เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 48  ที่ราบสวรรค์พิโรธ

    นี่เป็นครั้งแรกที่หลงเฉินเดินทางเข้าไปในอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูรผ่านภูเขาเดียวดาย  เนื่องจากครั้งที่แล้วเป็นเพราะหลิงซีบินไปโดยไม่รู้ทิศทาง เขาจึงไม่รู้ว่าพวกเขาเข้ามาทางไหน

     

    ครั้งที่แล้วที่เขาเข้ามาในอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูร  หลงเฉินสามารถรับมือผู้ฝึกยุทธ์ที่บรรลุขอบเขตชีพจรมังกรเพียงขั้นสี่ได้  แต่ในตอนนี้ ความแข็งแกร่งของเขาพัฒนาขึ้นมาก  ด้วยวิชาแปลงร่างวิญญาณมังกร เขาพอจะไล่ทันยอดฝีมือที่บรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าได้แล้ว

     

    ด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้  ตราบใดที่หลงเฉินไม่ไปเจอเข้ากับสัตว์อสูรที่ไม่ธรรมดาอย่างอสูรหมาป่ากลืนจันทรา หลงเฉินก็จะไม่ตกอยู่ในอันตราย

     

    ในอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูร  แม้แต่สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดก็อยู่ในระดับอำพันขั้นแปด อย่างไรก็ตาม ในภูเขาเดียวดายนั้นแตกต่างออกไป ยิ่งเข้าไปลึกมากเพียงใด  สัตว์อสูรก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น  ความเป็นไปได้ที่สัตว์อสูรทรงพลังจะออกมาเดินเพ่นพ่านนั้นมิอาจหลีกเลี่ยงได้เลย

     

    ยกตัวอย่างเช่นอสูรหมาป่ากลืนจันทราที่พบคราวก่อนก็มิได้อยู่ในส่วนลึกอย่างที่ควรจะเป็น

     

    ดังนั้น ไม่ว่าเขาจะมีความสามารถมากเพียงใดก็ตาม  หลงเฉินยังต้องระวังตัวอย่างมาก

     

    ไอหมอกลอยเอื่อยอยู่ทั่วไปในภูเขาเดียวดาย  สิ่งที่เห็นได้มีเพียงภูเขาสีเทาและต้นไม้ที่ยืนต้นตายรูปร่างประหลาด  บริเวณนี้เป็นพื้นที่รกร้าง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในอากาศ  โครงกระดูกของสัตว์ไม่ทราบชนิดสามารถพบเห็นได้ทั่วทุกที่ เมื่อสัมผัสดู โครงกระดูกบางชิ้นที่อยู่มานานก็สลายกลายเป็นเถ้าธุลีไปในชั่วพริบตา

     

    เมื่อต้องเข้ามาในสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง หลิงซีก็รู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย ทีแรกนางอยู่แต่บนไหล่ของหลงเฉิน แต่เมื่อเห็นสภาพความรกร้างเปล่าเปลี่ยวเบื้องหน้า นางก็รีบกลับเข้าไปในกระบี่หลิงซีทันที

     

    “จากแผนที่ เราจะเห็นได้ว่าบริเวณที่พบหญ้าวิญญาณนิมิตนั้นอยู่ตรงชายขอบของอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูร ซึ่งลึกเข้าไปจากบริเวณที่เราเข้ามาเมื่อคราวก่อน  พื้นที่ตรงนั้นเรียกว่า ‘ที่ราบสวรรค์พิโรธ’ คงใช้เวลาราวครึ่งวันหากเรารีบไปเสียตั้งแต่ตอนนี้”

     

    หลังจากแน่ใจในทิศทางของเป้าหมายและมีหลิงซีคอยนำทางอย่างระแวดระวัง พวกเขาจะสามารถหลบเลี่ยงสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งได้  หากเป็นสัตว์อสูรที่อ่อนแอ หลงเฉินก็สามารถสู้กับพวกมันได้  เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่น่าจะพบอุปสรรคใด ๆ ไปตลอดทาง

     

    --- ครึ่งวันผ่านไป ---

     

    “แม้ที่ราบสวรรค์พิโรธจะอยู่ชายขอบของอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูร แต่พื้นที่นั้นก็กว้างใหญ่มาก ข้าสงสัยนักว่าจะมีหญ้าวิญญาณนิมิตหลงเหลืออยู่หรือไม่ พวกเราคงต้องค้นหาให้ทั่วทุกซอกมุม”

     

    “หากหาไม่พบ พวกเราก็ต้องกลับออกไปก่อน  ผลกระจัดวิญญาณ...”

     

    หลิงซีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

     

    “พอเถอะ  ยังไม่ทันจะเริ่มค้นหาเจ้าก็พูดว่าเราจะหาไม่พบเสียแล้ว เจ้านี่ไม่มีความทะเยอทะยานเอาเสียเลย”

     

    ภายในอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูร  แม้ว่าท้องฟ้าจะมืดครึ้มอยู่ตลอดเวลา แต่ก็มีความแตกต่างระหว่างกลางวันและกลางคืน หากจะพูดไปแล้ว เวลากลางคืนนั้นอันตรายกว่าในเรื่องของทัศนวิสัย

     

    หลงเฉินมองเห็นภูเขาสีดำทะมึนจากระยะไกล แต่ช่างน่าเสียดายที่เวลานี้ดึกดื่นเกินกว่าที่พวกเขาจะเดินทางต่อได้

     

    “เอาล่ะ ต่อให้มีหญ้าวิญญาณนิมิตอยู่จริง คงลำบากหากจะหาพวกมันให้ในเวลากลางคืน เราค่อยค้นหากันต่อพรุ่งนี้เช้าก็แล้วกัน”

     

    หลิงซีต้องใช้จิตของนางสำรวจบริเวณโดยรอบซึ่งทำให้นางต้องสูญเสียพลังวิญญาณไปพอสมควร  นางจึงอ่อนล้าอย่างมาก  เมื่อหลงเฉินบอกว่าจะหยุดพัก นางจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

     

    “ในอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูรมีถ้ำของสัตว์อสูรอยู่ทั่วทุกที ข้าต้องหาถ้ำให้เจอสักที่หนึ่งและจัดการเจ้าตัวที่อยู่ข้างในเสีย พวกเราจะได้ปลอดภัยขึ้น”

     

    เมื่อตัดสินใจแล้วหลงเฉินก็เริ่มออกค้นหา ในเมื่อมีภูเขาอยู่ทั่วทุกที่จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะหาถ้ำให้พบสักแห่ง  หลังจากจัดการสัตว์อสูรระดับเหลืองขั้นห้าหรือหกที่อยู่ในถ้ำไปจำนวนหนึ่ง เขาก็ทำความสะอาดพื้นที่ก่อนจะจุดไฟและย่างเนื้อ 

     

    ในเวลานั้น หลิงซีผล็อยหลับไปแล้ว

     

    ขณะที่กองไฟเริ่มลุกโชน เสียงกรอบแกรบก็ดังมาจากด้านนอก หลงเฉินยืนขึ้นทันที มีชายสองคนดอดเข้ามาในถ้ำ  เมื่อเห็นว่าคนที่อยู่ในถ้ำเป็นเพียงเด็กหนุ่ม พวกเขาก็ถึงกับผงะไป  ชายร่างสูงและกำยำคนหนึ่งสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากหนังสัตว์เผยให้เห็นรอยยิ้มชั่วร้าย  เขาพูดจาเยาะเย้ย

     

    “เป็นแค่เด็กตัวกระจ้อย แต่กลับกล้าเข้ามาในอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูร เจ้าหนูนี่กล้าหาญไม่ใช่เล่น”

     

    อีกคนเป็นชายร่างผอมบางที่ดูดีมีสกุล  เขามองสำรวจหลงเฉินอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยกับชายที่อยู่ข้าง ๆ 

     

    “ข้าว่าเขาน่าจะบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเจ็ดแล้วล่ะ  หากเขารู้ขีดจำกัดของตนเองสักหน่อย เขาก็น่าจะกลายเป็นยอดฝีมือที่เก่งกล้าในภายภาคหน้า ช่างน่าเสียดายจริง ๆ ...”

     

    จากนั้นพวกเขาก็ไม่ได้มองหลงเฉินอีกและทำราวกับว่าเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ  พวกเขาเพิกเฉยต่อหลงเฉินอย่างสิ้นเชิงขณะเดินเข้ามาในถ้ำด้วยท่าทีสบาย ๆ  ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ กองไฟที่หลงเฉินเพิ่งก่อขึ้น

     

    หลงเฉินมองพวกเขาพลางแสร้งทำเป็นตกใจกลัว  พวกเขาทั้งสองคงสังเกตได้ว่าหลงเฉินอยู่ที่นี่  จึงเข้ามาตรวจสอบดูว่าหลงเฉินแข็งแกร่งมากพอที่จะเป็นภัยต่อพวกเขาหรือไม่  เมื่อพวกเขาพบว่าหลงเฉินน่าจะบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรเพียงขั้นเจ็ด  พวกเขาจึงสบายใจที่จะอยู่ในถ้ำแห่งนั้น

     

    ‘สองคนนี้บรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแปดและไม่ใช่ศัตรูของข้า เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคงมาที่นี่บ่อย ๆ หากเป็นเช่นนั้น พวกเขาคงจะคุ้นเคยกับที่นี่อย่างมาก ข้าน่าจะใช้โอกาสนี้ถามพวกเขาเกี่ยวกับหญ้าวิญญาณนิมิต  ชายสองคนนี้ไม่เหมือนกับไป๋ซื่อตง ข้าอาจจะไม่ต้องใช้ความรุนแรงก็เป็นไปได้  ทว่าพวกนี้ประเมินข้าต่ำเกินไป ข้าก็จะแสร้งทำเป็นขี้ขลาดก็แล้วกัน...’

     

    หลงเฉินแสร้งทำเป็นคนขี้ขลาด  เขาขยับเข้าไปหาคนพวกนั้นและเริ่มพูดจาประจบสอพลอ

     

    “ข้าชื่อหลงเฉิน พี่ชายทั้งสองแข็งแกร่งจริง ๆ ข้าชื่นชมพวกท่านมากเลย  เป็นเกียรติที่ได้พบพวกท่านในอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูรเช่นนี้  ให้ข้าเรียกพวกเท่านว่าอย่างไรดีล่ะ?”

     

    ชายสองคนนี้คิดว่าหลงเฉินคงจะเป็นนายน้อยผู้หยิ่งจองหองที่พอมีฝีมืออยู่บ้าง แต่พวกเขาไม่คาดคิดว่าหลงเฉินจะมีความอ่อนน้อมถ่อมตนราวกับเด็กรับใช้  เปรียบเปรยดั่งคำกล่าวที่ว่า “อย่าถือโกรธผู้ที่แย้มยิ้ม” หากหลงเฉินไม่พอใจที่พวกเขาเข้ามาในถ้ำ  พวกเขาคงจะฆ่าเขาไปแล้ว แต่หลงเฉินกลับต้อนรับพวกเขาด้วยรอยยิ้ม  ทำให้พวกเขาไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรต่อไป

     

    เมื่อเห็นดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชมของหลงเฉิน  ทั้งสองจึงมองหน้ากัน และชายร่างสูงกำยำก็เอ่ยขึ้น

     

    “ข้าชื่อ เฉินสงโจว และนี่คือ เฟิงหมิงหยาง  พวกเรามาจากนครหยวนหลิง”

     

    พวกเขามาจากนครหยวนหลิงนี่เอง!  หลงเฉินมีความเคารพยำเกรงนครหยวนหลิงอย่างลึกซึ้ง หมายความว่าเขาสามารถถามเกี่ยวกับนครหยวนหลิงได้เช่นกัน

     

    “พี่เฉินและพี่เฟิง! ดูจากท่าทีของพวกท่านแล้ว  เดาว่าพวกท่านคงคุ้นเคยกับอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูรมานานแล้วสินะ  ข้าชื่นชมที่พวกท่านสามารถเดินทางไปมาในสถานที่อันตรายได้นานถึงเพียงนี้  ข้าน่ะชอบการผจญภัยมาตั้งแต่เด็ก ครั้งนี้ข้าจึงกล้าเข้ามาในอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูร แต่ก็ไม่คิดเลยว่าต้องมาเจอกับอันตรายมากมาย หากไม่ได้เจอพวกพี่ทั้งสอง ข้าก็ไม่รู้ว่าจะรอดคืนนี้ไปได้อย่างไร”

     

    คำอธิบายของหลงเฉินนั้นเต็มไปด้วยชีวิตชีวา  คำพูดของเขาดูจริงใจและยกยอปอปั้นสองคนนั้นด้วยความระมัดระวัง   ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ผลดีทีเดียวเมื่อสายตาดูแคลนของพวกเขาเปลี่ยนไปมาก

     

    “ใช่ว่าข้าอยากจะวิจารณ์เจ้าหรอกนะ  แต่ด้วยอายุและความแข็งแกร่งของเจ้าในตอนนี้  การเข้ามาในอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูรก็เหมือนกับฆ่าตัวตายนั่นล่ะ”

     

    หลังจากที่เฉินสงโจวพูดจบ  เฟิงหมิงหยางก็ลูบเครายาวของตนและวิพากษ์วิจารณ์หลงเฉินด้วยน้ำเสียงของผู้อาวุโส

     

    “เจ้าเด็กนี่เฉลียวฉลาดใช่ย่อย  แต่การจะรอดชีวิตอยู่ได้ในยุทธภพนี้น่ะ แค่ความฉลาดอย่างเดียวไม่เพียงพอหรอก หากครั้งนี้เจ้าบังเอิญพบกับผู้อื่นที่ไม่ใช่พวกเรา  แน่นอนว่าพวกเขาคงจะปล้นทั้งเงินและชีวิตของเจ้าไปเพราะเห็นว่าเจ้าเป็นแค่เด็ก!”

     

    หลงเฉินพยักหน้ารับอย่างรวดเร็วและพูดว่าตนเองช่างโง่เขลาและหากไม่ได้เจอพี่ชายที่ใจดีทั้งสอง เขาคงต้องตายอยู่ในป่าอันเวิ้งว้างแห่งนี้

     

    แต่หลงเฉินแน่ใจว่าชายสองคนนี้ตั้งใจจะมาฆ่าเขา  ซึ่งหากมิใช่เพราะปฏิกิริยาตอบโต้อันเฉลียวฉลาดของเขาเอง  ทั้งสองคงลงมือจู่โจมเขาไปแล้ว

     

    หลังจากนั้น หลงเฉินก็ป้อยอพวกเขาไม่หยุดปาก  หลังจากเวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ทั้งสองก็เริ่มไม่ระวังตัวเพราะคำสรรเสริญเยินยอของเขา  และรู้สึกว่าหลงเฉินเป็นเพียงเด็กที่ฉลาดและมีไหวพริบเท่านั้น

     

    “จริงสิ  หลงเฉิน เจ้าอยู่ที่นี่เพราะตั้งใจจะไปยังที่ราบสวรรค์พิโรธงั้นรึ?”

     

    หลงเฉินพยักหน้าและเอ่ยตอบ

     

    “ใช่แล้ว”

     

    เฟิงหมิงหยางพยักหน้าและเอ่ยขึ้น

     

    “ข้าไม่คาดคิดเลยว่าเจ้าเองก็รู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติบริเวณที่ราบสวรรค์พิโรธ  ไม่กี่วันที่ผ่านมา พี่เฉินและข้าเฝ้าสำรวจบริเวณนั้นจากด้านนอก  แต่จู่ ๆ อุณหภูมิกลับเพิ่มสูงขึ้น  ช่างน่าแปลกยิ่งนัก  พวกเราจึงไม่กล้าเข้าไปที่นั่นสุ่มสี่สุ่มห้า  แต่เจ้ากลับจะเข้าไปตรวจดูทั้ง ๆ ที่เพิ่งบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเจ็ดเท่านั้น ไม่กล้าหาญชาญชัยเกินไปหน่อยรึ?”

     

    หลงเฉินผงะไปทันที หลังจากนั้นครู่หนึ่งเขาก็หัวเราะเจื่อน ๆ 

     

    “ข้าไม่อยากจะปิดบังพวกท่านหรอกนะ  ตั้งแต่ที่ข้ามายังที่ราบสวรรค์พิโรธ  ข้ายังไม่พบว่ามีสิ่งผิดปกติใด ๆ เลย  จริง ๆ แล้วข้ามาตามหาหญ้าวิญญาณนิมิต ข้าไม่รู้ว่าพี่ชายทั้งสองจะรู้ว่ามีหญ้าวิญญาณนิมิตอยู่ในที่ราบสวรรค์พิโรธหรือไม่?”

     

    เมื่อได้ยินว่าหลงเฉินไม่รู้เรื่องสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นในที่ราบสวรรค์พิโรธ  พวกเขาจึงมีท่าทีหดหู่เพราะพวกเขาได้บอกเรื่องนี้ให้หลงเฉินรู้ไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม  เมื่อพวกเขานึกขึ้นได้ว่าหลงเฉินบรรลุเพียงขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเจ็ด   พวกเขาจึงคิดว่าแม้จะมีสมบัติล้ำค่าในที่ราบสวรรค์พิโรธอยู่จริง  หลงเฉินก็คงเอาสมบัตินั่นไปไม่ได้อยู่ดี  ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกโล่งใจ

     

    ‘พวกเขามายังที่ราบสวรรค์พิโรธด้วยเรื่องสมบัติล้ำค่าสินะ  พอเห็นว่าข้าเป็นคนนอก พวกเขาจึงกลัวและต้องการฆ่าข้า…’

     

    เป้าหมายของหลงเฉินมีเพียงหญ้าวิญญาณนิมิตเท่านั้น และเขาไม่ต้องการสร้างปัญหาเพิ่ม  ดังนั้นเขาจึงรีบบอกพวกเขาไปตามความจริง

     

    เมื่อได้ยินชื่อของ ‘หญ้าวิญญาณนิมิต’ เฟิงหมิงหยางจึงพยักหน้าและเอ่ยขึ้น

     

    “หญ้าวิญญาณนิมิตมีอยู่มากมายในที่ราบสวรรค์พิโรธ  พวกเราเคยไปเก็บมาแล้วครั้งหนึ่งและรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน...”

     

    หลงเฉินรู้สึกดีใจมาก  เพราะเขาไม่คิดว่าการแสร้งเป็นคนขี้ขลาดจะได้ผลจริง ๆ เขารีบเอ่ยขึ้นทันที

     

    “ไม่ทราบว่าพี่ชายทั้งสองจะพาข้าไปที่นั่นได้หรือไม่?”

     

    ทั้งสองมองหน้ากัน  ตอนนี้มีเพียงพวกเขาสองคนที่รู้เรื่องความผิดปกติในที่ราบสวรรค์พิโรธ  ความจริงแล้ว เมื่อพวกเขาพบหลงเฉินที่นี่ พวกเขาก็ต้องการฆ่าเขาเสียเพื่อป้องกันเหตุไม่พึงประสงค์ แต่เมื่อเห็นว่าหลงเฉินไร้เดียงสาเพียงใด  พวกเขาจึงคิดว่าหลงเฉินอาจจะไม่ใช่คนธรรมดาและไม่กล้าลงมือก่อน  ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อได้รู้ว่าหลงเฉินไม่สนใจเรื่องความเปลี่ยนแปลงแปลกประหลาด ณ ที่ราบสวรรค์พิโรธ  และหลงเฉินยังพูดจายกยอพวกเขาไว้มาก  พวกเขาจึงเอ่ยขึ้น

     

    “ก็ได้ พวกเราวางแผนว่าจะออกเดินทางพรุ่งนี้  พาเจ้าไปด้วยก็ได้  แต่ที่ราบสวรรค์พิโรธน่ะ อันตรายอย่างมาก   เพราะฉะนั้น หากเจ้าพบหญ้าวิญญาณนิมิตแล้ว เจ้าต้องรีบกลับออกไปทันที มิเช่นนั้นเจ้าได้ตายอยู่ที่นั่นแน่!”

     

    หลังจากได้ยินคำเตือน หลงเฉินก็แสร้งทำเป็นไร้เดียงสาและสำนึกในบุญคุณของพวกเขา

     

    “ขอบคุณพี่ชายทั้งสองมาก  หากข้าได้หญ้าวิญญาณนิมิตมาแล้ว ข้าจะตอบแทนพวกท่านอย่างแน่นอน”

     

    หลงเฉินแน่ใจว่าพวกเขาทั้งสองคิดอะไรอยู่  หลังจากที่อยู่มาบนโลกนี้มาถึงสิบหกปี  เขาเองก็นับว่าเป็นคนเจ้าเล่ห์เอาการอยู่เหมือนกัน

     

    “ท่านทั้งสองมาจากนครหยวนหลิงสินะ  เล่าเรื่องตระกูลหลิงอู่ให้ข้าฟังบ้างได้หรือไม่?”

     

    จู่ ๆ หลงเฉินก็ถามขึ้น  เมื่อเห็นว่ายังมีเวลาอีกนานกว่าจะถึงรุ่งสางและพวกเขาก็ไม่มีอะไรทำ  เฟิงหมิงหยางจึงเล่าให้ฟัง

     

    “เจ้าเองก็อยากเข้าตระกูลหลิงอู่งั้นรึ? ด้วยอายุและความแข็งแกร่งระดับนี้ เจ้าน่าจะบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าในอีกไม่กี่ปีเท่านั้น”

     

    “พวกท่านก็ต้องการเข้าตระกูลหลิงอู่เช่นกันงั้นรึ?”

     

    เฉินสงโจวพยักหน้า  แต่เขาก็ถอนหายใจและเอ่ยขึ้น

     

    “หากเจ้าต้องการเข้าตระกูลหลิงอู่ เจ้าต้องผ่านการทดสอบ หนึ่งในนั้นคือเจ้าต้องมีอายุไม่เกินสามสิบปีและต้องบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรอย่างน้อยก็ขั้นเก้า  พวกเราอายุใกล้จะสามสิบแล้ว  มันเป็นโอกาสสุดท้ายของพวกเรา  หากพวกเราไม่สามารถบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าได้  พวกเราก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าตระกูลหลิงอู่อีกแล้ว”

     

    หลงเฉินรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก ในเมืองพฤกษาหมอก ผู้ที่บรรลุถึงขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าก็นับว่าเป็นยอดคนแล้ว แต่สำหรับตระกูลหลิงอู่ หากต้องการจะเข้าร่วมกับตระกูล ไม่เพียงแต่พวกเขาจะต้องบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าเป็นอย่างต่ำ  พวกเขาจะต้องอายุไม่เกินสามสิบปีอีกด้วย  ความแตกต่างนี้ช่างยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน

     

    เมื่อเห็นสีหน้าตกใจของหลงเฉิน  เฉินสงโจวจึงเอ่ยขึ้น

     

    “พนันได้ว่าเจ้าคงไม่เคยไปที่นครหยวนหลิงมาก่อน  เจ้าถึงไม่สามารถจินตนาการได้ว่านครหยวนหลิงนั้นกว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด เปรียบเทียบได้กับประเทศเล็ก ๆ ประเทศหนึ่ง หากนับจากใจกลางเมืองเป็นศูนย์กลาง  รัศมีห้าร้อยลี้โดยรอบก็คือพื้นที่ทั้งหมดของนครหยวนหลิง  จากทิศตะวันตกไปจนถึงทิศตะวันออกของนครมีระยะทางกว่าหนึ่งพันลี้ ภายในนครหยวนหลิง มีเมืองใหญ่อยู่สองเมืองซึ่งมีขนาดราวหนึ่งในห้าของนครหยวนหลิง หนึ่งในนั้นก็คือเมืองหลิงอู่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของตระกูลหลิงอู่นั่นเอง!”

     

    “ในตระกูลหลิงอู่มีสมาชิกอยู่ถึงสองหมื่นคน  และพวกเขาทุกคนต่างบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าขึ้นไป  พวกเขาถูกแบ่งออกเป็นคนนอกและคนในตระกูล  หากพวกเราผ่านการทดสอบของตระกูลหลิงอู่  พวกเราก็เป็นได้แค่คนนอก  นับพันปีมาแล้ว ยอดฝีมือแห่งตระกูลหลิงอู่ต่างก็เป็นผู้ที่สืบทอดสายเลือดมาจากตระกูลของพวกเขาเอง  อันที่จริงแล้ว มีแต่คนที่สืบสายเลือดของตระกูลเท่านั้นที่เป็นนับว่าเป็นคนใน  บทบาทของพวกเราคือการช่วยเหลือพวกเขา  แต่การได้เป็นผู้ช่วยก็นับว่าเป็นเกียรติยศสูงสุดแล้ว”

     

    เมื่อเอ่ยถึงตระกูลหลิงอู่ ทั้งสองดูจะเฝ้าฝันถึงอย่างมาก

     

    หลงเฉินรู้สึกตกใจอยู่ลึก ๆ 

     

    ‘สองหมื่นคน... และทุกคนบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าขึ้นไปอย่างนั้นหรือ?  ข้าไม่เคยคิดเลยว่าตระกูลหลิงอู่จะยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้  นครหยวนหลิงเป็นเพียงเมืองใหญ่เมืองหนึ่งในแคว้นชางหยาง  แต่กลับกว้างใหญ่ไพศาล เช่นนั้นแล้ว มณฑลว่านกัวกับทวีปมังกรอุทิศที่หลิงซีเคยเอ่ยถึงจะกว้างใหญ่เพียงใด?’

     

    โลกอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ทำให้หลงเฉินรู้สึกว่าตนเองช่างไร้พลังยิ่งนัก

     

    ทันใดนั้น เขาก็จำได้ว่าเซียวหลางเองก็อยู่ในตระกูลหลิงอู่เช่นกัน

     

    ‘สงสัยจริงว่าเซียวหลางจะเป็นคนในตระกูลหลิงอู่ หรือเป็นเพียงคนนอก ด้วยความสามารถถึงเพียงนั้น เขาอาจจะเป็นคนในตระกูลก็ได้...’

     

    เวลานี้ เฉินสงโจวพูดขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา

     

    “หากข้าได้เป็นสมาชิกของตระกูลหลิงอู่  คนในตระกูลของข้าก็จะได้รับการปกป้องจากตระกูลหลิงอู่เช่นกัน  มันไม่ใช่การปกป้องคุ้มครองที่ผู้เป็นเจ้าเมืองให้เราได้  หากแต่เป็นการส่งยอดฝีมือมาช่วยจัดการกับศัตรูของพวกเรา!  และถ้าข้าทำความดีความชอบ ชื่อเสียงเกียรติยศของข้าก็จะยิ่งทะยานสูงขึ้น!”

     

    หลงเฉินจดจำสิ่งที่เฉินสงโจวพูดเอาไว้ในใจ

     

    ในเวลานี้ ความรู้สึกไร้ซึ่งกำลังของเขาอันตรธานหายไปสิ้น  เมื่อมีหยกมังกรและแก่นโลหิตสืบทอด  หัวใจของเขาจึงเอ่อล้นไปด้วยความมั่นใจ

     

    “หากแก่นโลหิตนี้เป็นของมังกรวิญญาณโลหิตบรรพกาลจริง  แล้วข้าจะต้องกลัวสิ่งใด? เพราะมันคือหนึ่งในสิบยอดมังกรบรรพชน...”

     

    ************************