นี่เป็นครั้งแรกที่หลงเฉินเดินทางเข้าไปในอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูรผ่านภูเขาเดียวดาย เนื่องจากครั้งที่แล้วเป็นเพราะหลิงซีบินไปโดยไม่รู้ทิศทาง เขาจึงไม่รู้ว่าพวกเขาเข้ามาทางไหน
ครั้งที่แล้วที่เขาเข้ามาในอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูร หลงเฉินสามารถรับมือผู้ฝึกยุทธ์ที่บรรลุขอบเขตชีพจรมังกรเพียงขั้นสี่ได้ แต่ในตอนนี้ ความแข็งแกร่งของเขาพัฒนาขึ้นมาก ด้วยวิชาแปลงร่างวิญญาณมังกร เขาพอจะไล่ทันยอดฝีมือที่บรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าได้แล้ว
ด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้ ตราบใดที่หลงเฉินไม่ไปเจอเข้ากับสัตว์อสูรที่ไม่ธรรมดาอย่างอสูรหมาป่ากลืนจันทรา หลงเฉินก็จะไม่ตกอยู่ในอันตราย
ในอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูร แม้แต่สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดก็อยู่ในระดับอำพันขั้นแปด อย่างไรก็ตาม ในภูเขาเดียวดายนั้นแตกต่างออกไป ยิ่งเข้าไปลึกมากเพียงใด สัตว์อสูรก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ความเป็นไปได้ที่สัตว์อสูรทรงพลังจะออกมาเดินเพ่นพ่านนั้นมิอาจหลีกเลี่ยงได้เลย
ยกตัวอย่างเช่นอสูรหมาป่ากลืนจันทราที่พบคราวก่อนก็มิได้อยู่ในส่วนลึกอย่างที่ควรจะเป็น
ดังนั้น ไม่ว่าเขาจะมีความสามารถมากเพียงใดก็ตาม หลงเฉินยังต้องระวังตัวอย่างมาก
ไอหมอกลอยเอื่อยอยู่ทั่วไปในภูเขาเดียวดาย สิ่งที่เห็นได้มีเพียงภูเขาสีเทาและต้นไม้ที่ยืนต้นตายรูปร่างประหลาด บริเวณนี้เป็นพื้นที่รกร้าง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในอากาศ โครงกระดูกของสัตว์ไม่ทราบชนิดสามารถพบเห็นได้ทั่วทุกที่ เมื่อสัมผัสดู โครงกระดูกบางชิ้นที่อยู่มานานก็สลายกลายเป็นเถ้าธุลีไปในชั่วพริบตา
เมื่อต้องเข้ามาในสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง หลิงซีก็รู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย ทีแรกนางอยู่แต่บนไหล่ของหลงเฉิน แต่เมื่อเห็นสภาพความรกร้างเปล่าเปลี่ยวเบื้องหน้า นางก็รีบกลับเข้าไปในกระบี่หลิงซีทันที
“จากแผนที่ เราจะเห็นได้ว่าบริเวณที่พบหญ้าวิญญาณนิมิตนั้นอยู่ตรงชายขอบของอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูร ซึ่งลึกเข้าไปจากบริเวณที่เราเข้ามาเมื่อคราวก่อน พื้นที่ตรงนั้นเรียกว่า ‘ที่ราบสวรรค์พิโรธ’ คงใช้เวลาราวครึ่งวันหากเรารีบไปเสียตั้งแต่ตอนนี้”
หลังจากแน่ใจในทิศทางของเป้าหมายและมีหลิงซีคอยนำทางอย่างระแวดระวัง พวกเขาจะสามารถหลบเลี่ยงสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งได้ หากเป็นสัตว์อสูรที่อ่อนแอ หลงเฉินก็สามารถสู้กับพวกมันได้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่น่าจะพบอุปสรรคใด ๆ ไปตลอดทาง
--- ครึ่งวันผ่านไป ---
“แม้ที่ราบสวรรค์พิโรธจะอยู่ชายขอบของอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูร แต่พื้นที่นั้นก็กว้างใหญ่มาก ข้าสงสัยนักว่าจะมีหญ้าวิญญาณนิมิตหลงเหลืออยู่หรือไม่ พวกเราคงต้องค้นหาให้ทั่วทุกซอกมุม”
“หากหาไม่พบ พวกเราก็ต้องกลับออกไปก่อน ผลกระจัดวิญญาณ...”
หลิงซีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล
“พอเถอะ ยังไม่ทันจะเริ่มค้นหาเจ้าก็พูดว่าเราจะหาไม่พบเสียแล้ว เจ้านี่ไม่มีความทะเยอทะยานเอาเสียเลย”
ภายในอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูร แม้ว่าท้องฟ้าจะมืดครึ้มอยู่ตลอดเวลา แต่ก็มีความแตกต่างระหว่างกลางวันและกลางคืน หากจะพูดไปแล้ว เวลากลางคืนนั้นอันตรายกว่าในเรื่องของทัศนวิสัย
หลงเฉินมองเห็นภูเขาสีดำทะมึนจากระยะไกล แต่ช่างน่าเสียดายที่เวลานี้ดึกดื่นเกินกว่าที่พวกเขาจะเดินทางต่อได้
“เอาล่ะ ต่อให้มีหญ้าวิญญาณนิมิตอยู่จริง คงลำบากหากจะหาพวกมันให้ในเวลากลางคืน เราค่อยค้นหากันต่อพรุ่งนี้เช้าก็แล้วกัน”
หลิงซีต้องใช้จิตของนางสำรวจบริเวณโดยรอบซึ่งทำให้นางต้องสูญเสียพลังวิญญาณไปพอสมควร นางจึงอ่อนล้าอย่างมาก เมื่อหลงเฉินบอกว่าจะหยุดพัก นางจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“ในอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูรมีถ้ำของสัตว์อสูรอยู่ทั่วทุกที ข้าต้องหาถ้ำให้เจอสักที่หนึ่งและจัดการเจ้าตัวที่อยู่ข้างในเสีย พวกเราจะได้ปลอดภัยขึ้น”
เมื่อตัดสินใจแล้วหลงเฉินก็เริ่มออกค้นหา ในเมื่อมีภูเขาอยู่ทั่วทุกที่จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะหาถ้ำให้พบสักแห่ง หลังจากจัดการสัตว์อสูรระดับเหลืองขั้นห้าหรือหกที่อยู่ในถ้ำไปจำนวนหนึ่ง เขาก็ทำความสะอาดพื้นที่ก่อนจะจุดไฟและย่างเนื้อ
ในเวลานั้น หลิงซีผล็อยหลับไปแล้ว
ขณะที่กองไฟเริ่มลุกโชน เสียงกรอบแกรบก็ดังมาจากด้านนอก หลงเฉินยืนขึ้นทันที มีชายสองคนดอดเข้ามาในถ้ำ เมื่อเห็นว่าคนที่อยู่ในถ้ำเป็นเพียงเด็กหนุ่ม พวกเขาก็ถึงกับผงะไป ชายร่างสูงและกำยำคนหนึ่งสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากหนังสัตว์เผยให้เห็นรอยยิ้มชั่วร้าย เขาพูดจาเยาะเย้ย
“เป็นแค่เด็กตัวกระจ้อย แต่กลับกล้าเข้ามาในอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูร เจ้าหนูนี่กล้าหาญไม่ใช่เล่น”
อีกคนเป็นชายร่างผอมบางที่ดูดีมีสกุล เขามองสำรวจหลงเฉินอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยกับชายที่อยู่ข้าง ๆ
“ข้าว่าเขาน่าจะบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเจ็ดแล้วล่ะ หากเขารู้ขีดจำกัดของตนเองสักหน่อย เขาก็น่าจะกลายเป็นยอดฝีมือที่เก่งกล้าในภายภาคหน้า ช่างน่าเสียดายจริง ๆ ...”
จากนั้นพวกเขาก็ไม่ได้มองหลงเฉินอีกและทำราวกับว่าเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ พวกเขาเพิกเฉยต่อหลงเฉินอย่างสิ้นเชิงขณะเดินเข้ามาในถ้ำด้วยท่าทีสบาย ๆ ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ กองไฟที่หลงเฉินเพิ่งก่อขึ้น
หลงเฉินมองพวกเขาพลางแสร้งทำเป็นตกใจกลัว พวกเขาทั้งสองคงสังเกตได้ว่าหลงเฉินอยู่ที่นี่ จึงเข้ามาตรวจสอบดูว่าหลงเฉินแข็งแกร่งมากพอที่จะเป็นภัยต่อพวกเขาหรือไม่ เมื่อพวกเขาพบว่าหลงเฉินน่าจะบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรเพียงขั้นเจ็ด พวกเขาจึงสบายใจที่จะอยู่ในถ้ำแห่งนั้น
‘สองคนนี้บรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแปดและไม่ใช่ศัตรูของข้า เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคงมาที่นี่บ่อย ๆ หากเป็นเช่นนั้น พวกเขาคงจะคุ้นเคยกับที่นี่อย่างมาก ข้าน่าจะใช้โอกาสนี้ถามพวกเขาเกี่ยวกับหญ้าวิญญาณนิมิต ชายสองคนนี้ไม่เหมือนกับไป๋ซื่อตง ข้าอาจจะไม่ต้องใช้ความรุนแรงก็เป็นไปได้ ทว่าพวกนี้ประเมินข้าต่ำเกินไป ข้าก็จะแสร้งทำเป็นขี้ขลาดก็แล้วกัน...’
หลงเฉินแสร้งทำเป็นคนขี้ขลาด เขาขยับเข้าไปหาคนพวกนั้นและเริ่มพูดจาประจบสอพลอ
“ข้าชื่อหลงเฉิน พี่ชายทั้งสองแข็งแกร่งจริง ๆ ข้าชื่นชมพวกท่านมากเลย เป็นเกียรติที่ได้พบพวกท่านในอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูรเช่นนี้ ให้ข้าเรียกพวกเท่านว่าอย่างไรดีล่ะ?”
ชายสองคนนี้คิดว่าหลงเฉินคงจะเป็นนายน้อยผู้หยิ่งจองหองที่พอมีฝีมืออยู่บ้าง แต่พวกเขาไม่คาดคิดว่าหลงเฉินจะมีความอ่อนน้อมถ่อมตนราวกับเด็กรับใช้ เปรียบเปรยดั่งคำกล่าวที่ว่า “อย่าถือโกรธผู้ที่แย้มยิ้ม” หากหลงเฉินไม่พอใจที่พวกเขาเข้ามาในถ้ำ พวกเขาคงจะฆ่าเขาไปแล้ว แต่หลงเฉินกลับต้อนรับพวกเขาด้วยรอยยิ้ม ทำให้พวกเขาไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรต่อไป
เมื่อเห็นดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชมของหลงเฉิน ทั้งสองจึงมองหน้ากัน และชายร่างสูงกำยำก็เอ่ยขึ้น
“ข้าชื่อ เฉินสงโจว และนี่คือ เฟิงหมิงหยาง พวกเรามาจากนครหยวนหลิง”
พวกเขามาจากนครหยวนหลิงนี่เอง! หลงเฉินมีความเคารพยำเกรงนครหยวนหลิงอย่างลึกซึ้ง หมายความว่าเขาสามารถถามเกี่ยวกับนครหยวนหลิงได้เช่นกัน
“พี่เฉินและพี่เฟิง! ดูจากท่าทีของพวกท่านแล้ว เดาว่าพวกท่านคงคุ้นเคยกับอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูรมานานแล้วสินะ ข้าชื่นชมที่พวกท่านสามารถเดินทางไปมาในสถานที่อันตรายได้นานถึงเพียงนี้ ข้าน่ะชอบการผจญภัยมาตั้งแต่เด็ก ครั้งนี้ข้าจึงกล้าเข้ามาในอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูร แต่ก็ไม่คิดเลยว่าต้องมาเจอกับอันตรายมากมาย หากไม่ได้เจอพวกพี่ทั้งสอง ข้าก็ไม่รู้ว่าจะรอดคืนนี้ไปได้อย่างไร”
คำอธิบายของหลงเฉินนั้นเต็มไปด้วยชีวิตชีวา คำพูดของเขาดูจริงใจและยกยอปอปั้นสองคนนั้นด้วยความระมัดระวัง ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ผลดีทีเดียวเมื่อสายตาดูแคลนของพวกเขาเปลี่ยนไปมาก
“ใช่ว่าข้าอยากจะวิจารณ์เจ้าหรอกนะ แต่ด้วยอายุและความแข็งแกร่งของเจ้าในตอนนี้ การเข้ามาในอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูรก็เหมือนกับฆ่าตัวตายนั่นล่ะ”
หลังจากที่เฉินสงโจวพูดจบ เฟิงหมิงหยางก็ลูบเครายาวของตนและวิพากษ์วิจารณ์หลงเฉินด้วยน้ำเสียงของผู้อาวุโส
“เจ้าเด็กนี่เฉลียวฉลาดใช่ย่อย แต่การจะรอดชีวิตอยู่ได้ในยุทธภพนี้น่ะ แค่ความฉลาดอย่างเดียวไม่เพียงพอหรอก หากครั้งนี้เจ้าบังเอิญพบกับผู้อื่นที่ไม่ใช่พวกเรา แน่นอนว่าพวกเขาคงจะปล้นทั้งเงินและชีวิตของเจ้าไปเพราะเห็นว่าเจ้าเป็นแค่เด็ก!”
หลงเฉินพยักหน้ารับอย่างรวดเร็วและพูดว่าตนเองช่างโง่เขลาและหากไม่ได้เจอพี่ชายที่ใจดีทั้งสอง เขาคงต้องตายอยู่ในป่าอันเวิ้งว้างแห่งนี้
แต่หลงเฉินแน่ใจว่าชายสองคนนี้ตั้งใจจะมาฆ่าเขา ซึ่งหากมิใช่เพราะปฏิกิริยาตอบโต้อันเฉลียวฉลาดของเขาเอง ทั้งสองคงลงมือจู่โจมเขาไปแล้ว
หลังจากนั้น หลงเฉินก็ป้อยอพวกเขาไม่หยุดปาก หลังจากเวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ทั้งสองก็เริ่มไม่ระวังตัวเพราะคำสรรเสริญเยินยอของเขา และรู้สึกว่าหลงเฉินเป็นเพียงเด็กที่ฉลาดและมีไหวพริบเท่านั้น
“จริงสิ หลงเฉิน เจ้าอยู่ที่นี่เพราะตั้งใจจะไปยังที่ราบสวรรค์พิโรธงั้นรึ?”
หลงเฉินพยักหน้าและเอ่ยตอบ
“ใช่แล้ว”
เฟิงหมิงหยางพยักหน้าและเอ่ยขึ้น
“ข้าไม่คาดคิดเลยว่าเจ้าเองก็รู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติบริเวณที่ราบสวรรค์พิโรธ ไม่กี่วันที่ผ่านมา พี่เฉินและข้าเฝ้าสำรวจบริเวณนั้นจากด้านนอก แต่จู่ ๆ อุณหภูมิกลับเพิ่มสูงขึ้น ช่างน่าแปลกยิ่งนัก พวกเราจึงไม่กล้าเข้าไปที่นั่นสุ่มสี่สุ่มห้า แต่เจ้ากลับจะเข้าไปตรวจดูทั้ง ๆ ที่เพิ่งบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเจ็ดเท่านั้น ไม่กล้าหาญชาญชัยเกินไปหน่อยรึ?”
หลงเฉินผงะไปทันที หลังจากนั้นครู่หนึ่งเขาก็หัวเราะเจื่อน ๆ
“ข้าไม่อยากจะปิดบังพวกท่านหรอกนะ ตั้งแต่ที่ข้ามายังที่ราบสวรรค์พิโรธ ข้ายังไม่พบว่ามีสิ่งผิดปกติใด ๆ เลย จริง ๆ แล้วข้ามาตามหาหญ้าวิญญาณนิมิต ข้าไม่รู้ว่าพี่ชายทั้งสองจะรู้ว่ามีหญ้าวิญญาณนิมิตอยู่ในที่ราบสวรรค์พิโรธหรือไม่?”
เมื่อได้ยินว่าหลงเฉินไม่รู้เรื่องสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นในที่ราบสวรรค์พิโรธ พวกเขาจึงมีท่าทีหดหู่เพราะพวกเขาได้บอกเรื่องนี้ให้หลงเฉินรู้ไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขานึกขึ้นได้ว่าหลงเฉินบรรลุเพียงขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเจ็ด พวกเขาจึงคิดว่าแม้จะมีสมบัติล้ำค่าในที่ราบสวรรค์พิโรธอยู่จริง หลงเฉินก็คงเอาสมบัตินั่นไปไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกโล่งใจ
‘พวกเขามายังที่ราบสวรรค์พิโรธด้วยเรื่องสมบัติล้ำค่าสินะ พอเห็นว่าข้าเป็นคนนอก พวกเขาจึงกลัวและต้องการฆ่าข้า…’
เป้าหมายของหลงเฉินมีเพียงหญ้าวิญญาณนิมิตเท่านั้น และเขาไม่ต้องการสร้างปัญหาเพิ่ม ดังนั้นเขาจึงรีบบอกพวกเขาไปตามความจริง
เมื่อได้ยินชื่อของ ‘หญ้าวิญญาณนิมิต’ เฟิงหมิงหยางจึงพยักหน้าและเอ่ยขึ้น
“หญ้าวิญญาณนิมิตมีอยู่มากมายในที่ราบสวรรค์พิโรธ พวกเราเคยไปเก็บมาแล้วครั้งหนึ่งและรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน...”
หลงเฉินรู้สึกดีใจมาก เพราะเขาไม่คิดว่าการแสร้งเป็นคนขี้ขลาดจะได้ผลจริง ๆ เขารีบเอ่ยขึ้นทันที
“ไม่ทราบว่าพี่ชายทั้งสองจะพาข้าไปที่นั่นได้หรือไม่?”
ทั้งสองมองหน้ากัน ตอนนี้มีเพียงพวกเขาสองคนที่รู้เรื่องความผิดปกติในที่ราบสวรรค์พิโรธ ความจริงแล้ว เมื่อพวกเขาพบหลงเฉินที่นี่ พวกเขาก็ต้องการฆ่าเขาเสียเพื่อป้องกันเหตุไม่พึงประสงค์ แต่เมื่อเห็นว่าหลงเฉินไร้เดียงสาเพียงใด พวกเขาจึงคิดว่าหลงเฉินอาจจะไม่ใช่คนธรรมดาและไม่กล้าลงมือก่อน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อได้รู้ว่าหลงเฉินไม่สนใจเรื่องความเปลี่ยนแปลงแปลกประหลาด ณ ที่ราบสวรรค์พิโรธ และหลงเฉินยังพูดจายกยอพวกเขาไว้มาก พวกเขาจึงเอ่ยขึ้น
“ก็ได้ พวกเราวางแผนว่าจะออกเดินทางพรุ่งนี้ พาเจ้าไปด้วยก็ได้ แต่ที่ราบสวรรค์พิโรธน่ะ อันตรายอย่างมาก เพราะฉะนั้น หากเจ้าพบหญ้าวิญญาณนิมิตแล้ว เจ้าต้องรีบกลับออกไปทันที มิเช่นนั้นเจ้าได้ตายอยู่ที่นั่นแน่!”
หลังจากได้ยินคำเตือน หลงเฉินก็แสร้งทำเป็นไร้เดียงสาและสำนึกในบุญคุณของพวกเขา
“ขอบคุณพี่ชายทั้งสองมาก หากข้าได้หญ้าวิญญาณนิมิตมาแล้ว ข้าจะตอบแทนพวกท่านอย่างแน่นอน”
หลงเฉินแน่ใจว่าพวกเขาทั้งสองคิดอะไรอยู่ หลังจากที่อยู่มาบนโลกนี้มาถึงสิบหกปี เขาเองก็นับว่าเป็นคนเจ้าเล่ห์เอาการอยู่เหมือนกัน
“ท่านทั้งสองมาจากนครหยวนหลิงสินะ เล่าเรื่องตระกูลหลิงอู่ให้ข้าฟังบ้างได้หรือไม่?”
จู่ ๆ หลงเฉินก็ถามขึ้น เมื่อเห็นว่ายังมีเวลาอีกนานกว่าจะถึงรุ่งสางและพวกเขาก็ไม่มีอะไรทำ เฟิงหมิงหยางจึงเล่าให้ฟัง
“เจ้าเองก็อยากเข้าตระกูลหลิงอู่งั้นรึ? ด้วยอายุและความแข็งแกร่งระดับนี้ เจ้าน่าจะบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าในอีกไม่กี่ปีเท่านั้น”
“พวกท่านก็ต้องการเข้าตระกูลหลิงอู่เช่นกันงั้นรึ?”
เฉินสงโจวพยักหน้า แต่เขาก็ถอนหายใจและเอ่ยขึ้น
“หากเจ้าต้องการเข้าตระกูลหลิงอู่ เจ้าต้องผ่านการทดสอบ หนึ่งในนั้นคือเจ้าต้องมีอายุไม่เกินสามสิบปีและต้องบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรอย่างน้อยก็ขั้นเก้า พวกเราอายุใกล้จะสามสิบแล้ว มันเป็นโอกาสสุดท้ายของพวกเรา หากพวกเราไม่สามารถบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าได้ พวกเราก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าตระกูลหลิงอู่อีกแล้ว”
หลงเฉินรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก ในเมืองพฤกษาหมอก ผู้ที่บรรลุถึงขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าก็นับว่าเป็นยอดคนแล้ว แต่สำหรับตระกูลหลิงอู่ หากต้องการจะเข้าร่วมกับตระกูล ไม่เพียงแต่พวกเขาจะต้องบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าเป็นอย่างต่ำ พวกเขาจะต้องอายุไม่เกินสามสิบปีอีกด้วย ความแตกต่างนี้ช่างยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน
เมื่อเห็นสีหน้าตกใจของหลงเฉิน เฉินสงโจวจึงเอ่ยขึ้น
“พนันได้ว่าเจ้าคงไม่เคยไปที่นครหยวนหลิงมาก่อน เจ้าถึงไม่สามารถจินตนาการได้ว่านครหยวนหลิงนั้นกว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด เปรียบเทียบได้กับประเทศเล็ก ๆ ประเทศหนึ่ง หากนับจากใจกลางเมืองเป็นศูนย์กลาง รัศมีห้าร้อยลี้โดยรอบก็คือพื้นที่ทั้งหมดของนครหยวนหลิง จากทิศตะวันตกไปจนถึงทิศตะวันออกของนครมีระยะทางกว่าหนึ่งพันลี้ ภายในนครหยวนหลิง มีเมืองใหญ่อยู่สองเมืองซึ่งมีขนาดราวหนึ่งในห้าของนครหยวนหลิง หนึ่งในนั้นก็คือเมืองหลิงอู่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของตระกูลหลิงอู่นั่นเอง!”
“ในตระกูลหลิงอู่มีสมาชิกอยู่ถึงสองหมื่นคน และพวกเขาทุกคนต่างบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าขึ้นไป พวกเขาถูกแบ่งออกเป็นคนนอกและคนในตระกูล หากพวกเราผ่านการทดสอบของตระกูลหลิงอู่ พวกเราก็เป็นได้แค่คนนอก นับพันปีมาแล้ว ยอดฝีมือแห่งตระกูลหลิงอู่ต่างก็เป็นผู้ที่สืบทอดสายเลือดมาจากตระกูลของพวกเขาเอง อันที่จริงแล้ว มีแต่คนที่สืบสายเลือดของตระกูลเท่านั้นที่เป็นนับว่าเป็นคนใน บทบาทของพวกเราคือการช่วยเหลือพวกเขา แต่การได้เป็นผู้ช่วยก็นับว่าเป็นเกียรติยศสูงสุดแล้ว”
เมื่อเอ่ยถึงตระกูลหลิงอู่ ทั้งสองดูจะเฝ้าฝันถึงอย่างมาก
หลงเฉินรู้สึกตกใจอยู่ลึก ๆ
‘สองหมื่นคน... และทุกคนบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าขึ้นไปอย่างนั้นหรือ? ข้าไม่เคยคิดเลยว่าตระกูลหลิงอู่จะยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ นครหยวนหลิงเป็นเพียงเมืองใหญ่เมืองหนึ่งในแคว้นชางหยาง แต่กลับกว้างใหญ่ไพศาล เช่นนั้นแล้ว มณฑลว่านกัวกับทวีปมังกรอุทิศที่หลิงซีเคยเอ่ยถึงจะกว้างใหญ่เพียงใด?’
โลกอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ทำให้หลงเฉินรู้สึกว่าตนเองช่างไร้พลังยิ่งนัก
ทันใดนั้น เขาก็จำได้ว่าเซียวหลางเองก็อยู่ในตระกูลหลิงอู่เช่นกัน
‘สงสัยจริงว่าเซียวหลางจะเป็นคนในตระกูลหลิงอู่ หรือเป็นเพียงคนนอก ด้วยความสามารถถึงเพียงนั้น เขาอาจจะเป็นคนในตระกูลก็ได้...’
เวลานี้ เฉินสงโจวพูดขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา
“หากข้าได้เป็นสมาชิกของตระกูลหลิงอู่ คนในตระกูลของข้าก็จะได้รับการปกป้องจากตระกูลหลิงอู่เช่นกัน มันไม่ใช่การปกป้องคุ้มครองที่ผู้เป็นเจ้าเมืองให้เราได้ หากแต่เป็นการส่งยอดฝีมือมาช่วยจัดการกับศัตรูของพวกเรา! และถ้าข้าทำความดีความชอบ ชื่อเสียงเกียรติยศของข้าก็จะยิ่งทะยานสูงขึ้น!”
หลงเฉินจดจำสิ่งที่เฉินสงโจวพูดเอาไว้ในใจ
ในเวลานี้ ความรู้สึกไร้ซึ่งกำลังของเขาอันตรธานหายไปสิ้น เมื่อมีหยกมังกรและแก่นโลหิตสืบทอด หัวใจของเขาจึงเอ่อล้นไปด้วยความมั่นใจ
“หากแก่นโลหิตนี้เป็นของมังกรวิญญาณโลหิตบรรพกาลจริง แล้วข้าจะต้องกลัวสิ่งใด? เพราะมันคือหนึ่งในสิบยอดมังกรบรรพชน...”
************************