บทที่ 22 ความเสียหาย
"ช่างเป็ตระกูลขั้นสร้างฐานที่ตกอับจริง ๆ ท่านจะไปรู้อันใดเกี่ยวกับวิธีการของสำนักเซียน? ข้ามีของวิเศษทำลายคาถากีดขวางที่ท่านอาจารย์มอบให้อย่างไรเล่า!"
ชายหนุ่มที่มีนามเหลยอวิ๋นจื่อหัวเราะเยาะ "ท่านเฮยเซวี่ย ข้าขอเตือนท่าน จงส่งมอบของวิเศษสำหรับการหลอมดวงิญญานั้นมามาเสีย ของล้ำค่าเช่นนี้ หาใช่สิ่งที่นักพรตมารไร้ที่มาเช่นท่านจะได้!"
"ในเมื่อเป็นักพรตชั้นสูงของสำนักเซียน ย่อมไม่ขาดแคลนทรัพยากรหลอมดวงิญญา ไยต้องมาแย่งชิงโชคลาภกับนักพรตอิสระอย่างข้าด้วยเล่า?" เฮยเซวี่ยเหน็บแนม
"ของวิเศษสำหรับการหลอมดวงิญญาเพียงชิ้นเดียว ถึงกับทำให้เซียนเหลยอวิ๋นต้องไล่มายังดินแดนที่ขาดแคลนพลังวิเศษที่ไกลถึงหมื่นลี้เช่นนี้!"
"หลักธรรมะใหญ่ย่อมต้องแย่งชิง นักพรตคนใดเล่าจะรังเกียจว่ามีของวิเศษสำหรับการหลอมดวงิญญา?" กล่าวจบ เหลยอวิ๋นจื่อก็หัวเราะลั่น
"คำพูดอันสวยหรูที่ข้าเพิ่งกล่าวไปเมื่อครู่ ช่างไม่จำเป็ต้องพูดเลยจริง ๆ"
เฮยเซวี่ยกัดฟันพูด "หากข้าส่งมอบของวิเศษสำหรับการหลอมดวงิญญาให้เ้า เ้าจะปล่อยข้าไปหรือไม่?"
"เป็ไปไม่ได้แน่นอน"
เหลยอวิ๋นจื่อกล่าวด้วยสีหน้าเ็า "นักพรตเฮยเซวี่ย เ้าเพื่อฝึกวิชามารแล้ว ถึงกับใช้วิชาสังเวยโลหิตกับญาติพี่น้อง... ตระกูลใหญ่ที่สร้างรากฐานมาจนถึงขั้นสร้างฐาน กลับไม่มีผู้ใดรอดชีวิตเลยสักคน"
"ในบรรดาผู้ฝึกวิชาเ่าั้ หลายคนเป็ก็ทายาทสายตรงของเ้ามิใช่หรือ แต่เ้ากลับลงมือได้ลง! การกระทำที่ทั้ง์และมนุษย์ต่างรังเกียจเช่นนี้ ข้าจะปล่อยเ้าไปได้อย่างไร?"
นักพรตเฮยเซวี่ยหัวเราะลั่น "ข้าคือบรรพบุรุษตระกูลหวัง ทั้งตระกูลหวังล้วนเป็ข้าผู้สร้างขึ้นมาด้วยมือ! ลูกหลานในตระกูลสละชีพเพื่อสืบทอดเส้นทางวิชาให้ข้าผู้เป็บรรพบุรุษ นั่นมิใช่เื่ที่สมควรหรอกหรือ?"
"ช่างบ้าคลั่งไร้จิตใจเสียจริง... ก็ดี ของวิเศษสำหรับการหลอมดวงิญญาตกอยู่ในมือของนักพรตมารเช่นเ้า การที่ข้าจะสังหารเ้า ก็นับว่าสอดคล้องกับจิตแห่งเต๋าและไม่ขัดกับใจตน"
เหลยอวิ๋นจื่อชูขวดวิเศษด้วยมือเดียว พลางยิ้มกล่าว "วันนี้ข้าจะกำจัดภัยร้ายเพื่อความถูกต้องของ์และแผ่นดิน เมื่อกลับถึงสำนัก เกรงว่าเ้าสำนักคงจะมอบยาลูกกลอนควบแน่นผลึกเม็ดหนึ่งให้ข้า เมื่อเป็เช่นนั้นทรัพยากรสำหรับการหลอมดวงิญญาของข้าก็คงจะเพียงพอแล้ว"
สีหน้านักพรตเฮยเซวี่ยหม่นลง "เ้าคิดว่าตัวเองเป็ผู้สำเร็จขั้นแก่นทองคำแล้วหรือ?"
"เพียงแค่สูงกว่าข้าหนึ่งขั้นเล็ก ๆ ก็คิดว่าจับข้าอยู่ในกำมือแล้วหรือ?"
"ม้ว่าเ้าจะอยู่ในขั้นสร้างฐานขั้นกลางเช่นเดียวกับข้าได้ แต่เ้าจะต้านฝีมือข้าได้กี่กระบวนท่ากันเชียว?" เหลยอวิ๋นหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเทลูกแก้วที่เปล่งประกายสีม่วงออกมาจากขวดวิเศษในมือ แล้วหยิบขึ้นมาถือไว้ จากนั้นก็เล็งไปที่นักพรตเฮยเซวี่ย แล้วดีดนิ้วส่งลูกแก้วพุ่งออกไป
"ไป!"
สีหน้าของนักพรตเฮยเซวี่ยพลันเปลี่ยนไปในทันที รีบยกโล่เืที่มีลักษณะเหนียวหนืดขึ้นมาป้องกันเบื้องหน้า
ทันทีที่ลูกแก้วสายฟ้าปะทะกับโล่เื ก็เกิดสายฟ้าสีม่วงหลายสายพุ่งออกมา ทำลายโล่เืแหลกละเอียด ก่อนจะพุ่งเข้าปะทะร่างของนักพรตเฮยเซวี่ย
‘โครม!’
ลูกแก้วสายฟ้าโจมตีะเิออกในพริบตา ทำให้ร่างท่อนล่างของนักพรตเฮยเซวี่ยแตกเป็เสี่ยง ๆ!
แม้จะจู่โจมได้ผล ทำให้ศัตรูที่ไล่ล่ามานานหลายเดือนได้รับาเ็สาหัสใกล้ตาย แต่เหลยอวิ๋นจื่อกลับขมวดคิ้วด้วยความกังวล
‘มันไม่ควรเป็เช่นนี้ ถึงแม้จะาเ็สาหัสเพียงใด ก็ไม่น่าจะรับการโจมตีจากลูกแก้วสายฟ้าของข้าได้... แย่แล้ว!’
เหลยอวิ๋นจื่อจ้องมองร่างท่อนบนที่เหลืออยู่ของนักพรตเฮยเซวี่ยอย่างเขม็ง แล้วก็พบว่าร่างครึ่งท่อนที่เหลือนั้นไม่มีกระดูกหรืออวัยวะภายในอยู่เลย มีเพียงของเหลวสีดำข้นหนืดที่ก่อตัวเป็รูปร่างเท่านั้น!
"เหลยอวิ๋นจื่อ เ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงต้องปรากฏตัวอย่างโอหังในวังหลวงอาณาจักรธรรมดา ๆ เช่นนี้? อย่าคิดว่ากับดักโบราณนั่นมีประสิทธิภาพแค่กักขังผู้คนเท่านั้นเชียว!"
นักพรตเฮยเซวี่ยหัวเราะเบา ๆ พลางกล่าวว่า "สมแล้วที่เป็ศิษย์แท้แห่งสำนักเซียน วรยุทธ์ไม่ธรรมดา ทำให้ข้าถึงกับต้องเสียร่างหุ่นเชิดโลหิตไปหนึ่งร่าง แต่หากแลกกับของวิเศษสำหรับการหลอมดวงิญญา ก็นับว่าไม่ขาดทุนนัก... แต่ตอนที่ข้าต้องทำพิธีบูชายัญทั้งตระกูลด้วยเืก็ยังสร้างได้แค่สามร่างเท่านั้น!"
อุบายลวงเสือออกจากถ้ำ...
สีหน้าของเหลยอวิ๋นจื่อไม่สู้ดีนัก เขาถูกหุ่นเชิดของนักพรตชราผู้นี้หลอกเข้าให้แล้ว!
"มารร้ายเ้าเล่ห์!"
คำด่าเพิ่งจะขาดคำ ร่างของนักพรตเฮยเซวี่ยที่เหลือเพียงครึ่งท่อนก็แปรสภาพเป็หนองเืในพริบตา สิ้นลมหายใจไปอย่างสมบูรณ์
สีหน้าของเหลยอวิ๋นจื่อยังคงไม่สู้ดี เขาก้าวเข้าไปตรวจสอบหนองเืบนพื้นอย่างละเอียด หยิบขวดหยกใบหนึ่งเก็บหนองเืเ่าั้จนไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว
หลังจากแน่ใจว่าไม่มีสิ่งของใดของนักพรตเฮยเซวี่ยหลงเหลืออยู่ เขาจึงกระทืบเท้าหนึ่งที แปรร่างเป็สายฟ้าพุ่งออกจากตำหนักไท่เหอ...
ตลอดกระบวนการเขาไม่สนใจผู้ใดในตำหนักเลยแม้แต่น้อย
ตำหนักเงียบกริบ ไร้เสียงจากทุกคนที่อยู่ในที่นั้น ฮ่องเต้จ้าวที่ประทับอยู่บนบัลลังก์สูงสุดยังคงแข็งทื่อราวกับรูปปั้นหิน ไม่ขยับเขยื้อนใด ๆ
"ท่านพี่ใหญ่!"
เสียงร้องอาดูรทำลายความเงียบ องค์หญิงสามจ้าวิอวี้ทรงมีสีหน้าเศร้าโศก คุกเข่าลงข้างศพของจ้าวิหยางที่เหลือเพียงครึ่งตัว ดวงตาหลั่งน้ำตาไม่หยุด
บัดนี้องค์หญิงผู้มีชื่อเสียงด้านความเฉลียวฉลาดและกลยุทธ์ถึงกับทรงแสดงอาการผิดปกติอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ในตอนนี้เองที่ความเลื่อนลอยในพระเนตรของฮ่องเต้ค่อย ๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความสับสนและไร้ทางออกอย่างลึกล้ำ พระองค์ทรงผุดลุกจากบัลลังก์ราวกับกระต่ายที่ใกลัว พระเนตรที่เต็มไปด้วยเส้นเืจ้องมองไปทางศพของจ้าวิหยางแน่วนิ่ง ทรงพยายามขยับริมพระโอษฐ์ราวกับจะตรัสอะไรบางอย่าง แต่เมื่อถึงริมพระโอษฐ์กลับมีเพียงเสียงที่ไม่เป็คำออกมา
"องค์… องครักษ์! ทหารองครักษ์อยู่ที่ใด ทหารองครักษ์อยู่ที่ใด!?"
"รีบตามแม่ทัพใหญ่มานำกำลังทหารเข้าตำหนัก!"
"ช้าก่อน ช้าก่อน! เื่นี้มิควรป่าวประกาศออกไป มิควรเลย!"
"ท่านหวังพูดถูกต้องยิ่งนัก! หากจัดการไม่ดี เกรงว่าจะถูกเซียนแก้แค้น!"
"ต้องใคร่ครวญให้ถี่ถ้วน ต้องใคร่ครวญให้ถี่ถ้วน!"
ขันทีหลายคนที่อยู่ข้างกายฮ่องเต้จ้าวราวกับเพิ่งตื่นจากฝัน ต่างส่งเสียงะโก้องด้วยเสียงแหบแห้ง ขุนนางระดับสูงหลายคนก็พลอยเปล่งเสียงร้องตาม ในพริบตาเดียวตำหนักไท่เหอก็กลับมาอึกทึกด้วยเสียงผู้คน เกือบทุกคนลุกขึ้นจากที่นั่ง พยายามจะทำอะไรสักอย่าง
"วุ่นวายไปหมดแล้ว มันวุ่นวายไปหมดแล้ว..." จิงอวี่รำพึงในใจ สายตาของเขากวาดมองไปยังร่างครึ่งท่อนของจ้าวิหยาง ก็อดใจหายไม่ได้
"ท่านพี่ใหญ่สิ้นพระชนม์แล้ว..."
"ตำแหน่งรัชทายาทว่างลง!"
"เหล่าราชบุตรคงจะ..."
จิงอวี่มองท่านพี่สามจ้าวิอวี้ที่ยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าร่างของจ้าวิหยาง แล้วกวาดตามองท่านที่รองจ้าวิเยว่ที่กำลังพยายามรักษาความสงบในท้องพระโรง และดูแลการป้องกันภายในวัง
ท่านพี่จ้าวิเฉิงชิงดาบมาจากองครักษ์นายหนึ่ง ยืนคุ้มกันอยู่ใต้ที่นั่งของฮ่องเต้จ้าว สีหน้าหม่นหมอง นิ้วที่กำด้ามดาบซีดขาว เห็นได้ชัดว่าในใจไม่สงบนัก
ส่วนท่านพี่ห้าจ้าวิโหลวกลับนั่งอยู่บนที่นั่งอย่างเรียบร้อย เพียงแต่จ้องศพของจ้าวิหยางตาไม่กะพริบ สีหน้าแห่งความยินดีปรากฏชัดจนไม่คิดจะปิดบังแล้ว!
และน้องชายคนที่เจ็ดจ้าวิฟู่ผู้เป็น้องเล็กสุด ดูเหมือนจะตกตะลึงกับเหตุการณ์เมื่อครู่จนนิ่งอึ้ง ไม่ขยับเขยื้อน ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ
ชั่วขณะนี้ในตำหนักไท่เหอวุ่นวายอลหม่าน จิงอวี่ผู้มีหูตาไวเป็พิเศษ มักสังเกตเห็นรายละเอียดที่คนทั่วไปมองข้าม ผู้คนในท้องพระโรงต่างมีความคิดแตกต่างกัน ท่ามกลางความวุ่นวายมีหลายสิ่งที่น่าขบคิด
"พอได้แล้ว!"
ฮ่องเต้จ้าวทรงกระแทกเสียงตวาดออกมาดังลั่น พระองค์ผู้ไม่เคยทรงเสียกิริยาในท้องพระโรงเช่นนี้มาก่อน ทรงกลับคืนสู่พระสิริโฉมอันน่าเกรงขามดังเดิม
"ห้ามมิให้เื่ราววันนี้รั่วไหลไปแม้แต่เพียงครึ่งคำ! หากภายหลังพบว่าผู้ใดนำความออกไป มันผู้นั้นจะต้องถูกปะาโดยไม่มีการละเว้น!"
ผู้คนมากมายที่กำลังอึกทึกครึกโครมต่างหยุดนิ่งลงในเวลาเดียวกัน ท้องพระโรงอันกว้างใหญ่กลับคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง
จากนั้นพระพักตร์ของฮ่องเต้ทรงแสดงความโศกเศร้าเช่นเดียวกับจ้าวิอวี้ "ให้จัดงานศพรัชทายาทตามพิธีการของราชวงศ์ ส่วนการประกาศต่อภายนอก ให้แจ้งว่าสิ้นพระชนม์ด้วยอาการประชวร!"
จิงอวี่มองชายผู้แสดงวัยชราอย่างเงียบงัน ในใจถอนหายใจ
เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงฉลองวันคล้ายพระราชสมภพวันนี้ ถูกฮ่องเต้จ้าวใช้อำนาจเด็ดขาดกดข่มเอาไว้ แต่ทว่าเกือบทุกคนในท้องพระโรงต่างเข้าใจดีว่า ข่าวคราวคงไม่อาจถูกปิดกั้นไว้ได้ ทว่ากลับจะแพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักรจ้าวด้วยความเร็วราวสายลมอย่างไม่คาดคิด!