Chapter 08 : ความร้ายกาจของพยัคฆ์
“เห็นไหมข้าบอกแล้วว่าพวกไอ้บอยจะชนะ”
เสียงแหบกร้านของชายชรากล่าวขึ้นก่อนจะหันไปใช้ข้อศอกกระทุ้งเข้าไปที่สีข้างของชายชราอีกคนที่ยืนอยู่ข้างกัน
“ข้าเห็นแล้วไอ้เมศ ข้าเห็นแล้ว ไม่ต้องพูดมาก” ชายชราอีกคนตอบกลับอีกฝ่าย ก่อนที่จะใช้มือล้วงเข้ากระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบอะไรบางอย่างออกมาแล้วยื่นของในมือให้กับคนที่อยู่ข้างๆ กัน
“ฮะฮ่า เงินของข้า!”
ชายแก่ที่ถูกเรียกว่าเมศเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดีใจพร้อมกับรับธนบัตรสีม่วงพร้อมกำไว้ในมือแน่นพลางยิ้มกรุ้มกริ่มกับเงินที่ได้มาจากการชนะพนัน ใช่ เขาพนันกับชายแก่เพื่อนสนิทไว้ว่าปาร์ตี้ของบอยจะสามารถเอาชนะพวกก็อบลินได้
“อยากพนันอีกไหมไอ้ทศ” เมศกล่าว
“มา! รอบนี้เอ็งจะลงเท่าไหร่ ข้าอยากได้ทุนคืน”
ทศกล่าวขึ้นโดยไม่ละสายตาของหน้าจอโทรทัศน์ที่กำลังฉายภาพของเด็กหนุ่มสี่คนที่กำลังยืนหัวเราะกันอยู่
“พันหนึ่งเป็ไง ข้าพนันว่าพวกไอ้บอยจะสู้บอสชนะ”
“ได้ไอ้เมศ พันหนึ่งก็พันหนึ่งห้ามคืนคำ” ทศกล่าว
มินเหล่ตามองชายชราทั้งสองที่เพิ่งจะท้าพนันกันเสร็จ ที่จริงแล้วก็ไม่ใช่แค่ชายชราทั้งสองหรอก ยังมีชายชราและชายวัยกลางคนอีกหลายคนที่เดินตามบอยเข้าร้านมาที่เริ่มท้าพนันกัน ชายหนุ่มไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไหร่นัก เพราะถือว่ายกให้เป็กรณีพิเศษ
ไหนๆ ร้านก็เพิ่งเปิดทั้งที เผื่อว่าหลังจากวันนี้กลุ่มนักพนันเหล่านี้จะเอาเื่ของร้านเขาไปบอกเล่าต่อๆ กัน ถึงเวลานั้นที่เขามีลูกค้าเยอะกว่านี้ค่อยจัดการก็ยังไม่สาย
“นายคิดว่าไง” เสียงใสข้างๆ ดังขึ้น
“เื่?” มินหันหน้าไปยังต้นเสียงพร้อมขมวดคิ้วสงสัย
“ก็บอสไงตาทึ่ม” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
“อ๋อ ฉันไม่ได้มีความรู้ขนาดนั้น จะไปรู้ได้ยังไงล่ะ”
ชายหนุ่มตอบกลับไปด้วยความจริง ในความทรงจำของเ้าของร่างเก่านี้ ไม่ได้มีข้อมูลอะไรมากนักเนื่องจากเขาไม่ใช่คนตั้งใจเรียนอะไร วันๆ เอาแต่เที่ยวและหลีหญิง สิ่งที่เขาถนัดที่สุดก็คือการใช้เงิน เป็ผู้ชายประเภทที่มินเกลียดที่สุดเลยก็ว่าได้แต่ทำอย่างไรซะตอนนี้ร่างกายนี้ก็เป็ของเขาแล้ว ไว้ว่างๆ จะหาข้อมูลในเน็ตแล้วกัน เขาคิด
“อ่า จริงด้วย ฉันลืมไป วันๆ นายเอาแต่แซวสาวนี่นา”
มายกล่าวเหน็บแนมพฤติกรรมของเ้าของร่างกายด้วยท่าทีน่าหมั่นไส้ มินทำได้แค่กลอกตามองบนเพราะรู้สึกี้เีเถียงอีกฝ่าย ก่อนที่สายตาของเขาจะกลับไปสนใจโทรทัศน์ที่ติดไว้บนผนังเบื้องหน้า
“ข้าแต่พระพายแห่งพายัพ ข้าขอวิงวอนในฐานะบริวารแห่งท่าน โปรดประทานวายุแก่ข้า พัดพาไปทั่วทุกสารทิศ พัดผ่านแมกไม้ พัดผ่านใบหญ้า ค้นหาศัตรูข้า ค้นหาอริข้า”
คาถาเรียกลมเพื่อค้นหาศัตรูถูกร่ายขึ้นมาอีกครั้ง สามหลับตาลงเพื่อตั้งสมาธิและแยกภาพต่างๆ ที่กำลังปรากฏขึ้นในหัวของเขา ไม่นานนักเด็กหนุ่มก็พบกับเป้าหมายที่กำลังตามหาแต่เขาก็ต้องร้องอุทานทันที
“พ่อมึง เสือเหี้ยไรตัวใหญ่ขนาดนั้นวะ!”
เสียงะโของสามพาเอาเด็กหนุ่มอีกสามหันซ้ายหันขวาหาเป้าหมายในทันที และเมื่อเห็นว่ายังไม่มีมอนสเตอร์ตัวไหนปรากฏขึ้นมาใกล้ๆ พวกเขา บอยจึงพูดขึ้นเสียงดัง
“ไอ้สามกูใหมด”
“โทษทีมึงๆ” เด็กหนุ่มรีบกล่าวขอโทษเพื่อนสนิทก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “สิบสอง สามร้อยเมตร มอนสเตอร์เสือ ขนาดตัวเท่าช้าง”
“หะ”
“หะ”
“หะ”
เด็กหนุ่มอีกสามคนกล่าวตามกันพร้อมกับขมวดคิ้วขึ้นทันที เมื่อได้สติ คนเป็แฝดจึงะโขึ้นอย่างใ “ตัวเท่าช้าง เสือเชี้ยไรตัวเท่าช้าง!!!”
“ไหนพี่เ้าของร้านบอกว่าบอสก็แรงค์เอฟวะ” นนถามขึ้น
“กูว่าน่าจะแรงค์เอฟแหละแต่ปัญหาอยู่ที่ขนาดตัวของมันอะดิ” สามตอบก่อนจะเริ่มคิดกลยุทธ์ในหัว
“ลองแผนซีแล้วกันพวกมึง เหมือนตอนที่พวกเราสู้กับเฮลฮาวด์ในดันเจี้ยนของโรงเรียน อย่างน้อยๆ ก็ให้ไอ้นนรักษาระยะห่างไว้ก็ดี”
สิ้นคำสั่งของเด็กหนุ่มผู้เป็มันสมองของกลุ่ม อีกสามคนที่เหลือจึงพยักหน้าเพราะเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด เว้นแต่บอยคนหนึ่งที่พยักหน้าไปร้องโอดครวญไป
“กูี้เีปีนต้นไม้”
ไม่มีใครคนไหนสนใจเสียงบ่นของเพื่อนสนิทผู้ใช้หมัด นนวางกระบี่ของเขาลงบนพื้นดินแล้วกลับมาตั้งสมาธิ เขาชูนิ้วชี้กับนิ้วกลางขึ้นพลางรวบรวมพลังฉีไว้ที่ปลายนิ้วทั้งสอง กระบี่เล่มคมค่อยๆ ลอยขึ้นเหนือพื้น เด็กหนุ่มก้าวเท้าลงไปเหยียบทันที นนค่อยๆ บังคับให้กระบี่พาเขาลอยขึ้นไปบนอากาศ สูงขึ้นเรื่อยๆ
“ไอ้นน มึงมารับกูอีกรอบได้ปะ” บอยที่มองเหตุการณ์ทุกอย่างั้แ่แรกกล่าวขึ้น เขาไม่อยากปีนขึ้นต้นไม้เองจริงๆ
“ให้กูเก็บพลังไว้ใช้หน่อยเหอะเพื่อน” นนตอบกลับพร้อมกับยิ้มให้อีกฝ่าย
บอยก่นด่าเพื่อนในใจเมื่อเห็นรอยยิ้มของมัน เขาค่อยๆ รวมฉีไว้ที่ฝ่าเท้าก่อนจะะโตามเพื่อนไป
ผู้ที่ตอนนี้ยังคงยืนอยู่บนพื้นดินเพียงลำพังคือสอง แทงค์ของปาร์ตี้ เขาจ้องไปข้างหน้าอย่างใจจดใจจ่อ เสียงคำรามของอสูรร้ายค่อยๆ เข้ามาใกล้เขาเรื่อยๆ แม้รอบตัวจะมีทั้งไม้ใหญ่และพุ่มไม้สูงแต่ก็ไม่สามารถปิดบังรูปร่างอันใหญ่โตของสิ่งที่วิ่งมาหาเขาได้เลย
“อีกสามสิบวิ เตรียมปะทะ” สามผู้ที่ตอนนี้กำลังยืนอยู่บนไม้เท้าลอยอยู่กลางอากาศกล่าวขึ้น
สองค่อยๆ ยกโล่ั์ของเขาขึ้นเหนือพื้น รอคำสั่งจากแฝดของตน เพียงไม่นานร่างของเสือตัวใหญ่มหึมาก็ค่อยปรากฏตัวให้พวกเขาทั้งสี่เห็นเต็มๆ ตา ความสูงสี่เมตร ขนสีเหลืองอ่อนและที่สะดุดตาพวกเขาที่สุดคือเขี้ยวที่ยาวกว่าหนึ่งเมตร
“บนโลกเราไม่มีมอนสเตอร์เสือแบบนี้ใช่ไหมวะ” บอยที่ยืนอยู่บนกิ่งไม้สูงถามนนที่ยืนอยู่ข้างๆ กัน
“กูว่าไม่นะ อย่างน้อยกูก็ไม่เคยเห็นอะ” เด็กหนุ่มตอบเพื่อนสนิท
เ้าเสือคำรามพร้อมกับวิ่งตรงไปยังทิศทางที่สองผู้ซึ่งกำลังง้างโล่ไว้เหนือหัวของเขาอยู่และอีกเพียงไม่กี่สิบเมตรเ้าสัตว์ร้ายก็จะถึงตัวเขาอยู่แล้วแต่เด็กหนุ่มยังคงค้างท่าอยู่อย่างนั้นไม่ขยับเขยื้อนราวกับว่าไม่เกรงกลัวความตายที่คืบคลานเข้ามาเบื้องหน้า
และในขณะที่เ้าเสือั์กำลังจะกระโจนตะปบเหยื่อของมันนั้นเอง ลูกบอลลมอัดอากาศก็พุ่งเข้าหามัน!
ตู้ม
เสียงของแรงปะทะของเวทมนตร์กับกระดูกของมอนสเตอร์เสือดังสนั่น มันร่างกายของมันเซเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้ามองไปยังต้นทาง หาผู้ที่เป็คนร่ายเวทมนตร์บทดังกล่าว ดวงตาจ้องเขม็งไปที่เด็กหนุ่มในชุดผ้าคลุมที่ลอยอยู่กลางอากาศพลางคำรามในลำคอด้วยความเ็ป ถ้าหากว่าร่างกายของมันไม่ได้ใหญ่โตขนาดนี้แล้วล่ะก็ มันคงจะกระเด็นไปหลายเมตรเป็แน่
ในขณะที่เ้าเสือกำลังสนใจสามอยู่นั้น สองก็เริ่มทำหน้าที่ของตน เด็กหนุ่มปาโล่ที่ชูไว้เหนือหัวอยู่นาน มันร่อนไปยังทิศทางของอสูรร้าย เมื่อมันััได้ว่ามีสิ่งใดกำลังบินเข้าหามัน
มันชูอุ้มเท้าขึ้นก่อนจะใช้เท้าปัดโล่ที่ถูกปาเข้ามาหามัน เคร้ง กรงเล็บขูดกับโล่เหล็กจนเกิดเป็เสียง สองที่วิ่งมาพร้อมกับโล่ะโขึ้นสูงผ่านหัวเ้าสัตว์ร้ายไปก่อนที่เด็กหนุ่มจะลงไปที่คอของมันในตอนที่มันไม่ทันสังเกตเพราะเพิ่งจะปัดโล่ของเขาไป
เมื่อเด็กหนุ่มทำภารกิจของตนเสร็จเขาจึงะโขึ้นต้นไม้ไปพร้อมกับสายตาของเ้าเสือั์ที่หันมามองทางเขาด้วยแววตาดุร้าย มันคำรามดังก้องแล้วะโเกาะต้นไม้หมายจะไล่ล่าเหยื่อที่เพิ่งจะทำร้ายมัน
มุมปากของนนยกขึ้นทัน เด็กหนุ่มรอโอกาสนี้มานาน เขาชูนิ้วชี้และนิ้วกลางขึ้นอีกครั้งพลางรวบรวมพลังฉีแล้วควบคุมกระบี่ของตนให้ลอยขึ้นอีกครั้ง เด็กหนุ่มบังคับให้กระบี่บนไปยังทิศทางที่บอสของดันเจี้ยนแห่งนี้กำลังใช้กรงเล็บของมันปีขึ้นต้นไม้ใหญ่ตามสองไปอยู่
ฟิ้ว
คมกระบี่เฉือนลงไปบนิัของเ้าอสูรร้าย แต่กระนั้นก็ไม่มีเืเพียงแต่น้อย เพราะคมกระบี่ของเขาสร้างความเสียหายอย่างมากได้แค่รอยขีดข่วน
“หนังหนาฉิบ!” นนบ่นอีกมา
“มึงแรงค์ต่ำกว่ามันอะ ทำไงได้” บอยที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดขึ้น
“มึงแรงค์เท่ากับมันยังทำอะไรไม่ได้เลย” นนตอบกลับ
“กูใช้หมัดไหมวะ ต้องหาโอกาสเหมาะๆ ถึงค่อยออกไป” เด็กหนุ่มเถียงออกไป
“ถ้ามึงใช้อาวุธตี้เราก็คงดีกว่านี้” นนกล่าวก่อนจะบังคับให้กระบี่บินไปตามตัวของเ้าเสืออีกครั้ง
“กูเลือกได้เรอะ โดนพ่อบังคับให้เรียนเพราะเป็วิชาของตระกูล”
บอยเอ่ยขึ้นพลางถอนหายใจ ตัวเขาเองก็อยากเรียนวิชาอื่นเหมือนกัน เขารู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่เขาไม่สามารถต่อสู้ร่วมกับเพื่อนสนิทได้ในดันเจี้ยนที่มอนสเตอร์ไม่เอื้ออำนวยต่อวิชาของเขา เด็กหนุ่มต้องร่ำเรียนหมัดพยัคฆ์มาั้แ่แบเบาะเพราะวิชาดังกล่าวเป็วิชาที่สืบทอดมาในตระกูล บอยไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่นักที่ต้องเรียนวิชานี้แต่เขาก็ต้องขอบคุณพ่อของตนอีกแหละเพราะวิชานี้ทำให้เขาชนะคู่ต่อสู้ในการประลองดูเอลและทัวร์นาเมนต์มานักต่อนัก
ตัดภาพไปยังสามผู้ซึ่งกำลังลอยอยู่กลางอากาศที่เพิ่งจะร่ายคาถาเสร็จสิ้น เขาชี้ไม้เท้าของเขาไปทางเ้าเสือั์ ก่อนที่บอลลมอัดอากาศจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันพุ่งอัดเข้าไปตามร่างกายของเ้าอสูรร้ายอีกครั้ง
เซเบอร์ทูธไม่สนเวทมนตร์ที่ถูกยิงเข้าหามัน มันยังคงตั้งใจปีนขึ้นต้นไม้เพื่อไปหาเด็กหนุ่มในชุดเกราะที่บัดนี้อยู่ยืนอยู่บนยอดไม้แล้ว สองก้มมองมันพลางยิ้มเยาะ เขาชูมือขึ้นก่อนที่จะเรียกโล่ที่ตกอยู่บนพื้นให้ลอยขึ้นมาหาตนอย่างรวดเร็ว
ในวินาทีที่โล่ถึงมือเด็กหนุ่ม เขาก็ะโลงจากยอดไม้ทันทีโดยเอาโล่บังตัวเองไว้ และใช่ เป้าหมายของเขาคือบอสเสือของดันเจี้ยนแห่งนี้
โล่กระแทกเข้าหน้าเ้ามอนสเตอร์ตัวั์อย่างแรง มันร่วงหล่นสู่พื้นจนเกิดเสียงกระแทกดังก้อง สองรีบปล่อยมือจากโล่ของตนแล้วะโขึ้นสู่ต้นไม้ใหม่อีกครั้ง บอยที่เห็นว่าถึงเวลาของตัวเองแล้วก็รีบะโลงจากกิ่งไม้ เขายืนมือออกมาข้างหน้าพร้อมกับะโ “กรงเล็บพยัคฆ์ขย้ำ!” แล้วเล็งไปที่หน้าท้องของเ้ามอนสเตอร์
ฉีก!
ขนและหนังของมันบริเวณดังกล่าวถูกฉีกออกมาจนเืทะลัก มันร้องอวดครวญก่อนจะค่อยๆ พยุงตัวยืนขึ้นพลางจ้องไปยังมนุษย์ผู้ที่เพิ่งจะทำร้ายร่างกายมันทั้งสองคน
เนื่องจากโดนทำเป็เหมือนของเล่นจากมนุษย์พวกนี้ เ้าเซเบอร์ทูธจึงรู้สึกโมโหเป็อย่างมาก ตัวมันคือนักล่าและสิ่งมีชีวิตตรงหน้าต้องเป็เหยื่อของมัน แต่สถานการณ์ดันกลับกัน ทันใดนั้นเอง มันก็ร้องคำรามออกมาเสียงดังก้องป่า
คำรามมมมม!
“พวกมึงถอย!”
สามที่รู้สึกได้ถึงพลังอย่างบางอย่างะโเตือนเพื่อนๆ ของตน…แต่ไม่ทันเสียแล้ว เมื่ออยู่ๆ ร่างใหญ่ั์ของเ้าเสือหายวับไป ก่อนที่มันจะมาปรากฏตัวต่อหน้าสองพอที่ยืนอยู่บนยอดไม้
ฉีก!
กรงเล็บอันแหลมคมของเ้าเซเบอร์ทูธฉีกร่างท่อนบนของเด็กหนุ่มออกเป็สองชิ้น เืมหาศาลกระจายออกมาเลอะเปรอะเปื้อนอาบยอดไม้ที่เคยเขียวขจีให้กลายเป็สีแดงฉาน
แต่ก่อนที่เด็กหนุ่มที่เหลือจะได้ทันตั้งตัว เงาดำก็เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วอีกครั้ง เสียงของบางสิ่งขาดออกจากกันดังขึ้นอีกครั้ง ร่างของนนผู้ซึ่งยืนอยู่บนกิ่งไม้ของต้นไม้ใหญ่อีกต้นก็ฉีกออกจากกันเป็สองชิ้น
“ข้าแต่พระพายแห่งพายัพ ข้าขอวิงวอนในฐานะบริวารแห่งท่าน โปรดประทา-”
สามที่เพิ่งจะได้สติร่ายคาถาขึ้นแต่เสียงของเด็กหนุ่มก็ต้องหายไปพร้อมกับมีเสียงของร่างของเขาถูกฉีกออกจากกันดังขึ้นมาแทน
บอยมองภาพเบื้องหน้าตาค้าง ร่างของเด็กหนุ่มสั่นอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ขาทั้งสองข้างอ่อนแรง เขาไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายของตนได้เลย อวัยวะต่างๆ มันแข็งทื่อไปหมด เด็กหนุ่มมองร่างของเสือตัวั์ที่มีเขี้ยวยาวกว่าหนึ่งเมตรปรากฏตัวเบื้องหน้า มันค่อยๆ อ้าขากรรไกรของมันอย่างช้าๆ ก่อนจะกัดหัวของเด็กหนุ่มเข้าไป
“เฮือก!!”
บอยสะดุ้งตัวโหยงเด้งตัวขึ้นก่อนจะรีบจับให้ของตนทันที ภาพจำสุดท้ายการที่สติของเขาจะดับไปคือภาพของปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวของอสูรร้ายที่กัดหัวของเขา แม้จะไม่มีความเ็ปใดๆ แต่เขากลับรู้สึกไม่ดีชอบกล
“ตื่นแล้วเหรอมึง”
เสียงของใครบางคนดังขึ้นไม่ไกลจากเขา เมื่อบอยเห็นไปยังต้นเสียงก็เผยให้เห็นถึงเตียงมากมายที่เรียงรายกันในห้องที่เขาคุ้นเคย ห้องพยาบาลชั้นสองของดันเจี้ยนสตูดิโอแห่งนี้และผู้ที่ส่งเสียงเรียกเขาก็คือ สามซึ่งนอนอยู่บนเตียงในชุดผู้ช่วยข้างๆ เขานั้นเอง
“ไอ้การโจมตีสุดท้ายนั่นมันอะไรวะ” บอยถามขึ้น
“พี่เ้าของร้านบอกว่าเป็ความสามารถของบอสวะ” สองที่นอนอยู่บนเตียงถัดไปจากสามกล่าว
“แม่ง ไอ้เสือห่านั่นมันแรงค์เอฟจริงๆ ไหมวะ เก่งฉิบหาย” เด็กหนุ่มบ่นออกมา
“ความสามารถพิเศษในการเพิ่มพลังให้กับตนเองเป็เวลาสามวินาทีตามจำนวนสมาชิกในปาร์ตี้ที่ขาดหายไปในดันเจี้ยน หนึ่งคนต่อหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ตี้เราขาดสองก็เท่ากับว่าเ้านั่นมีพลังเพิ่มกว่าเดิมจากปกติสองร้อยเปอร์เซ็นต์” สามมองไปที่หน้าจอกรีนสมาร์ตโฟนของตัวเองพลางตอบกลับบอย
“มึงรู้ได้ไงวะไอ้สาม” บอยถามอีกฝ่ายอย่างสงสัย
สามหันหน้าหาเขาก่อนจะยื่นโทรศัพท์มาให้ บอยรับมาแล้วก็จ้องไปที่หน้าจอทันที เผยให้เห็นถึงข้อมูลของเ้ามอนสเตอร์ที่เขาเพิ่งจะสู้ไปก่อนหน้าที่จะโดนมันฆ่าตาย
“เอามาจากไหนอ่ะ” เขาถามเพื่อนสนิทอีกครั้ง
“Otteria แอปฯ ของร้านนี้อะ ตอนกูตื่นพี่เขามาอธิบายให้ฟัง มึงลงไปเอาของมึงก่อนก็ได้ระหว่างรอไอ้นนตื่น”
บอยพยักหน้าก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงแล้วลงไปที่ชั้นล่างเพื่อไปยังสเตชันหนึ่ง เขานำของออกมาก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้น ไม่รู้ว่าระยะเวลาที่เขาเข้าไปในดันเจี้ยนและสลบไปเป็เวลานานเท่าไหร่ แต่จากประสบการณ์ในครั้งก่อนของเขา เด็กหนุ่มจึงคิดว่าคงไม่นานไปกว่านั้นมากนัก
ระหว่างที่บอยกำลังจะขึ้นไปชั้นสอง เขาก็ยืนมองชายหญิงสองคนซึ่งกำลังนั่งคุยตรงโซฟา พลันความคิดบางอย่างก็เกิดขึ้นในหัวของเด็กชาย ‘สร้างดันเจี้ยนแบบนี้ขึ้นมาได้ พี่เขาเก่งจังเลยว่ะ’ ใช่ ชายหญิงสองคนที่กำลังคุยกันอยู่บนโซฟาคือมินและมาย
บอยมีความฝันอยู่อย่างหนึ่ง ถึงแม้ตอนนี้เ้าตัวจะล้มเลิกไปแล้วแต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะหวนกลับไปคิดถึงตัวเองอีกครั้งในอายุแปดเก้าขวบ ความฝันที่อยากจะเป็คนสร้างมิติดันเจี้ยน เป็นักเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่จะมีสักกี่คนกันล่ะที่สามารถทำตามความฝันของตัวเองได้ เขาถูกบังคับให้เรียนวิชาหมัดตอนอยู่สิบขวบ ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาต้องเรียนเพราะเป็วิชาประจำตระกูล เป็ลูกชายคนเดียวที่สามารถสืบทอดได้ เขาเลือกอะไรได้หรือ นอกจากทำตามที่บิดาของตนสั่ง
หลังจากหลุดจากภวังค์ บอยก็ส่ายหัวของเขาเบาๆ ก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองและในจังหวะที่เขากำลังจะเปิดประตูห้องพยาบาลนั้นเอง เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้น
“อ้าวบอย ตื่นแล้วเหรอ”
เมื่อหันไปยังต้นเสียงและเห็นว่าอีกฝ่ายคือใคร บอยจึงถามขึ้น “อ้าวพี่น้ำ ผมนึกว่าพี่กลับไปแล้วซะอีก ตอนตื่นมาไม่เห็น”
“พี่ไปคุยโทรศัพท์มาน่ะ” น้ำหนึ่งตอบก่อนจะเปิดประตูเข้าห้องพยาบาลไป
“ไอ้ฝรั่งแคระมันโทรฯ ว่าไงพี่น้ำ”
เสียงของสองดังขึ้นทันทีเมื่อเห็นว่าผู้ที่เขามาในห้องเป็พี่สาวของตัวเอง น้ำหนึ่งที่ได้ยินประโยคของน้องชายตัวเองขมวดคิ้วทันทีก่อนจะกล่าวต่อว่าน้องชายตัวเอง
“พี่เคยบอกว่าไงสอง อย่าเอาปมด้อยของคนอื่นมาล้อ”
“ก็มันเตี้ยจริงๆ อะ” สองบ่นออกมา
“แล้วเขาก็อายุเยอะกว่าเราด้วย ต่อให้ไม่เคารพยังไงก็ต้องเรียกเขาว่าพี่”
“เออรู้แล้วน่า” สองตอบกลับพี่สาวตัวเองอย่างขอไปที
“สรุปว่าคุณพี่จอห์นเขาโทรฯ มาหาคุณพี่น้ำหนึ่งทำไมเหรอครับ” สองพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
“โทรฯ มาตื๊อให้ไปกินข้าวด้วยเย็นนี้” น้ำหนึ่งตอบน้องชายตัวเองพลางกลอกตาอย่างเบื่อหน่ายเมื่อนึกถึงหน้าคนที่เธอเพิ่งจะวางสายไปก่อนหน้านี้
“แล้วพี่น้ำตอบไปว่าไงอะ ปฏิเสธเหมือนเดิมเหรอ” สามถามพี่สาวของตัวเอง
“หึ ครั้งนี้ตอบตกลงไป” น้ำหนึ่งตอบเสียงเรียบ
“ฮะ!” เด็กหนุ่มแฝดทั้งสองคนะโขึ้นพร้อมกัน
“ได้ไงอะ ไหนบอกไม่ชอบมัน” สองถามขึ้นอย่างหัวเสียกับคำตอบของพี่สาวตัวเอง แต่ก็ต้องหน้าหงอเมื่อเห็นสายตาพิฆาตที่อีกฝ่ายส่งมา ก่อนที่เด็กหนุ่มจะกล่าวต่อ “ผมหมายถึง ไหนพี่น้ำบอกว่าไม่ได้ชอบพี่เขาไง”
“ไม่ได้ชอบไงแต่จะให้ปฏิเสธแบบนี้ไปตลอดก็ไม่ได้ใช่ไหมล่ะพี่เลยตอบตกลงไปแต่ว่ามีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่ง” เด็กสาวตอบเด็กหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย
“ข้อแม้?” สองกล่าวด้วยความสงสัย
“อย่าบอกนะ…” สามที่นอนอยู่ข้างๆ ยืดตัวขึ้นมาจากเตียงเพื่อถามพี่สาวตัวเองด้วยเพื่อแน่ใจพร้อมยิ้มกรุ้มกริ่ม
“อืม” หญิงสาวตอบกลับไปสั้นๆ ก่อนจะยิ้มอย่างมีเลศนัย
“อะไรวะไอ้สาม” สองยืนมือของตัวเองไปสะกิดแขนคนที่นอนอยู่เตียงข้างๆ กัน
“กูไม่บอก เอาเป็ว่าวันนี้มีโชว์สนุกๆ ให้มึงดูแล้วกัน เตรียมป๊อปคอร์นไว้เลย” สามตอบเสร็จแล้วจึงกลับไปนอนคลุมโปงโดยปล่อยให้คนโดนเมินสงสัยอย่างไม่สบอารมณ์
บอยที่เล่นสมาร์ตโฟนของตัวเองโดยไม่ได้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า กำลังกดเข้าแอปพลิเคชันของดันเจี้ยนสตูดิโอแห่งนี้อยู่ เมื่อเด็กหนุ่มกดเข้าไปในแอปฯ ก็ต้องใเมื่อหน้าจอกรีนของเขามีข้อความเด้งขึ้นมา
[คุณใช่นาย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์หรือไหม]
[ใช่] [ไม่]
“เชี้ย ขนลุกเลยวะ แอปฯ รู้ด้วยว่ากูคือใคร” เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“แอปฯ มันลิงก์กับป้ายด็อกแท็กของมึงอะ พี่สาวเขาบอกมา” เสียงอู้อี้ของสามลอดทะลุผ้าทั้งๆที่ตัวเขายังคลุมโปงอยู่
เด็กหนุ่มกดปุ่ม [ใช่] เพื่อยืนยันตัวตนของตนเองหลังจากได้ยินคำอธิบายของเพื่อนสนิท หน้าจอของเขาเปลี่ยนไปทันที เผยให้เห็นถึงหน้าโฮมของตัวแอปพลิเคชันซึ่งดูโล่งๆ ที่มีแต่ประโยค coming soon หลายจุด เขาเข้าใจทันทีว่าแอปพลิเคชันตัวนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี เดาได้จากคำบอกเล่าของพี่สาวซึ่งบอกเขาเมื่อวานว่าเป็การเปิดร้านวันแรก
“เหรียญรูปตัวนากนี่มันอะไรวะ” บอยถามขึ้นเพื่อเขากดแอปพลิเคชันไปดูทีละหน้าและเข้าไปที่หน้าของประวัติของเขา
“ไม่รู้วะพี่เขาบอกว่าตอนนี้ฟังก์ชันยังไม่พร้อมใช่งาน ไว้เปิดเมื่อไหร่ก็รู้เอง” ครั้งนี้เป็สองที่ตอบเพื่อนสนิท หลังจากที่เ้าตัวหายโมโหฟุดฟิดพี่สาวและแฝดของตัวเองที่ไม่ยอมบอกรายละเอียดในเื่ที่พวกเขารู้กันสองคน
“ผู้ค้นพบ อะไรวะเนี่ย” เสียงทุ้มของเด็กหนุ่มดังขึ้นอีกครั้ง นิ้วของเขากดไปที่ข้อความที่ถูกทำให้หนาใต้ชื่อจริงนามสกุลจริงของเขาและเมื่อกดเขาไปเด็กหนุ่มก็ต้องยิ้มออกมา
[ฉายา: ผู้ค้นพบ]
รายละเอียด: ฉายานี้มอบให้แก่เพลเยอร์*ที่เข้าดันเจี้ยนเป็คนแรก (ในกรณีที่เข้าเป็ปาร์ตี้ ฉายานี้จะมอบให้แก่สมาชิกทุกคน)
สถานที่: ป่าดิบชื้นแห่งก็อบลิน
รางวัล: ได้รับเหรียญ 10ea [กดรับ]
เอฟเฟค: ได้รับพลังชีวิตหลังจากฆ่ามอนสเตอร์เพิ่มขึ้น 10% (ติดตัว)
“เชี้ย เจ๋งฉิบหาย!!!” เสียงอุทานดังลั่นของบอยพาเอาบุคคลที่เหลือในห้องสะดุ้งตัวโหยง รวมถึงนนที่กำลังหลับอยู่
“พวกกูใหมดไอ้เหี้ยบอย!” สามเอ็ดคนที่เพิ่งจะะโออกมาเมื่อสักครู่
“พวกมึงๆๆๆๆๆ ต้องมาดูนี้!” ไม่ได้สนใจคำด่าของเพื่อนสนิท เด็กหนุ่มยื่นโทรศัพท์ให้คนเตียงๆ คนดู
สามรับโทรศัพท์ของบอยมาดูก่อนจะอ่านก่อนที่เ้าตัวจะ “เชี้ย!!!!!” อุทานดังๆ ออกมาเช่นกัน
____________________________________
*หมายเหตุ: เพลเยอร์ (Player - ผู้เล่น) ไรท์ขอใช้คำว่าเพลเยอร์นะคะ เพราะรู้สึกไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ตอนพิมพ์ว่า ผู้เล่น พอดีชินกับคำว่าเพลเยอร์มากกว่าค่ะ