ย้อนเวลาท่องยุทธภพ (meb e-book2เล่มจบ)

    บทที่ 32 การประลองยังไม่จบ

    ร่างเล็กเดินออกมาจากลานประลองอย่างงงงวย อย่าว่าแต่นางเลย แม้แต่คนอื่นๆก็พากันงงไปด้วยเช่นกัน อาจารย์เฒ่ารีบกวักมือเรียกข้าให้เข้าไปหาเขา ข้าจึงรีบเดินเข้าไปหาอาจารย์อย่างรวดเร็ว“เจ้าตามข้ามา พลังปราณของเจ้าต้องถูกเติมเต็มอยู่ตลอดเวลา เข้าใจหรือไม่?” อาจารย์เฒ่ากล่าวเชิงกำชับ“เข้าใจเจ้าค่ะ” ไม่นานนักก็มีเสียงฝีเท้าของคนสองคนเดินตรงเข้ามา เป็นจ้าวหลิวและหมิงซินนั่นเอง
    “รอบต่อไปหมิงซินลงประลอง ท่านอาจารย์อยู่ดูหมิงซินเถิดขอรับ ส่วนเรื่องพลังปราณธาตุของหลี่หลินเดี๋ยวข้าจะจัดการเอง”จ้าวหลิวเอ่ยขึ้นพร้อมๆกับดันร่างของอาจารย์เฒ่าไปยังทิศทางของหมิงซิน“ถูกอย่างที่อาหลิวกล่าวขอรับ หากในสนามประลองไม่มีอาจารย์ประจำกลุ่มคอยนั่งดูก็จะถูกตัดสิทธิ์ทันทีเลยนะขอรับ”อาจารย์เฒ่าหันมองหลี่หลินและหมิงซินสลับกันไปมาจนกระทั่งเด็กสาวเอ่ยปาก“ท่านอาจารย์ไปอยู่ดูหมิงซินเถิดเจ้าค่ะ ทางนี้มีอาหลิวอยู่คงไม่มีปัญหาอะไร”“ตามใจเจ้า”อาจารย์เฒ่าถอนหายใจ
    สนามประลองที่เมื่อครู่เต็มไปด้วยความมึนงงและเงียบสงัด บัดนี้ความครึกครื้นเริ่มกลับมาแล้ว ดังนั้นการประลองในรอบถัดไปจึงเริ่มขึ้นอย่างรวดเร็วรอบนี้เป็นหมิงซินและเด็กสาวจากกลุ่มเก้านามว่าชิงอิ๋ง รูปร่างของนางน่ารักจิ้มลิ้มและมีเสน่ห์เป็นอย่างมาก แต่ถึงแม้ว่าคู่ต่อสู้ของเขาจะเป็นเด็กผู้หญิง เขาก็จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด หมิงซินและชิงอิ๋งทำความเคารพและรอจนกระทั่งเสียงสัญญาณจากระฆังได้ดังขึ้นทันทีที่เสียงระฆังดังขึ้น เด็กสาวก็ก้าวเท้าออกเดินอย่างเชื่องช้าทว่าความเร็วนั้นกลับตรงกันข้าม นางออกเดินเพียงสี่ก้าวก็สัมผัสตัวของหมิงซินได้แล้ว ชิงอิ๋งร่ายคาถาธาตุไฟอยู่ในใจ ในระหว่างที่นางสัมผัสเข้ากับร่างของหมิงซินนั้นก็พลันเกิดเปลวไฟเล็กๆลุกไหม้ที่ชายเสื้อคลุมของเขาหมิงซินผงะเล็กน้อยแต่ก็ยังคงสีหน้าให้เรียบนิ่งได้เป็นอย่างดี หมิงซินและชิงอิ๋งต่อสู้กันโดยใช้พลังปราณธาตุเป็นหลัก เพราะต่างฝ่ายต่างถนัดทางด้านพลังลมปราณเสียมากกว่าวรยุทธ
    ส่วนเรื่องการดูดซับปราณธาตุนั้นทั้งสองก็ไม่มีปัญหาใดๆ สู้ไปก็ดูดซับปราณธาตุไปแบบสบายๆและก็เป็นอีกคู่ที่มีฝีมือการต่อสู้ทัดเทียมกันมากแต่ช่างน่าเสียดายที่สาวน้อยชิงอิ๋งโคจรลมปราณในร่างไม่ทัน ดังนั้นจึงส่งผลให้เส้นลมปราณในบางจุดฉีกขาดและต่อสู้ต่อไปไม่ไหว ดังนั้นการประลองครั้งนี้เป็นหมิงซินที่ชนะอาจารย์เฒ่ายิ้มร่าและบีบนวดบนไหล่สองข้างของหมิงซินด้วยความเป็นห่วง ส่วนหมิงซินเองก็มิได้ขัดขืนใดๆทั้งสิ้น ในห้องเรียนอาคารไม้หลังเก่า ร่างของเด็กชายและเด็กหญิงนั่งใกล้ๆกันเพื่อทำอะไรบางอย่าง ใบหน้าเด็กหญิงขึ้นสีแดงราวกับลูกตำลึง อาภรณ์และไรผมของทั้งคู่ต่างก็เปียกปอนไปด้วยเม็ดเหงื่อ“ข้าเจ็บนะ รีบๆเอามันออกไปได้แล้ว!” เสียงตวาดไม่พอใจของเด็กสาวดังลั่นไปทั่วทั้งห้อง“นี่! อย่าส่งเสียงดังจะได้หรือไม่? หากมีคนอื่นมาเจอเข้าจะทำอย่างไร!?” จ้าวหลิวพูดไปก็ใช้มือของตนปิดเข้าที่ปากเล็กๆนั่นไปด้วยเด็กสาวที่พยายามเปล่งวาจาและประโยคที่ไม่พอใจทั้งหลายก็ดิ้นไปดิ้นมา ส่งผลให้มีเสียงที่ดังอู้อี้เล็ดลอดออกมาจากฝ่ามือของจ้าวหลิว
    ร่างเล็กไม่สนใจและพยายามออกแรงดิ้นจนมือของจ้าวหลิวหลุดพ้นจากปากของตน หลี่หลินสูดเอาอากาศเข้าไปเฮือกหนึ่งก่อนจะยอมจำนนทนนั่งรับความเจ็บปวดเหล่านั้นเข้าไป“หายใจเข้าลึกๆหลังจากนั้นก็ค่อยๆโคจรมันอย่างช้าๆ”เด็กสาวทำตามคำพูดของเด็กหนุ่มอย่างว่าง่าย เมื่อครู่ที่จ้าวหลิวแปะยันต์ดูดซับพลังปราณไปที่หลังของหลี่หลินโดยที่นางไม่ทันได้ตั้งตัว ก็พลันทำให้นางรู้สึกโกรธขึ้นมาแต่ยังไม่ทันได้ตะโกนด่าทอเขา ความรู้สึกเจ็บปวดก็พรั่งพรูไปทั่วทั้งแผ่นหลัง ความรู้สึกที่ราวกับถูกฝ่าเท้านับร้อยนับพันกระทืบอยู่นั้น ข้ารู้สึกไม่ชอบเอาเสียเลยเมื่อทนรับกับความเจ็บปวดที่ได้รับไม่ไหว ข้าก็ร้องตะโกนให้จ้าวหลิวรีบดึงแผ่นยันต์ออกไป ร่างกายของข้าดูดซับปราณธาตุเข้ามามากมาย ทำให้โคจรและแยกแยะปราณธาตุไม่ทัน จึงเป็นเหตุให้ปราณธาตุจำนวนหนึ่งพิฆาตกันอยู่ภายในร่างและทำให้ข้าหายใจไม่ออกขึ้นมาอย่างกะทันหัน
    จ้าวหลิวอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้เหมือนกันที่เห็นหลี่หลินตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น แต่ถ้าหากให้ดึงยันต์ออกกะทันหันก็จะทำให้ปราณธาตุคลุ้มคลั่งและวิ่งชนกันมั่วไปหมดนั่นเอง อีกเหตุผลนั้นก็คือแผ่นยันต์มีจำกัด หากดึงแผ่นเก่าออกแล้วจะไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีกหนหนึ่งดังนั้นจ้าวหลิวจึงเรียกสติของนางกลับมาและเริ่มชักนำให้นางค่อยๆโคจรพลังปราณธาตุและกำหนดลมหายใจเข้าออกช้าๆ เพื่อทำให้อาการหายใจไม่ออกของนางทุเลาลง เมื่อการดูดซับพลังปราณธาตุสิ้นสุดลง ร่างของหลี่หลินก็รู้สึกราวกับว่าไม่มีเรี่ยวแรงขึ้นมา ดังนั้นนางจึงได้ของีบหลับไปพักใหญ่โชคดีที่ทั้งหลี่หลินและจ้าวหลิวมิได้มีการประลองในเร็วๆนี้ เพราะจะต้องรอรอบคัดเลือกจบลงและเข้าสู่รอบตัดสินและจบการประลอง หลังจากการประลองจบลงแล้วแผนผังลำดับก็จะปรากฏขึ้นบนแท่นหินแผ่นใหญ่แผ่นนั้น และศิษย์ที่เข้ารอบตัดสินได้ก็จะมีโอกาสถูกรับเลือกเป็นศิษย์ของปรมาจารย์ขุนเขาทั้งห้า
    การประลองดำเนินมาเรื่อยๆจนถึงวันตัดสิน ศิษย์นับพันคนต่างดิ้นรนต่อสู้เพื่อคว้าชัยชนะมา ทุกคนล้วนแต่หวังว่าจะได้เข้าสู่รอบตัดสิน ในรอบคัดเลือกจะทำการประลองจนได้ผู้ชนะหนึ่งร้อยคน และในรอบตัดสินก็จะเหลือเพียงสิบคนเท่านั้น ส่วนศิษย์ที่พ่ายแพ้ไปตั้งแต่รอบคัดเลือกก็จะต้องกลายเป็นลูกศิษย์อยู่ที่ขุนเขาบูรพาไปอีกสามปีและแข่งประลองกันอีกครั้ง
    ในที่นั่งระดับพิเศษก็ได้มีร่างของปรมาจารย์ทั้งสี่นั่งชมด้วยความเบื่อหน่าย นั่นเพราะพวกเขายังไม่เจอใครที่ต้องตาต้องใจเสียที เว้นเพียงเฮ่อเหลียนหลิวที่ได้เพ่งเล็งไปยังจ้าวหลิวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว“ระยะหลังๆมานี้ศิษย์ที่มีพรสวรรค์ช่างมีจำนวนลดลงจนเหลือเพียงหยิบมือเดียว...ช่างน่าตกใจยิ่งนัก” ปรมาจารย์ไท่สูซือเอ่ยขึ้นมาลอยๆ“นั่นสิ...การเฟ้นหาศิษย์ของพวกเราจึงได้ล่าช้าลงกว่าเดิม” ปรมาจารย์จ้งซุนอวิ้นเอ่ยอย่างเห็นด้วย ก่อนจะตามมาด้วยเสียงถอนหายใจที่น่าผิดหวังของทั้งสามปรมาจารย์ฉางซุนปิ้งที่เห็นเฮ่อเหลียนหลิวมีสีหน้าแจ่มใสจึงได้เอ่ยถามออกไป “ท่านเฮ่อเหลียนหลิวมีศิษย์ที่หมายตาเอาไว้แล้วหรือ?”เฮ่อเหลียนหลิวไม่ตอบเพียงแต่หัวเราะน้อยๆตอบกลับไปฉางซุนปิ้งเองเมื่อเห็นว่าเฮ่อเหลียนหลิวไม่อยากจะเสวนากับตนจึงได้เริ่มนิ่งเงียบและยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ
    เวลาของการประลองก็ยังคงดำเนินไปด้วยความเบื่อหน่ายของเหล่าปรมาจารย์ ศิษย์นับพันกว่าคนก็เริ่มลดจำนวนลงจนบางตาแล้ว จนถึงตอนนี้ก็เริ่มทำให้ปรมาจารย์ทั้งสามต่างผิดหวังและเริ่มตัดสินใจว่าการประลองหนนี้ตนอาจจะไม่คัดศิษย์เข้าขุนเขาแต่ทว่าเจ้าขุนเขาบูรพาที่เดินออกมาจากตำหนักหลักก็ปรากฏกายออกมา เขาเตรียมจะนั่งลงในลานที่นั่งพิเศษ เหล่าอาจารย์ในขุนเขาบูรพาจึงรีบเร่งนำโต๊ะ เก้าอี้และน้ำชามาวางเพิ่มอีกที่หนึ่งรวมเป็นหกที่นั่ง ทันใดนั้นเจ้าขุนเขาบูรพาก็พลันกล่าวออกมาอย่างรู้ทันว่า“ยังเหลือการประลองรอบตัดสิน...พวกท่านจะรีบด่วนตัดสินใจไปไยเล่า?” ปรมาจารย์ทั้งสามต่างก็มีสีหน้าที่เบื่อหน่ายเล็กน้อยก่อนจะยอมรอชมการประลองในรอบนั้น
    จากหลักพันลดเหลือหลักร้อย จากหลักร้อยลดเหลือหลักสิบ ศิษย์ที่ได้เข้ารอบการประลองในครั้งนี้เริ่มบางตาลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อศิษย์พี่เห็นว่าได้จำนวนตามที่ต้องการแล้วนั้นก็เริ่มประกาศวันประลองในรอบตัดสินทันที “ในที่สุดการประลองในรอบคัดเลือกก็ดำเนินมาจนถึงจุดสิ้นสุด และครบตามกำหนดการประลองสามวันพอดี ดังนั้นพรุ่งนี้ศิษย์ทุกคนจะได้รับวันพักผ่อนและเริ่มการประลองรอบตัดสินในมะรืนนี้”สิ้นเสียงประกาศจากศิษย์พี่ใหญ่แล้ว เหล่าศิษย์น้อยทั้งหลายก็พากันทยอยไปพักผ่อนทันที เนื่องด้วยผลจากการต่อสู้อย่างหนักติดต่อกันที่ทำให้ร่างกายของทุกคนต่างอ่อนล้ากันไปหมด
    ศิษย์ทุกคนเมื่อได้ดื่มด่ำกับวันหยุดพักผ่อนจนหายล้ากันแล้ว ในที่สุดวันนี้ก็เป็นศึกตัดสินรอบสุดท้าย ในรอบนี้ยังคงใช้ป้ายไม้สุ่มเหมือนเดิม คู่แรกที่จับได้เป็นหลิ่งเหวินกับหลี่หลินในครั้งนี้ข้ารู้สึกประหม่าเป็นอย่างมาก หากเอาแต่วิ่งหนีและหลบการโจมตีไปเรื่อยๆคงไม่ดีแน่ ดังนั้นต่อให้สวนการโจมตีตอบโต้ออกไป ไม่ว่าจะโดนหรือไม่แต่นั่นก็คงจะถือว่าเป็นการต่อสู้แล้วกระมัง?อาจารย์เฒ่า เฟิงมี่ หมิงซินและจ้าวหลิวต่างก็มาให้กำลังใจเด็กสาวตัวน้อยที่ได้ขึ้นประลองเป็นคนแรก เฟิงมี่ยังคงบาดเจ็บอยู่ ดังนั้นหมิงซินจึงคอยช่วยเหลือนางอยู่ข้างๆไม่ห่าง อาการตื่นกลัวในหนแรกกลับมาอีกครั้ง ถ้าหากว่าต้องบาดเจ็บปางตายเช่นคนอื่นๆ แม้ว่าจะไม่ตายแต่มันก็คงทรมานมากเช่นกัน
    อาจารย์เฒ่ายกมือขึ้นลูบหัวเล็กๆของนางด้วยความเอ็นดู ก่อนจะส่งยิ้มอบอุ่นไปให้“ที่ข้าฝึกสอนเจ้าเอาไว้ จงงัดมันออกมาใช้ให้เต็มที่นะเด็กน้อย”“เจ้าค่ะ!” ทุกๆคนต่างก็รู้ว่านางกลัวคู่ต่อสู้คนนี้เป็นที่สุด เพราะว่าหลิ่งเหวินเชี่ยวชาญปราณธาตุเป็นอย่างมาก มากถึงขนาดที่ต่อให้เขาครอบครองเพียงธาตุเดียวเขาก็สามารถล้มหลี่หลินได้โดยที่ตัวเองไม่บาดเจ็บเลยสักนิดเดียว
    หลี่หลินและหลิ่งเหวินทำความเคารพกันเสร็จ พร้อมๆกับที่เสียงระฆังดังขึ้นมาพอดิบพอดี หลิ่งเหวินเป็นฝ่ายที่เริ่มโจมตีขึ้นมาก่อน นั่นเพราะเขามั่นใจมากว่าหลี่หลินจะไม่ยอมเริ่มก่อนเป็นแน่ หลิ่งเหวินร่ายคาถาธาตุไม้และน้ำโจมตีใส่หลี่หลิน แต่ทว่าหลี่หลินตัวเล็กและความเร็วในการหลบหลีกการโจมตีก็รวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ
    ร่างเล็กขึ้นเหยียบกระบี่และเหาะหลบการโจมตีไปมาอย่างคล่องแคล่ว ดูเหมือนว่าวันนี้เจ้ากระบี่จอมขี้แกล้งของนางจะยอมร่วมมือกับนางเป็นอย่างดี ข้างหลังของหลี่หลินมีรากไม้ขนาดใหญ่และมีปลายแหลมกำลังพุ่งมาทางด้านหลังของนาง ทันใดนั้นแสงสีทองก็สว่างวาบปกคลุมไปทั่วทั้งร่างของเด็กสาว แสงสว่างนั้นได้ทำการปัดป้องรากไม้ปลายแหลมออกไปให้ห่างจากตัวของนางเป็นธาตุทองที่สร้างเกราะให้นางนั่นเอง หลี่หลินชะงักเล็กน้อยเนื่องจากว่านางยังไม่ได้ร่ายคาถาสร้างเกราะป้องกันขึ้นมาเลยแม้แต่วินาทีเดียว แต่เหตุใดธาตุทองจึงได้สร้างเกราะที่ทรงประสิทธิภาพนี้ขึ้นมาเองกันนะ?ไม่ได้มีเพียงหลี่หลินที่ชะงัก แม้แต่หลิ่งเหวินเองก็ชะงักไปด้วย เกราะที่สร้างขึ้นจากธาตุทองเป็นคาถาที่ยากและยาวมากๆ มีน้อยคนนักที่จะสามารถร่ายออกมาได้ทันเวลาดังเช่นเมื่อครู่ แต่ก็...คงมาได้แค่นี้กระมัง? หลิ่งเหวินเริ่มร่ายคาถาเปลี่ยนให้น้ำกลายเป็นมีดน้ำแข็งมากมายพุ่งไปที่ร่างของนางคมมีดน้ำแข็งปะทะเข้ากับเกราะของธาตุทองก็ทำให้ไอความเย็นปกคลุมไปทั่วทั้งเกราะ ส่งผลให้บดบังทัศนียภาพรอบๆด้าน เมื่อภาพตรงหน้าไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ จึงทำให้หลี่หลินสูญเสียการทรงตัวจากกระบี่และร่วงหล่นลงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว
    ทว่าผู้ที่มีสติชัดแจ้งย่อมตั้งหลักได้ดี หลี่หลินรีบร่ายคาถาธาตุลมมาโอบล้อมร่างกายของตนทันที ทันใดนั้นสายลมอันอ่อนโยนก็ได้โอบล้อมร่างเล็กนั่นไว้ สายลมนี้ก็ค่อยๆนำพาร่างของหลี่หลินลงสู่พื้นด้วยความนิ่มนวล หลิ่งเหวินไม่ย่อท้อยังคงร่ายคาถาธาตุไม้และน้ำโจมตีใส่ข้ารุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนข้าก็ได้แต่วิ่งหลบเพราะหวาดกลัวและตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก สภาพของข้าและเขาในตอนนี้จึงไม่ต่างจากแมววิ่งไล่จับหนูมากนัก
    ในขณะที่ทุกคนกำลังนั่งชมการประลองอยู่นั้น ร่างของชายหนุ่มที่งดงามราวกับภาพวาดก็ปรากฏขึ้นพร้อมๆกับเทพนกกระเรียน เขามุ่งตรงไปยังที่นั่งที่ถูกตระเตรียมเอาไว้ทางด้านหน้าของตำหนักหลัก ปรมาจารย์แห่งขุนเขาทั้งสี่แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาของตนมากเท่าใดนัก เทพเซียนบรรพกาลอย่างอวี่เหวินหนิงฉินรึ? เทพเซียนเช่นเขาจะยอมออกมาปรากฏกายได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้เลยอย่างนั้นหรือ?โลกนี้กำลังจะถึงกาลอวสานอย่างแท้จริงแล้วกระมัง? มิอยากจะเชื่อเลยจริงๆว่าเทพเซียนบรรพกาลที่เอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในขุนเขาของตนเองจะมีวันที่ได้ออกมาสู่โลกภายนอกเช่นนี้...
    อวี่เหวินหนิงฉินค่อยๆนั่งลงยังที่นั่งของตน ก่อนจะจดจ้องไปยังเด็กสาวในลานประลองโดยไม่ละสายตา “ฟางเจียวเฟย...”“ขอรับ”ทันทีที่ฟางเจียวเฟยขานรับ อวี่เหวินหนิงฉินก็ร่ายคาถากักเก็บเสียงของตนและฟางเจียวเฟยทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ความลับรั่วไหลออกไปเข้าหูของผู้อื่น“กำไลหยกที่เจ้ามอบให้นางก็แตกสลายไปแล้ว...เหตุใดพลังที่แท้จริงของนางยังไม่ปรากฏขึ้นมาอีก?” เห็นได้ชัดว่าอวี่เหวินหนิงฉินกำลังอารมณ์ไม่ดีเป็นอย่างมาก เพราะเขาได้คาดหวังผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่ผนึกพลังในกำไลหยกแตกสลายไปแล้วฟางเจียวเฟยปากคอสั่น มิรู้ว่าจะตอบเทพเซียนบรรพกาลผู้นี้ว่าอย่างไร
    “ท่านเทพเซียนบรรพกาลโปรดใจเย็นลงหน่อยเถิด ที่พลังของนางยังไม่ยอมปรากฏออกมาอาจจะมาจากสาเหตุอื่นนะขอรับ...”“พูดต่อ”“เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ข้าน้อยได้ยินข่าวมาว่าแม่นางน้อยผู้นั้นถูกมารในผนึกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส หากนางได้แผลถึงขั้นบาดเจ็บสาหัสแล้ว ข้าน้อยเกรงว่าบนร่างของนางอาจจะมีปานโลหิตติดค้างอยู่บนร่างขอรับ ปานนั้นจะคอยขัดขวางมิให้พลังที่แท้จริงของนางปรากฏออกมา...” ฟางเจียวเฟยหยุดพูดไปและรินน้ำชาให้กับอวี่เหวินหนิงฉินอวี่เหวินหนิงฉินรับถ้วยชาและยกขึ้นจิบอย่างเงียบๆ แต่สายตาก็ยังจดจ้องไปที่ร่างเล็กนั่นเหมือนเดิม
    “ซึ่งปานโลหิตนั้นมิใช่ว่ามารหรืออสูรตนอื่นๆจะสร้างขึ้นมาและประทับบนร่างของผู้ใดก็ได้ แต่ปานโลหิตจะถูกประทับบนร่างของผู้ที่เหล่ามารและอสูรมีความแค้นกับคนผู้นั้นเป็นอย่างมาก ถ้าหากให้ข้าเดาแล้ว ก็มีความเป็นไปได้ว่ามารในผนึกอาจจะรู้ตัวตนที่แท้จริงของแม่นางน้อยแล้วเป็นแน่”“เช่นนั้นจะมีวิธีลบล้างปานโลหิตหรือไม่?”“มีแน่นอนขอรับ หากแม่นางน้อยได้รับเอาพลังที่บริสุทธิ์มากๆเข้าไปในร่างจำนวนหนึ่งก็จะช่วยชำระล้างปานโลหิตนั้นได้” อวี่เหวินหนิงฉินขมวดคิ้วขึ้นเป็นปมราวกับกำลังขบคิดอะไรบางอย่างอยู่ภายในใจ เขาไม่ได้เอ่ยปากถามฟางเจียวเฟยต่อหลังจากนั้นจึงได้คลายคาถากักเก็บเสียงออกไป
    หลี่หลินและหลิ่งเหวินต่างก็เริ่มเหนื่อยหอบ หลิ่งเหวินที่โจมตีไปเรื่อยๆก็เริ่มที่จะไม่ไหวขึ้นมาบ้างแล้ว ส่วนหลี่หลินที่เอาแต่หนีก็เหนื่อยไม่แพ้กัน เนื่องจากนางหลบหลีกการโจมตีจากหลิ่งเหวินที่โผล่ออกมาทุกสารทิศไปมาอยู่เช่นนี้ จึงทำให้หลี่หลินหัวหมุนอย่างหนัก ทั้งสองจึงพร้อมใจกันหยุดพักการประลองชั่วครู่เพื่อพักเหนื่อย เพราะต่างฝ่ายต่างก็เรียกได้ว่าเหนื่อยจนหืดขึ้นคอแล้วกรรมการในสนามอนุญาตให้ทั้งสองพักได้ เพราะเห็นว่าท่าทีของทั้งสองไม่ค่อยสู้ดีสักเท่าไหร่นัก ทั้งสองคนเดินออกมาจากลานประลองเพื่อพักเหนื่อย ทางฝั่งของหลี่หลินนั้นอาจารย์เฒ่าและสมาชิกในกลุ่มห้าก็รีบนางไปนั่งพัก ในระหว่างที่นั่งพักอยู่หูของข้าก็ดันไปได้ยินถ้อยคำดูถูกมากมายที่หลุดออกมาจากลูกศิษย์ทั้งหลาย
    “นางเป็นตัวถ่วงชัดๆเลย หากเป็นข้า ข้าคงจะต่อสู้ด้วยพลังทั้งหมดที่ตัวเองมีและแพ้อย่างมีศักดิ์ศรีเสียดีกว่า”“เอาแต่หนีอยู่เช่นนี้ ยังจะเรียกว่าเป็นการประลองได้อยู่หรือ?”“สงสารท่านหลิ่งเหวินเหลือเกินที่ต้องได้ประลองกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆไร้ประโยชน์เช่นนาง” คำพูดเหล่านั้นเงียบลงก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะที่แฝงไปด้วยความเหยียดหยาม ฉับพลันมือเล็กๆของข้าก็กำมืออย่างแรงเสียจนเส้นเลือดขึ้น เฟิงมี่เมื่อเห็นท่าทีของหลี่หลินก็รีบวิ่งไปทางนางและเอื้อมสองมือของตนออกไปปิดหูของเด็กสาวตัวเล็ก“อย่าไปฟังนะหลี่หลิน!” ข้ารู้สึกชาวาบไปทั่วทั้งร่าง ที่ผ่านมาข้าเป็นได้แค่เพียงตัวถ่วงและตัวไร้ประโยชน์อย่างนั้นหรือ? รู้สึกตัวอีกทีหยดน้ำใสๆก็ปกคลุมไปทั่วดวงตาของข้า ข้าใช้แขนเสื้อซับน้ำตาอย่างลวกๆและกลับเข้าสนามประลองไป
    หลิ่งเหวินเองก็รู้สึกว่าร่างกายของตนฟิตมากขึ้นกว่าคราก่อนเป็นอย่างมาก แต่การกลับเข้ามาภายในสนามประลองครั้งนี้เขากลับรู้สึกว่าบรรยากาศนั้นเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าของเด็กสาวดูเคร่งขรึมมากกว่าช่วงแรก สายตาที่เฉียบคมนั้น เด็กเล็กในวัยนี้ไม่สามารถทำสายตาเช่นนั้นได้แน่
    หางตาของหลี่หลินเหลือบมองไปยังอาจารย์เฒ่าและสมาชิกในกลุ่มห้า ทุกๆคนต่างมีฝีมือที่เก่งกาจเป็นอย่างมาก มีเพียงตัวข้าที่คอยถ่วงทุกๆคนเอาไว้...ข้าไม่อยากกลายเป็นตัวถ่วง ข้าไม่อยากเป็นคนที่ไร้ประโยชน์!
    หลี่หลินข่มกลั้นความเศร้าหมองเอาไว้และระเบิดพลังปราณออกมาอย่างบ้าคลั่ง ร่างเล็กพุ่งตรงเข้าหาหลิ่งเหวินและฟาดกระบี่ไปยังไหล่ของเขา ในคมดาบนั้นแฝงเอาไว้ด้วยเปลวเพลิงที่ร้อนระอุราวกับมันสามารถเผาไหม้ไปถึงดวงวิญญาณอย่างไรอย่างนั้น หลิ่งเหวินรีบดับไฟด้วยคาถาธาตุน้ำของตนและเริ่มสร้างเกราะวารีขึ้นมาสามชั้นทั้งสองโจมตีกันด้วยพลังปราณธาตุไปมาอย่างไม่มีใครยอมใคร หลิ่งเหวินแม้จะเหนื่อยเล็กน้อยแต่ทว่าเขากลับรู้สึกสนุก นานเท่าไหร่แล้วที่ตัวเขามิได้รู้สึกสนุกเช่นนี้ยามได้ต่อสู้ หลี่หลินเองก็พุ่งตัวโจมตีใส่หลิ่งเหวินไม่ยั้ง ธาตุหลักที่นางใช้ก็คือธาตุไฟ แต่หลิ่งเหวินเองก็สามารถดับเปลวไฟเหล่านั้นได้อย่างสบายๆ
    เมื่อสู้กันไปสักพักหลิ่งเหวินจึงสร้างกำแพงป้องกันตัวเองจากธาตุไม้และน้ำให้หนามากที่สุด เพราะเขากำลังจะทำการดูดซับปราณธาตุเข้ามาเพิ่มเติมนั่นเอง หลี่หลินในตอนนี้กำลังพยายามทลายกำแพงหลายสิบชั้นจนกระทัั่งเหนื่อยหอบและพลังปราณธาตุทั้งหกของตนก็ใช้จนหมดแล้วเสียด้วย
    หลิ่งเหวินดูดซับปราณธาตุจนเต็ม เมื่อเห็นหลี่หลินทรุดนั่งลงอย่างอ่อนแรงจึงใช้โอกาสนี้ในการโจมตีไปที่ร่างของนาง ทว่ากระบี่ของนางเข้ามาขวางกั้นเอาไว้พร้อมๆกับเกราะธาตุทองที่ถูกสร้างขึ้นเองโดยที่หลี่หลินไม่รู้ตัวการโจมตีปะทะกันอยู่ภายนอกเกราะ มิรู้ว่าเกราะทองนี้จะคงทนไปได้นานมากเพียงใด การดูดซับพลังปราณของข้าก็ยังทำได้ไม่คล่อง ไหนจะยังต้องใช้สมาธิในการแยกปราณธาตุให้กระจายไปยังตำแหน่งต่างๆอีก... ไม่ทันแน่...คงไม่ทันแน่!“อาจารย์เฒ่า! เฟิงมี่! หมิงซิน! จ้าวหลิว! ข้าขอโทษนะ...แต่ว่ามันจำเป็น!” ข้าเปล่งเสียงร้องตะโกนออกมาให้ดังมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งสี่ยังคงไม่เข้าใจในความหมายที่หลี่หลินร้องบอกเมื่อครู่ แต่ในเวลาถัดมาก็เริ่มรับรู้ถึงสิ่งที่เด็กสาวกำลังจะทำ“หยุดนะเด็กโง่!” เป็นครั้งแรกที่ทั้งสี่ตะโกนห้ามออกมาพร้อมเพรียงกัน แต่ทว่าเมื่อความต้องการที่จะเอาชนะของหลี่หลินถูกปลุกขึ้นมาแล้ว การที่จะหยุดยั้งความต้องการนี้ก็คงจะเป็นไปไม่ได้

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลาท่องยุทธภพ (meb e-book2เล่มจบ) ที่คุณอ่าน

    เทพสงครามสายเลือดมังกร

    เทพสงครามสายเลือดมังกร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    854K 4500
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    จอมหมัดราชันย์

    จอมหมัดราชันย์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    123K 157
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.91M 3613
    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    146K 311
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810