--- 1 เดือนต่อหน้า ---
ไม่ไกลจากป้อมปราการยุทธภัณฑ์ขาวเท่าไหร่นัก มีกลุ่มคนควบม้าวิ่งผ่านกระแสแห่งความหนาวเหน็บ เกิดเป็นสายแห่งไอหมอกหนาวมองเห็นทอดยาวได้แต่ไกล ภาพแบบนี้เห็นได้ยากมากในแดนเหนือแห่งนี้
จนกระทั่งมาถึงหน้าป้อมปราการยุทธภัณฑ์ขาว กลุ่มคนก็ควบขี่ม้าช้าลง จุดสังเกตบนตัวม้าแต่ละตัว ต่างมีสายรัดราวกับเป็นชุดเกราะของตัวม้า สายรัดเหล่านี้ไม่ได้มีไว้แค่ความสวยงาม แต่มันยังทำให้ม้าเหล่านี้ไม่แข็งตาย
มิน่าล่ะคนกลุ่มนี้ถึงสามารถควบม้าวิ่งมาในดินแดนอันหนาวเหน็บได้ นั่นเพราะบนตัวม้ามีสิ่งที่เพิ่มความอบอุ่นให้ตัวม้า
ด้านหน้าสุดชายหนุ่มเปิดผ้าคลุมดำของตัวเองออก เงยมองเหล่าทหารรักษาการแห่งป้อมปราการยุทธภัณฑ์ขาว หลังเขามาถึง
"บอกท่านพ่อว่าข้ากลับมาแล้ว"
นายทหารเหล่สายตา แต่ด้วยความที่เขาทำงานที่นี่มานาน เมื่อเห็นชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลา ผู้มีเส้นผมสีน้ำตาล เขาก็รู้ได้ทันทีว่า บุรุษผู้นี้คือใคร "คุณชาย... ในที่สุดท่านก็กลับมา"
"รีบเปิดประตูให้ข้าที" ชายหนุ่มยิ้ม
...
"ท่านพ่อ"
ในคลังยุทธภัณฑ์แห่งป้อมปราการยุทธภัณฑ์ขาว นายป้อมถางอี้หันไปตามเสียงที่ดังกังวาน ชายหนุ่มร่างสูงผอมผู้มีใบหน้าหล่อเหลา ดวงตามีประกายแห่งความเฉลียวฉลาดและกล้าหาญ ชายหนุ่มอ้าแขนกว้าง
"เทียนเจี๋ยเจ้ากลับมาแล้ว"
"ท่านพ่อท่านยังดูหนุ่มและแข็งแรง" ถางเทียนเจี๋ยกอดนายป้อมถางอี้ผู้เป็นบิดา ก่อนเขาจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ที่ด้านหลังนายป้อมถางอี้มียุทธภัณฑ์มากมาย มันดูพิเศษนักในสายตาของนักรบผู้มากประสบการณ์
ถางเทียนเจี๋ยแม้จะอายุเพียง 21 ปี แต่เขาก็ไม่ธรรมดาเลย เขาคือเด็กหนุ่มที่ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่า เป็นอัจฉริยะแห่งป้อมปราการยุทธภัณฑ์ขาว ทั้งเจียตัวและเหอหมิ่นนักรบอาวุโสต่างเห็นตรงกันว่า ณ อาณาจักรชั้นหนึ่ง ประกายแห่งศักยภาพของถางเทียนเจี๋ยไม่อาจจะส่องประกายได้
และเพราะแบบนั้น นายป้อมถางอี้จึงได้ส่งถางเทียนเจี๋ยลูกชาย ไปยังสำนักศึกษาศิลปะการต่อสู้ของอาณาจักรชั้นสอง ซึ่งเป็นอาณาจักรที่ดีที่สุดในทวีปเล็กแห่งนี้ด้านศิลปะการต่อสู้ ชื่ออาณาจักรปราณทะเล
ถางเทียนเจี๋ยนับเป็นอัจฉริยะด้านการต่อสู้คนหนึ่ง
"เจ้าไม่ต้องพูดกับพ่อแบบนี้ พ่อรู้ตัวว่าพ่อเริ่มแก่ชราแล้ว แต่ก็นั่นและหากพ่อสามารถบรรลุเส้นทางฝึกฝนแห่งศิลปะการต่อสู้เข้าสู่ขอบเขต 'เปลี่ยนเลือด' อย่างน้อยๆ เจ้าก็จะได้เห็นหน้าพ่อคนนี้ไปอีกหลายสิบ หรืออาจจะถึงร้อยปี"
"ท่านพ่อท่านต้องทำได้" ถางเทียนเจี๋ยให้กำลังใจผู้เป็นพ่อ แม้เขาจะรู้ว่าตัวของถางอี้ไม่ได้มีพรสวรรค์และโอกาสด้านการฝึกฝนปราณวิเศษมากเท่าไหร่นัก
นั่นเพราะหลายปีมานี้ สิ่งที่นายป้อมถางอี้ทุ่มเทคือ การใช้จ่ายและมอบทรัพยากรฝึกฝนให้ตัวถางเทียนเจี๋ยมากที่สุด และนั่นก็ทำให้ถางเทียนเจี๋ยมีความก้าวหน้าด้านศิลปะการต่อสู้อย่างมาก
"ลูกเทียนเจี๋ยตอนนี้เจ้าได้ฝึกฝนปราณวิเศษไปถึงขอบเขตใดแล้ว"
ถางเทียนเจี๋ยยิ้ม "หากไม่ติดว่าท่านพ่อเรียกตัวข้ากลับอย่างรีบร้อน ข้าจะเลือกเข้าไปทดสอบในวิหารแห่งเทพนักรบ ที่ตั้งอยู่ในอาณาจักรปราณทะเล ที่วิหารแห่งนั้นมีบันไดแห่งการทดสอบถึงนักรบเก้าดาบ ข้าคิดว่าข้าสามารถผ่านบันไดแห่งการทดสอบจนไปถึงดาบที่ห้าได้เป็นอย่างน้อย แต่ถ้าหากข้ามีโชคอยู่บ้าง ข้าอาจจะไปถึงดาบที่หกหรือเจ็ดได้"
ดวงตานายป้อมถางอี้มีประกายแห่งความสุข เขาจับไหล่สองข้าของลูกชายแน่น หลายปีที่ผ่านมาลูกชายคนนี้ไม่ทำให้เขาผิดหวังเลย
"ลูกเทียนเจี๋ยนี่เจ้ากำลังจะบอกพ่อว่า... เจ้า... เจ้านั้นได้ฝึกฝน จนตอนนี้เจ้าได้ฝึกปราณวิเศษจนถึง..."
"อีกเพียงก้าวเดียวข้าก็จะเข้าสู่ขอบเขตเปลี่ยนเลือด เมื่อถึงตอนนั้น ท่านพ่อ ให้ข้าได้รับภาระและดูแลท่านกับท่านแม่ ให้ข้าเป็นคนช่วยท่านให้ท่านได้เป็นนักรบในขอบเขตเปลี่ยนเลือดนะขอรับ"
"ลูกเทียนเจี๋ยเจ้า..." ความดีใจของผู้เป็นบิดามารดา ย่อมไม่มีอะไรมากไปกว่าความกตัญญูของลูก นายป้อมถางอี้โชคดีที่มีลูกชายแบบนี้
ในความอบอุ่นด้วยมวลความรักของลูกผู้ชาย ถางเทียนเจี๋ยไม่อยากพูดอะไรไปมากกว่านี้ นั่นเพราะเขาจะทำให้พ่อตัวเองน้ำตาแตก เขารู้ว่าพ่อของตัวเองไม่ชอบร้องไห้ให้ใครเห็น ถางเทียนเจี๋ยจึงรีบเปลี่ยนเรื่องพูด
เขาหยิบดาบด้านหลังนายป้อมถางอี้ขึ้นมาดู
"ท่านพ่อสิ่งเหล่านี้ใช่ไหม ที่ทำให้ท่านเรียกข้ากลับมา"
นายป้อมถางรีบสะบัดอารมณ์ที่อ่อนไหว ก่อนจะรีบพูดเป็นงานเป็นการ
"ลูกพ่อเจ้าเห็นว่าอย่างไร ดาบนี่และยุทธภัณฑ์ทั้งหมด มันคือศักยภาพใหม่ของพวกเราชาวป้อมปราการยุทธภัณฑ์ขาว นี่อาจจะถึงเวลาแล้วที่พ่อจะพาตระกูลถางของเราไปสู่ในระดับที่สูงขึ้น"
ถางเทียนเจี๋ยยิ้ม มันรู้ว่าในชีวิตนี้ ถางอี้ผู้เป็นบิดามีความปรารถนาสองอย่าง
หนึ่งคือการที่เห็นตัวมันผู้เป็นลูกชายได้เป็นนักรบเจ็ดดาบ และมีระดับฝึกปราณวิเศษในขอบเขตเปลี่ยนเลือด ซึ่งเป็นขอบเขตที่ปลอดภัยแม้ในอาณาจักรชั้นสาม
สองคือการพาตระกูลถางที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นตระกูลใหญ่จากอาณาจักรชั้นสองกลับไปยังบ้านเกิดอย่างภาคภูมิ เหยียบย่ำเหล่าคนที่ทำร้ายตระกูลถางให้ตายไปจำมากมาย จนทำให้ตระกูลถางที่เคยยิ่งใหญ่ในอาณาจักรชั้นสองต้องล่มสลาย เหลือเพียงนายป้อมถางอี้และคนสกุลถางเพียงจำนวนน้อยนิดเท่านั้น ที่หนีรอดมาได้เพราะเป็นตัวละครที่ไม่สำคัญในสมัยนั้น
แต่นั้นก็เป็นเรื่องนานมาแล้ว
...
"ท่านพ่อ... ข้าว่า... ศาสตราเหล่านี้สามารถใช้การได้ สัณฐานของพวกมัน ความคมตลอดจนความปราณีต ข้ามองเห็นได้ในแวบแรกที่สัมผัสตัวดาบ ตอนนี้พวกเรามีนายช่างหลอมยุทธภัณฑ์ระดับหาตัวจับยากมากขนาดนั้นเลยรึท่านพ่อ นี่ท่านไปหาคนแบบท่านลุงเจียตัวจำนวนมากขนาดนี้ได้ที่ไหนกัน" ถางเทียนเจี๋ยมองไปที่เหล่ายุทธภัณฑ์คุณภาพดีจำนวนมากในคลัง
นายป้อมถางอี้ยิ้ม
"ไม่ได้มีจำนวนมาก มีเพิ่มเพียงคนเดียว"
"ห๊ะ" น้ำเสียงของถางเทียนเจี๋ยประหลาดใจ การมีนายช่างหลอมยุทธภัณฑ์ระดับหาตัวจับยากเพิ่มเพียงคนเดียว และแบบนั้นจะหลอมสร้างยุทธภัณฑ์จำนวนมากมายแบบนี้ได้อย่างไร
ถางเทียนเจี๋ยงงงัน
...
ในเวลาเดียวกันอีกด้านหนึ่ง ณ ลานฝึกฝนของเหล่านายทหารคุ้มกันสินค้าของป้อมปราการยุทธภัณฑ์
สองเดือนแล้ว
แต่เซี่ยซีหานยังเป็นเช่นเดิม ทุกๆ หลังครึ่งเดือนหลังการหลอมยุทธภัณฑ์เสร็จ มันจำต้องมาอยู่ในกระบวนการฝึกศิลปะการต่อสู้ หรือการฝึกปราณวิเศษที่เรียกว่าเคล็ด 'กายอมตะ'
นักรบฉกรรจ์หนุ่มใหญ่คนหนึ่ง เดินมาหาเหอหมิ่นนักรบอาวุโส
"ท่านหัวหน้า ครั้งนี้ให้เป็นหน้าที่ข้าเถอะนะขอรับ การฝึกฝนของนายช่างใหญ่ซีหานทำให้ข้าตกตะลึง วันนี้ข้าจะขอเป็นผู้ช่วยของเขาในการฝึกฝนเอง" นักรบชายฉกรรจ์ผู้นี้มีแววตาหลงใหลอะไรสักอย่าง อย่างประหลาด
เมื่อเหอหมิ่นนักรบอาวุโสพยักหน้า เขารีบเดินไปหยิบค้อนขนาดใหญ่และเดินไปต่อแถว
และเมื่อชายคนนี้ไปถึงแถว
เซี่ยซีหานที่เป็นเป้าหมายของทุกคนในแถว ก็มองไปที่ชายที่มาต่อแถวใหม่ มันส่งเสียงสดใสไร้เดียงสาไปหาชายฉกรรจ์ผู้นั้น
"พี่ชายพี่ชายที่เข้ามาต่อแถวใหม่ ท่านชื่ออะไรหรือขอรับ ข้าไม่คุ้นหน้าเลย" เซี่ยซีหานยิ้มกว้าง มันยิ้มกว้างจนคล้ายคนที่ดูมีความสุขมากมาาาาาาาาาาาาก
"นายช่างใหญ่ผู้เยาว์วัย ข้าน้อยชื่อเจิ้นหั่วขอรับ ข้าพึ่งได้เป็นทหารหน่วยคุ้มกันสินค้าของป้อมปราการยุทธภัณฑ์ขาวได้ไม่นาน ข้าเห็นความสามารถของนายช่างซีหานผู้เยาว์วัย ข้าก็เกิดความนับถือ ดังนั้นวันนี้ข้าจึงหวังจะเป็นผู้หนึ่งที่ช่วยในการฝึกฝนของท่าน"
"ขอบคุณท่านพี่เจิ้นหั่วข้าจะจำท่านเอาไว้"
เจิ้นหั่วยิ้มอบอุ่น มันไม่คิดเลยว่า นายช่างผู้มีชื่อเสียงและเยาว์วัยที่สุดของป้อมปราการยุทธภัณฑ์ขาวจะใจดีขนาดนี้ ตอนนี้ในใจของเจิ้นหั่วได้แต่คิด ตอนที่มันใช้ค้อนใหญ่นี่ทุบร่างของนายช่างใหญ่ซีหาน มันจะทุบให้เต็มแรงที่สุด เพื่อว่ามันจะได้มีโอกาสขอให้นายช่างใหญ่ซีหานหลอมอาวุธให้กับตัวมัน ว่ากันว่ายุทธภัณฑ์ใดๆ ที่นายช่างเซี่ยซีหานหลอมขึ้น ต่างเป็นของดีขนาดที่ว่า คุณภาพเหนือกว่าระดับทั่วไป 3 ใน 4 ส่วนของท้องตลาด ในฐานะนักรบผู้หนึ่ง เจิ้นหั่วหวังที่จะได้ใช้ของดีๆ ราคาไม่แพง
หากแต่ตอนนี้มันหารู้ไหม
...
'ไอ้เวร "เจิ้นหั่ว" ตอนนี้บิดาจำชื่อเอ็งได้แล้ว นอกจากไอ้หมีตงตงตัวแสบ บิดาจะขยับเอ็งจากบัญชีหนังหมาของบิดาเป็นพิเศษ เอ็งควรอยู่ลำดับที่ 10 แห่งการแก้แค้น ไม่สิ ควรเป็นลำดับเก้า ข้าวปลาเอ็งก็ไม่เคยเอามาให้บิดากิน เงินบูลนี่เอ็งก็ไม่เคยให้บิดาสักแดง หากแต่เอ็งยังกล้าถือไอ้ค้อนบัดซบนั้นมาทุบบิดา ไม่ว่าใครที่มาทุบบิดา บิดาจะจดจำมันจนวันตาย จนกว่าวันหนึ่งบิดาจะได้แก้แค้นพวกเอ็ง หากพวกเอ็งแข็งแกร่งกว่าบิดาก็แล้วไป หากแต่ถ้าพวกเอ็งอ่อนแอกว่าบิดาละก็... คิกคิกคิก อย่าให้บิดาได้ฝึกสำเร็จนะ บิดาจะอัดพวกเอ็งเรียงตัวโดยเฉพาะเอ็ง ไอ้เลวหมียักษ์ตงตง นอกจากเอ็งจะกระทืบบิดา แต่เอ็งยังกล้าขี้ใส่หน้าบิดาอีกกกกกกกกกกกกกกกกกก'
เซี่ยซีหานพูดในใจอย่างเจ็บแค้น มันได้บันทึกชื่อศัตรูทั้งหมดของมันไว้ในใจแล้ว
หากพวกเอ็งแข็งแกร่ง พวกเอ็งก็จะรอด
แต่ถ้าพวกเอ็งอ่อนแอกว่าเซี่ยซี่หานเมื่อไหร่ วันนั้นความโกรธแค้นของเซี่ยซีหาน จะไปชำระกับพวกเอ็ง!!!