ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 169 เฝิงเทียน

            สตรีอายุสิบแปดปีนางหนึ่งเดินนำเข้ามาแล้ววางเก้ามังกรสุริยันลงกลางโต๊ะอาหาร

            มังกรทองห้ากรงเล็บเก้าตัวล้อมดวงอาทิตย์ดวงหนึ่งด้วยท่าทางกลืนกินแสงสุริยัน ยิ่งส่งเสริมให้อาหารดูงดงาม

            “อาหารจานนี้มีชื่อว่าเก้ามังกรสุริยันแสดงถึงอำนาจกลืนกินภูเขาแม่น้ำ”

            เฝิงเป่าเป่ากล่าวแนะนำทันทีที่อาหารถูกวางลง

            “เก้ามังกรสุริยันเจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามังกรทองมีห้ากรงเล็บ”

            เสิ่นเสวียนกล่าวถามเฝิงเป่าเป่า

            “คนส่วนใหญ่ต่างรู้มิใช่หรือ! ข้าจำได้ว่ามันปรากฏตัวครั้งแรกในคัมภีร์แห่งทะเลและขุนเขาซึ่งมีการแนะนำสัตว์เทพโบราณชนิดนี้อยู่” เฝิงเป่าเป่ากล่าว

            “คัมภีร์แห่งทะเลและขุนเขา?”

            เสิ่นเสวียนกล่าวพึมพำ

            เขาต้องรู้จักคัมภีร์แห่งทะเลและขุนเขาอยู่แล้วเรียกได้ว่าเป็นคัมภีร์โบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์ของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรแผ่นดินแม่น้ำกว้างใหญ่ สัตว์ประหลาดหายากและยังมีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับอาณาจักรเซียน สิ่งที่เขาคิดไม่ถึงก็คือในทวีปหลิงโซ่วแห่งนี้ก็มีคัมภีร์แห่งทะเลและขุนเขาด้วยเช่นกัน

            ใครเป็นคนเขียนคัมภีร์เล่มนี้ขึ้นมาแล้วใครกันที่ถ่ายทอดมาถึงที่นี่

            ทว่าสิ่งนี้ทำให้ความกังวลในใจของเสิ่นเสวียนลดน้อยลงมากหากเรื่องเหล่านี้เชื่อมโยงกับบางสิ่งในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าเคยมีคนยุคก่อนเดินทางมาที่นี่ทำให้สิ่งของเหล่านี้เป็นที่รู้จักขึ้นมา เสวียนหลิงเอ่อร์ในมิติก็คือหนึ่งในนั้นเช่นนั้นแล้วหากเขาเอากระดานหมากออกมา คงมีอันตรายน้อยลงกว่าเดิมมาก

            นอกเสียจากว่าจักรพรรดิเซียนผู้นั้นว่างมากเกินไปจึงมาท่องเที่ยวยังโลกนี้ และตั้งใจจะตรวจสอบขึ้นมา

            “สหายเสิ่นมีข้อเสนออะไรเพิ่มเติมอีกไหม” เฝิงเป่าเป่าดูออกมานานแล้วพวกเขาเหล่านี้แต่ละคนมีพลังที่น่ากลัวมากแต่คนที่เป็นผู้นำอย่างแท้จริงคือเสิ่นเสวียน

            “ไม่มีเล่าต่อเลย” เสิ่นเสวียนยิ้ม พลางบอกให้เฝิงเป่าเป่าเล่าต่อ

            สตรีนางที่สองยกอาหารเข้ามาเป็นเฟิ่งหวง[1] เพลิงตัวหนึ่ง แม้จะเป็นเพียงการแกะสลักแต่เปลวเพลิงที่ลุกโชนอยู่ค่อยๆ ทำให้ส่วนผสมเหล่านั้นมีรสชาติที่ยอดเยี่ยมที่สุด

            “จานนี้มีชื่อว่าเฟิ่งหวงเตโชสวรรค์ข้าคิดขึ้นเอง พวกเจ้าลองดูว่าใช้ได้ไหม ส่วนผสมในนั้นคือเนื้อเฟิ่งหวงจริงๆ”

            “เนื้อเฟิ่งหวงข้าว่าเป็นเนื้อไก่ป่ามากกว่า!” เริ่นเสี้ยวเทียนกล่าวพลางยิ้มแต่ก็รู้สึกประทับใจในส่วนผสมเช่นกัน

            “เหอๆเป็นเนื้อไก่ป่าจริงๆ แต่ชื่อเต็มของมันคือไก่เพลิงหางมงกุฎซึ่งมีสายพันธุ์ใกล้เคียงกับเฟิ่งหวง มันอร่อยมากนะส่วนผสมนี้มีราคาสูงถึงสามหมื่นเหรียญทองเป็นอาหารขึ้นชื่อของโรงเตี๊ยมเลยทีเดียว”

            “อะไรนะสามหมื่น?”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยตะโกนออกมาด้วยความตกใจหลังจากได้ยินจำนวนเงินส่วนผสมแค่นี้ตั้งสามหมื่นเหรียญทองไม่ใช่ว่าขายในราคาสองเท่าและยังทำอาหารได้เพียงอย่างเดียวอย่างนั้นแล้วอาหารบนโต๊ะนี้ต้องใช้เงินเท่าไร

            “เป็นราคาที่คุ้มค่ามากจริงๆภายในเนื้อนี้มีพลังมหาศาล แม้จะเป็นส่วนประกอบอาหารแต่ก็เป็นส่วนประกอบยาได้ด้วย”

            เสิ่นเสวียนพยักหน้าเห็นด้วยกับอาหารจานนี้

            “ข้าไม่เข้าใจโลกของคนรวยเลยจริงๆ”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยกล่าวทิ้งท้ายไว้แค่นี้แล้วให้เฝิงเป่าเป่าอธิบายอาหารต่อไป

            หลังจากนั้นบนโต๊ะก็มีอาหารมากถึงสิบแปดอย่างเฝิงเป่าเป่าแนะนำอาหารทุกจานอย่างละเอียด เขาอธิบายพลางกินไปด้วยส่วนเครื่องดื่มคือสุราเก่าแก่ที่บ่มไว้กว่าร้อยปีแล้ว รสชาติกลมกล่อมช่างเป็นมื้อที่มีความสุขมาก

            หลังจากดื่มสุราไปแล้วสามยกกินอาหารไปหลากหลายอย่าง

            ทุกคนเริ่มอิ่มกันแล้วหากเทียบกับอาหารบนเรือเสวียนอู่แล้ว ของที่นี่มีระดับสูงกว่ามาก

            “ขอบคุณคุณชายเฝิงที่เลี้ยง”

            เสิ่นเสวียนกล่าวขอบคุณเฝิงเป่าเป่า

            “เรื่องแค่นี้เองข้าต่างหากที่ควรขอบคุณพวกเจ้าหากไม่ใช่เพราะพวกเจ้าข้าคงตายอยู่บนเรือเสวียนอู่ไปแล้ว” เฝิงเป่าเป่าได้อยู่กับพวกเสิ่นเสวียนมาระยะหนึ่งทำให้เขากล้าหาญขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย โดยเฉพาะเขาได้สังหารคนเป็นครั้งแรก

            “พี่ใหญ่อยู่ไหมข้าเข้าไปนะ”

            ขณะนั้นพลันมีเสียงหนึ่งดังเข้ามาจากประตูเฝิงเป่าเป่ามีสีหน้าเคร่งขรึมในทันที เห็นได้ชัดว่าค่อนข้างอึดอัด

            แอ๊ด!

            ประตูห้องถูกเปิดออกและมีคนเดินเข้ามาสองคน

            คนหนึ่งเป็นบุรุษอายุยี่สิบกว่าปีสวมชุดคลุมสีแดงหรูหราแต่ไม่มีรสนิยม มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นคุณชายที่สูงส่งเขาไพล่มือสองข้างไว้ด้านหลัง ไอพลังแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายโดยไม่คิดปกปิดทำให้ทั่วทั้งห้องมีเขาเป็นศูนย์กลางในทันที

            พลังของเขาไม่ธรรมดาเลยทีเดียวอยู่ในขั้นราชันระดับสูงแล้ว ซึ่งแข็งแกร่งกว่าเฝิงเป่าเป่ามาก

            “โอ้นี่คือเหล่าสหายของพี่ใหญ่อย่างนั้นหรือ! ยินดีด้วย ยินดีด้วยข้าชื่อเฝิงเทียน พวกเจ้าเรียกข้าว่านายน้อยเทียนก็ได้”

            การมาถึงของเฝิงเทียนคล้ายเป็นการเปลี่ยนเจ้าของห้องไปโดยปริยายเขากล่าวกับพวกเสิ่นเสวียนโดยไม่คิดว่าพวกเขาเป็นแขกเลย

            แต่ก็ถูกต้องแล้วด้วยอำนาจของตระกูลเฝิงยอดฝีมือจากภายนอกอยู่ต่อหน้าพวกเขาต้องก้มหัวให้คงเป็นเรื่องปกติยิ่งไปกว่านั้นพวกเสิ่นเสวียนยังดูเหมือนเด็กน้อยกลุ่มหนึ่งเท่านั้นขนาดเริ่นเสี้ยวเทียนที่โตที่สุดยังมีอายุเพียงยี่สิบปี

            “ไม่รู้กฎหรือไร ห้องนี้หากข้าไม่อนุญาตห้ามใครเข้ามาเด็ดขาด”

            เฝิงเป่าเป่านั่งหันหลังให้เฝิงเทียนด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเดิมทีเขาไม่อยากทำลายความสุขของพวกเสิ่นเสวียนเลย แต่เฝิงเทียนกลับเข้ามาที่นี่

            “สหายของพี่ใหญ่ข้าต้องเข้ามาดื่มอวยพรให้สักหน่อย ไม่อย่างนั้นจะไม่คิดว่าข้าไม่มีมารยาทหรอกหรือและข้ายังนำเงินมามอบให้พี่ใหญ่อีกด้วย”

            จากนั้นแสงสว่างวาบขึ้นที่แหวนของเฝิงเทียนบัตรมณีม่วงเปล่งประกายแสงปรากฏขึ้นในมือของเขา เป็นบัตรมณีม่วงที่มีเงินเก็บอยู่ยี่สิบล้านเหรียญทอง

            “นี่คือเงินยี่สิบล้านเหรียญทองที่พี่ใหญ่ต้องการ”

            จากนั้นเฝิงเทียนก็วางบัตรมณีม่วงใบนั้นลงตรงหน้าของเฝิงเป่าเป่า

            “ใช่แล้วพี่ใหญ่ครั้งนี้ท่านออกไปไม่ได้ไปทำการค้าหรอกหรือ ทำไมถึงยังขาดเงินอีกล่ะ”

            เฝิงเทียนวางบัตรมณีม่วงลงแล้วไม่ลืมที่จะยั่วยุเฝิงเป่าเป่า

            “ดูแลตัวเองให้ดีก่อนเถอะหากไม่มีเรื่องอะไรก็ออกไปได้แล้ว” เฝิงเป่าเป่าสีหน้าไม่รับแขกตั้งแต่อีกฝ่ายเดินเข้ามาคล้ายว่ามีเรื่องบางอย่างอยู่ในใจ

            “แน่นอนอยู่แล้วพี่ใหญ่ต้องการใช้เงิน น้องชายอย่างข้าคงทำอะไรไม่ได้นักแต่ถ้าหากมีคนรังแกพี่ใหญ่ ข้าไม่มีทางปล่อยพวกเขาไปอย่างแน่นอนหรือว่าเป็นพวกเจ้า”

            เฝิงเทียนกล่าวแล้วชี้ไปยังพวกเสิ่นเสวียนคล้ายกำลังจับผิดพวกเขาอยู่

            “อยากตายหรือไร”

            เริ่นเสี้ยวเทียนเงยหน้ามองเฝิงเทียนด้วยความเหยียดหยามพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            การเปรียบเทียบคนช่างน่าโมโหยิ่งนักเฝิงเป่าเป่าทำให้เขารู้สึกดีและเข้ากันได้ง่าย ส่วนเฝิงเทียนผู้นี้กลับเป็นต้นแบบของลูกคนรวยที่น่ารังเกียจตนเองมีพรสวรรค์เพียงเล็กน้อยกลับไม่เห็นหัวใครเลย

            ส่วนเฝิงเทียนก็ไม่ธรรมดาเลยทีเดียวเขามีอายุยี่สิบปีแต่มีพลังยุทธ์ขั้นราชันระดับสูงแล้วหากเริ่นเสี้ยวเทียนไม่ได้รับโอกาสและโชคมาจากสุสานคงไม่มีทางถึงขั้นราชันระดับสูงสุดได้ไม่แน่ว่าอาจเทียบเฝิงเทียนไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

            “พี่ใหญ่โดนรังแกจริงๆด้วย ข้าจะสั่งสอนเจ้าเอง”

            เฝิงเทียนกำลังหาเหตุผลโจมตีอยู่เห็นเริ่นเสี้ยวเทียนเย่อหยิ่งขนาดนี้ เขาที่อารมณ์รุนแรงจะทนไหวได้อย่างไรเขาจึงเคลื่อนตัวไปพลางกำหมัดแน่นโจมตีตรงไปที่ใบหน้าของเริ่นเสี้ยวเทียน

            โดยปกติแล้วเริ่นเสี้ยวเทียนเก็บซ่อนไอพลังอยู่ตลอดเวลาจึงดูไม่ออกว่ามีพลังยุทธ์ขั้นไหนแล้วทว่าในความเห็นของเฝิงเทียนน่าจะเป็นขั้นบรรพบุรุษตัวเล็กๆ อายุก็แค่นี้ จะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้อย่างไรกัน

            แต่ในขณะที่เขาเข้าใกล้เริ่นเสี้ยวเทียนห่างกันเพียงหกฉื่อสีหน้าของเขากลับเปลี่ยนไป

            กำปั้นของเขาลดความเร็วลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากสัมผัสได้ถึงพลังของอีกฝ่ายแม้แต่พลังหมัดยังลดลงไปไม่น้อย

            หลังจากนั้นเริ่นเสี้ยวเทียนก็ซัดพลังหมัดกลับมา

            กำปั้นของเริ่นเสี้ยวเทียนใกล้เข้ามาเรื่อยๆและรวดเร็วมาก ทำให้เขาตกใจจนหน้าถอดสี

            ตึง!

            กำปั้นของเริ่นเสี้ยวเทียนโดนขวางไว้ขณะอยู่ตรงหน้าเฝิงเทียนเสียงดังก้องแล้วก็เห็นว่าชายชราแต่งกายธรรมดาๆ ที่ยืนอยู่ด้านหลังเฝิงเทียนผู้นั้นปรากฏตัวขึ้นข้างๆเฝิงเทียน ยื่นมือขวางใบหน้าเฝิงเทียนเอาไว้และกำปั้นของเริ่นเสี้ยวเทียนก็โจมตีเข้าใจกลางฝ่ามือของอีกฝ่ายพอดีทว่าฝ่ามือของอีกฝ่ายกลับไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย

            “คนหนุ่มช่างอารมณ์ร้อนยิ่งนักหากทำให้นายน้อยเทียนบาดเจ็บคงไม่ดีสักเท่าไร”

            ชายชราแต่งกายธรรมดาผู้นั้นมองเริ่นเสี้ยวเทียนด้วยสีหน้าไร้อารมณ์พลางกล่าวอย่างเรียบเฉย

            “ท่านมีความสามารถอยู่เหมือนกันไม่ทราบว่าชื่ออะไร”

            เริ่นเสี้ยวเทียนดึงมือกลับมาพลางกล่าวถามชายชรา

            “เพียงแค่คนไร้ชื่อเสียงเท่านั้น”

            ชายชราแต่งกายธรรมดาผู้นั้นยิ้มเล็กน้อยคล้ายว่าทุกการกระทำของเริ่นเสี้ยวเทียนอยู่ในสายตาของเขาทั้งหมด

            ..................................................

            [1] เฟิ่งหวง คือเจ้าแห่งนกทั้งปวงในวัฒนธรรมจีน เฟิ่งแปลว่าหงส์ตัวผู้ส่วนหวงแปลว่าหงส์ตัวเมีย การปรากฏตัวของเฟิ่งหวงเป็นลางบอกถึงสันติภาพความเจริญรุ่งเรือง ความเมตตา คุณธรรม ความยั่งยืน ความเป็นอมตะลักษณะของเฟิ่งหวงค่อนข้างคล้ายกับนกฟินิกซ์ทางตะวันตกโดยเฉพาะการคืนชีพจากความตายหรือความเป็นอมตะ

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน