ขายเพลทเสร็จ
ก็เป็นเวลาย่างเที่ยงพอดี ไตเติ้ลพาลูกพลับไปทานข้าวที่ร้านก๋วยเตี๋ยวนั่งคุยกันตามประสาพ่อลูก
เขาเล่าให้ลูกชายฟังถึงแผนการย้ายบ้านว่าเขาอยากจะย้ายไปอยู่บ้านที่หลังใหญ่โตมีที่ทางให้เก็บของมากกว่านี้แต่อาจจะต้องอยู่ห่างจากวัดและหลวงตาแช่มออกไปอยู่ไม่น้อย แม้ในความเป็นจริงแล้วจะเป็นซอยที่ยังคงเชื่อมต่อกับวัดได้และไม่ได้ห่างไกลกันมากนักแต่เมื่อเทียบกับบ้านเพิงหลังปัจจุบันที่อยู่ติดจนแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัดไปแล้วไตเติ้ลก็คิดว่ามันห่างไกลเกินกว่าที่ลูกพลับจะเดินไปวิ่งเล่นที่วัดแต่เพียงลำพังได้
ชายหนุ่มเห็นว่าลูกพลับติดหลวงตาแช่มมากแล้วหลวงตาก็รักเจ้าลูกหมู...เอ๊ย! ลูกพลับของเขาอย่างกับหลานในไส้ของตัวเองหากย้ายบ้านออกมาอยู่ห่างกันแล้วได้เจอกันน้อยลงก็ไม่รู้ว่าลูกพลับจะมีปัญหาไม่อยากย้ายบ้าน อยากอยู่กับหลวงตาที่วัดให้นาน ๆ บ้างหรือเปล่า
เรื่องพวกนี้อย่าคิดว่าผู้ใหญ่จะตัดสินใจเองโดยไม่ปรึกษาเด็กได้เชียวนะการย้ายบ้านคือการย้ายสภาพแวดล้อมถึงแม้สภาพแวดล้อมที่ลูกพลับอยู่เดิมนั้นจะไม่ค่อยดีในสายตาของผู้ใหญ่แต่เด็กที่เกิดและเติบโตขึ้นมาก็จะมีความเคยชินในสภาพแวดล้อมที่ตนเติบโตขึ้นมาในระดับหนึ่งเลยทีเดียว
หากหักหาญตัดสินใจทำอะไรไปโดยไม่ปรึกษาหรือไม่ให้เด็กๆ รับรู้เลย ก็อาจเป็นปมในใจต่อไปในอนาคตทำให้เด็กคิดได้ว่าผู้ใหญ่ไม่พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของตนจนถึงเมื่อโตขึ้นมาเวลาที่เด็กมีปัญหาอะไรก็จะไม่มาพูดคุยและปรึกษากับผู้ใหญ่ซึ่งสิ่งนั้นนับเป็นวิกฤตการณ์ของปัญหาครอบครัวได้เลยทีเดียว เพราะเมื่อเด็ก ๆ ต้องเผชิญกับปัญหาและไม่มีที่ปรึกษาทางใจที่ดีมากพอแล้วก็อาจหลงผิดถูกเพื่อนชักจูงไปทำเรื่องไม่ดี ติดยา เกเร เป็นอันธพาลจนถึงขั้นเสียอนาคตได้
“ป๊ะป๋าอยากย้ายบ้านเหรอครับ”
ลูกพลับถามพ่อพลันลูกชิ้นลูกโตที่เด็กน้อยพึ่งจะคีบได้สำเร็จก็หล่นปุ้งกลับลงไปในชามก๋วยเตี๋ยวจนน้ำซุปกระเด็นออกมาเลอะหน้าเลอะตาไปหมด
“ทำไมลูกชิ้นคีบยากจัง” เด็กชายหน้าเบะ
ตอนนี้เจ้าตัวเล็กกำลังอยู่ในช่วงฝึกฝนการใช้ตะเกียบตอนไปที่โรงพิมพ์ของเฮียฮั้วอยู่ ๆ เฮียฮั้วก็เอาตะเกียบกับถั่วลิสงมาวางตรงหน้าแล้วก็บอกให้ลูกพลับเล่นเกมคีบถั่วลิสง ย้ายจากอีกจานไปอีกจานให้หมดถ้าลูกพลับทำได้เฮียฮั้วจะยกขนมเปี๊ยะกลม ๆ อันใหญ่ ๆ ให้กับลูกพลับ
เด็กชายไม่ได้ชอบขนมเปี๊ยะมากขนาดนั้นแต่จำได้ว่าหลวงตาแช่มชอบฉันขนมเปี๊ยะกับน้ำชามาก ๆลูกพลับจึงตั้งใจจะคีบถั่วให้ได้ หวังว่าจะเอาขนมเปี๊ยะไปฝากหลวงตาแต่ทำเท่าไหร่ก็ไม่รอดคีบไม่ติดสักทีจนถึงเวลาอาหารเย็นเด็กชายก็ยังหมกมุ่นอยู่อย่างนั้นสุดท้ายเฮียฮั้วต้องเอาจานถั่วไปเก็บ แล้วก็บอกให้ลูกพลับมาลองคีบใหม่วันหลัง
ลูกพลับไปฝึกใช้คอมพิวเตอร์ที่โรงพิมพ์ของเฮียฮั้วเป็นประจำทุกวันอยู่แล้วพอเสร็จจากที่เรียนคอมพิวเตอร์กับป๊ะป๋าเด็กชายก็วิ่งแจ้นไปหาเฮียฮั้วบอกว่าอยากจะเล่นเกมคีบถั่วอีก
อันที่จริงแล้วเฮียฮั้วให้ลูกพลับคีบถั่วแล้วหลอกว่าเป็นเกมมีของรางวัลมาล่อก็เพราะอยากจะให้เด็กตัวเล็กได้ฝึกใช้ตะเกียบทานข้าว คิดว่าเด็ก ๆฝึกฝนถ้ามันยากแล้วทำไม่ได้ก็จะเบื่อแต่พอข้ามวันแล้วลูกพลับก็ยังมาขอถั่วไปฝึกอยู่อีกเฮียฮั้วจึงดีใจมากรีบจัดถั่วจัดจานพร้อมด้วยตะเกียบอันสั้นสำหรับเด็กมาให้เจ้า(ว่าที่)ลูกเขยได้ฝึกฝนต่อ
ลูกพลับพอเห็นถั่วกับตะเกียบก็ตั้งอกตั้งใจคีบอย่างเต็มที่หวังจะเอาขนมเปี๊ยะไปฝากหลวงตาแช่มให้ได้ทุกทีที่ผ่านมามีแต่หลวงตาแช่มคอยให้ข้าวให้ขนมกับลูกพลับพอมีโอกาสลูกพลับจึงได้อยากเอาขนมไปให้หลวงตาบ้างแต่ถึงอย่างนั้นเด็กชายก็ยังคีบถั่วได้ไม่ติดอยู่ดี แม้หากเทียบกับวันแรก ๆจะย้ายถั่วในจานไปได้บ้างแล้วแต่จะย้ายให้หมดทั้งจานในทีเดียวลูกพลับยังทำไม่ได้สำเร็จ
ดังนั้นเวลานี้หากป๊ะป๋าจะพาลูกพลับไปทานข้าวป๊ะป๋าก็ต้องพาไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเท่านั้นเพราะที่ร้านก๋วยเตี๋ยวมีตะเกียบให้ลูกพลับใช้ฝึกคีบลูกพลับตั้งใจว่าจะใช้เวลาอาหารอันมีค่าในการฝึกฝนจะต้องเอาขนมเปี๊ยะไปให้หลวงตาแช่มให้ได้เลยเชียว
“ลูกพลับเอาตะเกียบหนึ่งอันจิ้มลงไปในลูกชิ้นสิครับจะได้ทานง่าย ๆ”
ไตเติ้ลหัวเราะเบา ๆชายหนุ่มดึงกระดาษทิชชูบนโต๊ะมาเช็ดซับน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวที่เปื้อนเต็มหน้าลูกชาย
“แต่ลูกพลับอยากฝึกคีบนี่ครับลูกพลับอยากเอาขนมเปี๊ยะไปให้หลวงตา” เด็กชายบอกกับป๊ะป๋า
ว่าแล้วก็จิ้มตะเกียบคู่ลงไปในชาม แล้วหมุน ๆ ๆให้เส้นหมี่สีขาวพันติดตะเกียบก่อนจะยกขึ้นมาใส่ปากที่พยายามอ้ากว้าง ๆอย่างที่สุด
‘อยากฝึกคีบนี่คือเฉพาะของกลม ๆ ไม่นับรวมเส้นหมี่สินะ’
คุณป๊ะป๋าเห็นแล้วก็แอบหัวเราะ เอ็นดูความนึกคิดของเด็ก ๆอยู่ในใจ ถึงได้บอกไงว่าเด็กเป็นสิ่งมีชีวิตจากมิติลี้ลับที่ผู้ใหญ่อย่างเรา ๆจะเข้าใจได้ยากมาก!
“แล้วตกลงเรื่องย้ายบ้านนี่ยังไงครับ ยังไม่ตอบป๊ะป๋าเลย”ภานุวัฒน์ซักต่อ
“ป๊ะป๋าอยู่ที่ไหนลูกพลับก็จะอยู่ที่นั่นครับลูกพลับอยากอยู่กับป๊ะป๋าที่สุดเลย” เด็กชายตอบเสียงสดใส
อันที่จริงสำหรับลูกพลับแล้วพอได้ยินพ่อบอกว่าจะย้ายบ้านออกมาอยู่ห่างวัดก็ดีใจมากเขาไม่รู้หรอกว่าการมีไฟฟ้าหรือไม่มีไฟฟ้าใช้นั้นมันต่างกันยังไงรู้แต่ว่าบ้านเดิมที่อยู่นั้นเป็นพื้นที่ของวัดอยู่ข้างวัดก็ยังไม่น่ากลัวเท่ากับการเป็นข้างวัดฝั่งที่ใกล้กับเมรุเผาศพแล้วลูกพลับก็มักจะเห็นคนประหลาด ๆ เดินไปเดินมาบางทีก็เข้ามาใกล้ยืนอยู่หน้าประตูบ้านเลยด้วยซ้ำหรือแม้กระทั่งว่าเข้ามานั่งอยู่ในบ้านเลยก็มี
อันที่จริงตั้งแต่ไปบวชและสึกออกมาเด็กชายก็ไม่เห็นว่าคนประหลาดพวกนั้นจะเข้ามานั่งอยู่ในบ้านแล้วแต่ที่เดินผ่านหน้าบ้านก็ยังเห็นมีอยู่ ลูกพลับไม่ชอบสถานที่แบบนั้นเลยมันน่ากลัวแล้วเขาก็มองเห็นอยู่คนเดียว จะเอาไปพูดหรือไปเล่าให้ใครฟังก็ไม่ได้เพราะฉะนั้นถ้าป๊ะป๋าจะย้ายบ้านลูกพลับก็ไม่มีปัญหาอะไรเลยดีเสียอีกที่จะได้ไม่ต้องมาเห็นตัวประหลาดพวกนั้นเดินออกมาจากเมรุแล้วผ่านไปมาอยู่หน้าบ้านที่เขาอาศัยอยู่อีก
เด็กน้อยรู้แค่ว่าป๊ะป๋าจะย้ายบ้านแต่เขาไม่รู้ว่าบ้านที่ป๊ะป๋าหมายตาเอาไว้นั้นก็คือบ้านหลังสยองที่เด็กชายมองเห็นคนประหลาดหน้าตาน่ากลัวยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้านเต็มไปหมดถ้ารู้รายละเอียดว่าเป็นบ้านหลังนั้นรับรองได้เลยว่าลูกพลับจะไม่หลงดีใจเหมือนที่เป็นอยู่ในตอนนี้อย่างเด็ดขาด
ทานข้าวกันเสร็จก็เป็นเวลาบ่ายกว่าแล้วไตเติ้ลพาลูกพลับไปฝากที่โรงพิมพ์ของเฮียฮั้วตามแพลนเขาได้คุยกับเฮียฮั้วบ้างนิดหน่อยว่าจะไปหาดูบ้านที่ซอยข้าง ๆ เห็นคนพูดถึงกันว่าปิดร้างอยู่นานถ้าไปขอเช่าเจ้าของน่าจะยอมให้เช่าอยู่
เฮียฮั้วพอรู้ว่าทิดวัฒน์กำลังหาบ้านเช่าดูลู่ทางขยับขยายออกมาจากเพิงข้างวัดก็ยินดีอวยพรให้หาบ้านได้เร็ว ๆ
เจ้าของโรงพิมพ์เริ่มมีความคิดอยากเขียน pocket book เป็นของตนเองบ้างสักเล่มเพราะเห็นว่าเรื่องราวของทิดวัฒน์นี่น่าเอาไปเป็นตัวอย่างสั่งสอนคนได้ดีจริง ๆ จากไอ้เดชขี้เมาที่แต่ก่อนไม่ทำงานทำการเอาแต่เมาเหล้าไปวัน ๆ อยู่ในเพิงข้างวัดโทรม ๆ อย่างนั้น แต่พอลุกขึ้นมาเลิกเมา ไม่เอาเงินไปลงขวดเหล้าแล้วขยันทำการทำงานได้เพียงแค่เดือนกว่า ๆ ก็มีรายได้และสามารถเก็บเงินจนสามารถหาเช่าบ้านที่ดีกว่าเพิงรังหนูได้แล้ว
ดูจากความขยันของทิดวัฒน์อย่างนี้เฮียฮั้วก็เชื่อมั่นว่าคนคนนี้น่าจะซื้อบ้านเป็นของตัวเองได้ภายในปีหน้าอย่างแน่นอน
แต่คนเรานะ…
ถ้ามีโอกาสจะซื้อได้ในปีนี้ก็ซื้อเสียเลยสิจะไปรอปีหน้าให้เสียเวลาทำไม เจ้า(ว่าที่)ลูกเขยจะได้ออกจากเพิงรังหนูมาใช้ชีวิตดี ๆ ในบ้านหลังใหญ่โตได้เสียทีถึงแม้ว่าจะเหลือเวลาอีกแค่สัปดาห์เดียวจะหมดปีแล้วก็ตาม
คิดได้อย่างนั้นแล้วเมื่อทิดวัฒน์ขี่มอเตอร์ไซค์พ่วงข้างออกจากโรงพิมพ์ไป เฮียฮั้วก็รีบยกหูโทรศัพท์โทรหาคุณสุกัญญา
เจ้าของบ้านผีสิงหลังนั้นทันที.