“มันบินได้นี่เจ้าไม่จำเป็นต้องให้มันเข้าไปอยู่ในพื้นที่ฝึกสัตว์หรอก เราก็แค่พามันไปด้วย”ชิงจีกล่าวขณะมองไปยังเทียนอวี่
“เช่นนั้นก็ดีพวกเราไปกันเถิด!” เยี่ยซางมีความสุขมากเมื่อได้ยินว่าไม่จำเป็นต้องให้เทียนอวี่อยู่ในพื้นที่ฝึกสัตว์
เยี่ยซางและชิงจีออกจากลานบ้านแล้วปิดประตูเล็กๆ ที่ลานก่อนจะออกเดินทางไปยังยอดเขาไท่เสวียนมีเสียงร้องเรียกจากเทียนอวี่ดังมาจากด้านหลังเมื่อทั้งคู่ออกเดินทาง ขณะที่มันบินวนอยู่เหนือศีรษะของเยี่ยซางและชิงจี
เมื่อมองลักษณะการบินเป็นวงกลมของเทียนอวี่เยี่ยซางก็รู้ว่าเทียนอวี่ต้องการให้เขาขึ้นไปแต่ด้วยความสูงกว่าสามจั้งเยี่ยซางไม่สามารถกระโดดขึ้นไปได้ ทั้งยังมีชิงจีอยู่
เจ้าต้องการจะนั่งบนหลังของเทียนอวี่แล้วปล่อยให้ศิษย์พี่หญิงชิงจีเดินไปหรือ?
“ศิษย์พี่หกเดินไม่ช้าหรอกเจ้าขึ้นไปเถิด!” ชิงจีคว้าไหล่ของเยี่ยซางแล้วเหวี่ยงเขาขึ้นไปสองสามจั้งทำให้เยี่ยซางขึ้นมายืนบนหลังเทียนอวี่ได้สำเร็จ
หลังจากที่เยี่ยซางขึ้นไปบนหลังของเทียนอวี่แล้วชิงจีก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วตามร่างของเทียนอวี่ไป
“เทียนอวี่ให้ศิษย์พี่หกขึ้นมาด้วยได้หรือไม่?” เยี่ยซางรู้สึกอึดอัดมากมันไม่เหมาะสมเท่าไรที่เขาจะนั่งบนอสูรบินแล้วให้ชิงจีวิ่งตามอยู่ด้านล่าง
หลังจากได้ยินคำพูดของเยี่ยซางเทียนอวี่ก็บินวนไปด้านข้างของชิงจี
“ศิษย์พี่หกขึ้นมาเถิด! เทียนอวี่เห็นด้วยแล้ว” เยี่ยซางตะโกนเรียกชิงจี
เมื่อเห็นเทียนอวี่บินเข้ามาใกล้นางชิงจีจึงเข้าใจว่าเทียนอวี่ตกลงที่จะให้นางขึ้นไปชิงจียกมือจับชุดกระโปรงผ้าไหมที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของนางเล็กน้อย จากนั้นก็กระโดดขึ้นไปอยู่ที่ด้านข้างของเยี่ยซาง
หลังจากที่ชิงจียืนนิ่งเทียนอวี่ก็ส่งเสียงร้องก้องฟ้า แล้วสะบัดปีกบินไปข้างหน้า
“มันเป็นสัตว์อสูรที่น่าประหลาดใจยิ่งศิษย์น้องตัวน้อย เจ้าช่างโชคดีนัก”ชิงจีพูดด้วยอารมณ์บางอย่างขณะที่มองไปยังเที่ยนอวี่นางรู้สึกตกใจเล็กน้อยที่เยี่ยซางและเทียนอวี่เข้ากันได้ดีขนาดนี้สัตว์อสูรที่ติดตามมนุษย์ด้วยความสมัครใจแต่ยังมีความดุร้ายอยู่เช่นเทียนอวี่นั้นถือเป็นส่วนน้อยที่หาได้ยาก
ไม่นานนักเยี่ยซางและชิงจีก็มาถึงห้องโถงใหญ่ของยอดเขาไท่เสวียนเทียนอวี่บินร่อนลงตรงลานด้านหน้าของห้องโถง
เมื่อกระโดดจากหลังของเทียนอวี่เยี่ยซางก็เห็นว่าศิษย์พี่ชายหญิงของเขาอยู่ที่นั่นแล้วพร้อมกับศิษย์รุ่นที่สามของยอดเขาไท่เสวียนโดยมีชิงเตียวสิบตัวอยู่ด้านหลังพวกเขา
“ศิษย์น้องหกกลับมาแล้วไปกันเถิด!” อู๋ฉี่กล่าวเมื่อเยี่ยซางและชิงจีปรากฏตัว
“ตกลงเสิ่นหรงมาตรงนี้” ชิงจีโบกมือให้ชิงเตียวชิงเตียวตัวหนึ่งขยับมาที่ด้านข้างของชิงจี พร้อมกับเสิ่นหรง ศิษย์ของนาง
ชิงจีพาเสิ่นหรงขึ้นไปบนหลังชิงเตียวของนางคนอื่นๆ ก็อยู่บนหลังของชิงเตียวเช่นกัน อู๋ฉี่พาลูกศิษย์ของกงเสวียนฉู่หนิงและถังเทียน รวมถึงศิษย์ของเขาเจ่อจ้วงไปด้วยกัน
เมื่อเห็นชิงเตียวออกบินเยี่ยซางก็พยักหน้าให้เทียนอวี่ ในขณะที่เทียนอวี่เริ่มบินขึ้นเยี่ยซางก็ออกแรงกระโดดขึ้นไปอยู่บนหลังเทียนอวี่
“สัตว์อสูรบินสิบสามตัวนั้นน่าประหลาดใจจริงๆถึงตอนนี้มันจะไม่แข็งแกร่งเท่าชิงเตียว แต่ระดับสายเลือดของมันสูงกว่ามาก ดูท่าแล้วยังสามารถพัฒนาได้อีกในอนาคต”หวาหนานมองไปยังเยี่ยซางที่ตามมาข้างหลัง ขณะพูดกับอู๋ฉี่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขา
“ข้าได้ยินศิษย์พี่ใหญ่พูดว่านกตัวนั้นมีสายเลือดโบราณของชิงเผิงและเสวียนหลวน พัฒนาการของมันนั้นไร้ขีดจำกัดใครจะรู้ว่าอสูรตัวนี้จะสนใจสิบสามเหมือนกัน มันจึงยอมติดตามสิบสาม” อู๋ฉี่กล่าว
ระหว่างการพูดคุยทั้งกลุ่มได้มาถึงหอเกียรติยศของยอดเขาตานติ่ง
แต่ละยอดเขามีหอเกียรติยศของตนเองอันที่จริงมันคือหอที่คอยจัดการเรื่องต่างๆ ของศิษย์ในสำนัก
“ศิษย์น้องอู๋พวกเจ้ามาแล้ว” หลังจากที่พวกเขาเดินเข้าไปไม่กี่ก้าวชายคนหนึ่งที่มาจากหอเกียรติยศก็กล่าวทักทาย
“ศิษย์พี่ฉู่ก็อยู่ที่นี่ด้วย!”อู๋ฉี่ทักทายเขากลับด้วยท่านทางไม่แยแส
เยี่ยซางรู้จักคนผู้นี้เขาคือฉู่หลิงเซียว ศิษย์คนโตของประมุขยอดเขาตานติ่งเขาเป็นผู้ดูแลในพิธีคัดเลือกศิษย์ของหุบเขาโอสถ
“อืมพาศิษย์สองคนได้เข้าสู่ตันปั่งมาลงทะเบียน” ฉู่หลิงเซียวกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ไร้สาระก็แค่ตันปั่งพวกเราไม่เคยรับศิษย์มาก่อน มิฉะนั้นศิษย์ของเจ้าจะได้อยู่ในตันปั่งหรือ?” ก่อนที่อู๋ฉี่จะพูดชิงจีก็พูดสวนขึ้นอย่างหยาบคายเล็กน้อย
“เอ่อ...ที่กล่าวมาคงมากไปแต่ถ้ายอดเขาไท่เสวียนของพวกเจ้ายอมรับศิษย์รุ่นสามตั้งแต่แรกตอนนี้รายชื่อของหยวนปั่งกับตันปั่งจะไม่เป็นเช่นนี้อย่างแน่นอน”ฉู่หลิงเซียวกล่าวด้วยความงุนงง
“หืม!เจ้าก็รู้นี่” ชิงจีสูดลมหายใจอย่างเย็นชา
“ฉู่หนิงคารวะอาสามขอรับ”ฉู่หนิงซึ่งติดตามอู๋ฉีกล่าว
“เจ้าต้องทำงานหนักจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับเวลาแล้วที่เจ้าจะได้เป็นศิษย์สายใน ตราบใดที่เจ้าทำงานหนักเจ้าจะมีโอกาสที่ดี” ฉู่หลิงเซียวพยักหน้าให้ฉู่หนิง
“เจ้าไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ตอนนี้เขาเป็นศิษย์รุ่นที่สามของยอดเขาไท่เสวียน เป็นลูกศิษย์ของศิษย์พี่ใหญ่ เขาจะมีอนาคตที่ดีอย่างแน่นอน”หยางเหล่ยกล่าว
เมื่อได้ยินคำพูดของหยางเหล่ยฉู่หลิงเซียวก็ตกตะลึง ศิษย์ใหม่มักจะเป็นศิษย์สายนอกเสมอหลังจากผ่านการสังเกตระยะหนึ่งถึงจะได้เป็นศิษย์สายในทั้งยังได้เป็นศิษย์ของกงเสวียนอีก...
ในบรรดาศิษย์รุ่นที่สองของหุบเขาโอสถฉู่หลิงเซียวไม่ตกเป็นรองใคร เขามักจะโดดเด่นกว่าคนอื่นในการแข่งขันต่างๆของสำนักเสมอ ยกเว้นกับเพียงกงเสวียน
ฉู่หลิงเซียวพ่ายแพ้กงเสวียนทว่าเขายังรู้ด้วยว่ากงเสวียนไม่ได้ใช้พลังอย่างเต็มที่
“หนิงเอ๋อร์ทักทายอาจารย์ของเจ้าให้ข้าด้วย ข้ายังมีเรื่องบางอย่างที่ต้องทำดังนั้นข้าต้องไปแล้ว” ฉู่หลิงเซียวลุกขึ้นและเดินจากไปแต่เมื่อเดินผ่านด้านข้างของชิงจีก็ยังเลี่ยงออกโดยเฉพาะ
มีคำกล่าวในหุบเขาโอสถว่าอย่ายั่วโทสะศิษย์ของยอดเขาไท่เสวียน ถ้าเจ้ายั่วยุศิษย์ของยอดเขาไท่เสวียน ชีวิตของเจ้าจะลำบากอย่างถึงที่สุดฉู่หลิงเซียวเชื่อมั่นในคำกล่าวนี้
ย้อนกลับไปครั้งที่เขาเอาชนะชิงจีในการแข่งขันสำนักทำให้การแข่งขันครั้งต่อไปได้สู้กับกงเสวียนที่ไม่เคยต่อสู้มาก่อน ซึ่งในที่สุดฉู่หลิงเซียวก็เสียอันดับที่หนึ่งไป
กงเสวียนยังกล่าวอีกว่าตราบใดที่ฉู่หลิงเซียวต่อสู้ชิงอันดับเขาก็จะมาสู้ด้วย จึงทำให้ฉู่หลิงเซียวรู้ว่าศิษย์ของยอดเขาไท่เสวียนไม่เพียงแต่แข็งแกร่งในการต่อสู้เท่านั้นแต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ยังแข็งแกร่งมากด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้เมื่อศิษย์คนที่สิบสองของยอดเขาไท่เสวียนถูกสังหารหุบเขาโอสถจำต้องออกหน้าเพื่อจัดการกับเรื่องนี้โดยส่งผู้อาวุโสไปเจรจากับหลิ่วหยางอวี่พวกเขาต้องการลงโทษนิกายสี่ช่องสมุทรเพียงเล็กน้อย เพราะนิกายสี่ช่องสมุทรก็ถือเป็นกองกำลังรองภายใต้หุบเขาโอสถแต่ยอดเขาไท่เสวียนไม่ยินยอมและทำลายนิกายสี่ช่องสมุทรด้วยตนเอง
ดังนั้นตอนนี้ฉู่หลิงเซียวจึงไม่เต็มใจที่จะโต้แย้งกับศิษย์ของยอดเขาไท่เสวียนเท่าไรนัก
“ข้าพูดไม่ผิดเขาแค่วางท่าจริงจังหลอกลวงคนอื่น” ชิงจีทำหน้าบึ้ง
ฉู่หนิงรู้สึกเขินอายเล็กน้อยท่านอาของเขาอยู่ฝ่ายหนึ่งและอาจารย์ของเขาก็อยู่อีกด้านหนึ่งฉู่หนิงไม่รู้ว่าพวกเขาทะเลาะกันเรื่องอะไร
“ศิษย์น้องหกถึงพวกเราจะไม่ชอบผู้ชายคนนี้ แต่โดยรวมแล้วเขาก็เป็นคนดี นอกจากนี้หนิงเอ๋อร์ก็อยู่ที่นี่ด้วยอย่าทำให้เด็กต้องอับอาย” อู๋ฉี่เหลือบมองที่ฉู่หนิงและกล่าว
“หนิงเอ๋อร์อาจารย์อาของเจ้ามีเรื่องขัดแย้งกับอาสามของเจ้าแต่เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ้า ไม่ต้องคิดมากอาจารย์อาของเจ้าแค่อยากจะลงโทษอาสามของเจ้าเท่านั้นเอง” ชิงจีกล่าวแล้วตบไหล่ฉู่หนิง
“ขอรับ”ฉู่หนิงพยักหน้า เขาเข้าใจแล้วเรื่องระหว่างชิงจีกับฉู่หลิงเซียวอาจเป็นเพียงการต่อสู้แบบมิตรภาพไม่ได้มีความเกลียดชังมากมายอย่างที่คิด ไม่เช่นนั้นชิงจีคงไม่พูดว่าเป็นการลงโทษ
“ปีนี้แปลกเสียจริงที่ทุกคนจากยอดเขาไท่เสวียนมาที่นี่ได้” ชายในชุดคลุมสีเขียวปรากฏตัวขึ้น เขาคือลั่วเต้าหยวนจากยอดเขาเทียนเยวี่ย
“ทำไมเจ้าถึงมีสิทธิ์ออกความเห็นกันเล่า?” หยางเหล่ยพูดอย่างเย็นชา
“ฮ่าฮ่าคราวนี้ยอดเขาไท่เสวียนของพวกเจ้าได้รับศิษย์ใหม่จำนวนมากข้าหวังว่าพวกเขาจะมีประโยชน์ คราวนี้ศิษย์สายนอกจากยอดเขาเทียนเยวี่ยของเราเก่งมากทีเดียว”ลั่วเต้าหยวนกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ลั่วเต้าหยวนถ้าเจ้าต้องการหาเรื่องก็บอกสถานที่มา ข้าพร้อมไปพบเจ้าทุกเมื่อพวกลูกศิษย์จะมีประโยชน์หรือไม่? ไปเจอกันที่สนามประลองเลยสิ”หวาหนานกล่าวอย่างเย็นชา
“แล้วเจอกันที่สนามประลอง”ลั่วเต้าหยวนจากไปหลังกล่าวจบ