ก่อกำเนิด : เทพสงครามพลิกปฐพี

    เล่มที่ 2 บทที่ 55 จ่ายค่าชดเชย

            เล่มที่2 บทที่55 จ่ายค่าชดเชย

            ก่อนหน้านี้ จั่วเฉินได้ยินมาจากเสี่ยวอู๋แล้วว่าหากเขาสามารถติดสามอันดับแรกของตารางอันดับเขียวได้ ก็จะได้รับยาลูกกลอนชิงฟ้าหนึ่งเม็ดเป็นรางวัลจั่วเฉินจึงไม่ได้สนใจรางวัลอย่างอื่นอีก คิดไม่ถึงว่านอกจากยาลูกกลอนนี้แล้ว เขายังจะได้รับเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตและเคล็ดวิชาปราณโบราณระดับดินขั้นต่ำด้วยสิ่งนี้นับว่าดึงดูดใจไม่น้อย

            เคล็ดวิชาระดับดินขั้นต่ำนี้ หากไปแลกด้วยตัวเองคงจะต้องใช้ค่าผลงานสักห้าหมื่นแต้มซึ่งจำนวนมากมายขนาดนี้ ต่อให้เป็นศิษย์สายตรงก็ใช่ว่าจะหยิบยกออกมาง่ายๆ

            พอเห็นว่าจั่วเฉินได้รางวัลไป หลินซวงเทียนที่เป็นอันดับสองของตารางก็มีสีหน้าย่ำแย่เพราะอันดับสองของเขาไม่ได้รับเคล็ดวิชาระดับดิน ทำให้แตกต่างจากอันดับหนึ่งชนิดฟ้ากับเหวหากไม่ใช่เพราะจั่วเฉินปรากฏตัว รางวัลนี้คงจะตกเป็นของเขาไปแล้ว

            แต่แม้จะแค้นใจเพียงใด พอนึกถึงฉากต่อสู้ระหว่างจั่วเฉินกับเย่เชียนจ้านเมื่อครู่หลินซวงเทียนก็รู้สึกห่อเหี่ยวในทันที

            เมื่อได้ยาลูกกลอนชิงฟ้ามาแล้วจั่วเฉินก็ไม่ได้รีบร้อนไปแลกเคล็ดวิชาแต่อย่างใด ทว่าเขากลับมุ่งหน้าไปยังที่พักของท่านอาเล็ก

            เมื่อครู่ตอนที่ก้าวออกจากลานประลองสายตาของจั่วเฉินพลันเป็นประกาย เมื่อเห็นคนผู้หนึ่งเดินตามหลังออกมา เขาก็ยกยิ้มประหลาด

            แทบจะในเวลาเดียวกัน คนผู้นั้นก็เห็นจั่วเฉินเช่นกันดวงตาคู่งามฉายความยินดีออกมาอย่างไม่รู้ตัว

            “จั่วเฉิน?”

            “หือ? ศิษย์พี่หญิงหลิงเอ๋อ ไม่เจอกันนานเลย”จั่วเฉินมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม คิดไม่ถึงว่าจะเจอหลี่หลิงเอ๋อที่นี่ หลังจากจบภารกิจที่ขุนเขาร้าวเวหาพวกเขาก็ยังไม่มีโอกาสได้พบกันอีก

            “ถุ้ย ยังเรียกศิษย์พี่หญิงอีกข้าแก่ขนาดนั้นเชียวหรือ ดูเหมือนข้าจะเด็กกว่าเจ้าสองเดือนด้วยซ้ำนะเรียกข้าศิษย์น้องหญิงดีกว่า” หลี่หลิงเอ๋อเบะปากด้วยความไม่พอใจ

            “หึ ศิษย์น้องหญิง” จั่วเฉินยิ้มเขารู้จักหลี่หลิงเอ๋ออยู่บ้าง นางมีจิตใจไร้เดียงสา ไม่มีทีท่าวางอำนาจบาตรใหญ่เช่นศิษย์สายตรงคนอื่นๆ ทว่าเมื่อพูดจบจั่วเฉินก็เหมือนจะนึกอะไรได้

            “ข้าโตกว่าเจ้าสองเดือนหรือเจ้ารู้แน่ชัดขนาดนี้ได้อย่างไร”

            แก้มทั้งสองข้างของหลี่หลิงเอ๋อพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อหลังจากชะงักไปเล็กน้อย นางก็ตอบออกมาเสียงเบา

            “ข้าบังเอิญเห็นอายุของเจ้าในบันทึกของสำนักน่ะ”

            จั่วเฉินไม่ได้ขุดคุ้ยเอาความต่อ เขาแค่ถามไปส่งๆเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าหลี่หลิงเอ๋อจะเขินง่ายขนาดนี้ จั่วเฉินจึงเปลี่ยนไปสนทนาเรื่องอื่นแทน

            “เจ้าจะไปไหนหรือ? ข้าจะไปหอระบำฟ้าที่ท่านอาเล็กพักอยู่หากเป็นทางผ่าน เจ้าจะเดินไปด้วยกันหรือไม่”

            “ผ่านๆ!” หลี่หลิงเอ๋อรีบพยักหน้าตอบรับ

            ...

            คนทั้งสองเดินเคียงข้างกัน ทว่าหลี่หลิงเอ๋อกลับเอาแต่ก้มหน้าต่ำเดินข้างจั่วเฉินเงียบๆ อย่างที่ไม่ค่อยจะเป็นนัก

            “ศิษย์น้องหญิงหลิงเอ๋อ บังเอิญจัง”

            จู่ๆ ที่ด้านหน้าก็มีเสียงหยอกล้อดังขึ้นดึงดูดความสนใจของคนทั้งสองศิษย์ที่มีใบหน้าขาวซีดผู้หนึ่งเดินตรงเข้ามา สายตาของเขาจ้องมองหลี่หลิงเอ๋ออย่างละโมบและอยากครอบครองโดยไม่คิดจะปิดบัง

            “ศิษย์น้องจะไปไหนหรือ ถ้าไม่มีอะไรเป็นพิเศษไปเดินเล่นกับข้าหน่อยดีหรือไม่?”

            เมื่อเห็นผู้มาใหม่ สีหน้าของหลี่หลิเอ๋อก็เจือไปด้วยโทสะทันทีนางตอบเสียงเย็น

            “ไม่ไป ข้าไม่ว่าง”

            “โอ๊ยตายมีเรื่องอะไรที่สำคัญกว่าข้าอีกหรือ ไหนลองเล่าให้ข้าฟังหน่อย?”คนผู้นั้นจ้องมาที่หลี่หลิงเอ๋อ เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นขึ้น

            “หากไม่มีเหตุผลที่ทำให้ข้าพึงพอใจล่ะก็เช่นนั้นก็จงตอบมาแล้วกัน ว่าเมื่อไรเจ้าจะคืนค่าผลงานสามหมื่นแต้มให้ข้า”

            “หวังฟง เจ้าไสหัวไปไกลๆ ข้าคืนสามหมื่นแต้มให้เจ้าตั้งนานแล้วทำไมยังตามตื้ออยู่ได้” หลี่หลิงเอ๋อเอ่ยเสียงแข็ง สีหน้าฉายชัดถึงความรังเกียจอย่างไม่คิดจะปิดบัง

            “เหอะ! คืนหมดแล้วอย่างนั้นหรือ”ศิษย์ที่ชื่อหวังฟงยกยิ้ม “ล่าช้าไปตั้งสามเดือนเต็มๆ แค่ดอกเบี้ยก็มากถึงสามหมื่นแต้มแล้วยังมีหน้ามาบอกว่าใช้คืนข้าหมดแล้ว”

            ระหว่างที่พูด หวังฟงก็ก้าวฉับเข้ามาหยุดอยู่หน้าหลี่หลิงเอ๋อก่อนจะเอื้อมมือมาจับไหล่นางโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง อีกทั้งยังจ้องมองด้วยสายตาจาบจ้วง

            “หากไม่จ่ายคืนทีเดียวสามหมื่นแต้ม เช่นนั้นก็ตามข้ามาแต่โดยดีหากเจ้ายอมเป็นคู่บำเพ็ญของข้า ค่าผลงานสามหมื่นแต้มจะนับเป็นอะไรได้ ข้ามอบให้เจ้าอีกสามหมื่นแต้มก็ยังได้”

            โครม!

            กลิ่นอายพลังอันกล้าแกร่งขุมหนึ่งปะทะเข้ามาอัดร่างของหวังฟงจนลอยออกไป

            “กลางวันแสกๆ เช่นนี้เจ้าคิดว่าข้าคุณชายเป็นอากาศธาตุหรืออย่างไร” จั่วเฉินกำหมัดแน่น เหลือบมองหวังฟงด้วยสายตาดูแคลน

            คุณชายเสเพลไม่ได้เรื่องที่อาศัยว่าตัวเองมีภูมิหลังเหล่านี้แม้จะเป็นศิษย์สายตรง ทว่ากลับไม่ได้มีความสามารถอะไร เหมือนกับไป๋เฮ่อไม่มีผิดเทียบไม่ได้กระทั่งศิษย์สายในสักคน ดังนั้นเมื่อต้องปะทะกับจั่วเฉิน จึงไม่สามารถต้านทานเขาได้แม้แต่หมัดเดียว

            “ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”จั่วเฉินหันไปมองหลี่หลิงเอ๋อ ดูออกได้ไม่ยากว่านางกำลังอารมณ์ไม่ดี ทว่าก็ยังฝืนยกยิ้มและส่ายหน้าให้

            “เจ้ากล้าทำร้ายข้าหรือ รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร!”

            หวังฟงมึนงงไปครู่หนึ่งก่อนจะตะเกียกตะกายลุกขึ้น หลังจากเช็ดคราบเลือดที่มุมปากออกอย่างทุลักทุเลแล้ว เขาก็เอ่ยเสียงเหี้ยมออกมาด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์

            “เป็นแค่ศิษย์สายใน กลับกล้าทำร้ายศิษย์สายตรงอย่างนั้นหรืออย่าคิดว่าเอาชนะเย่เชียนจ้านแล้วเจ้าจะทำอะไรข้าได้ หากมีเรื่องกับข้าหวังฟงล่ะก็ข้าไม่เพียงแต่จะเล่นงานเจ้าจนตาย แม้แต่ญาติสนิทมิตรสหายของเจ้าข้าก็จะไม่ปล่อยเอาไว้สักคน!รีบโขกหัวขอขมาข้าเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าตายทั้งเป็น!”

            “อย่างนั้นหรือ?”สีหน้าจั่วเฉินพลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ

            เดิมทีจั่วเฉินก็ไม่สนว่าอีกฝ่ายเป็นใครหรือมีภูมิหลังอะไรอยู่แล้วเขาไม่เห็นเศษสวะที่ไร้ความสามารถเช่นนี้อยู่ในสายตา ทว่าเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับญาติและพวกพ้องของเขาจั่วเฉินก็ไม่สามารถทนได้อีก

            คนแรกที่จั่วเฉินนึกถึงคือท่านอาเล็ก หากนางถูกคนผู้นี้ทำร้ายเข้าจั่วเฉินคงจะรู้สึกผิดไปตลอดแน่

            “ศิษย์น้องหญิงหลิงเอ๋อเจ้าพูดเลอะเลือนอะไร ทำไมเจ้าจะไม่เป็นอะไรล่ะ?” จั่วเฉินหรี่ตา ก่อนจะพูดต่อ

            “สีหน้าเจ้าย่ำแย่เช่นนี้แถมกลิ่นอายพลังยังไม่มั่นคงอีก เจ้าคงกำลังตื่นตระหนกอยู่แน่ เจ้าไม่ต้องตอบข้าเพราะข้าพูดไม่ผิดแน่นอน” จั่วเฉินถอนหายใจ

            “ยังดีที่ข้ารู้ ไม่เช่นนั้นหากเก็บเงียบไว้จนเป็นภัยเงียบในตัวล่ะก็ไม่เพียงกลิ่นอายพลังแปรปรวนเท่านั้น แต่อาจจะถึงขั้นเสียโฉมก็ได้ หากเป็นเช่นนั้นก็จะกระทบต่อรากฐานการฝึกและเจ้าอาจสูญเสียพรสวรรค์ที่มีไปเชียวนะ”

            ได้ยินดังนั้นหลี่หลิงเอ๋อก็เบิกตาโตจ้องมองจั่วเฉินอย่างไม่อยากเชื่อ ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี หวังฟงยังไม่ทันสัมผัสถูกชายเสื้อของนางก็ถูกจั่วเฉินอัดกระเด็นไปแล้วทำไมตอนนี้กลายเป็นนางกำลังตื่นตระหนกไปได้เล่า อีกทั้งยังมีผลร้ายมากมายที่จะตามมานั่นอีก

            หลี่หลิงเอ๋อเห็นท่าทางจริงจังของจั่วเฉินแล้วก็เกือบที่จะหลงเชื่อตอนนั้นเอง จั่วเฉินก็หันกลับไปเอ่ยกับหวังฟงต่อ

            “ศิษย์น้องหญิงหลิงเอ๋อต้องตื่นตระหนกก็เพราะเจ้าตอนนี้อาการของนางค่อนข้างหนักมาก จะปล่อยผ่านไปง่ายๆ เช่นนี้ไม่ได้ เจ้าจะต้องจ่ายค่าชดเชยไม่ต้องมากมายหรอก แค่ค่าผลงานสักหนึ่งหมื่นแต้มก็พอ หากไม่มอบค่าผลงานหมื่นแต้มมาเป็นค่าทำขวัญให้นางล่ะก็วันนี้เจ้าก็อย่าได้หวังจะจากไปเลย!” จั่วเฉินเอ่ยเสียงเหี้ยม ทั่วทั้งร่างแผ่ไอสังหารอ่อนๆออกมา

            หวังฟงถึงกับตะลึง

            ไร้ยางอาย!คนผู้นี้ช่างไร้ยางอายเกินไปแล้ว! ไร้ยางอายกว่าเขานับร้อยเท่า!!!

            เขาไม่ทันแตะโดนตัวหลี่หลิงเอ๋อก็ถูกจั่วเฉินชกจนกระเด็นออกมาแล้วตัวเขายังไม่ทันได้ร้องทุกข์ แต่จั่วเฉินกลับแว้งกัดเสียก่อน บอกว่าหลี่หลิงเอ๋อเป็นผู้เสียหายเสียอย่างนั้น

            “คิดจะรีดไถข้าอย่างนั้นหรือ ฮ่าๆ น่าขำเกินไปแล้วเจ้ากล้ารีดไถข้าหวังฟงเนี่ยนะ รู้หรือไม่ว่าข้ามีสถานะอะ...” หวังฟงตะโกนลั่นพลางชี้นิ้วไปทางจั่วเฉิน

            เพี้ยะ!

            ยังไม่ทันได้เอ่ยจบจั่วเฉินก็สะบัดมือตบเข้ามาอย่างแรง

            ตอนที่สะบัดมือออกไป จั่วเฉินลอบส่งพลังปราณอันเข้มข้นออกไปด้วยทำให้เพียงแค่ฝ่ามือเดียวนี้ ก็ทำให้ซีกหน้าข้างหนึ่งของหวังฟงบวมปูดเหมือนหัวหมูขึ้นมาแล้ว

            จั่วเฉินแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา

            “ข้าคุณชายไม่สนหรอกว่าเจ้ามีสถานะอะไรข้าต้องการแค่ค่าผลงานเท่านั้น เจ้าเข้าใจหรือไม่ ข้าจะนับถึงสิบหากเจ้าไม่มอบค่าผลงานออกมาและยังไม่ถูกข้าจัดการล่ะก็ถือว่าข้าคุณชายไร้ความสามารถแล้ว!”

            “สิบ เก้า...” จั่วเฉินเริ่มนับถอยหลังทุกครั้งที่เอ่ยก็จะเว้นระยะไว้ครู่หนึ่ง

            หวังฟงเอ่ยเสียงเหี้ยม “เจ้าอย่ายุ่งเรื่องชาวบ้านให้มากนักนะ!”

            พูดจบ หวังฟงก็ถูกจั่วเฉินตบเข้าอีกฉาดใหญ่ทำเอาซีกหน้าอีกด้านบวมปูดขึ้นมาเช่นกัน

            “ห้า สี่ สาม...” จั่วเฉินยังคงนับถอยหลังต่อ สายตาจับจ้องไปที่หวังฟงกลิ่นอายพลังในตัวก็เริ่มแรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกับพร้อมจะระเบิดพลังออกมา

            หวังฟงคิดจะข่มขู่ต่อ ทว่าเพียงแค่อ้าปากก็เจอเข้ากับหมัดที่หนักหน่วงราวกับเหล็กกล้าอัดเข้าที่หน้าจนจมูกหักเสียแล้วเลือดและน้ำตาผสมปนเปและหลั่งไหลออกมาไม่หยุด ดูแล้วน่าอนาถเป็นอย่างมาก

            “หนึ่ง!”

            เมื่อนับถึงหนึ่ง จั่วเฉินก็ก้าวฉับไปด้านหน้าก่อนจะซัดเคล็ดวิชาบงการอัสนีออกไปโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

            “หยุด! จ่ายๆๆ ข้าจ่าย!”

            หวังฟงร้องเสียงหลงเพื่อหยุดการกระทำของจั่วเฉินไม่รู้ว่าตอนนี้เจ้าตัวกำลังคร่ำครวญหรือกรีดร้องกันแน่ ได้แต่ฝืนทนความเจ็บปวดแล้วล้วงเอาแผ่นป้ายผลึกใสออกมา

            หลังจากรับแผ่นป้ายมา จั่วเฉินก็ส่งต่อให้หลี่หลิงเอ๋อที่อยู่ข้างๆ

            “ศิษย์น้องหลิงเอ๋อเจ้าลองตรวจสอบดูหน่อยว่าครบจำนวนหรือไม่ หากขาดหนึ่งแต้มก็ต้องเจอหนึ่งหมัดหากขาดร้อยแต้มก็หักขาหนึ่งข้าง หากขาดพันแต้มก็เพิ่มมือเข้าไปอีกสองข้างแล้วกัน”

            หลี่หลิงเอ๋อยังคงมึนงงไม่ได้สติทว่าหลังจากได้ยินคำพูดของจั่วเฉินก็รีบตรวจสอบแผ่นป้ายในมือก่อนจะเอ่ยตอบด้วยท่าทีโง่งม

            “ค่าผลงานครบหนึ่งหมื่นแต้มพอดี”

            “ดีมาก ถือว่าเจ้ายังรู้สถานการณ์หากเอาออกมาแต่แรกก็จบแล้วแท้ๆ ทำไมจะต้องฝืนทนรับความเจ็บปวดด้วยเล่า”จั่วเฉินยิ้มตาหยีมองหวังฟง

            หวังฟงที่จวนจะร้องไห้อยู่รอมร่อยังไม่ทันได้เอ่ยปากจั่วเฉินก็คล้ายว่าจะนึกเรื่องบางอย่างออก เขาตบหน้าผากตัวเองเบาๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ

            “ข้าเกือบลืมไปเลยเมื่อกี้เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ ไม่ใช่แค่จะเล่นงานข้าถึงตาย แต่ยังไม่ปล่อยญาติสนิทมิตรสหายของข้าด้วยใช่หรือไม่?”

            “ไม่... เจ้าหูฝาดแล้วมีเรื่องเช่นนี้ที่ไหนกัน” หวังฟงถอยหลังสองก้าวอย่างตื่นตระหนก

            “หูฝาดอย่างนั้นหรือ ข้าก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”จั่วเฉินพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างเสียดาย “เฮ้อ คนเราเนี่ย พออายุมากขึ้นก็มักจะขี้หลงขี้ลืมช่วยไม่ได้จริงๆ”

            “พรืด...” หลี่หลิงเอ๋อที่อยู่ด้านหลังหลุดขำออกมา

            จั่วเฉินโบกมือให้หวังฟงก่อนจะเอ่ยต่อ

            “รีบกลับไปเถอะ ตั้งใจฝึกฝนให้ดี เจ้าเองก็พอใช้ได้อยู่ข้าเองก็พึงพอใจเจ้าไม่น้อย”

            เมื่อเห็นหวังฟงเดินกะเผลกจากไปด้วยสภาพน่าอนาถแล้วหางตาของจั่วเฉินก็มีลำแสงเย็นเคลื่อนผ่าน ก่อนจะหันมาพูดกับหลี่หลิงเอ๋อพร้อมรอยยิ้ม “พวกเราไปกันเถอะ”

            หลี่หลิงเอ๋อพยักหน้าก่อนจะเดินตามจั่วเฉินไปทว่านางคล้ายกับจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงยื่นแผ่นป้ายผลึกใสคืนให้จั่วเฉิน

            “เอาไป!”

            “ให้ข้าทำไม?”จั่วเฉินถามอย่างประหลาดใจ

            “นี่เป็นของเจ้า”

            “นี่เป็นค่าชดใช้จากหวังฟงที่ให้เจ้า น้อยไปหรือ? ให้ข้าไปทวงเพิ่มอีกหรือไม่?”

            “ไม่ๆ พอแล้วล่ะ”

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพสงครามพลิกปฐพี ที่คุณอ่าน