สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 55 บทกวี วิชาต้องห้ามสำนักหยุนซาน!

    เช้าวันต่อมา การประลองพันธมิตรเมฆาวันที่สองก็เริ่มต้นขึ้น วันนี้คือศึกตัดสินเพื่อชิงอันดับหนึ่งถึงสิบ โดยการแข่งขันจะดำเนินไปตลอดทั้งวัน


    ลานประลองย่อยถูกรื้อถอนออกไป เหลือเพียงลานประลองหลักขนาดใหญ่เพียงสนามเดียวตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางลาน ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคู่จะต้องก้าวขึ้นมาประชันฝีมือกันบนเวทีแห่งนี้ เพื่อเฟ้นหาผู้เป็นอันดับหนึ่ง


    เมื่อถึงเวลา ผู้อาวุโสผู้ตัดสินก็ประกาศให้เริ่มการจับสลาก ทั้งสิบคนที่ผ่านเข้ารอบก้าวออกมายืนเรียงรายอย่างองอาจ เสียงโห่ร้องเชียร์จากสำนักที่มีศิษย์ของตนผ่านเข้ารอบดังกึกก้องกัมปนาท ตรงข้ามกับสำนักรั้งท้ายที่ไม่มีตัวแทนเหลือรอดอยู่เลย พวกเขาทำได้เพียงนั่งหงอยเหงาเป็นผู้ชม ทอดถอนใจมองดูความยิ่งใหญ่ของสำนักอื่น


    ผลการจับสลากออกมา หลี่ซวนหยิบได้ป้ายหมายเลขสอง แม้จะยังไม่รู้ว่าคู่ประลองของตนคือผู้ใด แต่ผู้ที่ฝ่าฟันมาถึงรอบนี้ได้ ย่อมไม่มีคำว่าอ่อนแออย่างแน่นอน ชายหนุ่มเดินไปปักหลักที่ข้างสนาม เพื่อรอชมการต่อสู้เปิดม่านคู่แรก


    ศึกคู่แรก เป็นการปะทะกันระหว่าง ฉืออิง อัจฉริยะสตรีผู้งดงามล่มเมืองแห่งสำนักหยุนซาน นางสวมชุดสีขาวสะอาดตาและมีปิ่นปักผมลายดอกไม้รวบผมอยู่ข้างหลัง เผชิญหน้ากับ ศิษย์หลักอันดับหนึ่งจาก สำนักจินหยาง ซึ่งเป็นสำนักอันดับสอง! พวกเขาทั้งสองเดินขึ้นลานประลองพร้อมกัน


    ฟังจากเสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่มจากฝั่งสำนักหยุนซาน ก็เดาได้ไม่ยากว่าสตรีผู้นี้ต้องเป็นที่นิยมและเป็นที่รักของคนในสำนักมากเพียงใด ทว่าเมื่อหลี่ซวนเพ่งมองสตรีผู้นี้และลองแผ่จิตสัมผัสไปตรวจสอบ คิ้วของเขากลับขมวดเข้าหากันแน่น


    ‘แข็งแกร่งมาก... กลิ่นอายพลังวิญญาณระดับนี้ นางน่าจะเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสิบคนนี้แล้ว’


    สัญชาตญาณของหลี่ซวนไม่ผิดเพี้ยน เพราะฉืออิงผู้นี้ คือไพ่ตายและศิษย์หลักอันดับหนึ่งของสำนักหยุนซาน ผู้ถูกวางตัวให้ครองอันดับหนึ่งในพันธมิตร! เพียงแค่เห็นคู่ประลองเปิดม่าน ผู้คนรอบลานประลองต่างก็ซุบซิบกันว่า นี่มันคู่ควรจะเป็นรอบชิงชนะเลิศเสียด้วยซ้ำ!


    ผู้อาวุโสผู้ตัดสินเดินมาหยุดอยู่ที่ขอบสนาม ก่อนจะกวาดสายตามองทั้งสองแล้วประกาศก้อง


    "การประลองคู่แรก... เริ่มได้!"


    สิ้นเสียงประกาศ ฉืออิงชักกระบี่เรียวยาวออกจากฝักด้วยท่วงท่าสง่างาม ส่วนศิษย์หลักสำนักจินหยางก็ตวัดควงหอกยาวในมือเตรียมพร้อม และทั้งสองพุ่งทะยานเข้าปะทะกันในพริบตา!


    เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!


    เสียงโลหะปะทะกันดังถี่ยิบ ประกายไฟแลบแปลบปลาบ ทั้งสองสลับกันรุกและรับอย่างดุเดือด กระบวนท่าหอกและกระบี่ถูกงัดออกมาใช้อย่างแพรวพราว ไม่มีใครยอมให้ใคร ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปเพียงชั่วจิบชา ผู้ชมก็เริ่มมองออกว่า... ฝ่ายสำนักจินหยางกำลังตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด! ด้วยท่วงท่าวิถีกระบี่อันงดงามและอ่อนช้อยของฉืออิง ทำให้อีกฝ่ายไม่อาจจับทิศทางการโจมตีของนางได้เลย ศิษย์จินหยางจึงทำได้เพียงก้าวถอยร่น และควงหอกของตนขึ้นมาปัดป้องอย่างสุดกำลัง!


    เมื่อถูกกดดันหนักเข้า ศิษย์จินหยางก็กัดฟันกรอด รวบรวมพลังตวัดหอกปัดกระบี่ของฉืออิงออกไปสุดแรง ก่อนจะถอยร่นออกมาแล้วแผดเสียงคำรามลั่น "กระบวนท่าทะลวง... มังกรทะยานฟ้า!"


    สิ้นคำราม หอกในมือของเขาก็ถูกอัดแน่นด้วยไอวิญญาณรุนแรง ก่อนจะพุ่งทะยานออกจากฝ่ามือราวกับมังกรคลุ้มคลั่ง แหวกว่ายผ่านอากาศก่อให้เกิดพายุลมกรรโชก พุ่งตรงเข้าทะลวงร่างของฉืออิง!


    แม้จะเผชิญหน้ากับกระบวนท่าอันเกรี้ยวกราด ฉืออิงกลับไร้ซึ่งความตื่นตระหนก นางเพียงแค่นเสียง "หึ" ในลำคอ รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนมุมปาก


    "เปิดมาท่านก็งัดท่าใหญ่ออกมาใช้เลยงั้นหรือ? เช่นนั้นข้าก็จะไม่เกรงใจล่ะนะ"


    นางชูมือข้างที่ถือกระบี่ขึ้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "กระบวนท่าสำนักหยุนซาน... กระบี่เปลี่ยนทิศ!"


    ฉืออิงหมุนตัวพลิ้วไหวราวกับสายลม ใช้สันกระบี่ตวัดฟาดเข้าที่ด้านข้างของหอกมังกรที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาอย่างแม่นยำ


    ปัง!


    ด้วยหลักการยืมพลังต้านพลัง หอกเหล็กกล้าที่พุ่งมาด้วยอานุภาพทำลายล้าง พลันถูกเบี่ยงวิถีและกระเด็นพุ่งเชิดขึ้นสู่อากาศเบื้องบนไปในทันที


    ศิษย์จินหยางเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ‘งะ... ง่ายดายเพียงนี้เชียวหรือ? เหตุใดนางจึงเบี่ยงหอกของข้าออกไปได้ราวกับปัดปุยฝ้ายเช่นนั้น!’


    เขาตื่นตระหนก รีบเค้นพลังวิญญาณเพื่อดึงหอกของตนกลับมา ทว่า... มันสายเกินไปเสียแล้ว


    ในขณะที่ศัตรูไร้อาวุธในมือ ฉืออิงไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย นางตัดสินใจงัดไม้ตายก้นหีบออกมาเพื่อปิดฉากการประลองนี้ทันที


    "ในเมื่อนี่เป็นการประเดิมสนามคู่แรก เช่นนั้นข้าจะแสดงสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจให้ท่านได้ชมก็แล้วกัน..."


    สตรีผู้งดงามกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะจับใจ ก่อนจะร่ายรำกระบี่ในมือด้วยท่วงท่าที่อ่อนช้อยงดงามประดุจเทพธิดา ทว่าไอวิญญาณรอบกายกลับแผ่ซ่านความกดดันอันแสนน่าสะพรึงกลัวออกมา


    "วิชากระบี่ต้องห้ามสำนักหยุนซาน!" ริมฝีปากบางเปล่งบทกวีเคล็ดวิชาออกมาดังก้องกังวาน


    "ยามจันทรานั้นลับลา หมื่นบุปผาล้วนโรยริน


    ครั้นทินกรคืนสู่พื้นดิน พลันกลืนกินอาบแสงแห่งตะวัน…


    หมื่นชีวิตบุปผาดั่งพลิกผัน ปลุกห้วงฝันสู่ความจริงในพริบตา


    จงสถิตตื่นเถิดหมื่นมาลา หวนกลับมาเบ่งบานอีกคราหนึ่ง!"


    "กระบี่... หมื่นมาลาบานสะพรั่ง!!"


    พริบตานั้น ปราณกระบี่ที่พวยพุ่งออกจากปลายดาบ ก็แตกตัวออกเป็นเงามายากระบี่นับหมื่นเล่ม ก่อนจะแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์กลายเป็นกลีบดอกไม้สีชมพูอันงดงามที่ล่องลอยอยู่เต็มลานประลอง ทว่าทุกกลีบล้วนแฝงไปด้วยคมมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกสิ่ง! พายุกลีบดอกไม้มายาหมุนวนและซัดสาดเข้าใส่ศิษย์หลักสำนักจินหยางอย่างบ้าคลั่ง


    ผู้ชมรอบลานประลองต่างตกตะลึงจนลืมหายใจกับภาพอันแสนงดงามเบื้องหน้า ไม่เว้นแม้แต่หลี่ซวน


    ‘กระบวนท่าบ้าบออันใดกัน! ถึงสามารถสร้างกลีบดอกไม้ที่ทั้งงดงามตระการตาและแฝงจิตสังหารอันตรายถึงเพียงนี้ได้’


    นัยน์ตาของหลี่ซวนพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีฟ้าครามเข้มตั้งแต่ที่ฉืออิงเริ่มร่ายรำกระบวนท่า ทว่า... เขากลับไม่สามารถกระตุ้นความสามารถในการ 'คัดลอก' ออกมาได้


    ‘แย่ชะมัด นี่มันยังไม่สามารถใช้งานความสามารถที่สี่ของข้าได้อีกงั้นหรือ... หากข้าคัดลอกกระบวนท่านี้มาได้ แม้มันจะเป็นวิชาที่ดูเหมาะกับสตรี และไม่รู้ว่าจะเข้ากับวิถีกระบี่ของข้าหรือไม่ก็เถอะ... แต่วิชาที่ทรงอานุภาพเช่นนี้ ก็คุ้มค่าที่จะได้มาครอบครองและลองศึกษาดู!’ หลี่ซวนกัดฟันกรอด ลอบกล่าวด้วยความหัวเสียในใจ


    ตัดกลับมาที่ลานประลอง ศิษย์หลักจินหยางที่ดึงหอกของตนกลับมานานแล้ว เมื่อตระหนักว่าตนนั้นตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ตั้งแต่ฉืออิงร่ายแค่ครึ่งบท เขาก็กัดฟันรีดเร้นพลังวิญญาณเฮือกสุดท้ายออกมาจนหมดสิ้น!


    "วิชาต้องห้ามสำนักจินหยาง!" เขากระแทกด้ามหอกลงกับพื้นลานประลองอย่างรุนแรง ก่อนจะดึงมันกลับมาประทับแนบกาย เปล่งเสียงคำรามกึกก้องด้วยปณิธานแห่งนักรบ!


    "หนึ่งคน หนึ่งหอก ข้างกันไม่ห่างกาย


    หากตัวข้านั้นต้องตาย


    ขอมลายหายไปพร้อมกับหอกของตน!"


    "หอกสวรรค์... ผู้สร้างจินหยาง!!"


    "ย๊ากกกก!!"


    ตูมมม!!


    ปรากฏเงาหอกยักษ์โปร่งแสงขนาดมหึมาครอบคลุมทวนในมือของเขา ก่อนที่เขาจะแทงมันสวนทะลวงเข้าปะทะกับพายุหมื่นบุปผาอย่างรุนแรง


    คลื่นพลังจากการปะทะระเบิดออกดั่งฟ้าผ่า! แม้จะมีอาคมป้องกันแต่ก็มีกลีบดอกไม้มายาแตกกระจายปลิวว่อนทะลักล้นออกมานอกเวที ล่องลอยไปทั่วผืนฟ้า ไอวิญญาณรอบด้านสั่นสะเทือนบ้าคลั่ง หมอกควันคลุ้งกระจายบดบังทัศนวิสัย แรงระเบิดมหาศาลทำเอาแผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปจนถึงอัฒจันทร์ผู้ชม


    ฝูงชนที่อยู่รอบนอกต่างส่งเสียงหวีดร้องและแตกตื่นตกใจกันยกใหญ่


    "นะ... นี่มันใช่การต่อสู้ของผู้บำเพ็ญเพียรระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายจริง ๆ งั้นหรือ! เหตุใดอานุภาพถึงได้น่ากลัวปานนี้!"


    "คนพวกนี้มันก้าวข้ามขีดจำกัดจนกลายเป็นสัตว์ประหลาดกันไปหมดแล้ว! เจ้าจะเอาพวกเขาไปเทียบกับขั้นปลายธรรมดาได้อย่างไรกัน!"


    เสียงซุบซิบและเสียงอุทานด้วยความแตกตื่นดังก้องมาจากศิษย์แทบทุกสำนัก


    ไม่นานนัก กลุ่มควันบนลานประลองก็ค่อย ๆ จางลง... ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทุกคนคือ ร่างของผู้อาวุโสผู้ตัดสินที่ก้าวเข้ามาขวางเบื้องหน้าศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักจินหยาง ซึ่งบัดนี้กระอักเลือดและนอนหมดสติไปแล้ว หากผู้อาวุโสไม่เข้ามาแทรกแซงกางม่านพลังป้องกันไว้ เขาคงแหลกสลายไปพร้อมกับวิชาหอกของตนเป็นแน่


    ส่วนทางด้านฉืออิงที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม นางเพียงแค่ยืนหอบหายใจเล็กน้อย จากการสูญเสียพลังวิญญาณไปมาก ทว่าบนร่างอรชรนั้นกลับไร้ซึ่งรอยขีดข่วนหรือบาดแผลใด ๆ แม้แต่น้อย


    เสียงเฮลั่นฉลองชัยชนะจากฝั่งสำนักหยุนซานระเบิดขึ้นทันทีดั่งพายุ


    แม้แต่หลี่ซวนที่ยืนชมการประลองอยู่ข้างสนามก็ยังตกตะลึงไปชั่วครู่ ทว่ามุมปากของเขากลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาแฝงไปด้วยความเร่าร้อนแห่งการต่อสู้


    ‘หากข้าสามารถเอาชนะจนเข้าไปถึงรอบชิงได้... คงหนีไม่พ้นต้องประมือกับนางสินะ’


    หลี่ซวนกำหมัดแน่น ‘ข้าอยากรู้จริง ๆ... ว่าวิชากระบี่ก้องยุทธภพที่ไม่สมบูรณ์ของข้า กับวิชาของนาง... ของใครมันจะแข็งแกร่งกว่ากัน’


    เมื่อคู่แรกจบลง หลี่ซวนก็สูดลมหายใจลึก ปรับสภาวะจิตใจให้เยือกเย็น ก่อนจะเตรียมตัวก้าวขึ้นสู่ลานประลอง เพื่อเผชิญหน้ากับศัตรูในรอบของตน


    เมื่อเขาเดินขึ้นไปประจันหน้าบนเวที ก็พบกับบุรุษรูปงามนามว่า มู่หยาง ผู้ซึ่งเคยปราบอวี่ฟ่านจนต้องยอมแพ้มาแล้ว เขาคือศิษย์หลักอันดับหนึ่งของสำนักอันดับสามอย่างสำนักชิงสุ่ย!


    ทันทีที่ศิษย์ของทั้งสองสำนักปรากฏตัว เสียงเชียร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นมาอีกระลอก โดยเฉพาะจากฝั่งสำนักเฟิงหยวนที่โห่ร้องอย่างสุดเสียง เพราะหลี่ซวนคือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวที่หลุดเข้ามาถึงรอบนี้ได้ เขาคือความหวังสุดท้ายของสำนักอย่างแท้จริง


    ทว่า... นอกจากเสียงเชียร์จากคนในสำนักแล้ว บริเวณอัฒจันทร์โดยรอบกลับมีเสียงกรี๊ดกร๊าดของศิษย์หญิงจากสำนักต่าง ๆ ดังแทรกขึ้นมาไม่ขาดสาย เมื่อพวกนางได้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลารูปงามของมู่หยางที่มีรอยยิ้มกระชากใจที่มุมปากบาง ๆ ประชันกับความดุดันเยือกเย็นและหล่อเหลาของหลี่ซวน ศิษย์หญิงเหล่านั้นก็พากันเชียร์บุรุษทั้งสองกันอย่างออกรสออกชาติ ทำเอาศิษย์ชายหลายคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ถึงกับกัดฟันกรอด ลอบสาบแช่งในใจด้วยความหมั่นไส้


    ในยามนี้ บนเวทีประลอง บุรุษทั้งสองยืนประจันหน้าโดยไม่ละสายตาออกจากกัน พวกเขาชักกระบี่ประจำกายออกมาถือไว้มั่น รอคอยเพียงสัญญาณเปิดศึกจากผู้อาวุโสผู้ตัดสิน


    "การประลองคู่ที่สอง... เริ่มได้!"


    สิ้นเสียงประกาศ มู่หยางเปิดฉากจู่โจมทันที เขาร่ายวิชาควบคุมกระบี่ บังคับให้กระบี่ในมือพุ่งทะยานขึ้นกลางอากาศ แล้วฟาดฟันเข้าใส่หลี่ซวนอย่างรวดเร็ว!


    ทว่าสำหรับหลี่ซวนในยามนี้ เขาไม่จำเป็นต้องใช้เนตรวิเศษเพื่อเร่งปฏิกิริยาการมองเห็นด้วยซ้ำ ร่างของเขาพลิ้วไหวหลบหลีกการโจมตีเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย แม้วิถีกระบี่จะว่องไว ทว่าภายในใจของเขากลับเกิดความกังขา... มันช้าและเบาหวิวเกินไป หากเทียบกับระดับฝีมือของผู้ที่ฝ่าฟันเข้ามาถึงรอบสิบคนสุดท้ายได้


    ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!


    หลี่ซวนเบี่ยงตัวหลบทุกการโจมตีที่ดูว่องไวได้อย่างสบาย ๆ สักพักคิ้วของเขาเริ่มขมวดเข้าหากันด้วยความประหลาดใจขึ้นมาจริง ๆ ‘เหตุใดการโจมตีถึงได้ดูเชื่องช้าเช่นนี้? มีบางอย่างผิดปกติ’


    และในจังหวะที่หลี่ซวนกำลังครุ่นคิดจนเผลออยู่นั้นเอง! มู่หยางก็แสยะยิ้ม เขาหยุดควบคุมกระบี่ให้ไล่ตาม ก่อนจะรีดเร้นพลังวิญญาณทั้งหมด บังคับกระบี่เล่มนั้นให้พุ่งตวัดกลับทิ่มแทงลงมาจากเบื้องบน ด้วยความเร็วและอานุภาพที่รุนแรงกว่าครั้งที่ผ่านมาหลายสิบเท่า!


    "ตายซะ!"


    กระแสพลังวิญญาณอันหนาแน่นที่อัดอั้นอยู่ในกระบี่ พุ่งดิ่งลงมาหมายจะสับร่างของหลี่ซวน! ทว่าหลี่ซวนกลับไม่เปลี่ยนสีหน้า เขาเพียงยกมือข้างซ้ายขึ้นเหนือศีรษะ แล้วเรียกใช้กระบวนท่าที่เพิ่งคัดลอกมาจากจ้าวเทียนเหอทันที


    "ฝ่ามือสยบแปดทิศ!"


    ปังงง!


    เสียงปราณกระบี่ปะทะเข้ากับม่านพลังวิญญาณที่มองไม่เห็นดังกึกก้องราวกับของแข็งปะทะภูผา กระบี่ของมู่หยางถูกหยุดชะงักค้างเติ่งอยู่กลางอากาศในทันที!


    เนื่องจากผ่านการต่อสู้มาหลายสนามในยามนี้ เขาสามารถใช้ฝ่ามือสยบแปดทิศโดยที่ร่างกายไม่รับภาระหนักเกินไปได้แล้ว


    "เป็นไปได้อย่างไรกัน! เจ้า... เจ้าใช้กระบวนท่าของสำนักหยุนซานได้เช่นไร!" มู่หยางเบิกตากว้าง เอ่ยออกมาด้วยความตกตะลึงสุดขีด


    หลี่ซวนไม่ได้เอื้อนเอ่ยตอบคำถามใด ๆ ร่างของเขาพลันเลือนหายไปกับสายลมในพริบตา!


    "คล้อยตามสายลม..."


    ฟึ่บ!


    พริบตาเดียว ร่างของหลี่ซวนก็มาโผล่ที่ด้านหลังของมู่หยาง เขาตวัดกระบี่ฟันลงไปที่แผ่นหลังของศัตรูอย่างรวดเร็วและรุนแรง


    เมื่อมู่หยางสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจากด้านหลัง สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดก็สั่งให้เขารีบเบี่ยงตัวหลบสุดชีวิต! ทว่า... แม้จะรอดพ้นจากการถูกฟันสะบั้นร่าง แต่คมกระบี่นั้นกลับตวัดผ่านศีรษะของเขาไปอย่างเฉียดฉิว


    ฉัวะ!


    กลุ่มเรือนผมสีดำขลับที่เคยถูกมัดตึงไว้อย่างสง่างาม พลันหลุดลุ่ยและขาดกระเด็นปลิวว่อนไปตามสายลม... เผยให้เห็นรอยแหว่งขนาดใหญ่กลางกระหม่อม จนมองเห็นหนังศีรษะล้านเลี่ยนสะท้อนแสงแดดเป็นวงกว้าง


    ความเงียบสงัดครอบงำลานประลองไปชั่วขณะ ก่อนที่...


    "อุ๊บ... ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ!!" เสียงระเบิดหัวเราะของเหล่าศิษย์ชายที่เคยอิจฉาในรูปโฉมของบุรุษรูปงามผู้นี้ จะดังลั่นสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งอัฒจันทร์


    แม้แต่บรรดาศิษย์หญิงที่เคยก่นร้องเชียร์ เมื่อเห็นสภาพกึ่งล้านกึ่งผมยาวของอดีตชายในฝัน พวกนางก็พากันหน้าเปลี่ยนสี บ้างก็เอามือปิดปากกลั้นขำ บ้างก็เบือนหน้าหนีด้วยความรับไม่ได้


    "ดู... ดูหัวล้าน ๆ แหว่ง ๆ ของมันนั่นสิ! สภาพแบบนี้คงต้องตั้งฉายาให้ใหม่ว่า 'คุณชายหัวไข่' แล้วกระมัง! ฮ่า ๆ ๆ!" ศิษย์คนหนึ่งตะโกนขยี้ขึ้นมา "ข้าว่านะ! กว่าจะรอให้ผมยาวใหม่ สู้โกนทิ้งให้หมดทั้งหัวไปเลยน่าจะสบายกว่ากระมัง! ฮ่า ๆ ๆ!"


    ทางด้านมู่หยาง เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเย้ยและคำถากถางจากคนรอบสนาม ใบหน้าหล่อเหลาก็พลันแดงก่ำ เปลี่ยนเป็นม่วงคล้ำด้วยความโกรธจนเลือดขึ้นหน้า!


    "เจ้า... เจ้า!!!!!"


    "แกกับข้าไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้! หากวันนี้เจ้าไม่ตาย ข้าคงนอนไม่หลับ!" มู่หยางดึงกระบี่ของตนกลับมาไว้ในมือ ก่อนจะพุ่งเข้าหาหลี่ซวนอย่างบ้าคลั่ง ประหนึ่งหมาบ้าที่ไม่สนใจชีวิตของตัวเองอีกต่อไป


    ทางด้านหลี่ซวน เมื่อเห็นผลงานชิ้นโบแดงบนศีรษะของอีกฝ่าย เขาก็ลอบกลืนน้ำลายและรู้สึกผิดอยู่ในใจอย่างบอกไม่ถูก


    ‘ทำไม... ทำไมผลลัพธ์มันถึงออกมากลายเป็นเช่นนี้ไปได้ล่ะเนี่ย... เหวอ!’


    เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!


    เสียงกระบี่ปะทะกันอย่างบ้าคลั่งพลันดังสนั่นขึ้นอีกครั้งบนเวที! ทว่าคราวนี้เป็นการโจมตีแบบไม่กลัวตายและไร้ซึ่งรูปแบบของคนสติแตก


    ดวงตาของมู่หยางแดงก่ำ น้ำเสียงของเขาแหบพร่า โกรธจัดจนต้องพยายามข่มน้ำตาแห่งความอัปยศไม่ให้ไหลรินออกมา เขาเกิดมาหน้าตาดี มีพรสวรรค์ ไม่เคยถูกผู้ใดเหยียบย่ำศักดิ์ศรีและทำให้อับอายขายหน้าต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้มาก่อนในชีวิต! ให้ข้าพ่ายแพ้จนกระอักเลือดเสียยังดีกว่ามาถูกฟันหัวจนล้านแหว่งเช่นนี้


    ตอนนี้มีเพียงสิ่งเดียวที่เขาปรารถนา คือต้องฆ่าไอ้สารเลวตรงหน้าให้จงได้!


    "ข้าจะฆ่าแกกกก!!!"


    คล้ายกับเรื่องสู่เหนือสรรพสิ่ง ที่คุณอ่าน