จากเทือกเขาเทียนซานสองหนุ่มและสองสาวเดินทางฝ่าความหนาวเย็นขึ้นทางเหนือ
ฟางหรู สาวสำนักคุ้มกันภัยผู้เคยเดินทางผ่านเส้นทางนี้ชี้ให้ดูสายน้ำข้างหน้า
“เรามาถึงลุ่มแม่น้ำอูลุงกูร์แล้ว ที่นี่เปรียบดังปากประตูสู่เทือกเขาอัลไตใกล้เคียงกันยังมีทะเลสาบชื่อเดียวกับแม่น้ำอันเป็ที่รวมของมวลน้ำที่ไหลไปรวมกันที่นั่น”
แม่น้ำใสเย็นไหลคดเคี้ยวคล้ายงูเลื้อยท่ามกลางที่ราบเชิงเขาอันแห้งแล้ง มีภูผาหัวโล้นขนาบสองฝั่งเห็นคนพื้นเมืองนำสัตว์เลี้ยงมาและเล็มหญ้า ทั้งแพะ แกะ วัว
จื่อหานหันไปกล่าวกับฟางหรู
“เ้าคุ้นเคยภาษาของคนแถบนี้ลองไปถามเขาสิว่า ระยะทางจากที่นี่ไปถึงเทือกเขาอัลไตใช้เวลาเดินทางนานเพียงใด”
“ได้สิข้าจะไปถามให้”
นางเดินไปคุยสักครู่หนึ่งก็เดินกลับมาบอก
“เขาบอกว่าใช้เวลาเดินเท้าราวหนึ่งวันกับหนึ่งคืนก็จะถึงอัลไตและแนะนำว่าเราควรแวะพักแถวนี้ เพราะใกล้ค่ำแล้ว เขาจะฆ่าแกะมาเลี้ยงเราด้วย”
จื่อหานก็พูด“ฝากขอบใจเขาด้วย ช่างมีน้ำใจกับคนแปลกหน้าอย่างเรายิ่งนักถ้าเช่นนั้นเราก็จัดแจงตั้งกระโจมกันเถิด”
ดวงตะวันใกล้ลับเหลี่ยมเขาแล้วชายเลี้ยงสัตว์เดินถือไหดินเผามาให้ ก่อนจะพูดกับฟางหรูเป็ภาษาพื้นเมือง
“เขาบอกว่าเอานมแพะมาให้ลองชิมดู เขาทำด้วยวิธีพิเศษไร้กลิ่นสาบ”
เซียวหลิงเทียนก็ลองเทน้ำนมใส่ถ้วยดื่มดู
“อืม อร่อยดีข้าไม่เคยดื่มนมสัตว์เลย น้องเล็กลองชิมดูสิ”อาหนิวกล่าวแล้วยื่นถ้วยนมให้ชิงซินดื่ม นางรับไปจิบนิดหนึ่งแล้วพยักหน้ารับ
“เ้าไม่ชวนเ้าของแกะนี้มาร่วมรับประทานกับเราล่ะฟางหรู” จื่อหานกล่าว
“ข้าชวนแล้วเขาบอกว่าที่พักเขาอยู่ไกลจากนี้ จะรีบกลับ ต่อรุ่งเช้าจึงจะพาสัตว์มากินหญ้าอีกเชิญพวกเราตามสบาย”
“ถ้าโลกเรามีคนใจดีเช่นนี้ทั้งหมดก็คงจะประเสริฐนักกินใช้กันตามอัตภาพ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันไม่ต้องก่อาให้าเ็ล้มตายเช่นทุกวันนี้” แม่นางไป๋แสดงความเห็น
“คนในโลกบ้างก็มีกิเลสความโลภหาคนมีคุณธรรมได้ยากกว่าหาเพชรในดินอีก” หลิงเทียนเห็นแย้งในขณะที่มือก็คอยหมุนไม้เสียบตัวแกะให้พลิกกลับ้ากองถ่านไฟ
ทันใดนั้นมีชายกลุ่มหนึ่งขี่ม้ามุ่งมายังที่ตั้งกระโจมของพวกอาหนิว แล้วร้องถาม
“จอมยุทธเซียวท่านอยู่ตรงนั้นหรือไม่”
เมื่อหยุดม้าแล้วเดินเข้ามาน้อมคำนับเขากล่าวกับหลิงเทียน
“ข้าน้อยมาจากเผ่าฮูลาปาเนื่องด้วยนายน้อยให้มาแจ้งข่าวแก่ท่าน”
อาหนิวฉงนใจถามไป“ข่าวสำคัญอันใดหรือ ท่านจึงต้องบากบั่นมาแจ้งถึงที่นี่ จงเร่งกล่าวมาเถิด”
“เนื่องด้วยมีชาวยุทธเดินทางผ่านหุบเขามรณะเล่าให้หัวหน้าเผ่าเราฟังว่า บัดนี้สำนักัฟ้าได้ถูกนางมารม่อซั้งซั่งทำลายและสังหารผู้คนรวมทั้งเ้าสำนักเจียงเฟยหลงด้วย”
หลิงเทียนในักถามต่อไป “แล้วแม่นางเจียงลื่ซือ ลูกสาวเ้าสำนักเป็อย่างไรบ้าง”
“ตามที่เขาเล่ามาแล้วไม่พบศพคุณหนูเจียงขอรับ มิทราบเป็ตายร้ายดีประการใด”
จอมยุทธเซียวตัวสั่นเข่าทรุดลงนั่งกับพื้น ความรู้สึกประหนึ่งถูกควักหัวใจออกไปหนึ่งคือเสียใจที่เ้าสำนักผู้มีพระคุณสอนวิชาให้เขาต้องตายอีกหนึ่งคือสาวน้อยที่เขารักเทอดทูนดั่งแก้วตาต้องหายสาบสูญ
“ไอ้ม่อเทียนหลงจอมมารชั่ว ชาตินี้ถ้าข้าไม่ได้เอาชีวิตแก จะไม่ขออยู่เป็คน”อาหนิวะโลั่นไปทั้งหุบเขา ก่อนจะก้มหน้าร้องไห้
ไป๋ชิงซินเดินเข้าไปแตะไหล่เพื่อปลอบใจเขา
จื่อหานหันไปพูดกับคนนำสาร“พวกเราขอขอบใจท่านมากที่ดั้นด้นมาแจ้งข่าวกับเราเชิญท่านพักผ่อนรับประทานอาหารและค้างแรมที่นี่ก่อนเถิด”
ชายนั้นตอบ “มิเป็ไรมิได้ พวกข้ามีภารกิจเร่งด่วนอื่นต้องไปทำอีก เชิญท่านตามสบายเถิดข้าขออำลา” ว่าแล้วก็เดินไปขึ้นหลังม้าควบขี่ออกไป
ฟางหรูเดินไปนั่งลงข้างหลิงเทียนแล้วพูดกับเขา
“ท่านหักห้ามความเสียใจเถิดนะคนก็ตายไปแล้ว แต่ท่านยังต้องอยู่ต่อไป เพื่อแก้แค้นให้พวกเขา หากท่านเสียสุขภาพไปใครจะไปปราบจอมมารกันเล่า เชิญกินดื่มเอาแรงบ้างนะ”
หล่อนยื่นเนื้อแกะย่างให้อาหนิวเขาหันไปรับไว้แล้วกล่าว
“ขอบคุณนะข้าจะสู้ต่อไป”
ในใจชายหนุ่มรู้สึกสังหรณ์ว่าจะเกิดเหตุไม่ดีกับสำนักกระบี่เทวะด้วยนั่นเป็แหล่งสุดท้ายที่ยังเหลือรอดจากการทำลายของจอมมาร
กลางดึกคืนนั้นขณะที่อาหนิวและพวกกำลังนอนหลับ
ณสำนักกระบี่เทวะ
หลี่เจียเป่าซึ่งบัดนี้กลายเป็จอมมารฟู่โฉว บุกเข้าไปยังสำนักของตระกูลเซียวที่บิดาของหลิงเทียนก่อตั้ง
“เ้าเป็ใครมีคนบุกรุก” คนเฝ้ายามะโบอก และพยายามต่อสู้แต่ถูกฟู่โฉวฟันด้วยกระบี่ลงไปนอนจมกองเื
คนในสำนักต่างกรูกันออกมาล้อมรอบผู้รุกราน
“แกเป็ใคร้าอะไร ยอมมอบตัวซะ”
จอมมารหนุ่มหัวเราะในลำคอก่อนจะพูด
“ข้าได้รับบัญชาจากท่านจอมมารม่อเทียนหลงให้มาปิดบัญชีพวกแกโทษฐานเป็อริกับราชสำนักน่ะสิ”
เขากล่าวแล้วใช้อาวุธกวาดเป็วงกลมครั้งเดียวพลังมารรุนแรงก็กระแทกร่างของผู้พิทักษ์ทั้งหลายกระเด็นออกไปสิ้นชีพทันที
จีกังผู้คุมกฎเดินออกมาเห็นจึงใช้วิชากระบี่เทวะจู่โจม ฟู่โฉวยกกระบี่ต้านรับต่างปะทะฝีมือกันสองสามเพลง จอมมารน้อยก็ซัดอาวุธลับเข้าใส่คู่ต่อสู้จีกังเลี่ยงหลบ แต่ก็โดนกระบี่ของศัตรูแทงเข้าที่ขาล้มลง
“จะฆ่าก็ฆ่าเลย”จีกังร้องบอกโดยไม่หวั่นอันตราย
“ข้ายังไม่ปล่อยเ้าตายง่ายๆ ดอก จงไปบอกข่าวแก่เซียวหลิงเทียนเื่ข้าถล่มสำนักเ้าในวันนี้มันคงดีใจที่ได้ฟังจากปากเ้า ฮ่าฮ่า ไปละ”
แล้วฟู่โฉวก็หายไปในกลุ่มหมอกควัน
ณหุบเขาแม่น้ำอูลุงกูร์
แสงจันทร์วันเพ็ญสาดส่องไปทั่วเทือกเขาและสายน้ำลมหนาวรุนแรงถาโถมเข้าปะทะซอกผา ก่อเกิดเสียงหวีดหวิวราวปีศาจครวญคราง
บนยอดเขาปรากฏชายลึกลับใบหน้าสีแดงข้างซ้ายสีดำข้างขวา สวมผ้าคลุมสีแดงั้แ่ศีรษะจรดเท้ายืนมองกระโจมของพวกจื่อหานริมแม่น้ำด้านล่าง ก่อนจะเสกน้ำในเขื่อนกั้นแม่น้ำบนเขาให้กลายเป็น้ำเืแดงฉานสะท้อนแสงสว่างของจันทราจนเป็ประกาย
แล้วปรากฏสัตว์สี่เท้าฟันแทะจำนวนมากนับพันตัวมันคือบีเวอร์ยูเรเซียมาห้อมล้อมรอฟังคำสั่งจากชายผู้นั้น
“พวกเ้าจงไปขนรื้อเศษไม้ที่ทำเขื่อนออกเสียข้าจะกำจัดผู้บุกรุกดินแดนต้องห้ามของข้า”
สัตว์เ่าั้ก็ไปทำตามเมื่อเขื่อนถูกทำลาย มวลน้ำโลหิตมหาศาลก็ไหลทะลักลงมาตามช่องเขาเกิดเป็กระแสคลื่นขนาดั์กวาดทุกสิ่งที่กีดขวางให้ล่องลอยไปในความเชี่ยวกรากนั้น
เซียวหลิงเทียนและผองเพื่อนต่างก็ถูกธารโลหิตพัดพาลงไปยังถ้ำใต้ดินและแยกย้ายออกไปตามช่องเล็กซอกน้อยตามแต่แรงน้ำเืจะนำไป
ไป๋ชิงซินพบว่าตนเองไปแหวกว่ายอยู่ในบ่อโลหิตอันมืดมิดลึกจนเท้ามิอาจแตะพื้น หล่อนตะเกียกตะกายหาที่ยึดเกาะจนอ่อนแรง แต่ระดับน้ำยังสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบชิดเพดานถ้ำ
“จื่อหานพี่อาหนิว พวกท่านอยู่ไหน” นางร้องเรียก แต่หามีใครตอบไม่
น้ำอันมีกลิ่นคาวเืท่วมจนมิดคูหานั้นก่อนที่หล่อนจะจมน้ำตาย ก็พลันมีแสงสว่างวาบ แล้วทุกสิ่งก็เงียบไป
ฝ่ายจื่อหานและฟางหรูไปฟื้นคืนสติในโถงถ้ำใหญ่ ด้วยความสูงภายใน ธารน้ำเืจึงนองแค่เพียงปากถ้ำทั้งสองลุกขึ้นเดินลึกเข้าไป มีแสงส่องลงมาจากปล่องบนเพดานถ้ำพอให้มองเห็นทางเดิน
“พวกเ้าเป็ใครที่นี่คือนครอสูรใต้พิภพ มนุษย์อย่างเ้ามิเคยมีใครรอดชีวิตออกไปได้จงสังเวยเืให้เทพปีศาจของข้าเถิด”
ผู้ดูแลปากถ้ำกล่าวก่อนจะลงมือโจมตีด้วยการปล่อยหนูจำนวนนับแสนตัว วิ่งเข้าไปรุมกัดสองหนุ่มสาวนั้นจนตั้งตัวไม่ติด
เขาและเธอต้องใช้มือปัดป้องพัลวันด้วยอาวุธกระบี่สูญหายไปกับสายน้ำหมดแล้ว จื่อหานใช้วิชาฝ่ามือเหมันต์คล้ายวิชาดรรชนีจันทร์เยือกแข็งของชิงซินปล่อยพลังเยือกแข็งทำให้หนูกลายเป็แท่งหิมะทีละตัวแม้จะมีกำลังภายในแต่ก็ยากจะต้านทานการรุกรานทุกทิศทางเช่นนั้นได้ฟางหรูจึงถูกหนูกัดได้รับาเ็ ชายหนุ่มพาสาวคุ้มภัยถอยออกมาปากถ้ำ แล้วเรียกนกปีศาจ
“เ้าช่วยหาทางออกไปจากถ้ำนี้ด้วยเถิด”
มันกลายร่างเป็นกไฟตัวใหญ่แล้วพ่นไฟไปกำจัดหนูผีที่วิ่งตามมาจนมอดไหม้ไปหลายพันตัวหนูที่เหลือต่างล่าถอยเข้าถ้ำไป
“ท่านโปรดรอสักครู่”ว่าแล้วนกไฟก็บินขึ้นไปทางปล่องเหนือถ้ำ
ทางฝ่ายอาหนิวถูกน้ำพัดเข้าไปยังถ้ำอันมืดมิดไร้แสงสว่างต้องคลำทางด้วยมือไปตามผนังถ้ำอย่างทุลักทุเลบ้างก็โดนหินงอกหินย้อยอันแหลมคมบาดตามเนื้อตัวแขนขาและไม่รู้ว่าหนทางเบื้องหน้าจะพบเจอกับอะไร
“มีใครอยู่ในนี้บ้างไหม”อาหนิวร้องถาม เสียงเขากังวาลสะท้อนภายในกลับไปกลับมา
แล้วมีเสียงหนึ่งตอบกลับ“มีตาแก่อย่างข้าอีกหนึ่งคน แล้วเ้าเป็ใคร”
หลิงเทียนเริ่มใจชื้นจึงบอกไป“ข้าน้อยเซียวหลิงเทียน ถูกน้ำท่วมพัดพาเข้ามาในถ้ำนี้ผู้าุโโปรดชี้แนะทางออกให้ข้าด้วย”
เสียงเฒ่าลึกลับหัวเราะแล้วกล่าว“แม้ตัวข้ายังต้องถูกขังลืมอยู่ในนี้มานานปี ไฉนข้าจะช่วยบอกทางออกแก่เ้าได้ล่ะไอ้หนุ่มผู้โง่เขลา”
“เหตุใดท่านจึงต้องมาอยู่ในนี้ล่ะ”อาหนิวถาม
“เ้าเข้ามาใกล้ข้านี่สิแล้วจะเล่าให้เ้าฟัง”
ชายหนุ่มเดินเข้าไปตามเสียงท่ามกลางกลิ่นอับชื้นปะปนกลิ่นสิ่งปฏิกูลที่น่าจะเป็ของชายชราผู้ถูกจองจำในถ้ำนี้
ทางฝ่ายไป๋ชิงซินครั้นได้สติก็พบว่าตนเองอยู่ในถ้ำใหญ่แห่งหนึ่ง หันไปรอบตัวก็พบกับหญิงสาวรูปงาม เรือนผมสีฟ้าอ่อนสวมอาภรณ์เนื้อบางเบาสีเงินขลิบฟ้า ดวงตาคมกริบแฝงแววเมตตาและรู้แจ้ง
นางเ้าของถ้ำเอ่ยประโยคแรก“ในที่สุดเ้าก็มา”
ชิงซินถาม“ผู้าุโเป็ใคร แล้วข้ามาอยู่ที่ไหน”
สาวงามตอบ“ที่นี่มิติพิภพจันทรา ซ้อนทับอยู่บนยอดเขาคุนหลุน ข้าชื่อว่ากู่ชิงเยว่แต่คนทั่วไปตั้งฉายาให้ว่า เสวียนเยว่เซียนจวิน หรือเทพธิดาจันทราลี้ลับเมื่อเ้าตกอยู่ในอันตราย จิตของข้าััได้ จึงตื่นจากการจำศีลภาวนาและนำเ้ามาอยู่ที่นี่”
แม่นางไป๋จึงกล่าว“ ข้าน้อยเป็หนี้ชีวิตท่านแล้ว หากรอดชีวิตออกไปได้จะต้องหาโอกาสตอบแทนบุญคุณท่านแน่นอนแต่ยามนี้วานท่านชี้ทางให้ข้ากลับไปพบสหายร่วมเดินทางมาด้วยเถิดพวกเราถูกอุทกภัยพัดพาให้พลัดพรากจากกันที่ลุ่มน้ำอูลุงกูร์ จงโปรดเมตตาด้วย”
เทพจันทราจึงกล่าว“ พวกเขาปลอดภัยดี เ้าหาต้องวิตกไม่ การมาถึงที่นี่หาใช่เื่บังเอิญหากเป็ลิขิตฟ้า เ้าเองมีบุญวาสนาจักได้สำเร็จวิชาเทพเซียนอันสูงส่ง ข้ารู้ว่าเ้า้าตามหาคัมภีร์มหายุทธแต่พลังฝีมือของเ้ายังยากจะผ่านอุปสรรคไปได้ จงอยู่ฝึกวิชากับข้าสักระยะหนึ่งเถิด”
ชิงซินได้ฟังก็รู้สึกประหลาดใจที่เทพจันทราล่วงรู้วัตถุประสงค์ในเื่ตามหาคัมภีร์และพิจารณาตนเองในด้านพลังยุทธก็อ่อนด้อยจริง จึงตอบรับ
“ในเมื่อผู้าุโเมตตาข้าน้อยก็ยินดีจะรับการสั่งสอน”
“ไม่ต้องเรียกข้าว่าผู้าุโหรอกมันดูแก่เกินไป ข้าเพิ่งอายุได้สองพันปีมนุษย์เท่านั้นเอง ในโลก์ยังเป็สาวรุ่นอายุยี่สิบปีเรียกว่าอาจารย์ก็พอ” เทพจันทรากล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เ้าค่ะอาจารย์”
วิหคปีศาจแปลงกายใหญ่โตกลับมาหาจื่อหานและฟางหรูพร้อมคาบเถาวัลย์เส้นหนาและยาวพอจะหย่อนลงไปทางปล่องเหนือถ้ำ พร้อมร้องบอกเ้านาย
“พวกท่านเกาะเถาวัลย์ให้ดีข้าจะดึงขึ้นมา”
จอมยุทธเฟิงจัดแจงพันรอบเอวของตนและสาวคู่กายก่อนจะะโบอกนก “ พร้อมแล้ว ดึงได้เลย”
สกุณาไฟก็กระพือปีกดึงคนทั้งสองขึ้นทันเวลาก่อนพวกอสูรถ้ำใต้ดินจะวิ่งมาตะครุบอย่างหวุดหวิด
ปักษาสีส้มพาสองหนุ่มสาวไปร่อนลงริมทะเลสาบอูลุงกูร์อันกว้างใหญ่ จื่อหานกับฟางหรูนั่งลงพักเหนื่อยสายตาก็มองไปยังผืนน้ำสีครามตัดกับทิวเขาสีขาวล้อมรอบ ช่วยให้ผ่อนคลายความเครียดลงได้
ในความมืดมิดของถ้ำที่เซียวหลิงเทียนถูกน้ำพัดเข้าไปเฒ่าลึกลับเอื้อนเอ่ยเื่ราวของเขาให้ฟัง
“ข้าชื่อหลีจื่อเหวินในอดีตเคยเป็ทหารองครักษ์ของฮ่องเต้ราชวงศ์เทพยุทธแต่เมื่อม่อเทียนหลงทำการยึดอำนาจ ข้าไม่ยอมสวามิภักดิ์จึงถูกทำร้ายจนตาบอดและจับมาขังไว้ในถ้ำแห่งนี้เพื่อทรมาน
ส่วนมารที่สร้างอุทกภัยพัดเ้ามาติดในถ้ำนี้คือกุ่ยอี๊โซ่ว ฉายาปีศาจสายโลหิตไร้เงา เป็ผู้เฝ้าปากทางสู่นครใต้ดินของเหล่าอสูรมันมักจะบันดาลคลื่นน้ำเืเมื่อมีเหยื่อเดินทางผ่านมาแถบนี้เพื่ออาศัยสูบพลังชีวิตไอิญญาของผู้คน เป็การสืบอายุมารของตน”
หลิงเทียนได้ฟังก็กล่าว“ที่แท้ท่านก็เป็อีกผู้หนึ่งซึ่งได้รับเคราะห์กรรมจากจอมมารชั่วเช่นกัน น่าอนาถใจนักเมื่อไหร่เราจะกำจัดมันได้เสียที”
หลีจื่อเหวินกล่าว”แล้วเ้าล่ะ ชื่อแซ่อะไร มาจากไหน”
หลิงเทียน: “ข้าน้อยเซียวหลิงเทียน เป็บุตรของเซียวอวิ๋นห่าวเ้าสำนักกระบี่เทวะ”
ตาเฒ่าได้ฟังก็ตื่นเต้นนัก“ โอ้ เ้าเป็ทายาทตระกูลผู้พิทักษ์คัมภีร์มหายุทธในตำนานหรือนี่ ข้านึกว่าพวกเ้าพ่อลูกตายไปแล้ว”
หลิงเทียน: “ ท่านรู้จักบิดาของข้าด้วยหรือ”
จื่อเหวิน: “ ทำไมจะไม่รู้จักล่ะเขาเป็ลูกน้องเก่าของข้าเอง เช่นเดียวกับเฟิงจิ้นเจา พวกเขาเป็ทหารองครักษ์ส่วนข้าเป็หัวหน้าราชองค์รักษ์ของฮ่องเต้ เมื่อม่อเทียนหลงรู้ข่าวว่าแม่เ้าคลอดลูกชายด้วยความกลัวบุรุษในตำนาน 500 ปี จึงจัดการวางยาพิษให้ฮ่องเต้เสวยจนสิ้นพระชนม์ แล้วป้ายความผิดให้เฟิงจิ้นเจากับพ่อเ้าว่าก่อการฏเที่ยวสังหารคนที่เป็ปฏิปักษ์แล้วยึดอำนาจครองราชสำนักแต่ผู้เดียวนับแต่พ่อเ้าพาบุตรหนีออกจากเมืองก็ไม่ได้ข่าวอีกเลย”
หลิงเทียน: “ข้าก็ไม่เคยพบหน้าท่านพ่อเช่นกันนับแต่ข้าจำความได้ ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็ลูกใคร ได้อาศัยใบบุญของเ้าสำนักกระบี่หิมะไป๋หานเสว่ เลื้ยงดูจนเติบใหญ่ เพิ่งมาทราบชาติกำเนิดในภายหลัง รู้เพียงว่าบิดาข้าหายสาบสูญไปก่อนจะทิ้งข้าไว้ในหุบเขา”
จื่อเหวิน: “ข้าเสียใจกับเ้าด้วย เอาอย่างนี้สิ ข้าจะสอนพลังจิตแก่เ้าให้ใช้ใจแทนตาได้แม้อยู่ในที่มืดมิดก็ปิดบังอะไรเ้าไม่ได้”
หลิงเทียน: “ขอบคุณในความอารีของท่านแต่เหตุใดท่านมิใช้วิชานี้หลบหนีออกไปเล่า”
จื่อเหวิน: “พวกมันล่ามข้าไว้ด้วยสายโซ่เวทย์มนต์ต้องอาศัยพลังเทพเซียนจึงจะคลายออกได้ วิชาของข้าเป็เพียงระดับเบื้องต้นของเซียนฝึกหัดเท่านั้นเ้าจะเรียนหรือไม่”
หลิงเทียน: “ในเมื่อท่านมีเมตตาข้าน้อยก็ยินดีรับการชี้แนะขอรับ”
เฒ่าตาบอดหัวเราะเบาๆ ก่อนจะกล่าว “ เออ ดีแล้ว เอาล่ะเรามาเริ่มเรียนกันเลย”
ฟางหรูกับจื่อหานเดินลัดเลาะไปตามเทือกเขาอัลไตได้พบอุทยานสวยงามคล้ายดัง์ มีกระท่อมน้อยท่ามกลางแมกไม้ดูร่มรื่นน่าอยู่ภายในสะอาดสะอ้าน ราวกับมีคนจัดแจงไว้คอยท่า
“นี่บ้านใครกันนะเรามาขอพักอยู่ชั่วคราวจะได้ไหม เ้าของไปไหนกันนะ” ฟางหรูเอ่ยอย่างสงสัยใคร่รู้
“เรารอดูกันสักชั่วยามเถิดหากมีเ้าของมาค่อยซักถามเขา หากไม่มีใครมาเราจึงอาศัยโดยวิสาสะเ้าก็รออยู่ในนี้นะ ข้าจะออกไปตามหาหลิงเทียนกับชิงซินแล้วจะกลับมา” จื่อหานกล่าวก่อนจะเดินออกไป
ในมิติพิภพจันทรา
กู่ซิงเยว่กำลังสอนไป๋ชิงซินนั่งสมาธิฝึกพลังปราณ
“พลังเทพเซียนลี้ลับ เสวียนเซียนซินฝ่านี้เป็สุดยอดวิชาเซียนที่อ่อนโยนแต่ทรงพลังสามารถควบคุมพลังปราณทั้งห้าธาตุได้พร้อมกัน แต่ขณะนี้จิตใต้สำนึกของเ้ายังสับสนมีห่วงกังวลในเื่ทางโลก เกี่ยวพันกับผู้ชายสองคน ถ้าเ้าไม่ตัดนิวรณ์นี้เสียจะไม่อาจก้าวหน้าในการฝึกฝน
หัวใจคือสิ่งที่นำทางหากเ้าไม่เข้าใจหัวใจตนเอง เ้าจะไม่มีวันบรรลุวิชาเซียนได้ “
ชิงซินได้ฟังก็จริงดังคำอาจารย์กล่าวหล่อนมีใจผูกพันทั้งจื่อหานและหลิงเทียน คนหนึ่งคือคู่หมั้นผู้ร่วมภารกิจตามหาคัมภีร์อีกคนเปรียบเสมือนดวงใจของนาง แต่เพื่อบรรลุปณิธานในการทำลายคัมภีร์มหายุทธก่อนจะตกอยู่ในเงื้อมมือม่อเทียนหลงตนจะต้องสำเร็จวิชาเทพเซียนให้จงได้
ยามเย็นในกระท่อมน้อยกลางป่า
จื่อหานกลับมาพร้อมกระต่ายป่าหนึ่งตัวที่ล่าได้เขายื่นมันให้ฟางหรู แล้วนั่งพักเหนื่อย
“ท่านได้เบาะแสของสองคนนั้นหรือยังคะ”สาวคุ้มภัยถาม
“ไม่พบอะไรเลย จะเป็ตายร้ายดีประการใดกันนะหากขาดสองคนนั้นไป การตามหาคัมภีร์มหายุทธคงไร้ประโยชน์ เพราะถ้าเป็จริงตามตำนาน500 ปี ก็มีหลิงเทียนคนเดียวที่เปิดผนึกคัมภีร์ได้”
“ท่านไปอาบน้ำพักผ่อนกายาก่อนเถิด ข้าจะไปเตรียมกับข้าว เ้าของบ้านนี้คงไม่อยู่แล้วพวกเราก็ต่อไปแล้วกัน” ฟางหรูกล่าวก่อนหิ้วซากกระต่ายไปหลังครัว
เวลาผ่านไปจากวันเป็สัปดาห์จากสัปดาห์เป็เดือน กระทั่งสามเดือน
ค่ำวันหนึ่งจื่อหานนั่งทบทวนพลังปราณในห้องนอน ฟางหรูก็ยกถ้วยน้ำซุปมาให้ แต่ก่อนจะถึงโต๊ะกลางห้องนางก็สะดุดขาตนเองเกือบล้ม
“อุ๊ย ตายแล้ว”
จื่อหานรีบลุกไปประคองหล่อนไว้ในอ้อมแขนโดยถ้วยไม่หล่น
สายตาทั้งสองประสานกันอุ่นไอจากอ้อมกอดทำให้หญิงสาวแก้มแดงด้วยความเขินอาย หล่อนวางถ้วยน้ำแกงบนโต๊ะก่อนจะเอียงหน้ากล่าว
“ท่านพี่ดื่มน้ำแกงนี้ก่อนเถิดค่ะข้าตุ๋นนกเป็ดน้ำกับโสมและสมุนไพรนับสิบอย่าง มันจะช่วยบำรุงเืลมดีนัก”
ชายหนุ่มยกถ้วยตุ๋นยาจีนขึ้นซดอย่างแ่เบาก่อนจะกล่าวชม
“อืมรสชาติกลมกล่อมยิ่งนัก กลิ่นหอมชวนดื่มดีจัง”
จื่อหานเดินเข้าไปโอบกอดฟางหรูก่อนจะเชยคางหล่อนขึ้นมาดู
“ไยเ้าช่างดีต่อข้านัก”
สาวงามสบตาแล้วก้มต่ำก่อนจะตอบ
“ข้ามิทราบนับแต่ได้รู้จักท่าน ข้าก็รู้สึกห่วงใยท่านมาตลอด”
ชายหนุ่มกระซิบที่ข้างหูหล่อน
“อยู่เคียงข้างข้าไปตลอดชีวิตได้หรือไม่อย่าทิ้งข้าไปไหนนะ”
ฟางหรูเงยหน้ามองยิ้มหวาน แล้วพยักหน้าแทนคำตอบ
จื่อหานหอมแก้มหล่อนแ่เบาก่อนจะประคองนางไปนั่งบนเตียงนอน ปลดผ้าม่าน ผ้ามุ้งลงปกคลุมทั้งสองคนไว้เื้ั
ในราตรีนั้นทั้งสองก็ได้ผสานจิติญญาและไออุ่นในร่างกายเข้าด้วยกัน
ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาอันเป็การบ่งบอกว่าฤดูใบไม้ผลิล่วงเข้ามาแล้ว
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องดอกโบตั๋นสีขาวที่บานสะพรั่งริมทางเดินนอกกระท่อมน้อยเหล่าผีเสื้อโบยบินมาดื่มกินน้ำหวาน นกน้อยก็ร้องเพลงเกี้ยวกันอยู่บนยอดไม้
จื่อหานกับฟางหรูออกเดินตามหาหลิงเทียนและชิงซินกระทั่งไปพบถ้ำลึกลับแห่งหนึ่ง เมื่อลองเดินเข้าไปดูภายในโถงนั้น มีภาพวาดฝาผนังของคนโบราณจำหลักลายคล้ายเป็บทเรียนวรยุทธ มีอักษรโบราณระบุ
“วิชาพลังสุริยันต์นิรันดร์ไท่หยางเจินชี่” จื่อหานผู้เชี่ยวชาญอักษรศาสตร์โบราณอ่านได้อย่างคล่องแคล่ว
“ข้าสนใจใคร่ลองฝึกฝนวิชานี้ดู”ชายหนุ่มกล่าว แต่ฟางหรูทักท้วงเขา
“ฟังดูจากชื่อคลับคล้ายเป็วิชาธาตุไฟพลังร้อนแรง แต่ท่านฝึกวิชาเยือกเย็นของสำนักกระบี่หิมะแม้ข้าด้อยความรู้ในพลังยุทธ ก็พอจะเห็นความแตกต่างของวิชาสองสายนี้ หากท่านฝึกก็อาจเป็อันตรายได้นะ”
“ข้อนั้นมิต้องห่วงข้าพอรู้ตำรับยาสมุนไพรปรับธาตุ เพียงเ้าปรุงอาหารมาให้ข้าทุกวันข้ารับประทานแล้ว ฝึกฝนในถ้ำนี้ไปด้วย คงป้องกันอันตรายที่เ้ากล่าวได้ไม่ยากแต่ต้องลำบากเ้าหิ้วสำรับไปกลับสักระยะ”
“เช่นนั้นเป็ธุระน้องเองจะจัดมาส่งท่านทุกวัน จงตั้งใจร่ำเรียนเถิด ระยะทางจากถ้ำถึงกระท่อมของเราก็เพียงไม่กี่ลี้ข้าเดินทางไกลค้าขายยังไกลกว่านี้มากนัก”
“ขอบใจเ้ามากข้ารักเ้าเหลือเกิน” จื่อหานยิ้มให้ฟางหรูอย่างซาบซึ้ง
จอมยุทธเฟิงตั้งใจทบทวนฝึกฝนวันแล้ววันเล่าโดยมีฮูหยินที่ยังไม่ได้แต่ง คอยดูแลอาหารการกินจนพลังยุทธของชายหนุ่มก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ
ในถ้ำมืดนครอสูรใต้พิภพ
เซียวหลิงเทียนฝึกพลังจิตกับหลีจื่อเหวินจนสำเร็จ
“ท่านอาจารย์ข้ามองเห็นแล้ว ข้าเห็นแล้ว” เขาะโด้วยความดีใจ
เฒ่าตาบอดหัวเราะ“ ยอดเยี่ยมมาก ดีใจกับเ้าด้วย ใกล้เวลาที่เ้าจะได้ออกไปจากถ้ำโสโครกนี้แล้ว”
หลิงเทียน: “ ข้าจะปลดโซ่ตรวนปีศาจให้ท่านนะ”
เขาใช้พลังฝ่ามือัสะบั้น์ผสมวิชาไฟโลกันต์ส่งเปลวอัคคีไปแผดเผาหมุดตรึงสายโซ่ที่ติดกับผนังถ้ำแต่สิ่งพันธนาการตาเฒ่าไม่บุบสลายแม้แต่น้อย
หลิงเทียน: “อะไรกันนี่ พลังของข้าทำอะไรมันไม่ได้เลย”
จื่อเหวิน: “ก็ข้าบอกแล้ว มันผนึกไว้ด้วยมนตราของปีศาจ เ้าต้องใช้พลังเทพเซียนจึงคลายอาถรรพ์ของมันได้”
หลิงเทียนจึงหยิบขลุ่ยที่ห้อยคอเป่าหานางมี่มู่
ในพริบตานางผีูเาก็ปรากฏร่างในถ้ำ
“เ้าเรียกข้ามามีการอันใดให้ช่วยฤา”
“ข้า้าปลดสายโซ่ปีศาจนี้เพื่อช่วยเหลือผู้าุโผู้นี้ ท่านมีพระคุณต่อข้า พลังของข้ามิอาจทำลายมันได้อาวุธของข้าก็สูญหายระหว่างเจออุทกธารโลหิต ท่านโปรดช่วยข้าด้วยเถิด”
นางผีตอบ”พลังของข้ายังไม่ทัดเทียมมนต์ของอสูรใต้พิภพนี้ อาคมมันช่างแก่กล้ายิ่งนัก แต่ข้าสามารถพาท่านไปหาเทพจู้หลิงเสินเพื่อขอยืมขวานวิเศษจากเขา ไปกันเดี๋ยวนี้เลย ทางนี้ข้าจะให้เสือดำของข้าปกป้องท่านผู้เฒ่าก่อน”
ครั้นแล้วนางมี่มู่ก็พาหลิงเทียนเหาะไปยังหัวซาน
“ขออัญเชิญจู้หลิงเสินเทพาาแห่งั์ผู้ปกครองลุ่มแม่น้ำหวงเหอ”
ทันใดนั้นร่างอันใหญ่โตมโหฬารในชุดเกราะทหารพร้อมกระบองลูกตุ้มทั้งสองมือ ปรากฏขึ้นท่ามกลางูเาที่ถูกผ่าครึ่งเทียบกันแล้ว ภูผายังสูงไม่ถึงเอวของั์ตนนั้น
นางผีูเาน้อมคำนับเทพศักดิ์สิทธิแห่งหัวซาน
“ข้าน้อยขอคารวะท่านเทพท่านนี้คือเซียวหลิงเทียน พวกเรา้ามาขอยืมขวานวิเศษจากท่านเพื่อนำไปช่วยคนในถ้ำนครอสูรใต้พิภพ”
“ข้ารอท่านมานานแล้วโอรสแห่งเ้าแม่หนี่วา...” าาั์กล่าว พร้อมกับยกมือขึ้น ขวานเล่มใหญ่ก็ปรากฏก่อนจะลอยอย่างแ่เบาลงมาหาอาหนิว
“ขวานนี้เ้าแม่หนี่วาทำมาจากฟันซี่หนึ่งของผานกู่ผู้สร้างฟ้าดินและฝากไว้กับข้าในอดีตกาล เพื่อส่งมอบให้กับท่าน เชิญรับไปเถิด”
หลิงเทียนรับอาวุธมาอย่างนอบน้อม
“ขอบพระคุณท่านมากข้าต้องขอตัวไปช่วยเหลือคนโดยด่วน ขออำลา”
แล้วมี่มู่ก็นำอาหนิวเหาะกลับไปยังถ้ำใต้พิภพ
หลิงเทียนใช้ขวานฟันไปยังสายโซ่ที่พันแขนขาเฒ่าตาบอดมันก็สลายไปในพริบตา
“ท่านเป็อิสระแล้วผู้าุโ”
จื่อเหวินน้ำตาไหล“ขอบใจเ้ามาก เ้าลิงน้อยของข้า”
“เรารีบหนีออกจากถ้ำนี้เถิด”มี่มู่กล่าว แต่ยังไม่ทันใด กุ่ยอี๊โซ่ว ปีศาจสายโลหิตก็มาขัดขวางไว้
“พวกเ้าจะหนีไปไหนจงอยู่เป็ทาสรับใช้ข้าอยู่ที่นี่เถิด”
มารโลหิตใช้เคียวด้ามยาวตวัดเข้าหาหลิงเทียนแต่โดนขวานของเขาฟันขาดคามือ แล้วชายหนุ่มก็ะโจามจอมอสูรถ้ำเืจนร่างสลายเป็น้ำโลหิตไหลนองพื้นถ้ำเขาปล่อยพลังไฟโลกันต์แผดเผาของเหลวสีแดงนั้นจนแห้งเป็ผุยผง
“ปราบปีศาจได้แล้วเราไปกันเถอะ” อาหนิวกล่าว นางมี่มู่ก็พาชายสองคนไปส่งยังหนทางสู่เทือกเขาอัลไต
“ข้าส่งท่านตรงนี้ขอลากลับไปก่อน หากมีการอันใดจงเป่าขลุ่ย ข้าจะมาช่วยตามกำลัง”
“ขอบใจนะลาก่อน” อาหนิวกล่าว มี่มู่ก็หายวับไป
ชายหนุ่มกับตาเฒ่าเดินทางไปไม่ทันไรก็ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพของจอมปีศาจ มีพลทหารปีศาจทั้งกองม้า กองช้าง เสือ หมีรถศึก นับแสนนาย เสียงกลองศึกดังสนั่น พร้อมธงรบโบกสะบัดเป็ทิวแถว
ตัวแม่ทัพนั้นทักทายจากบนหลังม้า
“ไม่ได้พบกันนานนะจื่อเหวิน เสียดายตาเ้าบอด มิอาจมองเห็นข้าได้”
“แม้ตาจะบอด แต่ใจข้าไม่บอดไยจะไม่รู้จักว่าเ้าคือ ซิวหวงเซิง แม่ทัพปีศาจ สมุนข้างขวาของม่อเทียนหลงเ้ามิใช่หรือ ที่ควักตาของข้าออก”
“ความจำยังมิเลอะเลือนนี่แต่คราวนี้ข้าเกรงว่าเ้าจะสิ้นอายุขัยเสียแล้ว”
อาหนิวได้รู้ว่าเป็สมุนของจอมมารม่อเทียนหลงก็แค้นเคืองใจร้องบอก
“เ้าอย่าโอหังเมื่อรับใช้จอมมาร ก็ถือเป็ศัตรูของข้า จงมารบกันเถิดอย่าเสียเวลาตีสำนวนให้เมื่อยปากเลย”
ซิวหวงเซิงได้ฟังก็หัวเราะลั่น
“เ้าเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเปรียบดังมดแมลง จะมาต่อกรกับพญาอินทรีอย่างข้าหรือ ก็ลองเข้ามาดูสิ”
จบตอนที่ 8โปรดติดตามตอนที่ 9 เซียนเมา เต่าพันปี กับหนุ่มปริศนา
(แต่งจบตอนที่8 วันที่ 6 มิ.ย. 68 )