากันกลับบ้าน…
ตอนค่ำของวันนั้นหลังจากทั้งสามคนพ่อ แม่ ลูกทานข้าวกันเสร็จ เว่ยเซี่ยก็กลับไปที่ห้องของตนเองเพื่อที่จะอ่านตำราเรียนก่อนจะเข้านอน แต่หลังจากอ่านไปอ่านก็เกิดความเบื่อหน่าย จึงนึกสนุกอยากลองวิชาที่ได้ร่ำเรียนมาในวันนี้จากบิดา มันจึงตั้งสมาธิ และโคจรลมปราณไปที่ขาทั้งสองข้างก่อนจะเริ่มเคลื่อนไหว ช่างน่าอัศจรรย์มาก ร่างกายของมันเบาประดุจขนนกจริง ๆ ไม่ว่าจะเหยียบไปตรงไหนก็หาได้มีเสียงเล็ดลอดออกมาไม่ แม้นจะเป็พื้นไม้ไผ่ก็ตาม เว่ยเซี่ยใช้ เยื้องย่างไร้ตัวตน ออกมานอกบ้านก่อนโผขึ้นไปบนหลังคา แล้วแหงนหน้ามองดวงดาราบนท้องฟ้ายามราตรี ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าไปในปอด อย่างสดชื่น เว่ยเซี่ยรู้สึกดีมาก ๆ เขาพอใจในวิชานี้เป็อย่างยิ่ง และ คิดจะลงไปที่พื้นเพื่อกลับเข้าห้องนอน แต่ทว่า….สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นแสงไฟจากโคมในห้องอาบน้ำหลังบ้านส่องสว่างออกมา หัวใจของเว่ยเซี่ยเต้นตึกตัก เืลมสูบฉีดไปทั่วร่าง ความคิดทะลึ่งตึงตังพลันแล่นเข้ามาในหัว
ทั้งบ้านมีกันแค่สามคน คือตัวเขา สองคือเว่ยถังบิดาผู้ซึ่งไม่ชอบอาบน้ำ และสามก็คือ…ฟางเหนียง มารดาบุญธรรมแสนสวยของมัน ถ้ามันกับพ่อไม่ได้อาบเช่นนั้นคนที่กำลังอาบอยู่ก็ต้องเป็….เว่ยเซี่ยเกิดความสับสน ระคนกับความอยากรู้อยากเห็น ภาพเปลือยแผ่นหลังของฟางเหนียงมารดาบุญธรรมมันตอนอยู่ที่น้ำตกมิอาจจางไปจาก มโนสำนึกของเขาได้ มันจะเป็ไรหากมันจะขอยลภาพแบบั้นอีกสักครา แถมตอนนี้มันก็มี เยื้องย่างไร้ตัวตน ติดตัวด้วย หากแม้น ฟางเหนียงมารดารู้ตัวเขาก็จะใช้มันหลบหนี
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในฐานะบุตร มลายหายสิ้น เหลือแต่ความอยากรู้อยากเห็นในเรือนร่างอันงดงามของสตรีผู้เลี้ยงดูมันมา เว่ยเซี่ยถลาร่อนลงไปด้วย เยื้องย่างไร้ตัวตน อันเงียบงัน ก่อนที่เขาจะมาหยุดอยู่ที่ช่องไม้ไผ่นอกห้องอาบน้ำ ตรงกลางห้องมีถังน้ำที่ทำจากไม้ใบใหญ่ พร้อมกับไอน้ำที่ลอยคละคลุ้งเต็มห้อง แต่ภาพของหญิงสาวแสนสวยในถัง ที่กำลังยกแขนขาวเนียนขึ้นมาขัดถูนั้นน่าหลงใหลยิ่งกว่า ฟางเหนียง มารดาบุญธรรมของเว่ยเซี่ยนั้นเอง..!!
จบบทที่ 2