ไม่รอให้โชคชะตาเป็ผู้ตัดสิน หลังจากที่ชายชราผู้ซึ่งเป็ผู้เฒ่าประจำหมู่บ้านเล่าเื่ราวของเทพกระบี่จิงิให้กับหลัวหยางและเหล่าเด็กๆในหมู่บ้านฟังเมื่อห้าปีก่อน วันเวลานับแต่นั้นก็ได้หมุนผ่านไปอย่างเงียบเชียบ
แม้จะไม่มีเื่ใดเปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืน ทว่าความคิดในใจของเด็กคนหนึ่งกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
หลัวหยางในวัยสิบห้าปีในวันนี้ ไม่ใช่เด็กหนุ่มที่เต็มไปด้วยความงุนงงและสิ้นหวังอีกต่อไป
หากเป็ชายหนุ่มผู้เงียบขรึม เต็มไปด้วยความอดทนและแน่วแน่
ใบหน้าของเขาไร้ซึ่งเครื่องประดับใด หากแต่กลับงดงามสะดุดตา คิ้วดกหนาทอดแนวเฉียบคม ดวงตาเปล่งประกายเร้นลึกเหมือนแหล่งน้ำที่สงบนิ่ง ผิวของเขามิได้ขาวผ่องแต่กลับแข็งแรงและเปล่งประกายด้วยแสงแดดแห่งการทำงานหนักในแต่ละวัน
รูปร่างของเขาสูงโปร่ง ท่วงท่าการเดินของเขาสงบมั่นคงเหมือนภูผา แม้จะยังสวมใส่เสื้อผ้าเก่าๆเช่นเดียวกับวันวาน
แต่บรรยากาศที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขากลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับพยัคฆ์ที่อำพรางในร่างของแมวน้อย
และในวันนี้ วันที่หมู่บ้านหินผาเฝ้ารอมาแสนนานก็มาถึง วันที่ผู้แทนจากสำนักวรยุทธจะเดินทางมาเยี่ยมเยียนหมู่บ้านเพื่อค้นหาผู้มีพร์ประจำปี การมาของพวกเขาคือโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับหนุ่มสาวแห่งหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้
สำนักวรยุทธไม่เพียงแต่เป็ที่รวมของยอดฝีมือระดับสูง ยังเป็สถานที่ที่ทรัพยากรในการฝึกฝน การศึกษา การสืบทอดวรยุทธ และวิชาท่าร่าง อาวุธ สมบัติล้ำค่าและโอสถวิเศษถูกรวบรวมไว้ในระดับที่หมู่บ้านธรรมดาไม่อาจจินตนาการถึง
การได้รับเลือกให้เข้าสำนักเท่ากับว่าชะตาชีวิตของบุคคลผู้นั้นได้เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
หากฝึกฝนอย่างหนัก พวกเขาอาจกลายเป็ขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ ผู้พิทักษ์แคว้น หรือแม้แต่นายเหนือแผ่นดิน
—
กลางลานหมู่บ้านในยามเช้า เสียงฝีเท้าของหนุ่มสาวดังก้องอยู่ทั่วบริเวณ
พวกเขาล้วนมารวมตัวกันอย่างเป็ระเบียบภายใต้คำแนะนำของผู้าุโและผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน
ทุกคนที่อายุระหว่างสิบสี่ถึงสิบหกปีต่างมายืนเรียงรายด้วยสายตาเปล่งประกาย แม้บางคนจะหวาดกลัว แม้บางคนจะหวั่นไหว แต่ในหัวใจของพวกเขาล้วนเฝ้าฝันถึงวันที่จะได้จากหมู่บ้านเล็กๆไปสู่โลกกว้าง สวมใส่ชุดของศิษย์สำนัก ฝึกฝนวิชาล้ำค่า และกลับมาอย่างผู้มีเกียรติ
“พยายามเข้านะหลินเอ๋อ!”
“ต้องได้พร์ที่ดีแน่ๆ!”
รอบลานนั้นเต็มไปด้วยผู้คนจากหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็บิดามารดา ญาติผู้ใหญ่ หรือผู้เฒ่าผู้แก่ต่างก็ยืนล้อมรอบด้วยสีหน้าทั้งตื่นเต้นและเคารพอย่างลึกซึ้ง สายตาของพวกเขามิได้จ้องมองไปยังเด็กๆเพียงอย่างเดียว
แต่จับจ้องไปยังบุรุษสองคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าในชุดคลุมของสำนักวรยุทธ
พวกเขาทั้งสองคือผู้แทนจากสำนักกระดูกเหล็ก หนึ่งในสำนักวรยุทธระดับกลางที่ตั้งอยู่ในแคว้นเทียนิ
สำนักนี้แม้จะไม่ยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับห้าสำนักสูงสุดของแคว้น แต่กลับมีชื่อเสียงในเื่ของวิชาที่เน้นความแกร่งกล้า การฝึกฝนของสำนักนี้หนักหน่วงจนหลายคนหวาดหวั่น แต่ผลลัพธ์คือศิษย์ทุกคนที่ออกมาล้วนแข็งแกร่งกันเป็อย่างมาก
ชายทั้งสองมีชื่อว่าเหล่าจ้านและคงชิง ผู้หนึ่งสูงใหญ่สวมชุดคลุมยาวสีดำสนิท ดวงตาเฉียบคมและร่างกายบึกบึน
ส่วนอีกคนสูงโปร่งใบหน้าเรียบนิ่ง ดวงตาคล้ายทะเลลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง พวกเขาทั้งสองมิได้เอ่ยคำใดที่ฟุ่มเฟือย มีเพียงสายตาที่กวาดมองเด็กหนุ่มสาวแต่ละคนด้วยความระมัดระวัง ราวกับชั่งน้ำหนักบางอย่างภายในใจ
การทดสอบในวันนี้เป็การวัดพร์เบื้องต้น โดยการััไปยังลูกแก้วทดสอบ
หากมีปฏิกิริยาใดๆเกิดขึ้นบนลูกแก้ว มันก็หมายความว่าผู้นั้นมีคุณสมบัติเบื้องต้นที่จะเข้าสู่การพิจารณา พวกเขาจะได้รับคะแนนตามระดับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นและจดบันทึกไว้ ทุกคนมีสิทธิ์แค่ครั้งเดียว ดังนั้นไม่มีใครกล้าเร่งรีบหรือล้อเล่นกับโอกาสอันสำคัญนี้
“ข้าน้อยอินอินขอรับ!”
“ข้าน้อยตงป่ายขอรับ!”
เด็กคนแล้วคนเล่าก้าวขึ้นไปข้างหน้า ศิลาก็เกิดแสงสีอ่อน บ้างไม่มีแสงใดเกิดขึ้นเลย
บางคนเกิดประกายวูบไหวแต่ก็จางลงอย่างรวดเร็ว และบางคนเพียงแค่ยื่นมือออกมา ศิลาแทบไม่ตอบสนองอะไรเลย
“อืมมม...”
เหล่าจ้านกับคงชิงเพียงพยักหน้าเล็กน้อยหรือเขียนบันทึกลงบนกระดาษแผ่นบางโดยไม่มีถ้อยคำ
จนกระทั่งถึงคิวของหลัวหยาง ชายหนุ่มเงียบงันเดินออกมาข้างหน้าอย่างช้าๆ
ท่ามกลางสายตาของเหล่าชาวบ้านที่เริ่มหันมามองเขา บางคนแอบกระซิบกัน เพราะถึงหลัวหยางจะไม่ได้โดดเด่นในสายวิชาใด แต่เขากลับมีนิสัยเด็ดเดี่ยวเงียบขรึมมาตลอดห้าปีหลัง ไม่มีใครเห็นเขาเล่นหรือหัวเราะ
เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการฝึกฝนร่างกาย และทำงานรับจ้างทุกชนิดเพื่อซื้อสมุนไพรพื้นฐานมาใช้เอง
“นำมือของเ้าััไปยังลูกแก้วทดสอบพร์!”
หลัวหยางพยักหน้ารับ หยุดยืนตรงหน้าลูกแก้ว มือข้างหนึ่งยื่นออกไปอย่างช้าๆ
ความเงียบพลันปกคลุมทั่วบริเวณ ลูกแก้วเรืองแสงค่อยๆเปล่งประกายออกมาเป็สีขาวนวลอ่อนโยน ไม่จัดจ้า ไม่มีแรงสั่นะเื ไม่มีอักขระใดปรากฏขึ้นบนพื้นหินด้านล่าง ผู้ดูแลจากสำนักทั้งสองคนยืนนิ่งเพียงครู่หนึ่ง
ก่อนที่คนหนึ่งจะจดบันทึกลงในแผ่นหยกโดยไร้ความตื่นเต้น ส่วนอีกคนกล่าวเสียงเรียบอย่างไร้อารมณ์
“พร์ระดับหนึ่ง!”
หลัวหยางชะงักไปเล็กน้อย เขามองแสงสีขาวในลูกแก้วที่จางลง ก่อนจะหลุบตามองพื้น
พร์ระดับหนึ่ง ระดับต่ำสุดของระบบทดสอบพร์นี้ สีขาวคือสัญลักษณ์ของผู้ที่ไร้พร์โดยสิ้นเชิง เป็ระดับที่การฝึกวรยุทธขั้นพื้นฐานยังจะต้องอาศัยเวลายาวนานกว่าผู้อื่นหลายเท่า
คำพูดของชายในชุดคลุมคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมาอย่างชัดเจน
“สำนักกระดูกเหล็กของเราจะรับผู้มีพร์ระดับสองเป็อย่างต่ำ ระดับสีเทาขึ้นไปเท่านั้น!”
“ส่วนผู้ที่อยู่ในระดับต่ำกว่านั้นจะไม่ได้รับการพิจารณาเป็ศิษย์”
เสียงที่ดังออกมาจากรอบทิศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความสุข
บางคนที่มีพร์ระดับสองถึงสามต่างก็ยิ้มแย้มและกล่าวอวดอ้างถึงอนาคตอันสดใสของตนเอง
“พร์ระดับสอง แม้จะไม่สูงนัก แต่ก็ยังดีที่ถูกสำนักกระดูกเหล็กรับเลือก ต่อให้จะน้อยยังไงแต่ก็ได้เข้าสำนักและฝึกฝนวรยุทธแล้ว”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ท่านแม่เ้าคะ ข้ามีพร์ถึงระดับสี่เลยละ สำนักกระดูกเหล็กต้องให้ข้าฝึกในสายหลักแน่นอน!”
“หึหึ ท่านปู่ ข้าจะไปฝึกฝนและกลับมาอย่างแข็งแกร่ง แล้วข้าจะนำพาท่านไปซื้อบ้านพักภายในเมือง!”
อารมณ์แห่งความยินดีบังเกิดขึ้นไปทั่วทั้งลานหมู่บ้าน
ทุกคนที่ผ่านการประเมินดูมีชีวิตชีวาเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ดวงตาแต่ละคู่ล้วนมองไปยังทิศทางของเมืองแห่งแคว้นเทียนิด้วยหัวใจที่เต้นระรัว ราวกับพวกเขากำลังก้าวขึ้นไปสู่อนาคตที่ไม่มีใครเคยจินตนาการ
แต่ในบรรยากาศอันเต็มไปด้วยความชื่นมื่นและความหวัง
หลัวหยางยืนอยู่นิ่งๆ ดวงตาของเขาไม่มีแววสั่นไหว มีเพียงความเงียบงันและเส้นทางที่ถูกตัดขาดไปอย่างสิ้นเชิง
“ช่างมันเถอะ”
เขาหลุบตาลงและหันหลังเดินจากลานแห่งนั้น ไม่หันกลับไปมอง ไม่มีคำอำลา ไม่มีการร้องขอความเห็นใจ เสียงฝีเท้าของเขาเบาราวกับลมพัดผ่านในยามค่ำ ผู้คนจะได้ยินเสียงก้าวย่างนั้นแต่ก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยทัก
“เฮ้อออออออ”
มีเพียงผู้เฒ่าที่เล่าเื่ราวคนนั้น จ้องมองเขาด้วยความเวทนาและถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
หลัวหยางเดินผ่านรั้วไม้ของหมู่บ้าน เดินเลยลานหินเก่าที่เคยฝึกท่าร่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าในยามค่ำคืนขณะที่ผู้คนหลับใหล เดินผ่านลำธารเล็กๆที่เขาเคยใช้น้ำจากมันชำระร่างกายหลังจากที่กลับมาจากป่า เดินไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงแนวป่าด้านหลังหมู่บ้าน
ที่ซึ่งเป็บริเวณเชิงผา้าของเทือกเขาที่สูงตระหง่าน ชายหนุ่มเองก็มักจะมานั่งทอดกายมองแสงตะวันที่สาดส่อง
เขายืนอยู่ตรงนั้น มองไปยังริมขอบฟ้าที่สว่างไสวและเต็มไปด้วยผืนป่าอันกว้างใหญ่
พร์ระดับหนึ่ง ความหมายของมันชัดเจนอย่างยิ่ง นั่นคือผู้ที่แม้จะฝึกฝนอย่างหนักเพียงใด โอกาสที่จะประสบความสำเร็จบนเส้นทางแห่งวรยุทธก็ยังน้อยเสียยิ่งกว่าหนึ่งในหมื่น ไม่มีใครจะมอบโอกาสให้ ไม่มีใครจะยื่นมือเข้ามาฉุดเขาขึ้นจากพื้นดิน
“ก็แค่ระดับหนึ่ง.. ข้าหลัวหยางรู้อยู่แล้ว เพราะข้ามันไม่ใช่ตัวเอกที่มีพร์ เป็ไม่ได้แม้กระทั่งตัวประกอบเลยยังไงละ”