บทที่160สรรพสิ่งล้วนมีค่าแห่งชิวิต
ฮุ่ยจวินมิอาจชักช้าให้เสียเวลาจึงเร่งฝีเท้าบังเอิญจุดที่มันข้ามผ่านกลับเป็นทางของคนกลุ่มหนึ่งที่พริ้วผ่านมาพอดี ปกติเขตเขาวงกรตทางตอนเหนือแห่งเขาเถาหมิงซานยากมีใครผ่านเข้ามาหากจะมีคนผ่าน จุดประสงค์ของพวกมันล้วนไม่ธรรมดา ซึ่งส่วนมากมักเป็นคนจากนิกายเทวะวจนะออกควานหาแลไล่ล่าเหล่าผู้ฝึกญาณเช่นนั้นการปรากฏตัวของฮุ่ยจวินจึงทำให้เหล่าคนที่พริ้วผ่านคิดว่าชายหนุ่มมาหาพวกตน!
กลุ่มคนที่พริ้วผ่านคือเหล่าผู้ฝึกญาณจากหุบเขาเร้นลับพวกมันออกจากเขาเพราะมีเรื่องสำคัญ ทว่าทันทีที่ผ่านช่องทางเขาวงกรต พวกมันกลับพานพบคนที่ไม่คุ้นหน้าพุ่งผ่านมาพอดี
คราแรกผู้ฝึกญาณเหล่านี้ยังรั้งตัวดูทีท่าของผู้มาหากเป็นเพียงคนบังเอิญผ่านทาง พวกมันก็จะเลี่ยง แต่สิ่งที่พวกมันคิดมิผิดตั้งแต่ต้นทันทีที่เห็นสัญลักษณ์แห่งนิกายเทวะวจนะบนชุดคลุมขาวราวหิมะของสตรีสะคราญโฉมที่อยู่บนหลังของบุรุษหนุ่มพวกมันก็ต่างถลึงตาแลลงมืออย่างไม่ว่ากล่าวทันที
นิกายเทวะวจนะคือศัตรูของผู้ฝึกญาณชนิดมิอาจร่วมโลกพวกมันตกระกำลำบากไร้ผืนดินให้กลบฝังก็เพราะนิกายแห่งนี้ วันนี้เห็นคนจากนิกายเทวะวจนะบุกเข้าใกล้อาณาเขตตนเช่นนั้นจึงไม่มีใครปล่อยผ่าน เหล่าผู้ฝึกญาณลงมืออย่างดุดัน!
“พวกท่านเป็นใคร?"
ยังไม่รู้จักที่มาซึ่งกันกลับถูกโจมตีแล้วฮุ่ยจวินที่แบกไป๋เหิ่นซินอยู่ก็ต้องขมวดคิ้วจนเป็นปมแน่น เมื่อดูจากหน้าตาแล้วย่อมมิใช่ศัตรูคู่อาฆาตชายหนุ่มไม่เคยเห็นหน้าคนเหล่านี้มาก่อนด้วยซ้ำ แต่พอสัมผัสถึงพลังญาณที่พวกมันปลดปล่อยนี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ชายหนุ่มเข้าใจได้ทันที
“พวกท่านเข้าใจผิดแล้ว พวกเรามิใช่ศัตรู”
แม้วาจากล่าวออกอย่างเป็นมิตร แต่สัญลักษณ์บนชุดคลุมของไป๋เหิ่นซินเปรียบดั่งชะนักติดหลังอธิบายไปผู้ใดก็ยากจะรับฟัง
เสียงแหบพร่าของไป๋เหิ่นซินจึงดังขึ้น
“เจ้ามิใช่ แต่นิกายเทวะวจนะย่อมใช่ ข้าไม่ตายพวกมันก็ต้องตายนี่คือกฎแห่งปฐพีที่เชื่อมโยงระหว่างพวกข้ากับพวกมัน”
ฮุ่ยจวินกล่าวอย่างไม่เข้าใจ
“กฎปฐพีอันใด ใครเป็นคนตั้ง?...ทุกผู้ล้วนเป็นคน ใยต้องใช้ความเชื่อและวิถีมาแบ่งแยก มนุษย์ไม่ว่าจะนับถือสิ่งใดชอบสิ่งไหน ขอเพียงไม่ก่อความวุ่นวายก็นับเป็นคนที่สมควรอยู่บนปฐพีทั้งสิ้น”
คำกล่าวของมันนับว่าออกมาจากใจ ผู้ใดได้ฟังก็ต้องเลื่อมใสคิดตามทว่าภายใต้สภาวะที่ลงมือแล้ว ผู้ใดก็ยากจะรั้งมือกลับ ดาบ กระบี่ และกระบองที่กอปรรวมไปด้วยพลังญาณแผ่พุ่งจรดยังร่างของพวกมันทั้งสองแล้วแต่ฮุ่ยจวินเข้าใจพลังธรรมชาติอย่างถ่องแท้ แม้ไม่ปลดปล่อยพลังหรือแสดงพลังญาณ มันก็พอสัมผัสได้ถึงกฎเกณฑ์แรกที่มุ่งมาธรรมชาติรอบกายเตือนมัน เพียงเบี่ยงกายไปตามวิถีของดาบ กระบี่ และกระบองดังกล่าว มันก็หลบรอดการโจมตีได้อย่างไม่ยากเย็นชายหนุ่มไม่อาจเสียเวลาต่อสู้แม้เสี้ยววินาที เช่นนั้นการเลี่ยงจึงนับเป็นทางออกที่ดีที่สุด
เห็นการพริ้วกายนำหน้าธรรมชาติที่ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของพลังธรรมชาติที่บุรุษหนุ่มแปลกหน้าแสดงออกมาทำให้เหล่าผู้ฝึกญาณล้วนงุนงงแลแปลกใจมิน้อย ในใจอดตื่นตะลึงว่ามันทำได้อย่างไร มีเพียงคำอธิบายเดียวที่พอเป็นไปได้ในตอนนี้คือความบังเอิญ
“ข้าไม่ปล่อยให้พวกเจ้าหนีพ้น!”
หมู่อาวุธจากกลุ่มคนนับสิบยังเสริมประสานต่อเนื่องท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาแม้รวดเร็ว แต่มันก็แบกร่างของไป๋เหิ่นซินตลอดเวลา ความรวดเร็วจึงไม่เทียบเทียมเมื่อตอนที่มีแต่ตัวเปล่า
“ล่วงเกินแล้ว"
ฮุ่ยจวินไม่มีทางเลือก มันจะเลี่ยงแต่ถูกพัวพันก็ยากหลบเลี่ยงสองดรรชนีซ้ายขวาสะบัดออก ลมปราณเจ็ดดาราแผ่พุ่งราวดาราตก ทุกหนึ่งย่างก้าวพิชิตหนึ่งคนอาศัยสิบย่างก้าวมันก็สามารถพิชิตเหล่าผู้ฝึกญาณนับสิบลงโดยไร้ผู้ต่อต้าน
แต่การเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้ พลังจากการโคจรบางส่วนย่อมแผ่ทะลักออกรอบข้างนี่จึงส่งผลไปถึงร่างของไป๋เหิ่นซินที่มันแบกอยู่บนหลังร่วมด้วย เสียงกระอักไอพร้อมโลหิตที่ไหลออกมุมปากจึงตามมาฮุ่ยจวินเบนหน้ามองกลับหลังไปที่นาง มิทันได้ไตร่ถาม ไป๋เหิ่นซินก็ตัดบทขึ้นก่อนแล้ว
“อย่าได้เสียสมาธิ”
หลังวาจาแหบพร่า เสียงฝ่าอากาศพร้อมคมดาบก็ดังขึ้นที่เบื้องหน้าของฮุ่ยจวิน
“เจ้าไม่ใช่ผู้ที่เดินอยู่บนเส้นทางแห่งวจนะเพียงส่งสตรีนางนั้นมา พวกข้าก็จะถือว่าเรื่องนี้มิเคยเกิดขึ้น"
ฮุ่ยจวินหมุนกายแฉลบผ่านคมดาบที่ฟันลง
“แม้ข้ามิใช่คนจากนิกายเทวะวจนะ มิได้มีส่วนใดเกี่ยวพันธ์กับความแค้นระหว่างพวกท่านแต่ข้าติดค้างบุญคุณคน หากไม่เนรคุณจนเกินไปใยจะเห็นแก่ตัวหนีเอาชีวิตรอดแต่เพียงผู้เดียวได้"
“กล่าวได้ดี น่าเสียดายที่คนเช่นเจ้ากลับเลือกปกป้องเหล่ามหาวิถีวจนะชั่ว”
ฮุ่ยจวินนำพาไป๋เหิ่นซินหลบออกจากวิถีของดาบและพลังญาณที่แผ่สยาย
“ไม่ว่าจะเป็นนิกายเทวะวจนะ หรือผู้ฝึกญาณอย่างพวกท่านเหตุใดจึงมองว่ามหาวิถีที่แตกต่างไม่ดี ความผิดไม่ได้อยู่ที่วิถี แต่อยู่ที่คนนำไปใช้ต่างหากใครเป็นคนผูกสมควรจะให้ผู้นั้นเป็นคนแก้ สังหารกันไปมา ยึดถือแต่วิถีแห่งตนเป็นหลักนี่จะนับเป็นหนทางที่ประเสริฐได้อย่างไร”
“หรือเจ้าไม่รู้ว่าผู้ฝึกญาณลำบากเพียงไหนด้วยน้ำมือของพวกเทวะวจนะ”
“นั่นอาจเป็นน้ำมือของคนเพียงไม่กี่คนอำนาจอยู่เหนือจิตใจ ผู้น้อยคล้อยตามผู้ใหญ่ ความวุ่นวายจึงเกิดอย่างหยั่งรากฝังลึกทั้งที่ต้นเหตุมีเพียงจุดเดียวเท่านั้น แก้ที่ต้นเหตุจึงจะเป็นทางออกอันประเสริฐ”
“เจ้ามิใช่พวกข้าจึงสามารถพ่นคำพูดสวยหรูได้…ไม่ว่าจะเป็นมหาเทวะเทียนหมิง หรือผู้ศรัทธาในมัน เหล่านี้ล้วนโฉดชั่วทั้งสิ้น!"
ฮุ่ยจวินถลาถอยคืนกลับหลังไปไกล
“นั่นจึงเป็นปัญหาที่มีไม่รู้จบ”
ดรรชนีสองข้างใช้แทนกระบี่ หนึ่งกระบี่ร่องธาราและกระบี่พลิกผันวสันต์ย้อนหวนสำแดงอานุภาพลมปราณเจ็ดดาราหนุนเสริมเป็นพลังที่หนึ่งดาบของผู้ฝึกญาณผู้นี้มิอาจรุกคืบ ในสภาพเช่นนี้อธิบายสิ่งใดไปก็ไร้ประโยชน์เมื่อความแค้นเริ่มปิดตา มนุษย์ก็กลับกลายเป็นเดรัจฉานไร้สำนึกได้
เห็นอานุภาพพลังลมปราณสามัญที่มิได้กอปรรวมไปด้วยพลังปาฏิหาริย์ใดของฮุ่ยจวินทำเอาผู้ฝึกญาณเหล่านี้ต้องแปลกใจไปตามๆ กัน พวกมันไม่คิดว่าโลกนี้ยังปรากฏมหาวิถีใดที่ร้ายกาจเทียบเทียมกับมหาวิถีวจนะและพลังญาณได้อีกเมื่อประสบกับพลังลมปราณตรงหน้า เมื่อพลังญาณของพวกตนยังมิอาจแม้จะต่อต้าน สัญญาณเตือนภัยที่อยู่ด้านหลังจึงถูกใช้ออกเสียงที่ราวกับระฆังกังวานสะท้อนไปตามขุนเขา เสียงนี้ราวกับตัดขาดจากโลกภายนอก ผู้ใดที่อยู่ห่างออกไปย่อมไม่ได้ยินแม้แต่อยู่ในรัศมีที่ฮุ่ยจวินยืนอยู่ก็ไม่ได้ยิน เพราะนี่คือสัญญาณแห่งธรรมชาติ ใช้พลังญาณที่ผนึกพลังธรรมชาติเป็นแรงขับเคลื่อนไม่มีพลังญาณย่อมมิอาจสัมผัส ไปเหิ่นซินที่อยู่บนแผ่นหลังของฮุ่ยจวินยังไม่ได้ยิน ทว่าฮุ่ยจวินกลับได้ยินอย่างชัดเจน
เสียงสะท้อนราวกับธรรมชาติคำรามนี้ดังออกไปเป็นทอดๆตามช่องเขา ฮุ่ยจวินจึงสาดประกายตามองตามเส้นทางแห่งพลังธรรมชาติที่ทอดไป สิ่งนี้คือสิ่งใดมันมุ่งไปที่ใด ฮุ่ยจวินสัมผัสได้แต่มิอาจรู้คำตอบ
สองดรรชนีทำลายพลังญาณบนเพลงดาบของบุรุษกลางคนผู้นั้นลงได้สองดรรชนีมิได้หมายเอาชีวิต เพียงสยบคนผู้นี้ไว้เท่านั้น แม้ยังสงสัยต่อคลื่นพลังธรรมชาติที่ทอดไปแต่มันรั้งตัวเสียเวลามามากพอแล้ว กำชับร่างของไป๋เหิ่นซินแน่นขนัด กระโดดหลบเลี่ยงออกตามช่องทางที่ไม่มีพลังธรรมชาติทอดออกไปในทันที
ผู้ฝึกญาณผู้นั้นที่พึ่งถูกสยบได้แต่งุนงงคราแรกที่มันเห็นบุรุษหนุ่มหลบหนีจากพลังญาณของพวกตนล่วงหน้าราวกับมองเห็นแก่นแท้ของพลังธรรมชาตินั้นพวกตนยังคิดว่านั่นคือเรื่องบังเอิญ ทว่าตอนนี้ชายหนุ่มมันหลบเลี่ยงจากพลังญาณที่กอปรรวมไปพร้อมกับพลังธรรมชาติที่ทอดออกได้อย่างหมดจดราวกับมองเห็นเส้นทางแห่งพลังธรรมชาติที่เกิดขึ้นนี่ยังจะเรียกว่าบังเอิญได้อีกหรือ
“บุรุษผู้นี้เป็นใครกันแน่?”
หากฮุ่ยจวินวิ่งตะบึงหลบหนีทิศทางเดิม มันย่อมสัมผัสเข้ากับพลังธรรมชาติที่ทอดออกเป็นรายทางนั่นจะทำให้มันถูกระบุตัวตนได้ว่าอยู่ตำแหน่งไหนของป่า และมันจะถูกผู้ที่รับสัญญาณนี้ตามตัวได้แต่การที่ฮุ่ยจวินหลบหนีจากพลังธรรมชาติที่เคลื่อนไปอย่างหมดจด ต่อให้ผู้ที่รับสัญญาณแจ้งเตือนนี้แข็งแกร่งเพียงใดก็ยากจะสืบหาตำแหน่งที่มันไปได้พบ
แต่ทว่าโชคกลับมิได้เข้าข้างฮุ่ยจวิน มันอุตส่าห์ใช้ความสามารถเหนือธรรมชาติหลบเลี่ยงความผิดปกติที่เกิดกับพลังธรรมชาติได้อย่างหมดจดแล้วแท้ๆมันก็ยังถูกค้นพบตัวตน ที่เป็นเช่นนั้นมิใช่มันไม่เร็วพอ มิใช่ผู้รับสัญญาณมาได้รวดเร็วเหนือแสงแต่เป็นเพราะว่าคนผู้นั้นบังเอิญอยู่ที่นี่พอดี นางกลับบังเอิญอยู่ในทิศทางที่ฮุ่ยจวินหลบหนี!
ฝ่ามือที่ถือตะเกียงข้างหนึ่งจึงหงายขึ้นดวงไฟเล็กๆ ที่ไหม้บนไส้ตะเกียงทอประกายแสงเจิดจ้าราวกับอาทิตย์อัสดง ธรรมชาติรอบบริเวณจึงราวกับถูกผนึกทุกสรรพสิ่งเคลื่อนไหวได้เชื่องช้าลง มิหนำซ้ำความร้อนลวกที่ราวกับจะถูกแผดเผาก็ปกครอบไปทั่วอาณารัศมีของแสง!
ไป๋เหิ่นซินหว่างคิ้วกดลึกจนเห็นรอย นางลืมตาที่เหนื่อยล้ามองประกายแสงที่เจิดจ้าตรงหน้าเช่นเดียวกับฮุ่ยจวินที่รู้สึกตรึงเครียดอย่างถึงขีดสุด มันสัมผัสได้ถึงความเป็นปฏิปักษ์กับพลังธรรมชาติธรรมชาติที่เคยสนับสนุนมันถูกหักล้างขัดแย้ง ราวกับว่ามีสิ่งที่ควบคุมพลังธรรมชาติได้เหนือกว่ามัน!
ร่างของฮุ่ยจวินในตอนนี้หนักอึ้งราวกับแบกขุนเขาเถาหมิงซานไว้บนหลังหนำซ้ำยังเป็นเขาเถาหมิงซานที่ลุกไหม้ จึงร้อนลวกกดทับไปทั้งร่าง ฮุ่ยจวินเจ็บปวดทรมานแต่มันก็ยังฝืนถ่ายเทพลังญาณแลรับพลังธรรมชาติเหล่านั้นมาที่กายตนเพียงคนเดียว
ไป๋เหิ่นซินจึงเพียงรู้สึกติดขัด ทว่าผลกระทบทั้งหมดได้ถูกดึงรั้งมาอยู่ที่กายของฮุ่ยจวินหมดสิ้นโดยที่ไป๋เหิ่นซินไม่รู้เลยว่าบุรุษหนุ่มได้ยินยอมกระทำเพื่อนางถึงเพียงนี้
ไป๋เหิ่นซินไม่รู้ แต่สตรีที่ถือตะเกียงไฟย่อมรับรู้คราแรกสิ่งที่นางแปลกใจมากที่สุดคือบุรุษที่ไร้พลังญาณผู้นี้เข้าถึงพลังธรรมชาติถึงขั้นชักนำวิถีธรรมชาติมาที่ตนเพียงคนเดียวได้อย่างไรแต่จนถึงตอนนี้ นางกลับรู้สึกแปลกใจละคนสนใจในตัวของบุรุษผู้นี้ยิ่งกว่า เพราะมันกลับช่วยเหลือผู้อื่นไม่สนกระทั่งแม้ชีวิตความเจ็บปวดที่ผู้อื่นสมควรจะได้รับ มันกลับรับมาที่ตัวจนหมดสิ้น ไม่เพียงแต่ความเจ็บปวดที่สตรีแห่งนิกายเทวะวจนะนางนั้นได้รับแม้แต่ความเจ็บปวดที่สมควรจะเกิดต่อสรรพสิ่งมีชิวิตทุกชนิดที่อยู่ในรัศมี มันก็ล้วนดึงเอาความเจ็บปวดเหล่านี้มาที่ตนด้วย!
สตรีนางนี้จึงจ้องนัยน์ตามองไปที่เงาร่างของบุรุษหนุ่มภายใต้แสงตะเกียงที่ปกคลุมนางเร่งตะเกียงให้มอดไหม้รุนแรงขึ้น พลังที่ก่อเกิดเพิ่มเท่าทวีคูณ แต่ทว่าบุรุษหนุ่มก็หาได้ละทิ้งซึ่งชีวิตของสรรพสัตว์ไม่หากมันปล่อยให้หนอนแมลงตัวหนึ่งมอดไหม้ไป ความเจ็บปวดก็จะลดทอนลงส่วนหนึ่ง มันก็จะไม่ต้องฝืนทนต่อความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นเช่นนี้
ชายหนุ่มสามารถกระทำได้ มันสามารถละทิ้งชีวิตของสรรพสิ่งได้แต่มันกลับไม่กระทำ ราวกับว่าในสายตาของมัน ทุกสรรพสิ่งล้วนมีค่าเหมือนกันทั้งสิ้น