จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 88 ยืมเงิน

            หลังจากออกจากสวนผลไม้วิญญาณเย่เฉินก็บ่นพึมพำและเดินไปยังหอโอสถวิญญาณ

            “หินวิญญาณสามแสนเม็ดยาวิญญาณและน้ำยาวิญญาณทั้งหมดที่มีขายไปมันก็ยังไม่พอ!”

            ข้ารู้หากขายเม็ดยาวิญญาณและน้ำยาวิญญาณเหล่านี้ให้กับหอหมื่นสมบัติราคาก็จะย่อมถูกกว่าตอนที่ซื้อมาครึ่งหนึ่งอย่างแน่นอนหากจะไปเร่ขายเม็ดยาวิญญาณและน้ำยาวิญญาณให้กับพวกศิษย์สำนักเหิงเยว่สถานะการเป็นนักปรุงยาของเขาก็จะถูกเปิดเผยออกมาอย่างไม่ต้องสงสัย

            เขาไม่ต้องการให้ผู้คนรู้สถานะการเป็นนักปรุงยาของตนเองเร็วเกินไป

            เมื่อคิดเช่นนี้อยู่ในใจเขาก็ก้าวเท้าเข้าไปในหอโอสถวิญญาณ

            ไกลออกไปเขาเห็นสวีฝูกำลังเอนกายบนเก้าอี้และร้องเพลงอย่างสบายๆบางครั้งก็ดื่มเหล้าที่อยู่บนโต๊ะไปอึกหนึ่ง

            “กลับมาจากลงชื่อแล้วหรือ?” สวีฝูเหลือบมองไปที่เย่เฉิน

            “กลับมาแล้ว”เย่เฉินหัวเราะ จากนั้นก็วิ่งมาด้านหลังของสวีฝูทันทีและบีบนวดหลังสวีฝูอย่างรู้หน้าที่

            “ไม่ต้องทำอะไรพวกนี้มันไม่มีประโยชน์มีเรื่องอะไรก็พูดมา” แวบเดียวสวีฝูก็มองความคิดของเย่เฉินออกว่าเขาประจบประแจงเพื่อหวังผลประโยชน์

            “จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีเรื่องอะไร ก็แค่…ก็แค่ต้องการจะมายืมเงินท่านสักหน่อย”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้สวีฝูก็เลิกคิ้ว “ยืมเท่าไร”

            “สามแสน”

            พรวด!

            ทันทีที่เย่เฉินเอ่ยราคาออกไปสวีฝูก็ได้พ่นเหล้าที่เพิ่งจะเทเข้าปากไปออกมา

            เมื่อเห็นเช่นนี้เย่เฉินก็ปิดหูของตนเองทันที

            “สามแสนเจ้าจะเอาไปทำอะไร!”เสียงสบถที่โกรธเคืองของสวีฝูก็ดังขึ้น เสียงพูดของเขาไม่ได้ดังมากแต่เย่เฉินที่กำลังปิดหูอยู่ ก็ยังคงได้ยินเสียงดังก้อง

            “บอกมาเจ้าเอาเงินเยอะขนาดนั้นไปใช้ทำอะไร”

            เย่เฉินไอแห้งๆและลูบปลายจมูก “ซื้อของ”

            “ไม่เชื่อข้าไม่อยากจะเชื่อ ของอะไรราคาแพงขนาดนี้ ต้องใช้เงินถึงสามแสนหินวิญญาณ”

            “หุ่นเชิด”ในที่สุดเย่เฉินก็พูดความจริงออกมาไม่เช่นนั้นมันไม่ง่ายเลยที่จะยืมหินวิญญาณจากสวีฝู

            “เจ้าไม่มีอะไรทำแล้วใช่ไหม! ถึงได้เอาเงินสามแสนหินวิญญาณไปซื้อหุ่นเชิดตัวเดียว?” แม้ว่าสวีฝูจะฟังเข้าใจแต่ก็ไม่รู้ว่าเย่เฉินไปได้ยินเรื่องหุ่นเชิดมาจากไหน เขาจึงได้สนใจหุ่นเชิดขึ้นมา

            “ข้าก็แค่ซื้อมาศึกษาดูแปลกนักหรือ!”

            “มีแค่หนึ่งแสนมากกว่านี้ไม่มีแล้ว” เมื่อชำเลืองไปที่เย่เฉินสวีฝูก็โยนถุงเก็บของใบหนึ่งออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ “แล้วอีกอย่างมีเงินแล้วอย่าลืมคืนให้ข้าด้วย ถ้าไม่มีเงินเอาเป็นเม็ดยาวิญญาณมาก็ได้ ออกไปเถอะ!”

            เอ่อ!

            เย่เฉินส่งเสียงเอ่อแต่ก็ยังรับถุงเก็บของเอาไว้ และเดินออกไปข้างนอกอย่างเศร้าหมองเมื่อครู่นี้เขาถูกด่าจนเงยหน้าไม่ขึ้น

            ทันทีที่เดินออกจากประตูใหญ่ของหอโอสถวิญญาณเขาได้มองเห็นฉีเยว่ที่กำลังพิงกำแพงอยู่ ดูเหมือนว่านางจะมาถึงนานแล้วเพียงแต่ยังไม่ได้เข้าไปก็เท่านั้น ส่วนเรื่องที่เขาไปยืมเงินของสวีฝูฉีเยว่ก็น่าจะได้ยินแล้ว

            “ศิษย์พี่ฉี”

            “ข้ามีอยู่เท่านี้เอาไปเถอะ!”ฉีเยว่พลิกมือหยิบถุงเก็บของออกมาและยื่นให้กับเย่เฉิน

            เย่เฉินผงะไม่คิดว่าฉีเยว่จะให้เขายืมเงินอย่างง่ายดายเช่นนี้ เพียงครู่หนึ่งก็มีสติกลับมา

            “นี่…”

            “ให้เจ้าแล้วก็เอาไปเถอะ”ฉีเยว่ยัดถุงเก็บของใส่มือของเย่เฉิน จากนั้นก็ก้าวเข้าไปในหอโอสถวิญญาณจากนั้นก็ยังมีเสียงดังขึ้นมา “มีเงินแล้วอย่าลืมคืนข้าด้วย”

            หลังจากฉีเยว่ออกไปเย่เฉินก็กวาดสายตามองไปที่ถุงเก็บของของนางนึกไม่ถึงเลยว่าจะมีจำนวนมากถึงเจ็ดแปดหมื่น ซึ่งเกินความคาดหมายของเขา เมื่อเทียบกับสวีฝูศิษย์พี่ฉีผู้มีความเฉยชาก็ยังมีความใจกว้างกว่ามาก

            “แสนเจ็ดถึงแสนแปดก็พอสมควรแล้ว” เย่เฉินนำถุงเก็บของใส่ไว้ในอกเสื้อ และมุ่งตรงไปยังหอหมื่นสมบัติ

            หอหมื่นสมบัติในวันนี้มีความคึกคักเป็นพิเศษมีลูกศิษย์เดินเข้าออกอยู่เป็นจำนวนมาก

            อีกสามวันต่อจากนี้จะเป็นการประลองของสำนักนอกลูกศิษย์เหล่านี้มาที่นี่ก็ไม่มีอะไรไปมากกว่าการมาซื้อน้ำยาวิญญาณและอาวุธวิญญาณเพื่อเตรียมความพร้อม

            เมื่อเย่เฉินเดินเข้ามาเขาก็เห็นผางต้าไห่กำลังจ้องมองลูกศิษย์ที่เดินไปมาด้วยดวงตาโตที่สดใสเปล่งประกายหากใครกล้าขโมยของในนี้ไปละก็ไม่มีทางที่จะรอดพ้นสายตาของเขาไปได้อีกทั้งยังจะต้องถูกเขาทุบตีอย่างแรง

            “โอ้เจ้าไม่ได้มาที่นี่นานแล้วนะ” ผางต้าไห่เหลือบมองไปที่เย่เฉิน

            “ข้ายุ่งอยู่กับการฝึกตนไม่มีเวลาว่างเลย!” เย่เฉินพูดจบก็หันไปหยิบเลือกสินค้าที่อยู่บนชั้นด้านข้าง

            หยิบเลือกอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นเขาจึงเดินมาด้านข้างของผางต้าไห่ แล้วกระซิบเบาๆ “ผู้อาวุโสข้าได้ยินมาว่าท่านมีหุ่นเชิดด้วยหรือ?”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ผางต้าไห่ก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยพลางเลิกคิ้วสูง “ทำไม เจ้าต้องการซื้อหรือ?”

            “จะซื้อมาศึกษาดูสักหน่อย”

            “หุ่นเชิดระดับมนุษย์จะต้องใช้เงินสามแสนหินวิญญาณเจ้าหนุ่ม เจ้ามีเงินมากขนาดนั้นเลยหรือ?” ผางต้าไห่มองไปที่เย่เฉินอย่างไม่อยากจะเชื่อ“วันนี้ข้ายุ่งมาก ไม่มีเวลาจะมาพูดจาไร้สาระกับเจ้าหรอกนะ”

            เย่เฉินไม่ได้พูดอะไรเพียงหยิบถุงเก็บของออกมาและยื่นออกไป

            ผางต้าไห่รับมันไว้และส่องดูด้านในแววตาของเขาล้วนเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ด้านในมีหินวิญญาณอยู่หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นถึงหนึ่งแสนแปดหมื่นผนวกกับสมุนไพรวิญญาณ น้ำยาวิญญาณและของจิปาถะรวมแล้วเป็นจำนวนประมาณสามแสนหินวิญญาณ

            “ตามข้ามา!” ผางต้าไห่มองเย่เฉินอย่างมีความหมายแต่กลับไม่ได้ถามถึงที่มาของเงินเหล่านี้

            ผางต้าไห่พาเย่เฉินมายังประตูเล็กๆด้านข้างของหอหมื่นสมบัติ

            หลังจากเดินเข้าไปเย่เฉินจึงพบกับห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง ซึ่งเหมือนเป็นอีกโลกหนึ่งมีพื้นที่โดยประมาณยี่สิบจ้าง

            เมื่อไข่มุกวิญญาณส่องสว่างขึ้นเขาจึงเห็นหุ่นเชิดหกตัวยืนสูงตระหง่านอยู่ในห้องเล็กๆ แห่งนี้

            “โอ้ระดับมนุษย์ทั้งนั้น เจ้าลองเลือกดูเองเถอะ!”ผางต้าไห่พูดออกมา พลางทำก้มหน้าก้มตานับสิ่งของในถุงเก็บของของเย่เฉิน

            ผางต้าไห่ไม่จำเป็นต้องบอกเย่เฉินก็เริ่มสำรวจดูด้วยตนเองแล้ว

            หุ่นเชิดสามตัวแรกมีลักษณะเป็นคนหนุ่มสาวทั้งสิ้นยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเหมือนหอกที่ถูกปักไว้ พวกเขาไม่มีการตอบสนองใดๆต่อการเดินเข้ามาของเย่เฉิน

            ปึงปึงปึง!

            เย่เฉินเคาะไปบนตัวของพวกเขาเบาๆและเป็นเหมือนกับตัวนั้นที่อยู่ในสวนผลไม้วิญญาณ ร่างกายของพวกเขามีความแข็งมากทำให้เกิดเสียงกระทบของโลหะ

            หลังจากเดินผ่านหุ่นเชิดทั้งสามตัวนี้เขาก็มายังตรงหน้าของหุ่นเชิดตัวที่สี่

            หุ่นเชิดตัวที่สี่เป็นวัยกลางคนมีความกำยำแข็งแรง มีรูปร่างที่แข็งแรงอย่างไม่มีอะไรเทียบได้มีความสูงกว่าเย่เฉินมาก ทำให้รู้สึกได้ถึงความหนักแน่นและมั่นคงเย่เฉินจึงอดไม่ได้ที่จะเผยความพึงพอใจออกมา

            แต่เขาไม่ได้รีบร้อนที่จะเลือก และมองไปทางหุ่นเชิดตัวที่ห้า

            หุ่นเชิดตัวที่ห้าเป็นหุ่นเชิดวัยชราแม้แต่เส้นผมก็ล้วนเป็นผมหงอก ผิวหน้าก็มีความเหี่ยวย่นอีกอย่างยังมีดวงตาที่เป็นเบ้าลึกทั้งคู่ มองแวบแรกทำให้ตกใจเล็กน้อยหากไม่รู้ก็คงคิดว่าเขาเพิ่งปีนออกมาจากโลงศพอย่างไรอย่างนั้น

            “ข้าไม่เลือกเจ้าหรอก”เย่เฉินพึมพำในใจ เมื่อเทียบกับหุ่นเชิดวัยชรานี้เขาดูหุ่นเชิดวัยกลางคนนั่นแล้วรู้สึกน่ามองกว่า

            ขณะที่พูดอยู่ในใจเขาก็เดินผ่านหุ่นเชิดวัยชราไป และมองไปที่หุ่นเชิดตัวที่หก

            ทันใดนั้นสายตาของเขาก็เปล่งประกาย

            หุ่นเชิดห้าตัวก่อนหน้าไม่ว่าจะอายุน้อยหรืออายุมากกว่าก็ล้วนเป็นบุรุษทั้งสิ้นแต่หุ่นเชิดตัวที่หกนี้กลับเป็นสตรี

            และนางก็ยืนอยู่ที่นั่นราวกับหอกที่อยู่ในชุดสีดำและสวมรองเท้าหุ้มข้อสีดำ สีหน้าไร้ความรู้สึก ดวงตาทั้งคู่ที่มีชีวิตชีวาดูซื่อบื้ออย่างคนไม่ค่อยพูดจา

            แต่เป็นที่กล่าวขวัญกันว่ารูปร่างหน้าตาของนางเปรียบได้กับฉู่ซวนเอ๋อร์

            แม้ว่าจะเป็นหุ่นเชิดแต่นางก็มีแก้มขาวผ่อง และมีใบหน้าประณีตงดงามดั่งกำไลหยกที่วิจิตรผู้ที่กลั่นนางออกมาดูเหมือนจะทุ่มเทอย่างหนักเพื่อให้หน้าตาและรูปร่างที่ได้กลั่นจนถึงขีดสุดหุ่นเชิดที่ยืนอยู่ที่นี่ราวกับรูปปั้นหินแกะสลักที่เสมือนจริง

            “ตัวนี้ไม่เลว”เย่เฉินลูบคาง สิ่งสำคัญที่สุดก็คือพานางกลับไปและการได้เฝ้าดูนางคงจะทำให้เขาอารมณ์ดีไปทั้งวัน

            “เลือกเสร็จแล้วหรือ?” ผางต้าไห่นับเงินเสร็จ และมองไปที่เย่เฉินอย่างไม่สบอารมณ์

            “นางแล้วกัน”เย่เฉินชี้ไปที่หุ่นเชิดสาวงามที่อยู่ตรงหน้าเขา

            เมื่อเห็นเช่นนี้ผางต้าไห่ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยและไอแห้งๆ “หรือเจ้าจะเปลี่ยนเป็นอีกตัวหุ่นเชิดวัยกลางคนนั่นก็ไม่เลวนะ”

            “ทำไมล่ะ”เย่เฉินมองไปที่ผางต้าไห่ด้วยความตื่นตกใจ

            “คุณสมบัติการใช้งานของหุ่นเชิดหญิงสาวตัวนี้ยังไม่สมบูรณ์เท่าไร”

            เย่เฉินเลิกคิ้วและถามเพื่อหยั่งดูท่าที “ท่านบอกว่าคุณสมบัติการใช้งานยังไม่สมบูรณ์หมายความว่าอย่างไร”

            “นางมีแขนเพียงข้างเดียว”

            “จริงหรือ?” เย่เฉินตะลึงและรีบขยับเข้าไปใกล้จึงพบว่าแขนซ้ายของหุ่นเชิดสาวสวยตัวนี้ถูกค้ำไว้ด้วยรากบัว แตะเบาๆ เพียงครั้งเดียวมันก็หลุดลงมาแล้ว

            “เกิดอะไรขึ้น”เย่เฉินมองไปที่ผางต้าไห่ด้วยความประหลาดใจ

            “มันได้รับความเสียหายขณะต่อสู้กับบรรดาศิษย์สำนักในจากนั้นมันจึงถูกขายให้กับหอหมื่นสมบัติของข้า วัสดุสำหรับหลอมหุ่นเชิดหาได้ยากข้าก็เลยทิ้งมันเอาไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นหรือเจ้าจะเปลี่ยนเป็นอีกตัว!”

            “ไม่ได้ข้าอยากได้นาง ในเมื่อมันไม่สมบูรณ์ อย่างนั้นก็ต้องลดราคาให้ข้า”

            “หินวิญญาณห้าหมื่นข้ายังได้มาไม่ครบเลยนะ”ผางต้าไห่ชำเลืองมองเย่เฉิน

            “ตกลง”

            ผางต้าไห่ได้ยื่นยันต์ศักดิ์สิทธิ์แผ่นหนึ่งมา“เอาเลือดและพลังจิตวิญญาณของเจ้าหลอมไว้ในยันต์ศักดิ์สิทธิ์จากนั้นแปะไว้ตรงกึ่งกลางระหว่างคิ้วของหุ่นเชิดนั่น”

            เย่เฉินปฏิบัติตามโดยนำหยดเลือดที่แฝงไปด้วยพลังจิตวิญญาณหยดลงไปบนยันต์ศักดิ์สิทธิ์จากนั้นแปะไว้ที่กึ่งกลางระหว่างคิ้วของหุ่นเชิดตัวนั้น

            ไม่นานยันต์ศักดิ์สิทธิ์นั่นก็เลือนราง และหลอมรวมเข้ากับกึ่งกลางระหว่างคิ้วของหุ่นเชิด

            ทันใดนั้นจิตวิญญาณของเย่เฉินก็สั่นไหว และได้เชื่อมต่อกับหุ่นเชิดตัวนั้นแล้ว

            “ช่างลึกลับจริงๆ”เย่เฉินยิ้มเล็กน้อย “หุ่นเชิดสาวงาม ต่อไปเจ้าก็ต้องมายุ่งอยู่กับข้าแล้ว”

            พูดจบปัดมือเบาๆ แล้วยัดหุ่นเชิดสาวงามลงในถุงเก็บของ

            แต่เขาและผางต้าไห่ไม่ทันได้สังเกตเห็นว่า ขณะที่เขายัดมันลงในถุงเก็บของก็มีแสงแปลกประหลาดแวบผ่านเข้ามายังดวงตาของหุ่นเชิดสาวงามตัวนี้

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน