สตรีที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเซิ่งมู่เป็สาววัยกลางคนที่หน้าตาธรรมดาคนนึง แต่รอบตัวกลับประดับไว้ด้วยกลิ่นอายที่อ่อนโยนและใจดี
สตรีคนนี้มีชื่อว่า ต้าซู่อิง เป็มารดาที่แสนใจดีของต้าจิน
เมื่อเซิ่งมู่เดินเข้ามาในเรือนบ้านแล้ว ต้าซู่อิงจึงพาหนุ่มสาวทั้งสามไปนั่งพักอยู่โต๊ะไม้หินอ่อน
โต๊ะหินอ่อนตัวนี้ตั้งอยู่ใต้ต้นแปะก๊วยขนาดใหญ่ต้นนึง ในเรือนบ้านของต้าจินถึงแม้พื้นที่จะไม่ได้มีขนาดกว้างขวางเหมือนเรือนของพวกเศรษฐีชั้นสูง แต่กลับมีต้นแปะก๊วยขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในเรือนบ้าน ต้าจินเคยเล่าให้เซิ่งมู่ฟังว่าั้แ่เด็กต้าจินก็เห็นไม้ต้นนี้ใหญ่โตขนาดนี้อยู่แล้ว ก่อนเดิมนั้นต้าจินเข้าใจว่าต้นแปะก๊วยนี้อยู่มาั้แ่รุ่นบรรพบุรุษ แต่ตอนนี้หลังฟังเื่เล่าจากตาแก่เย่ คาดว่าต้นแปะก๊วยนี้คงอยู่ก่อนครอบครัวต้าจินย้ายเข้ามาเมืองเล็กกระมัง
ผ่านไปไม่นานต้าซู่อิงจึงเดินออกมาจากเรือนหลังบ้าน ในมือขวาถือกาน้ำชา มือซ้ายห้อยถุงผ้าถุงไม่ใหญ่ใบนึงเอาไว้
เมื่อมาถึงโต๊ะหินอ่อนจึงนำกาน้ำชาวางบนโต๊ะ ต้าจินที่เห็นดังนั้นจึงช่วยมารดาของตนรินน้ำชา ต้าซู่อิงที่เห็นบุตรชายของตนจึงยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
ในขณะที่รอต้าหุ้ยมาถึง ต้าจินที่ยังสงสัยในตัวตนของตนและบิดามารดาจึงเอ่ยปากถามมารดาว่า
“ท่านแม่ ท่านรู้หรือไหม? ท่านพ่อเป็ผู้ฝึกตน?”
สตรีได้ยินคำถามจากลูกชายจึงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าตอบรับว่า “อื้ม รู้ซิ”
ต้าจินที่ได้ยินจึงทำหน้ามุ่ย “แล้วพวกท่านก็ไม่บอกกล่าวให้ข้าฟังสักนิดเลยเหรอ”
สตรีได้ยินดังนั้นจึงหัวเราะอย่างเอ็นดู
“ท่านอาซู่อิง เื่การเดินทางขึ้นูเาเข้าสำนักฝึกตน ท่านพอรู้หรือไม่ว่าต้าจินต้องไปที่ใด?”
เซิ่งมู่นึกถึงเื่ที่คุยกับตาแก่เย่เมื่อยามบ่าย
หลังออกจากบ้านเดินทางเข้าตลาดไปพร้อมต้าจิน ระหว่างทางทั้งเซิ่งมู่ ต้าจินและหลิวจื่ออี้ก็คุยแลกเปลี่ยนความรู้กันตลอดทาง ถึงแม้เซิ่งมู่จะอ่านตำรามาเยอะ แต่อย่างไรตำราที่อ่านก็เป็เพียงความรู้ทั่วไปในเมืองเล็กและเื่ระบบศักดินาในอาณาจักรชิงอวิ๋น หากจะหาความรู้เกี่ยวกับเทพเซียนกลับทำได้ยากนัก ทำให้หลิวจื่ออี้ที่ได้รับการสืบทอดความรู้ทั้งหลายจากผู้าุโหลิวจิ้งเจ๋อ เป็คนที่เข้าใจในโลกบนูเาของผู้ฝึกตนมากที่สุด
จากที่หลิวจื่ออี้เล่าให้ฟังสำนักฝึกตนชื่อดังในอาณาจักรชิงอวิ๋นมีทั้งสิ้นสี่สำนัก
สำนักชิงอวิ๋นหรือสำนักเมฆาคราม เป็สำนักหลักประจำอาณาจักรชิงอวิ๋น ตั้งอยู่ในเมืองอวิ๋นสุ่ยซึ่งเป็เมืองหลวงของอาณาจักรชิงอวิ๋น แต่เดิมสำนักนี้ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง แต่ภายหลังเมื่ออาณาจักรชิงอวิ๋นมีการเปลี่ยนมือราชวงศ์ผู้ปกครอง ราชวงศ์ใหม่แซ่ชิงจึงได้ย้ายสำนักเก่าแก่ของตนเข้ามาภายในเมืองหลวงอวิ๋นสุ่ย
สำนักที่สองมีชื่อเสียงเรืองรองและเป็คู่แข่งสำนักชิงอวิ๋นมาหลายร้อยปีคือสำนักประจำเมืองอวิ๋นสุ่ย แต่เดิมสำนักอวิ๋นสุ่ยเป็สำนักหลวงประจำราชวงศ์สุย แต่ภายหลังราชวงศ์สุยถูกโค่นล้ม ทำให้สำนักชิงอวิ๋นของราชวงศ์ชิงที่พึ่งโผล่มาได้ตำแหน่งสำนักใหญ่อันดับหนึ่งของอาณาจักรไป
ถึงแม้ผู้ฝึกตนทั่วไปจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับปัญหาระหว่างราชวงศ์ แต่หากสำนักใหญ่สำนักใดที่ถูกเชิดชูโดยราชวงศ์นั้นล่มสลายไป ถึงไม่ได้กระทบกับรากฐานที่แท้จริง กลับทำให้ฐานะโดยรวมตกลงมาไม่น้อย
สำนักที่สามเป็สำนักการค้าที่ใช้ชื่อว่า หอการค้าเมฆาคล้อย หยุนกุยโหลว ที่ถูกเรียกว่าสำนักเป็เพราะมีวิชาประจำของตนและเป็แหล่งฝึกตนชั้นเยี่ยม ถึงอย่างไรการปฏิบัติตนของสำนักเมฆาคล้อยที่ชอบเกลือกกลั้วกับกลิ่นทองแดงกลับเหมาะเป็กลุ่มพ่อค้าเสียมากกว่า ภายหลังจึงถูกถอดถอนคำว่าสำนักไป ปัจจุบันจึงเป็เสมือนหอสมบัติที่ใหญ่ที่สุดของผู้ฝึกตน
สำนักสุดท้ายคือสำนักวสันต์มรกต ปี้ชุนจง เป็สำนักที่ก่อตั้งโดยกลุ่มผู้ฝึกตนอิสระ มีอายุไม่ถึงสามร้อยปี แต่กลับมีรากฐานที่แ่า นอกจากนี้ยังรับศิษย์ทุกประเภท ไม่จำกัดว่าจะมีพร์ด้านใด ทำให้เติบโตอย่างรวดเร็ว ขึ้นมายืนในฐานะสามสำนักใหญ่อย่างมั่นคง
ในขณะที่เซิ่งมู่กำลังนึกถึงเื่ที่คุยกับหลิวจื่ออี้อยู่นั้น ต้าซู่อิงก็เปิดปากเอ่ยว่า
“เื่นี้ข้าคุยกับต้าหุ้ยแล้ว พวกข้าจะส่งต้าจินไปสำนักเก่าของพวกข้าคือสำนักอวิ๋นสุ่ย”
ต้าซู่อิงลูบหัวลูกชายตนด้วยความเอ็นดู พร้อมหันมาทางเซิ่งมู่กับหลิวจื่ออี้
“หรือหากพวกเ้า้าข้าสามารถช่วยให้พวกเ้าเข้าสำนักเดียวกับต้าจินได้”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินจึงเริ่มขมวดคิ้วครุ่นคิด
ต้าซู่อิงที่เห็นจึงหัวเราะพร้อมกล่าวว่า
“ไม่จำเป็ต้องรีบร้อนหรอก อย่างไรเสียข้าและพี่หุ้ยก็ไม่ได้จะให้ต้าจินไปวันนี้วันพรุ่งอยู่แล้ว ภายในเดือนหน้าหากเ้าได้คำตอบแล้วค่อยมาบอกกับข้าสองสามีภรรยา แต่ระหว่างนั้นต้าจินอาจไปฝึกวรยุทธกับพวกเ้าไม่ได้แล้ว พวกข้ามีหลายอย่างที่ต้องถ่ายทอดให้ลูกชายคนนี้”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินจึงคลายความกังวลลงบ้าง คิดไว้ว่ากลับถึงเรือนคืนนี้คงรอฟังเื่สำคัญจากตาแก่เย่ก่อนค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สาย
ในขณะเดียวกันหลิวจื่ออี้ก็สังเกตเห็นสายตาของสตรีวัยกลางคนที่หันมามองตน จึงเอ่ยออกไปว่า
“สำหรับข้า ท่านปู่ได้บอกให้ข้าไปขอศึกษาศาสตร์ทางการแพทย์และการฝึกตนต่อที่จวนสกุลหลิวในเมืองหลวง ดังนั้นการไปขอเข้าสำนักกับต้าจิน ข้าสามารถติดตามไปด้วยได้ เพียงแต่คงไม่ได้เข้าสำนักเดียวกัน”
ต้าจินและต้าซู่อิงที่ได้ยินดังนั้นจึงมีรอยยิ้มขึ้นมา
ต้าจินกลัวว่าตนไปไกล เจอคนหน้าไม่คุ้น ก็มีความกังวลตามประสาคนที่ไม่เคยเดินทางไกล กลับกันมารดาต้าจินอย่างต้าซู่อิงกลับเป็ห่วงว่าการสร้างบ่วงเล็กๆ ในใจของต้าจิน อย่างการคิดถึงบิดามารดาที่บ้านเกิดหรือสหายที่เมืองเล็กอาจส่งผลกับต้าจินใน่ต้นการฝึกตน ดังนั้นเมื่อได้ยินหลิวจื่ออี้เอ่ยจึงเบาใจได้บ้าง
ในขณะที่เซิ่งมู่มีคำถามที่จะเอ่ยต่อ กลับได้ยินเสียงเดินของบุรุษผู้นึงมายังเรือนบ้าน เซิ่งมู่หันไปจึงเห็นพ่อต้าจิน ต้าหุ้ยที่แบกถุงผ้าใบใหญ่ใบนึง กำลังก้าวมายังคนทั้งสี่ที่กำลังคุยกันอยู่
เมื่อต้าหุ้ยมาถึงจึงวางถุงผ้าลงข้างโต๊ะหินอ่อน ก่อนจะเอ่ยกับเซิ่งมู่และหลิวจื่ออี้ว่า
“เกราะแขนหนังนี้เป็ของเ้า ตาเฒ่าแซ่เย่เป็ผู้ฝึกยุทธฝีมือยอดเยี่ยมคนนึงข้าจึงทำมาให้ทั้งเ้าทั้งตาแก่ ถึงข้าไม่แน่ใจว่าเ้าจะเดินทางต่อในสายผู้ฝึกยุทธต่อไปหรือไม่ แต่อย่างไรมีมากไว้ก็ดีกว่า”
เมื่อเซิ่งมู่ก้มลงไปมองจึงเห็นว่าภายในถุงผ้ามีเตาหอมโอสถสามขาทองแดงใบนึงกับเกราะแขนหนังสองคู่
“อีกชิ้นเป็ของแม่นางน้อยหลิว เป็เตาหลอมโอสถที่ผู้าุโฝากฝังข้ามา สามารถหลอมโอสถได้ถึงระดับิญญา หากเ้า้าเตาหลอมโอสถิญญาขึ้นไปคงต้องรบกวนผู้าุโเตรียมวัตถุดิบที่ดีกว่านี้มาให้ข้าแล้วแหละ”
หลิวจื่ออี้ที่ได้ยินดังนั้นใบหน้าจึงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ก่อนจะมีเสียงเบาๆ ของต้าจินดังมาว่า
“ระดับิญญานี่สุดยอดมากเหรอ”
หลิวจื่ออี้หันไปตอบ
“สำหรับข้า… ก็สุดยอดมากแล้วแหละ”
ในขณะเดียวกันเซิ่งมู่ก็ตรวจสอบเกราะแขนที่ตนได้รับมา แม้รูปลักษณ์ไม่โดดเด่น แต่จากผิวััที่เซิ่งมู่รู้สึกได้ก็รู้ได้เลยว่าเป็ของชั้นเยี่ยมแน่ๆ
หลังเซิ่งมู่ลองสวมเกราะแขนพร้อมขยับท่าหมัดเล็กน้อย ก็รู้สึกได้ว่าทุกการขยับไม่มีส่วนติดขัดแม้แต่น้อย กลับกันพื้นที่การป้องกันนั้นสามารถป้องกันได้ทั้งท่อนแขน
“ส่วนนี่เป็ของขวัญจากข้า”
ต้าซู่อิงที่เห็นเซิ่งมู่กำลังกวัดแกว่งแขนอยู่ ก็ได้ยื่นสมุดเล็กๆ เล่มนึงมาให้
“ไม่ใช่ของล้ำค่าแต่น่าจะเหมาะกับเ้าในตอนนี้ที่สุดแล้ว”
เซิ่งมู่ที่ได้รับมาจึงลุกขึ้นคาราวะสองสามีภรรยา
ต้าหุ้ยที่เห็นดังนั้นจึงพยักหน้า พร้อมทำท่าทางเคร่งขรึม พูดออกมาว่า
“หากต้าจินได้มารยาทและความรู้จากเ้าสักครึ่งก็ดี”
ต้าจินได้ยินดังนั้น จึงขมวดคิ้ว ก่อนจะเริ่มโวยวายกับพ่อของตน
ทั้งสามคนที่เห็นเหตุการณ์เบื้องหน้าจึงะเิเสียงหัวเราะออกมา
หลังรับของจากสองสามีภรรยาเสร็จแล้ว ทั้งห้าคนจึงเริ่มนั่งลงและคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกัน ...
เวลาล่วงเลยผ่านไปสองชั่วยามก็เริ่มเข้าสู่ยามโหย่ว
เซิ่งมู่และหลิวจื่ออี้จึงขอตัวกลับบ้านเรือนของตน ระหว่างเดินทางกลับหลิวจื่ออี้ก็เล่าเื่บนูเาที่ตนได้ยินจากท่านปู่ให้เซิ่งมู่ฟังไปพลาง เื่เล่าส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่เื่สำคัญมากมายอันใด กลับเป็เื่เล่าที่หลิวจื่ออี้ได้ยินมาจากปู่ของตน อย่างเื่เทพเซียนบางคนอายุเป็พันปีใบหน้ากลับไม่เหี่ยวแห้งลง ยังเป็เด็กหนุ่มหน้าตาดีอยู่ อีกทั้งพูดไปพูดมาหลิวจื่ออี้ก็เอ่ยว่า
"อา... ข้าคงต้องเตือนต้าจินแล้ว หากไปท่องยุทธภพเจอคนแก่ เด็กหรือโฉมสะคราญ ต้องรีบหนีให้ไว ท่านปู่ข้าเคยเล่าให้ฟังคนเหล่านี้ส่วนมากเป็ยอดฝีมือที่ซุกซ่อนความสามารถไว้"
จนเมื่อถึงร้านยาสกุลหลิว หลังส่งหลิวจื่ออี้กลับเข้าบ้านตนได้แล้ว เซิ่งมู่จึงเดินกลับบ้านของตน ก่อนที่จะได้ยินเสียงหลิวจื่ออี้ะโไล่หลังมาว่า “สมุนไพรของเ้าข้าไม่ลืมแน่นอน”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินจึงหันไปพยักหน้าให้พร้อมโบกมือลา
เซิ่งมู่พบว่ากว่าจะเดินมาถึงเรือนบ้านของตน ดวงอาทิตย์ก็เริ่มคล้อยลง ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว
เซิ่งมู่ที่ยืนอยู่หน้าบ้านพร้อมถุงผ้าที่ข้างในบรรจุอาหาร สมุนไพรโอสถและของที่ได้รับมาจากสองสามีภรรยาแซ่ต้าก็ยังยืนครุ่นคิดอยู่หน้าประตูเรือน
วันนี้เป็วันที่น่าใและเหลือเชื่อที่สุดใน่สิบหกปีที่ผ่านมาของเซิ่งมู่ ขึ้นเขาขึ้นภูหลายครั้ง เจอทั้งหมีป่าตัวใหญ่ทั้งอสรพิษเขี้ยวแหลมคมก็ว่าเป็ประสบการณ์ที่ตื่นเต้นแล้ว กลับเป็วันนี้ที่เซิ่งมู่รู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อที่สุด
ในอดีตเซิ่งมู่ก็ไม่ใช่จะไม่เคยคิดถึงเื่ราวของเทพเซียนหรือโลกภายนอก เพียงแต่สิ่งที่คิดกลับเป็ความจริงมันก็รับมือไม่ถูกอยู่บ้าง อีกทั้งความจริงของทั้งเพื่อนสมัยเด็กอย่างหลิวจื่ออี้หรือคู่สามีภรรยาอย่างต้าหุ้ย ต้าซู่อิงนั้นก็ช่างน่าใ รวมทั้งเื่จริงของตาแก่เย่ที่อยู่มาด้วยกันจนนานนมก็กลับไม่เคยรู้มาก่อน หากจะรับมือไม่ทันถือเป็เื่ปกติอยู่บ้าง
“ยืนทำอะไรอยู่ข้างนอกละ เข้ามาเถอะ”
ขณะที่เซิ่งมู่ยืนคิดก็ได้ยินเสียงแก่ๆ อันคุ้นเคยของตาแก่เย่ดังขึ้นในเรือนบ้าน
ขณะที่เซิ่งมู่ผลักประตูเปิดเข้าไปก็เห็นตาแก่เย่แต่งกายแบบบัณฑิตและถือพัดพับไม้ไผ่สีเขียวหยกเช่นเดิม ก็ให้ใจโล่ง หากอยู่ๆ ตาแก่กลับกลายเป็หนุ่มหน้าตาดีหรือกลายเป็เทพมีแสงที่หัว ตนก็อาจรับมือไม่ทันเท่าไหร่นัก
“แต่ก็มีคนที่อายุเป็พันปีแล้วหน้าตายังเยาว์วัยอยู่จริง”
ตาแก่แย่เอ่ยพร้อมพยักหน้า
เซิ่งมู่ที่ได้ยินจึงใก่อนจะเอ่ยว่า
“ท่านอ่านใจข้าได้เหรอ! เป็อภินิหารเทพเซียนอะไรกัน!”
ตาแก่เย่เห็นจึงพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา ก่อนจะเอ่ยว่า
“ไร้สาระ ต่อให้เป็เทพเซียนขนาดไหนเื่บางเื่ก็เป็ไปไม่ได้ แค่สิ่งที่เ้าคิดมันออกมาทางใบหน้าเ้าหมดแล้ว”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินจึงถอนหายใจออกมาบ้าง
“ทำไมพอได้ยินเื่พวกนี้แล้วถึงกลับทำให้ใจเ้าว้าวุ่นเลยเรอะ” ตาแก่เย่ส่ายหัว “กระจอกจริงๆ”
เซิ่งมู่ที่เห็นจึงทำหน้าเหนื่อยใจก่อนจะเอ่ยว่า
“ก็ใช่”