แดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณของตระกูลหลินตั้งอยู่ใกล้กับเขตแกนกลาง ประกอบด้วยอาคารบ้านเรือนมากมายนับไม่ถ้วน หากมองลงมาจากเบื้องบนจะเห็นว่ามีลักษณะคล้ายกับค่ายกลแปดทิศ ใจกลางคือจุดที่ชีพจรปราณสถิตอยู่ หากบำเพ็ญเพียรที่นั่นเพียงหนึ่งวันจะมีค่าเท่ากับการบำเพ็ญเพียรข้างนอกถึงหนึ่งปี
ทว่าสถานที่แห่งนั้นอนุญาตให้เพียงผู้คนจากสายหลักเข้าไปได้เท่านั้น นอกเหนือจากนั้นก็มีเพียงอัจฉริยะของตระกูลที่มีผลงานโดดเด่นเท่านั้นที่จะได้รับสิทธิ์เข้าไปยังพื้นที่ด้านใน แน่นอนว่าเขยแต่งเข้าตระกูลอย่างพวกโจวลั่วย่อมไม่มีสิทธิ์ พวกเขาทำได้เพียงบำเพ็ญเพียรอยู่ในอาคารชั้นนอกสุดเท่านั้น แม้ที่นี่จะอยู่ห่างไกลจากชีพจรปราณมาก แต่เมื่อเทียบกับการบำเพ็ญเพียรตามปกติแล้ว ก็ยังถือว่ารวดเร็วกว่ามากทีเดียว
ไม่นานนัก โจวลั่วก็มาปรากฏตัวที่หน้าอาคารซึ่งมีอักษรคำว่า 'ขั่น' สลักไว้ สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือที่นี่เขากลับได้พบคนคุ้นเคยถึงสองคน คนหนึ่งคือสวี่ฉางเซิง ส่วนอีกคนคือจางต้าเปิ่นที่มีท่าทีเป็ศัตรูกับเขา
เมื่อเห็นโจวลั่ว จางต้าเปิ่นที่กำลังพูดคุยหัวเราะร่าพลันชะงักสีหน้าลงทันที แล้วกล่าวเยาะเย้ยเสียงดังอย่างไม่ปิดบังว่า เหอะ คนที่มีรากปราณระดับต่ำสุดมาบำเพ็ญเพียรที่นี่ช่างสิ้นเปลืองโอกาสโดยใช่เหตุ สู้มอบโอกาสนี้ให้คนอื่นยังจะดีเสียกว่า
เมื่อได้เผชิญกับการดูิ่ โจวลั่วเพียงยิ้มน้อย ๆ โดยไม่ปริปากพูดอะไร สายตาของเขาเหลือบมองไปยังห่อสัมภาระที่อีกฝ่ายแบกไว้บนหลัง การบำเพ็ญเพียรบนชีพจรปราณในครั้งนี้จะดำเนินต่อเนื่องเป็เวลาหนึ่งเดือน ทุกคนย่อมไม่ยอมปล่อยให้เวลาสูญเปล่าแม้เพียงนิด ดังนั้นส่วนใหญ่จึงขนเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันมาด้วย ตั้งใจจะพำนักให้ครบหนึ่งเดือนเต็ม
โจวลั่วใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"โจวลั่ว ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ" ในตอนนั้นเอง สวี่ฉางเซิงเดินเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้ม
โจวลั่วละสายตากลับมาแล้วพยักหน้าตอบรับ "ไม่ได้เจอกันนานเลย"
ทั้งสองเพิ่งจะทักทายกันเสร็จ หลินฝูก็ปรากฏตัวขึ้นกลางลาน เขาใช้สายตาเรียบเฉยเ็ากวาดมองทุกคน แล้วเริ่มอธิบายกฎระเบียบของที่นี่ ในแดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณ ทุกพื้นที่ถูกกำหนดไว้ั้แ่ต้นแล้ว ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเปลี่ยนที่พักตามอำเภอใจ
"ผู้ดูแลหลินขอรับ หากทั้งสองฝ่ายสมัครใจแลกเปลี่ยนกัน จะสามารถทำได้หรือไม่?" ท่ามกลางฝูงชน โจวลั่วจู่ ๆ ก็เอ่ยถามขึ้นมา
'เ้าโง่เอ๊ย' จางต้าเปิ่นที่ได้ยินเช่นนั้นก็ทำสีหน้าเยาะเย้ยพลางด่าทอในใจ
เมื่อมาถึงแดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณ ทุกคนย่อมปรารถนาอยากจะอยู่ใกล้ส่วนในให้มากที่สุด ใครกันจะยอมยกตำแหน่งดี ๆ ของตนเองให้คนอื่นโดยสมัครใจ? และหากเป็ตำแหน่งระดับเดียวกัน ก็ยิ่งไม่มีความจำเป็ต้องแลก ในสายตาของจางต้าเปิ่น โจวลั่วที่ถามคำถามเช่นนี้ออกมาคงจะสติเลอะเลือนไปแล้วเป็แน่
ด้านหน้า หลินฝูเหลือบมองโจวลั่วแล้วกล่าวเสียงเย็นว่า "ย่อมทำได้"
โจวลั่วพยักหน้าเบา ๆ เช่นนี้แผนการก็ดำเนินต่อไปได้แล้ว
"คนอื่นมีคำถามอะไรอีกไหม?" หลินฝูถามซ้ำ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครพูดอะไร เขาจึงประกาศพื้นที่และห้องพักสำหรับการบำเพ็ญเพียรของทั้งสิบกว่าคน
เป็ไปตามคาด พวกโจวลั่วที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มคุณภาพเยี่ยมได้รับห้องพักที่อยู่ลึกเข้าไปข้างในมากกว่า ส่วนพวกจางต้าเปิ่นได้ห้องพักที่อยู่รอบนอกสุด ซึ่งแน่นอนว่าสร้างความไม่พอใจให้แก่พวกเขา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
หลังจากจัดสรรเสร็จสิ้น ทุกคนเดินผ่านค่ายกลเข้าไปในอาคารชั้นเดียวแห่งนี้ตามลำดับ ดังที่รูปแปดทิศแสดงไว้ ห้องพักในอาคารเรียงตัวกันในแนวนอน หนึ่งแถวประกอบด้วยห้องบำเพ็ญเพียรสิบห้อง กั้นกลางด้วยทางเดิน เรียงต่อกันเข้าไปข้างในเรื่อย ๆ จนถึงเขตแกนกลาง ห้องฝึกยุทธ์ของโจวลั่วอยู่ที่แถวที่สอง และช่างประจวบเหมาะที่มันตั้งอยู่ด้านหลังห้องฝึกยุทธ์ของจางต้าเปิ่นพอดี
หลังจากสำรวจห้องพักจนทั่วแล้ว จู่ ๆ เขาก็เดินออกจากห้องตรงไปยังห้องของจางต้าเปิ่นทันที ในขณะนั้นจางต้าเปิ่นกำลังนำเครื่องใช้ส่วนตัวออกมาจัดวาง เขาคาดไม่ถึงว่าจะมีคนบุกรุกเข้ามาจึงสะดุ้งใ
"เ้าจะทำอะไร?" เมื่อเห็นว่าเป็โจวลั่ว จางต้าเปิ่นก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที คิดว่าอีกฝ่ายจะมาหาเื่
โจวลั่วกวาดสายตามองไปรอบห้อง สายตาหยุดอยู่ที่ถ้วยน้ำบนโต๊ะเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะยิ้มแล้วกล่าวว่า "ข้าลองคิดดูแล้ว เห็นว่าสิ่งที่เ้าพูดมานั้นถูกต้อง" ระหว่างที่พูด เขาก็ค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้โต๊ะตัวนั้นอย่างเป็ธรรมชาติ
"เ้าหมายความว่าอย่างไร?" จางต้าเปิ่นขมวดคิ้ว
"เ้าพูดไม่ผิดหรอก รากปราณระดับเก้าอย่างข้ามาบำเพ็ญเพียรที่นี่ก็เสียของเปล่า ๆ เอาอย่างนี้เป็อย่างไร ข้ายินดีจะแลกห้องกับเ้า ขอเพียงเ้าเลิกทำตัวเป็ศัตรูกับข้าก็พอ" โจวลั่วแสร้งทำเป็ยอมโอนอ่อนตาม
คำพูดนี้ทำให้จางต้าเปิ่นเริ่มลังเล แต่พอนึกดูอีกทีก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
'ข้าดูถูกเ้าขนาดนั้น เ้ายังจะยอมแลกห้องให้ข้าอีกหรือ?'
เขาจ้องมองโจวลั่วที่ยืนพิงโต๊ะอยู่ด้วยสายตาระแวง ก่อนจะแค่นยิ้มออกมา "หึ เ้าคิดจะวางแผนเล่นงานข้าล่ะสิ?"
"ข้าเปล่าเสียหน่อย" โจวลั่วแบมือออกด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
"อย่ามาทำเป็เสแสร้ง ข้าไม่หลงกลเ้าหรอก" จางต้าเปิ่นแสดงท่าทางมั่นใจว่าตนเองไม่มีทางติดกับ โดยที่เขาไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่าในจังหวะที่โจวลั่วแบมือนั้น เขาได้ถือโอกาสโยนเม็ดยาสีแดงเล็ก ๆ ที่หนีบไว้ระหว่างนิ้วลงในถ้วยน้ำไปเรียบร้อยแล้ว
"ข้าพูดจริง ๆ นะ ไม่อย่างนั้นเมื่อกี้ข้าจะถามผู้ดูแลหลินเื่การแลกห้องทำไม?" โจวลั่วแสร้งทำสีหน้าจริงจัง
"เหอะ ไสหัวไปซะ ข้าไม่แลกกับเ้า" จางต้าเปิ่นเริ่มหมดความอดทน เขาตะคอกไล่อีกฝ่ายออกไปทันที
"เช่นนั้นก็ตามใจเ้า" โจวลั่วส่ายหน้าเบา ๆ แล้วเดินออกจากห้องไปด้วยสีหน้าเสียดาย
เมื่อโจวลั่วจากไป จางต้าเปิ่นก็เผยรอยยิ้มออกมา "คิดว่าข้าโง่หรือไง ห้องนั้นต้องมีอะไรตบตาแน่ ๆ คิดจะวางแผนเล่นงานข้า ฝันไปเถอะ!"
เขาพูดพลางเดินไปที่โต๊ะ หยิบถ้วยน้ำขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ "คิดจะสู้กับข้ายังเร็วไปร้อยปี!"
อีกด้านหนึ่ง โจวลั่วเดินกลับมายังห้องฝึกยุทธ์ของตนด้วยรอยยิ้ม เดิมทีเขายังคิดอยู่ว่าจะนำยาพิษที่ผลิตได้ไปทดลองกับคนอย่างไรดี ไม่นึกเลยว่าจางต้าเปิ่นจะเดินเข้ามาติดกับเองพอดี ประจวบเหมาะนัก ครั้งนี้จะได้เห็นกันเสียทีว่าโอสถสลายปราณนี้จะได้ผลกับมนุษย์หรือไม่
เขาสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป แล้วเดินไปที่แท่นหินกลางห้อง นั่งขัดสมาธิลงบนนั้นเพื่อเริ่มการบำเพ็ญเพียร ทันทีที่เริ่มฝึก โจวลั่วก็พบว่าความเร็วในการดูดซับพลังปราณที่นี่รวดเร็วกว่าภายนอกอย่างน้อยสิบเท่า หากบำเพ็ญเพียรที่นี่หนึ่งวัน จะเท่ากับการบำเพ็ญเพียรข้างนอกถึงสิบวัน นี่เป็เพียงพื้นที่รอบนอกแถวที่สองเท่านั้น หากเป็เขตแกนกลางส่วนในสุด ความรวดเร็วคงจะเป็สิ่งที่โจวลั่วมิอาจจินตนาการได้
มิน่าเล่า ทุกคนถึงได้แก่งแย่งกันอยากจะมาบำเพ็ญเพียรที่แดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณนัก เพราะที่นี่กับโลกภายนอกนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว น่าเสียดายที่มีเวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น
โจวลั่วไม่มัวคิดฟุ้งซ่าน เขาไม่อยากเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว จึงรวบรวมสมาธิเริ่มการบำเพ็ญเพียรทันที
เวลาหนึ่งเดือนผ่านไปในพริบตา
"ในที่สุดก็ทะลวงเข้าสู่ระดับฝึกปราณชั้นที่หนึ่งได้เสียที" ภายในห้องฝึกยุทธ์ โจวลั่วในชุดชุดยาวสีขาวลืมตาขึ้นทันที ดวงตาที่กระจ่างใสฉายแววแห่งความยินดี ด้วยการส่งเสริมจากแดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณ ในที่สุดเขาก็ดูดซับพลังปราณได้มากพอ และหลุดพ้นจากความเป็ปุถุชนธรรมดากลายเป็ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างเต็มตัว
แม้จะเป็เพียงระดับฝึกปราณชั้นที่หนึ่ง แต่มันก็มอบแรงผลักดันให้แก่โจวลั่วอย่างมหาศาล ในเมื่อมีระบบและมีอายุขัยที่ยืนยาว ในวันหน้าเขาจะไม่สามารถกลายเป็เซียนที่แท้จริงได้เชียวหรือ?
คิดได้เช่นนั้น โจวลั่วก็รู้สึกฮึกเหิมยิ่งนัก ทว่าเมื่อนึกได้ว่าตนเองกำลังจะต้องจากสถานที่บำเพ็ญเพียรอันยอดเยี่ยมแห่งนี้ไป สีหน้าของเขาก็หม่นลงเล็กน้อย หากกลับไปสู่โลกภายนอก การจะก้าวหน้าต่อไปคงต้องใช้เวลาอีกเนิ่นนานอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เขาจำใจลุกขึ้น จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วเดินออกจากห้องฝึกยุทธ์ไป
ขณะเดินผ่านห้องของจางต้าเปิ่น เขานึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงชะโงกหน้ามองเข้าไปข้างใน แต่เ้าหมอนั่นกลับไม่อยู่ในห้องเสียแล้ว ดูเหมือนจะจากไปก่อนหน้านี้ ไม่รู้ว่าผลของโอสถสลายปราณจะเป็อย่างไรบ้าง ออกไปแล้วคงต้องลองสืบข่าวคราวดูเสียหน่อย