ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 82 ทางกลับบ้าน

            “ท่านหั่วเอ๋อร์หัวราชสีห์ชิ้นนี้ไม่ได้ให้ฟรีนะท่าน!” หลินหยางแสยะยิ้มราวกับนางจิ้งจอก

            หั่วเอ๋อร์ที่ปากคาบหัวสิงโตเอาไว้ก็พูดขึ้นมาว่า “ป้าเจ้าสิ! เจ้าหลินอี้น้อยฝากไว้ก่อนเถอะ ไว้ข้ากินของที่เจ้าเก็บเอาไว้หมดเมื่อไหร่ละก็ข้าจะโบกเจ้าให้ปลิวไปซะ แล้วหนีไปซะเลย!”

            “อย่างนั้นก็รอกินหมดก่อนค่อยว่ากันทีหลัง...”หลินหยางยิ้มเหี้ยมออกมา ถือโอกาสตอนที่หั่วเอ๋อร์ยังไม่สามารถต่อต้านเข้าได้ทำสัญญาไม่เป็นธรรมกับเจ้าตัวตะกละนี่

            จากนั้นหนึ่งคนหนึ่งนกก็พากันเข้าไปในห้อง

            สิบนาทีต่อมา ก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นมาจากข้างในห้องจากนั้นหั่วเอ๋อร์ที่กำลังคาบหัวสิงโตไว้ในปากก็เดินจากไปพร้อมกับตะโกนด่าหลินหยางไปเจ็ดชั่วโคตร

            ในมือของหลินหยางก็มีขนนกสีแดงสดเพิ่มขึ้นมาอีกสามชิ้น

            ขนเพลิงของปี้ฟัง

            ขนของหั่วเอ๋อร์ที่เป็นถึงปี้ฟังหนึ่งในสิบสัตว์อสรูเทวะยุคโบราณ ขนของมันแต่ละเส้นล้วนสร้างมาจากพลังชีวิตของตัวมันเองเป็นชิ้นส่วนที่เกิดจากเปลวเพลิงอันเข้มข้นกลั่นกรองออกมาเรื่องคุณภาพของมันนั้นไม่ต้องเป็นห่วงเลย

            หลินหยางต้องอดทนสุดความสามารถเพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอถอนขนหั่วเอ๋อร์จนหมดขนาดดึงออกมาแค่สามชิ้น หั่วเอ๋อร์ก็สูญเสียพลังไปไม่น้อยแล้ว

            แต่มันได้หัวราชสีห์ไปกินแล้ว ก็น่าจะพอถัวเฉลี่ยได้บ้างแถมมันยังทำข้อตกลงกับหลินหยางไว้แล้วด้วยต่อจากนี้ก็สามารถเอาพวกซากสัตว์อสูรสุดแข็งแกร่งทั้งหลายที่เขามีอยู่ไปแลกกับขนนกอัคคีของมันได้

            แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหล่าบรรพบุรุษของปี้ฟังถ้ารู้ว่าลูกหลานตัวเองเป็นเจ้าตัวตะกละแบบนี้แล้วจะโมโหจนอกแตกตายรึเปล่า

            ช่างมันเถอะ

            พอหลินหยางได้รับปีกนกอัคคีทั้งสามชิ้นนี้มาแล้ว ก็สามารถแก้ไขปัญหาของการสลักอักษรได้แล้ว

            จากนั้นเขาก็ผลึกไฟหลีหั่วขนาดประมาณสองเมตรออกมาจากนั้นก็ใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อหลอมมันให้ละลายกลายเป็นสารละลาย แล้วก็ฝึกซ้อมกับวัตถุดิบธรรมดาก่อนประมาณสิบรอบและค่อยเริ่มทำการสลักอักษรลงปีกนกอัคคีจริงๆ

            ผ่านไปราวครึ่งชั่วยามในที่สุดก็สามารถทำสำเร็จได้ตามที่ตั้งเป้าไว้

            ในมือของหลินหยางตอนนี้มีขนนกที่กำลังเปล่งประกายสวยงามออกมาอยู่สามชิ้น

            แต่ละชิ้นล้วนมีตัวอักษรประหลาดที่เปล่งแสงสีแดงเข้มออกมาตัวอักษรที่ถูกเขียนขึ้นจนสมบูรณ์แล้วนั้นมีพลังธาตุไฟจำนวนมหาศาลแฝงอยู่ พอสังเกตดูดีๆ แล้วก็พบว่ามันกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาเหมือนหินแม็กม่าที่ไหลลงมาจากภูเขาไฟ

            ขนนกอัคคีที่สร้างขึ้นมาจากพลังชีวิตของปี้ฟังเมื่อรวมกับพลังของอักษรระเบิดที่ถูกเขียนขึ้นจนสมบูรณ์แล้วมันจะสามารถปลดปล่อยพลังอันน่ากลัวออกมาได้มหาศาลขนาดไหน

            มันคือสุดยอดอาวุธสังหารที่แข็งแกร่งจนเหนือธรรมชาติไปแล้วถึงแม้จะมีแค่สามชิ้นก็ตาม แต่เมื่อพวกมันได้ปลดปล่อยพลังออกมาละก็ผลลัพธ์จะต้องสะเทือนฟ้าสะเทือนดินแน่ๆ

            หลินหยางยิ้มอย่างพอใจ

            ดูท่าทางการมาที่ราชอาณาจักรโล่ยื่อแห่งนี้จะได้ผลลัพธ์เหนือความคาดหมายกว่าเดิมเยอะเลยแค่พู่กันสลักอักษรด้ามนี้ก็เพียงพอที่จะช่วยทำให้เขาแข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่าแล้ว

            เมื่อรวมกับดาบเฟิ่งอู่ที่หลินหยางเพิ่งสร้างสำเร็จอีกทั้งยังได้เรียนรู้เคล็ดวิชาเพลงดาบศักดิ์สิทธิ์ “เฟิ่งอู่หวงหลี” อีกในเวลาสั้นๆ แค่หนึ่งเดือน ความสามารถของเขานั้นได้โดดสูงขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับลูกธนูพุ่งออกจากคันศร

            หลินหยางในตอนนี้ ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับเทพยุทธ์หลินไป๋ชวนที่ชอบมองเหยียดทุกสิ่งนั่นเขาก็มั่นใจว่าสามารถต่อกรกับมันได้แล้วอย่างแน่นอน

            แต่เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีทางเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นหลินหยางยังต้องใช้ชุดเกราะราชันเหล็กขาวอยู่

            สถานการณ์ในอาณาจักรชูอวิ๋นค่อนข้างซับซ้อนหลินหยางต้องการจะเหยียบเฉินเฉาเกอให้ตายคาเท้าของตัวเองเพื่อการนั้นแล้วเขาต้องมีพลังที่มากพอเสียก่อน

            สามวัน

            รออีกแค่สามวัน วัตถุดิบที่สั่งไว้ก็จะส่งมาถึงเมื่อถึงตอนนั้นหลินหยางก็จะกลับไปที่อาณาจักรชูอวิ๋นและเริ่มสร้างสุดยอดชุดเกราะระดับราชันนั่นทันที

            ขั้นตอนการสร้างชุดเกราะชิ้นนี้ค่อนข้างจะยุ่งยากเสียทั้งแรงกาย เสียทั้งเวลา ต่อให้ทักษะการช่างของหลินหยางจะเหนือฟ้าก็ตามแต่ก็ต้องให้เหล่านักการช่างคนอื่นๆ ของตระกูลเวินช่วยเหลือด้วย

            แต่เมื่อทำเสร็จเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็จะเป็นเวลาที่เขาจะคิดบัญชีกับคนบัดซบเฉินเฉาเกอนั่นเสียที!

            ..................................

            หลังจบงานใหญ่ที่จัดขึ้นปีละครั้งของเมืองฮุยยื่อแล้วก็ถึงเวลาที่เหล่าประชาชนของเมืองจะออกมาพูดคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว

            เรื่องที่ถูกพูดถึงเยอะมากที่สุด ย่อมต้องเป็นเรื่องของห้องรับรองระดับแผ่นดินหมายเลขสิบหกสุดลึกลับนั่นอยู่แล้ว

            สิ่งที่พวกเขาสนใจมากที่สุดก็คือพวกหมายเลขสิบหกนั่นเป็นใครมาจากไหนกันแน่ถึงกับสามารถเอาชนะสองตระกูลใหญ่นั่นได้

            อย่างไรก็ตามข่าวลือนั้นสามารถแพร่ไปได้ทั้งเร็วและไกลราวกับสายลมที่ไม่มีสิ่งใดสามารถขวางกั้นได้

            ไม่นาน สมาคมการค้าตระกูลจ้าวจ้าวเหวินชางก็กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่มีชื่อเสียงของเมืองฮุยยื่อไปแล้ว

            และในตอนที่ผู้คนกำลังตามสืบเรื่องราวต่างๆ ของจ้าวเหวินชางอย่างบ้าคลั่งอยู่นั่นเองสามวันหลังจากจบงานประมูลไป ก็มีข่าวสารที่ทำให้ทั้งเมืองฮุยยื่อถึงกับสั่นสะเทือนไปทั่วถูกปล่อยออกมา

            หนึ่งในผู้นำด้านการค้าของเมืองฮุยยื่ออย่างหอฟ้าสมุทรได้ทำการประกาศอย่างเป็นทางการว่าพวกเขาจะร่วมมือกันกับสมาคมการค้าตระกูลจ้าวโดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อเปิดตลาดใหม่ขึ้น

            ซึ่งตระกูลจ้าวตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นสุดขีด

            ตระกูลระดับสามธรรมดาๆ ที่ได้รับความช่วยเหลือจากหอฟ้าสมุทรก็เหมือนกับได้เป็นพวกกับกลุ่มพันธมิรการค้าใต้หล้าแล้ว อีกไม่นานตระกูลจ้าวก็จะสามารถขึ้นเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ที่เกิดใหม่ในอาณาจักรโล่ยื่อแล้ว

            ไม่มีใครรู้ว่าทำไมหอฟ้าสมุทรถึงตัดสินใจแบบนี้

            พวกเขารู้แค่ว่า หนึ่งในเถ้าแก่ระดับสี่ดาวของหอฟ้าสมุทรเทพแห่งความรู้และความร่ำรวย จ้าวกงอวิ๋นได้มาเยือนที่คฤหาสน์ตระกูลจ้าวด้วยตัวเอง นอกจากจะมาส่งของขวัญให้แล้วยังมาประกาศข้อความให้ผู้คนได้รับรู้ด้วยว่า

            “นับตั้งแต่นี้ไป สมาคมการค้าตระกูลจ้าวเปรียบเสมือนพี่น้องของหอฟ้าสมุทรเราผู้ใดบังอาจรังแกพวกท่านเท่ากับว่ามันคิดตั้งตนเป็นศัตรูกับพันธมิตรการค้าใต้หล้าของเรา!”

            คำพูดประโยคนี้ดึงเอาตระกูลจ้าวขึ้นสูงเทียมฟ้าแทบจะทันทีอีกทั้งยังเป็นเหมือนกับกำแพงคุ้มกันภัยที่มองไม่เห็นให้กับตระกูลจ้าวด้วยเมื่อมีกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังแล้วก็จะไม่มีใครกล้าคิดร้ายกับตระกูลจ้าวอีก

            นอกเสียจาก...

            พวกตระกูลซ่างกวัน

            ..................................

            กลางดึกคืนนั้น

            ภายในปราสาทขนาดใหญ่ของตระกูลซ่างกวัน เสียงถอนหายใจดังขึ้นจนทำให้คนรอบข้างสะดุ้งขึ้นมา

            หึ!

            สีหน้าของซ่างกวันอวิ๋นนั้นหม่นหมอง อารมณ์ไม่ดีอย่างมาก

            ที่จริงคืนนี้เป็นคืนที่พวกเขาตระกูลซ่างกวันวางแผนไปจัดการพวกตระกูลจ้าวแต่เมื่อตอนเช้าดันเกิดเรื่องที่ทำให้แผนการนี้ต้องเหลวไป

            ซ่างกวันอวิ๋นไม่ว่าอย่างไรก็คิดไม่ตก หอฟ้าสมุทรทำไมถึงยอมไปร่วมมือกับตระกูลระดับสามแบบนั้น

            แต่ก็เพราะอย่างนี้ทำให้เขาพอจะเข้าใจเหตุผลได้แล้วว่าทำไมตระกูลเล็กๆ อย่างตระกูลจ้าวถึงได้สามารถเหยียบย่ำพวกเขาตระกูลซ่างกวันจนตายคาที่ในงานประมูลได้พวกพันธมิตรการค้าใต้หล้าต้องอยู่เบื้องหลังพวกมันแน่นอน

            ด้วยสถานการณ์แบบนี้ คนของตระกูลซ่างกวันคงจะเคลื่อนไหวอะไรอีกไม่ได้แล้ว

            ความแค้นที่ซ่างกวันอวิ๋นได้รับในงานประมูลนั้นคงทำได้แค่กลืนมันลงท้องไป แล้วปล่อยให้มันสลายกลายเป็นตดออกมา สำหรับคนที่หยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีแบบเขาแล้วความพ่ายแพ้ครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่าอับอายที่สุดในชีวิตเขาเลย

            ในขณะที่ซ่างกวันอวิ๋นกำลังข่มความโกรธอยู่นั่นเอง อยู่ๆ ก็มีคนๆหนึ่งวิ่งเข้ามาหาจากด้านนอกด้วยความเร่งรีบโดยมาพร้อมกับข่าวสารที่ทำเอาผู้คนทั้งหมดตกตะลึง...

            เมื่อครู่นี้เอง เจ้าที่ปรึกษาคนใหม่ของตระกูลจ้าวที่แซ่หลินนั้นเพิ่งออกจากคฤหาสน์ไปตัวคนเดียวมุ่งหน้าไปทางนอกเมืองเสียด้วย!

            “ข่าวนี้ถูกต้องแน่นอนใช่ไหม!”

            ช่วงสามวันที่ผ่านมานี้ ตระกูลซ่างกวันได้ทำการรวบรวมข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับพวกตระกูลจ้าวมาในจำนวนมหาศาลและจากข้อมูลล่าสุดที่ได้มานั้น การที่อยู่ๆ สมาคมการค้าตระกูลจ้าวจะพุ่งทะยานขึ้นมาได้ขนาดนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับที่ปรึกษาลึกลับที่เรียกกันว่า ที่ปรึกษาหลิน ผู้นั้นด้วยแน่ๆ

            ซ่างกวันอวิ๋นยังรู้สึกได้ด้วยว่าคนที่มันกวนประสาทเขาในงานประมูลเมื่อวันก่อนจะต้องไปเด็กเวรแซ่หลินนั่นด้วยเช่นกัน!

            ในเวลาแบบนี้... ไอ้เวรนั่นยังกล้าออกไปนอกเมืองคนเดียวอีกหรือ?

            รนหาที่ตายซะแล้ว!!

            ผู้ที่รีบมารายงานข่าวนั้นคุกเข่าลงต่อหน้าซ่างกวันอวิ๋นพร้อมกับกล่าวต่อไปว่า“ถูกต้องแน่นอนขอรับนายน้อยยอดฝีมือที่พวกเราส่งไปสืบข้อมูลพวกตระกูลจ้าวนั้น ตอนนี้ยังสะกดรอยตามเจ้าที่ปรึกษาหลินนั่นอยู่ด้วยสามารถแจ้งตำแหน่งให้ทราบได้ตลอดเวลา”

            “ทำได้ดีมาก!” ซ่างกวันอวิ๋นเผยอยิ้มขึ้นที่มุมปาก“ไปเชิญ ‘ผู้อาวุโสอัคคีพิโรธ’ มาซะ ให้เขาพาสมุนฝีมือดีไปด้วย จับเป็นเจ้าที่ปรึกษานั่นมาให้ข้า”

            “ขอรับ!” สมุนที่มารายงานข่าวตอบรับคำแล้วจึงจากไป

            สีหน้าของซ่างกวันอวิ๋นตอนนี้ดูอำมหิตอย่างเห็นได้ชัด

            ผู้อาวุโสอัคคีพิโรธคือหนึ่งในสี่ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงประจำตระกูลซ่างกวันความสามารถของเขานั้นแข็งแกร่งกว่าซ่างกวันอวิ๋นประมาณหนึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดของระดับอวิ้นหลิงขั้นต้น

            การที่ซ่างกวันอวิ๋นส่งคนที่แข็งแกร่งขนาดนั้นออกไปก็เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีทางเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นอย่างแน่นอน

            หลังจากจับเจ้าที่ปรึกษาอะไรนั่นมาได้แล้วละก็ เขาจะค่อยๆ ทรมานอีกฝ่ายเพื่อให้มันคืนของที่แย่งประมูลไปพวกนั้นกลับคืนมาถ้ามันไม่มีให้ละก็ หึ!

            เขาจะทำให้มันต้องรู้สึกเสียใจที่เกิดเป็นมนุษย์เลยคอยดู!!

            ..................................

            ขณะเดียวกันนั้นเองอีกสองขุมอำนาจใหญ่ที่มาสืบข้อมูลตระกูลจ้าวด้วยเช่นกันนั้น ก็ได้ข่าวว่าที่ปรึกษาหลินผู้นั้นกำลังจะออกจากเมือง

            ณ ห้องทำงานของเถ้าแก่ระดับสี่ดาวในหอฟ้าสมุทร

            สองเถ้าแก่ใหญ่ระดับสี่ดาวกวันสี และจ้าวกงอวิ๋นกำลังนั่งหันหน้าเข้าหากันอยู่

            จ้าวกงอวิ๋นที่กำลังขมวดคิ้วแน่นก็กล่าวขึ้นมาเบาๆ ว่า “ที่ปรึกษาหลินผู้นี้นี่ช่างใจกล้าเหลือเกินหรือว่าเขาไม่รู้ว่าตระกูลซ่างกวันกำลังจับจ้องไปที่ตระกูลจ้าวอยู่ตลอดเวลาน่ะ?ทำไมถึงกล้าออกไปนอกเมืองกลางดึกแบบนี้...”

            ฝั่งตรงข้ามเขานั้น

            กวันสีที่กำลังลูบเครายาวของตัวเองอยู่ก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ที่ปรึกษาหลินผู้นี้คงมีเหตุผลให้ต้องออกไปกระมังแต่ตัวเขาที่ยังอยู่แค่ในระดับเซียนเทียน แถมยังออกไปคนเดียวอีก เกรงว่าคงไปได้ไม่ไกลมากนักก็จะถูกพวกตระกูลซ่างกวันตามจับได้แล้วแน่ๆ...”

            จ้าวกงอวิ๋นตอบว่า “เถ้าแก่ดาวม่วงฝากไว้ก่อนจะกลับไปที่สำนักงานใหญ่ว่าจะต้องรักษาปกป้องความปลอดภัยของตระกูลจ้าวและที่ปรึกษาหลินเอาไว้ให้ได้ข้าว่าเจ้าควรจะออกไปดูด้วยตัวเองจะดีกว่านะ”

            “อย่างนั้นก็ได้” กวันสีลุกขึ้นยืน“ถ้าเช่นนั้นข้าไปเลยก็แล้วกัน”

            “เรื่องนี้เราจะช้าไม่ได้!”

            จากนั้น ฝ่ายหอฟ้าสมุทรก็ได้ส่งคนกลุ่มหนึ่งออกไปโดยรีบรุดหน้าไปทางทิศที่หลินหยางอยู่

            ..................................

            ภายในห้องนอนอันหรูหรางดงามห้องหนึ่ง ณ พระราชวังของราชอาณาจักรโล่ยื่อ

            หัวหน้าผู้ช่วยผู้มีนามว่าเซี่ยนั้นกำลังรับคำสั่งจากสตรีนางหนึ่งที่แต่งกายสวยงาม

            เจ้าหญิงที่อยู่ในห้องรับรองหมายเลขหนึ่งเมื่อวันก่อนนั้น นางได้เปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าสำหรับออกงานที่ดูหรูหราและสง่างามแล้วก็ยิ่งงทำให้ความงดงามของนางที่แต่เดิมก็สวยงามมากพออยู่แล้วยิ่งดูสวยมากขึ้นไปอีกจนยากที่จะจ้องมองตรงๆ ได้

            สีหน้าของเจ้าหญิงผู้นี้ดูเหมือนว่ากำลังคิดหาทางเล่นสนุกอยู่พร้อมกับดูข่าวที่นางได้มาในมือแล้วยิ้มเบาๆพูดออกมาว่า

            “เอ๋? ที่ปรึกษาลึกลับนั่นคิดจะไปไหนคนเดียวล่ะนี่... มันยังอยู่แค่ระดับเซียนเทียนเองนะหรือว่ามันคิดจะไปจากอาณาจักรนี้ทั้งอย่างนั้นเลย คิดง่ายเกินไปรึเปล่า...”

            ประโยคสั้นๆ แค่ไม่กี่คำก็แสดงให้เห็นแล้วว่า องค์หญิงผู้นี้ใช้เวลาสามวันที่ผ่านมาในการสืบค้นข้อมูลของตระกูลจ้าวและหลินหยางเสียละเอียดยิบขนาดระดับความสามารถของหลินหยางยังถูกสืบมาได้อย่างถูกต้องชัดเจน

            หัวหน้าผู้ช่วยเซี่ยชายชราผู้อยู่เคียงข้างเจ้าหญิงตลอดเวลานั้น ค่อยๆ กล่าวขึ้นมาว่า

            “องค์หญิง จะให้ข้าพาคนไปคุ้มกันไหม...”

            “อืม ก็ดี” ภายในดวงตากลมโตของเจ้าหญิงน้อยเปล่งประกายออกมาจนงดงามยากหาสิ่งใดเทียบ“แต่ว่านะท่านเซี่ย ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ต้องลงมือช่วยเหลือเขาหรอกรอดูวิธีจัดการปัญหาของเจ้าหนุ่มแซ่หลินนั่นก่อน”

            “ขอรับ ข้าเข้าใจแล้ว” พวกของหัวหน้าผู้ช่วยเซี่ยเดาได้ทันทีว่าองค์หญิงของพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่

            นี่เป็นบททดสอบบทหนึ่ง

            ผลการทดสอบครั้งนี้จะเป็นตัวตัดสินว่า ที่ปรึกษาหลินผู้นี้มีคุณสมบัติพอที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแผนการใหญ่ที่เกี่ยวพันธ์ถึงอนาคตของราชอาณาจักรโล่ยื่อแห่งนี้หรือไม่

            หัวหน้าผู้ช่วยเซี่ยรีบออกไปรวบรวมเหล่ายอดฝีมือมาจำนวนหนึ่งจากนั้นก็มุ่งหน้าไปทางที่หลินหยางอยู่

            การกระทำแบบกะทันหันของหลินหยางนี่เอง ทำให้มียอดฝีมือหลายคนที่ถูกดึงดูดให้ไปหาเขาพร้อมกันในค่ำคืนอันมืดมิดนี้

            ..................................

            จากราชอาณาจักรโลยื่อไปยังอาณาจักรชูอวิ๋นนั้นระยะทางยาวนับล้านลี้ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ระบบข่นส่งเฉพาะทางช่วยถึงจะสามารถเดินทางไปหากันได้

            ทำให้เส้นทางกลับไปอาณาจักรชูอวิ๋นของหลินหยางนั้นถูกจำกัดเอาไว้เขาจำเป็นต้องใช้บริการขนส่งของเมืองฮุยยื่อเพื่อเดินทางไปยังเมืองที่อยู่ตรงชายแดนของราชอาณาจักรอย่างเมืองชางโจวจากนั้นต้องเดินต่อจากเมืองชางโจวไปที่เมืองที่ตั้งอยู่ตรงชายแดนของอาณาจักรชูอวิ๋นอย่างเมืองชิงเฟิง โดยใช้เวลาหนึ่งแล้วจึงใช้บริการขนส่งอีกครั้งจากเมืองชิงเฟิงเพื่อกลับไปที่เมืองอวิ๋นเฉิง

            และในระหว่างเมืองชางโจวและเมืองชิงเฟิงนั้นเป็นเทือกเขาที่ค่อนข้างแห้งแล้งกันดาร ต่างจากราชอาณาจักรโล่ยื่อที่เขียวชอุ่มเป็นอย่างมาก

            เช้าวันต่อมา

            หลินหยางที่กำลังก้าวท้าวเดินแต่ละก้าวอย่างต่อเนื่องอย่างสบายใจอยู่นั้นก็ได้มาถึงสถานีขนส่งของเมืองชางโจวแล้ว