จอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์

    บทที่ 58 นักประดิษฐ์ฝึกหัด

    สายตาหลากสีสันจับจ้องไปมาระหว่างลูคัสกับนิโคลัส สองนักเวทหนุ่มในระดับผู้นำ ทุกคนเฝ้ารอดูว่าเหตุการณ์จะดำเนินไปเช่นไร

    นิโคลัส ผู้ไม่คิดอยากตกเป็นจุดสนใจ ตัดสินใจเอ่ยเพื่อลดความบาดหมางที่ไม่จำเป็น

    “ข้าขอชี้แจง ข้าไม่ได้เลือกเส้นทางนักเวทต่อสู้เต็มตัว สิ่งที่ข้ามุ่งหวังคือการเป็นนักเวทผู้สร้างสิ่งประดิษฐ์ แม้การต่อสู้ข้าย่อมทำได้ แต่ข้าเลือกที่จะใช้สองมือสร้างสรรค์อนาคต ให้มนุษย์รับมืออสูรได้ดีขึ้น และมีชีวิตสะดวกสบายกว่าเดิม… มันย่อมดีกว่าไม่ใช่หรือ?”

    เขากล่าวต่อด้วยรอยยิ้มภาคภูมิและสายตาแน่วแน่

    “ในประวัติศาสตร์ มีปราชญ์เวทและจอมเวทชื่อก้องมากมาย แต่ลองคิดดูสิ มีนักประดิษฐ์ระดับสูงสักกี่คนที่สร้างสิ่งอัศจรรย์เปลี่ยนแปลงโลก? นับได้ด้วยมือคน ๆ เดียวใช่หรือไม่?”

    คำพูดนั้นชัดเจนว่าเขาเดินบนเส้นทางที่แตกต่าง โดยไม่ลดทอนคุณค่าตนเองแม้แต่น้อย

     

    “การพูดเพียงอย่างเดียวคงไม่ทำให้พวกท่านเชื่อ ข้าจึงมีสิ่งนี้…”

    นิโคลัสหยิบธนูทดกำลังที่เคยสร้างออกมา แล้วยื่นให้ซีรีน

    “นี่คือสิ่งที่ข้าประดิษฐ์ขึ้น ตั้งแต่ยังเป็นผู้ฝึกหัด เจ้าลองดูสิ แล้วเจ้าจะเข้าใจ”

    ซีรีนรับมาโดยไม่ถาม พร้อมหยิบลูกธนูขึ้นสาย

     

    นิโคลัสอธิบายสั้น ๆ

    “เมื่อง้างจนสุด แรงจะผ่อน ทำให้เล็งได้มั่นคงขึ้น… แต่ข้อเสียคือมันยิงเร็วไม่เท่าธนูทั่วไป เหมาะกับการ ‘ยิงแรง’ มากกว่า ‘ยิงรัว’”

    ซีรีนง้างจนสุด รู้สึกถึงแรงที่เบาลงจริง ก่อนปล่อยสายออก

    ฉึก! ลูกศรตัดก้านดอกไม้ขาดสะอาด โดยไม่แตะต้องดอกแม้แต่น้อย

    “นิค! เจ้าทำได้ยังไงกัน!”

    ซีรีนอุทานตาโต

    นิโคลัสรับคันธนูกลับมา

    “อย่าเพิ่งตื่นเต้นเกินไป นี่เป็นเพียงต้นแบบ ยังต้องปรับอีกมาก”

     

    เขาติดตั้งตลับลูกธนู ก่อนสาธิตด้วยตัวเอง ปล่อยศรเป็นจังหวะต่อเนื่อง

    “นี่คือความเร็วสูงสุด จะเห็นว่าเร็วสู้ธนูทั่วไปไม่ได้ และอิสระก็น้อยกว่า”

    แม้นักศึกษาวิถีอื่นจะไม่เข้าใจนัก แต่เหล่านักล่าฝึกหัดต่างเบิกตากว้าง หากพัฒนาอีกเพียงนิด อาวุธนี้จะเพิ่มขีดความสามารถของพวกเขาได้มหาศาล

    นิโคลัสเห็นแววตาที่จับจ้องไม่วางตา จึงรีบเอ่ย

    “ทุกคนวางใจได้ หากข้าพัฒนาเสร็จสมบูรณ์เมื่อใด จะจำหน่ายในสถาบันก่อนเป็นที่แรก ยังไงข้าก็ต้องการแต้มเกียรติยศจำนวนมากอยู่แล้ว”

    ‘เฮ!’

    เสียงโห่ดังลั่นรอบห้อง นักล่าต่างยินดี แม้ต้องแลกด้วยคะแนนเกียรติยศ แต่สิ่งตอบแทนย่อมคุ้มค่า

     

    ระหว่างการสาธิตนั้นเอง นิโคลัสไม่รู้เลยว่า ในหอประชุมยังมีชายชราคนหนึ่ง จ้องมองธนูด้วยดวงตาเปล่งประกาย มือสั่นระริกอยากพุ่งออกไปดูใกล้ ๆ หากไม่ถูกเสียงห้ามจากด้านหลัง

    “อาจารย์ ใจเย็นก่อนเถิด อย่างไรบ่ายนี้เขาก็ต้องมาหาพวกเรา ค่อยดูตอนนั้นก็ยังไม่สาย”

    น้ำเสียงชายหนุ่มฟังคล้ายเคยเอ่ยเช่นนี้จนชิน

     

    นิโคลัสเก็บอุปกรณ์แล้วหันไปหากีเดียน

    “ท่านก็เห็นแล้ว ข้าไม่ได้พูดลอย ๆ แต่ทำให้ดูได้จริง ดังนั้น… ช่วงนี้ข้ายินดีรับตำแหน่งหัวหน้าห้องชั่วคราว อีกสองเดือนค่อยมาลงคะแนนใหม่ เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสพิสูจน์ตนเอง ท่านคิดว่าเป็นอย่างไร?”

    กีเดียนพินิจชายหนุ่มตรงหน้า พลางยิ้มชื่นชม ทั้งความสามารถ ความมั่นใจ และการเจรจาที่รอบคอบ ช่างเหมาะสมเกินกว่าจะมองข้าม

    “ก็ดี เช่นนั้นก็รบกวนเจ้าชั่วคราว… แต่หากสองเดือนผ่านไป แล้วพวกเขายังเลือกเจ้าอยู่เล่า?”

    นิโคลัสชะงัก คำถามง่าย ๆ แต่ทำให้ใจสั่น เขายังไม่เคยนึกถึงคำตอบนี้เลย

     

    กีเดียนไม่รอคำตอบ รีบเปลี่ยนเรื่อง

    “เอาล่ะ เราเสียเวลากันมากแล้ว ไปเถอะ ข้าจะพาพวกเจ้าดูอาคารเรียน พรุ่งนี้ก็เริ่มเรียนกันแล้ว ส่วนเรื่องหัวหน้าห้อง… อีกสองเดือนเราค่อยมาว่ากันใหม่”

    เขาก้าวนำไปทันที รุ่นพี่บางคนเดินเคียงข้างเพื่อแนะนำรายละเอียดระหว่างทาง

     

    เมื่อรุ่นพี่เดินนำไปแล้ว นิโคลัสกวาดตามองหา ลูคัส เผื่อจะได้เห็นปฏิกิริยา ทว่ากลับไม่พบเงาของนักศึกษาห้อง อิกนิสไลโอเนล เลยสักคน

    “พวกเขาออกไปตั้งแต่เจ้ายิงลูกศรแรกแล้ว”

    ซีรีนหัวเราะเบา ๆ

    “ไม่ต้องคิดมากหรอก พรุ่งนี้บ่ายยังไงพวกเจ้าก็ต้องเจอกันอยู่ดี”

    นางหยุดเว้นช่วงก่อนยกยิ้มเจ้าเล่ห์

    “แต่ก่อนที่ ลูคัส จะจากไป เขามองเจ้าตาไม่กะพริบเลย ข้าไม่แน่ใจหรอกว่าเขาคิดว่าเจ้าเป็นนักประดิษฐ์… หรือว่าเจ้าเอาธนูมาขู่เขากันแน่”

    เสียงหัวเราะสดใสดังตามมา

    “อย่าลืมสิ นักเวทน่ะ กลัวนักธนูมากกว่าอัศวินเสียอีก ฮ่าฮ่าฮ่า!”

    ‘แย่แล้ว… ทำไมเรื่องมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้!’

    นิโคลัสสบถในใจ

     

    นิโคลัสกับซีรีนเดินอยู่กลางกลุ่ม พลางทักทายกับนักศึกษาหลายคนที่เริ่มทำความรู้จักกันท่ามกลางผู้คนมากมาย มีสามคนที่สะดุดตาเป็นพิเศษ

    เซดริก ธอร์นเวล อัศวินฝึกหัด อันดับ 6: ชายหนุ่มร่างใหญ่ดุจหมี แต่หัวใจอบอุ่นจนได้ฉายา โล่ใหญ่ใจดี

    ไทรัส แกรนวอร์ด นักดาบ อันดับ 8: หนุ่มนักดาบที่เป็นที่รู้จักกันดีในนาม นักดาบสองคม คมดาบเฉียบคมไม่แพ้คมปากอันเจ็บแสบ

    คาเมเรีย ดอว์นเวล นักล่า อันดับ 10: สาวน้อยนักสำรวจ ผู้มีสายตาและหูเป็นเลิศ เจ้าของฉายา นักสอดรู้

    ทั้งสามต่างอยู่ในสิบอันดับแรกในวิถีตนเอง มีคุณสมบัติพอจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้ แต่หากรวมเอลฟ์และดวอร์ฟที่เพิ่งเข้ามาแล้ว การจัดอันดับครั้งใหม่ก็คงต้องรอดูกันอีกที

     

    ซีรีนแอบกระซิบ

    “นิค… ข้าว่าห้องนี้บรรยากาศแปลก ๆ นะ โดยเฉพาะกลุ่มระดับผู้นำ แต่ละคนมีเอกลักษณ์จัดเกินไป ข้ารู้สึกไม่ค่อยชินเลย”

    นิโคลัสเหลือบตามองข้าง ๆ พลางตอบเรียบ ๆ

    “แล้วเจ้าล่ะ ไม่แปลกหรือ?”

    “แปลกสิ แต่ไม่เท่าพวกนั้นหรอก!”

    “พูดถึงใครอยู่รึ?”

    เสียงสดใสแฝงกลิ่นกวนดังจากด้านหลัง

    คนที่โผล่มาไม่ใช่ใครอื่น คาเมเรีย ยิ้มมุมปาก ขณะหรี่ตามองทั้งคู่

    “ไม่ต้องแก้ตัวหรอก ข้าได้ยินหมดแล้ว… ก็จริงนี่ ห้องเรามีแต่พวกแปลก ๆ”

    เธอปรายตามองรอบ ๆ อย่างตั้งใจ ก่อนหลุดหัวเราะในลำคอ

    “หัวหน้าห้อง…ดูท่าจะเหนื่อยนะ หึหึหึ”

    พูดจบก็เดินจากไปอย่างสบายใจ ทิ้งไว้แต่ความเงียบที่ชวนให้ปวดหัว

    นิโคลัสกุมขมับ ถอนหายใจยาว

    “นี่มันเกี่ยวอะไรกับข้าด้วยเนี่ย…”

    “เกี่ยวสิ!”

    ซีรีนตบบ่าเขาพร้อมรอยยิ้มสดใส

    “สู้ ๆ นะ หัวหน้าห้อง”

     

    การเดินสำรวจยืดเยื้อกว่าชั่วโมง รุ่นพี่พาทุกคนดูอาคารเรียนทั้งที่ใช้รวมและของแต่ละวิถี

    สิ่งที่เรียกเสียงฮือฮามากที่สุด คือบริเวณของผู้ฝึกสัตว์ ที่เต็มไปด้วยสัตว์หลากชนิด ตั้งแต่ตัวเล็กอย่างกระต่าย ไปจนถึงแรดยักษ์สามเขา และฝูงนกนับร้อยที่บินโฉบเหนือศีรษะ

     

    “นิคคคคค!”

    เสียงเรียกลากยาวดังมาจากท้องฟ้า

    นกน้อยสีน้ำตาลอ่อนร่อนลงเกาะแขนของเขาอย่างสนิทสนม

    “นิค! ข้ามีเพื่อนใหม่ตั้งเยอะแหนะ แต่ละตัวนิสัยดีทั้งนั้น”

    “แล้วไม่มีใครรังแกเจ้าใช่ไหม?”

    “ตอนแรกก็มีนะ แต่พอข้ายกขาที่สวมแหวนจอมเวทขึ้น พวกเขาก็ถอยหมดเลย”

    ซีรีนเอ่ยเตือนเสียงเข้ม

    “อย่าเอาสิ่งนั้นไปเที่ยวข่มใครเขาล่ะ เดี๋ยวจะหาว่าข้าไม่เตือน”

    เสียงใส ๆ ดังขึ้นจากนกน้อยทันที

    “อ้าว ซีรีน! เจ้าก็อยู่กับนิคด้วยหรือ อ้อ นั่นก็แม่นกน้อยของเจ้าอยู่ด้วยนี่”

    “นกน้อยบ้านเจ้านะสิ เจ้านกปากเสีย เดี๋ยวข้าจะถอนขนเจ้าให้หมดเลย คอยดู!”

    เซอรินาโพล่งขึ้นพลางพุ่งเข้าหามันทันที ทว่า ซิลฟี่ ราวกับรออยู่ก่อนแล้ว มันกระพือปีกบินหลบสูงขึ้น แล้วหันกลับมาบอกนิโคลัส

    “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวคืนนี้ข้ากลับไปเองนะ นิค!”

     

    แม้ทั้งสามคนและหนึ่งตัวจะเป็นที่จับตาของผู้คน แต่ก็มีสายตากลุ่มหนึ่งที่จับจ้องมากเป็นพิเศษ

    เหล่าเอลฟ์จากอัลมอริส

    “เจ้าคิดเหมือนข้าไหม… นกตัวนั้น แม้สีจะต่างไป แต่ทุกอย่างเหมือนกันไม่ผิด”

    เสียงใสกังวานแฝงกลิ่นอายธรรมชาติของสาวเอลฟ์เอ่ยขึ้นกับเพื่อนข้างตัว

    “ใช่ กระ... ข้าน้อยคิดว่าเขาย้อมสีกลบ เพื่อไม่ให้มันสะดุดตา”

    ชายหนุ่มเอลฟ์ตอบด้วยความสุภาพ

    “อย่างน้อยก็ดีที่มันดูมีความสุข สุขภาพแข็งแรง แถมยังได้อยู่เป็นระดับสัตว์กึ่งเวทแบบนี้อีก เจ้าของคงลงทุนลงแรงไม่น้อยทีเดียว… น่าสนใจจริง ๆ คงต้องหาทางทำความรู้จักไว้หน่อยแล้ว”

    สายตาทั้งคู่หันไปยังแผ่นหลังของชายหนุ่มผมสีออบซีเดียนแซมขาวที่เดินนำหน้าอยู่

     

    ในที่สุด รุ่นพี่ก็นำทุกคนมาถึงบริเวณหอพัก

    อาคารสูงหกชั้นจำนวนสิบสองหลัง ตั้งเรียงราย มีสวนหย่อมและสนามหญ้าเล็ก ๆ กระจายอยู่ระหว่างอาคาร

    กีเดียนหันกลับมาเอ่ยเสียงชัด

    “ทุกคน ตอนนี้เรามาถึงหอพักแล้ว ปีหนึ่งปีนี้จะพักที่อาคาร อาซูบิส หนึ่งและสอง ทะเลครามอันกว้างใหญ่กำลังรอต้อนรับพวกเจ้าอยู่ ตอนนี้เวลาสิบเอ็ดนาฬิกา ให้พวกเจ้าเปิดดูบัตรประจำตัว จะมีเลขห้องและชั้นกำกับไว้แล้ว”

    เขากวาดสายตามองนักศึกษาโดยรอบ ก่อนกล่าวย้ำ

    “กลับมาพบกันที่จุดนี้ในเวลา เที่ยงตรง ข้าจะพาไปศูนย์อาหาร ส่วนคนที่พักนอกสถาบัน จะไปเดินเล่นหรือไปสำรวจที่ไหนก็ตามใจ แต่เที่ยงตรงต้องกลับมาให้ครบ แยกย้ายได้!”

     

    เสียงเซ็งแซ่ดังขึ้นทันที นักศึกษาหอในต่างหยิบบัตรขึ้นมาดูเลขห้อง บางคนเริ่มพากันเดินไปยังอาคารพักของตน ส่วนห้องอื่น ๆ ก็ทยอยแยกย้ายตามไปเช่นกัน

    นิโคลัสเลือกพักหอใน เขาต้องการใช้ทรัพยากรการฝึกของสถาบันให้เต็มที่ แตกต่างจากนักศึกษาชั้นนำจำนวนมาก ที่ครอบครัวสามารถจัดหาทรัพยากรและห้องฝึกส่วนตัวให้อย่างเพียบพร้อม

     

    ชายหนุ่มก้าวตามฝูงนักศึกษาไป โดยมีสาวน้อยเดินเคียงข้าง

    “เจ้าก็เลือกพักหอในหรือ?”

    เขาถามขึ้นเมื่อเห็นซีรีนยังไม่แยกไป

    ซีรีนยิ้มกว้าง ตอบเสียงใส

    “ใช่สิ”

    “หนีเที่ยวโดยไม่ถูกดุ รู้สึกดีไหมล่ะ?”

    “ยอดเยี่ยม… เฮ้! ข้าอยากอยู่กับเพื่อนต่างหาก ใครบอกว่าข้าหนีเที่ยวกันเล่า”

    นิโคลัสเพียงยิ้ม ไม่ตอบอะไรต่อ เด็กคนนี้ แค่เห็นหน้าก็รู้แล้วว่าชอบก่อเรื่อง ไม่แปลกเลยที่คุณย่าต้องฝากฝังให้เขาช่วยดูแล

     

    ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงอาคารหอพัก สีฟ้าครามตระหง่าน รายล้อมด้วยภาพเวทของท้องทะเลและฝูงสัตว์น้ำที่ว่ายเวียนราวกับมีชีวิตจริง ให้บรรยากาศสดใส ราวกับกำลังยืนอยู่กลางมหาสมุทร

    “ข้าไปตึกสองก่อนนะ!”

    ซีรีนโบกมือพลางวิ่งออกไปหากลุ่มเพื่อนหญิงที่อยู่ไม่ไกล

    อาคารหนึ่งเป็นของนักศึกษาชาย ส่วนอาคารสองเป็นของนักศึกษาหญิง ทั้งสองตั้งเรียงต่อกัน

    ในทุกระดับชั้น อาคารหนึ่งจะอยู่ด้านเหนือ และ อาคารสองจะอยู่ทางใต้ ดังนั้นเมื่อมองออกจากระเบียง จะเห็นเฉพาะอาคารของชั้นปีถัดไปที่เป็นเพศเดียวกันเท่านั้น

     

    นิโคลัสในฐานะผู้ได้อันดับสิบ ย่อมได้รับสิทธิพักห้องเดี่ยวชั้นหกแน่นอนชั้นนี้มีเพียงสิบสองห้องเท่านั้น จัดเป็นห้องเดี่ยวหรือห้องคู่ ต่างจากชั้นล่างทั้งห้าที่เป็นห้องรวมสี่คนจำนวนยี่สิบสี่ห้อง

     

    เขาเดินตรงขึ้นไปยังห้องของตนเองโดยไม่แวะห้องรวมก่อน

    ห้องเดี่ยวขนาดหกคูณสิบเมตร กว้างขวางพอให้แบ่งสัดส่วนเป็นห้องนั่งเล่นและห้องนอน เครื่องเรือนทำจากไม้เนื้อดี ออกแบบอย่างภูมิฐานและสะดวกสบาย เหมาะสมกับนักเรียนชั้นนำอย่างแท้จริง

    เมื่อก้าวออกไปยังระเบียงด้านหลัง เขาอดยิ้มไม่ได้ หากมีสัตว์จากป่ามาหาในยามเช้าหรือค่ำ ก็สะดวกยิ่งนัก และยังอ้างได้ว่า ซิลฟี่ เป็นผู้พามาเพื่อฝึกฝนด้านผู้ฝึกสัตว์

    ‘นักประดิษฐ์ แถมยังผู้ฝึกสัตว์… คงทำให้คนอื่นคิดว่าข้าไม่มีเวลาให้ศาสตร์เวทมากนักสินะ’

     

    ชายหนุ่มสำรวจห้องเพียงครู่ ก่อนลงชั้นล่าง ผ่านห้องรวมหลายห้อง ได้ยินเสียงบ่นไม่ขาดเรื่องความคับแคบและความอึดอัด

    ‘ขนาดห้องเท่ากับห้องเดี่ยวแท้ ๆ …ถ้าออกแบบเครื่องเรือนใหม่ พื้นที่จะเพิ่มขึ้นมาก ต้องให้ดาเรียลองเสนอสถาบันดูแล้ว’

    เขานึกถึงหอพักในโลกเดิม ซึ่งมีเครื่องเรือนหลากหลายถูกออกแบบมาเพื่อใช้พื้นที่จำกัด หากประยุกต์ที่นี่ ก็น่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ดี

    ‘ดาเรียคงเหนื่อยอีกยาว ของใหม่ยังมีให้ทำตลาดอีกเพียบ…’

     

    เขาเดินออกจากอาคาร มองบรรยากาศโดยรอบ ทุกอาคารหอพักประดับภาพเวทต่างกันไป

    บางแห่งคือผืนป่าอัมบราฟิลและเหล่าสัตว์นานาพันธุ์ บางแห่งคือเทือกเขาไททันเครสต์ที่มีวิหคใหญ่โฉบเวียนในหมู่เมฆ หรือภาพแม่น้ำกว้าง ทุ่งน้ำแข็ง และที่ราบกว้างสุดสายตา

    สนามหญ้าเล็ก ๆ ระหว่างอาคารเปิดไว้ให้ออกกำลังกาย แม้ไม่มีคาถาป้องกันความเสียหาย แต่ถ้าใช้พลังเพียงเบา ๆ ก็ยังพอฝึกฝนได้

     

    เมื่อกลับมาถึงจุดนัดพบ เขาพบเหล่าผู้นำหลายคนนั่งรออยู่แล้ว ทว่า สิ่งที่สะดุดตามากกว่าคือ นักศึกษาจากอัลมอริส ทุกคนกลับเกาะกลุ่มกันแน่นในสวนหย่อม ดูเหมือนจะมาครบทั้งหมด

    ‘พวกเขาพักที่ไหนกันแน่…’

    ความสงสัยพาให้เขาเดินเข้าไปหาดวอร์ฟร่างเตี้ยที่อยู่ห้องเดียวกับเขา

    “สวัสดี ข้า นิโคลัส ยินดีที่ได้รู้จัก”

    ดวอร์ฟเงยหน้าขึ้น สีหน้าเคร่งขรึม ก่อนตอบห้วน ๆ

    “ดี ข้า ธอร์การ์ มีอะไร?”

    แม้น้ำเสียงไม่เป็นมิตรนัก แต่ก็ยังตอบกลับ

     

    “พวกท่าน…พักนอกสถาบันกันหมดหรือ?”

    “เจ้าอยากให้พวกข้าขาดอากาศหายใจหรือไง! ข้างนอกนั่นอากาศห่วยแตก พวกข้าอยู่ในนี้ทั้งนั้น เพียงแต่ไม่ได้พักรวมกับพวกเจ้า”

    สายตาที่มองมากลับแฝงความเย่อหยิ่งเล็กน้อย สมกับเผ่าพันธุ์นักประดิษฐ์ผู้ภาคภูมิ

    “ขอบคุณที่บอก”

    นิโคลัสรับคำอย่างไม่ใส่ใจ เขารู้ดีว่าจะรับมือดวอร์ฟได้อย่างไร ในฐานะนักประดิษฐ์เหมือนกัน พวกนี้มักคล้ายกันตรงความหลงใหล แต่กับเอลฟ์…เขายังไม่รู้จะเริ่มสร้างสัมพันธ์อย่างไร

     

    “แม้เจ้าเป็นนักประดิษฐ์ ข้าก็ไม่ปล่อยเจ้าไปง่าย ๆ หรอก”

    เสียงนุ่มเย็นดังจากด้านหลัง

    นิโคลัสจำเสียงได้ทันที ไม่วิตกแม้แต่น้อย

    “สวัสดี เจ้าชายเฟรเดอริก”

     

    เฟรเดอริก ไครอัลด์ เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม ก่อนก้มกระซิบเพียงสองคนได้ยิน

    “เจ้าฉลาดดีที่เบนความสนใจไปจากตัวเอง… ถ้าข้าไม่รู้จักเจ้ามาก่อน ข้าคงดูแคลนเจ้าเหมือนคนอื่นแล้ว”

    “ถ้าเช่นนั้น ช่วยแสดงออกว่าดูแคลนข้าให้ทุกคนเห็นหน่อยสิ”

    “ได้…ถ้าเจ้ารับปากจะประลองกับข้า”

    นิโคลัสถอนหายใจเบา ๆ แต่สุดท้ายก็ตอบรับ

    “สองสัปดาห์จากนี้ ที่ลับตา”

    “ที่พักข้านอกสถาบันมีห้องซ้อมใหญ่ ถึงขั้นรองรับเวทเทียร์สามได้โดยไม่เสียหาย”

    “ตกลง”

    เฟรเดอริกหุบยิ้ม แววตาเข้มขึ้น ใบหน้าเคร่งขรึม ก่อนหันหลังเดินจากไป พลางพูดเสียงดังให้ทุกคนได้ยิน

    “ช่างเปล่าประโยชน์เสียจริง”

    นักศึกษารอบข้างต่างพากันตีความไปต่าง ๆ แต่เกือบทั้งหมดเห็นตรงกัน

    นิโคลัสคงไม่สนใจเส้นทางนักเวท

     

    เขามองแผ่นหลังตรงสง่างามของเจ้าชายที่จากไป พลางถอนหายใจในใจ

    ‘แค่ครึ่งวันแรก ทำไมปัญหามันเยอะขนาดนี้นะ…’

    ยังไม่ทันคิดอะไรต่อ เสียงใสคุ้นหูก็ดังแทรกขึ้น

    “นิค! แนะนำเจ้าชายให้ข้ารู้จักหน่อยสิ คนอะไร หล่อจนฟ้าอิจฉา ดินยังต้องหันมอง!”

    นิโคลัสกลอกตา พลางคิดอย่างเหนื่อยใจ

    ‘นี่ก็ตัวปัญหาอีกคน…’