***อัศวินสีแดง [โซเดียม]
เสียงระเบิดก้องกังวาลได้ขึ้นพร้อมกับร่างของแม่ทัพเผ่าสองเขาที่ร่วงโรย
พวกศัตรูต่างยืนนิ่งและมองไปที่ร่างของแม่ทัพอย่างตื่นตระหนก
พวกเขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่่รู้ว่าศัตรูยิงมาจากที่ไหน
“นั่น… เอรีสนี่? ”
แต่เรามองเห็นผู้ยิงกระสุนสังหารนั้นได้อย่างชัดเจนจากบนฟ้า
คนที่สังหารนั้นคือวีรสตรีของเผ่าสองแขน [เอรีส] เพื่อนต่างเผ่าของเรา
เธอใช้อาวุธอันร้ายกาจซุ่มยิงมาจากดงทุ่งหญ้าที่ขึ้นหนาทึบ
ชุดลายพรางสีเขียวของเธอแทบจะกลืนหายไปกับพื้นสีเขียวขจีเบื้องล่าง
ว่าแต่ทำไมเธอถึงมาที่แนวหน้าละ? ไม่ใช่ว่าเผ่าสองแขนจะทำเพียงแค่ยืนมองดูเช่นนั้นหรอกหรือ?
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมามัวเสียสมาธิกับเรื่องอื่น
“หน่วยโซเดียม บุกโจมตี! ”
“โอส! ”
ฝูงบินย่อยขนาดจำนวนหนึ่งหมื่นนายได้หุบปีกลง แล้วดิ่งพสุธาไปตามแรงโน้มถ่วง
พวกศัตรูเริ่มกลับมาตั้งสติได้อีกครั้ง พร้อมกับเตรียมเล็งปากกระบอกปืนไปที่กองทัพของพวกเรา
แต่มันช้าไปแล้วเฟ้ย
“เริ่มจากอาวุธของพวกมันก่อน! ”
พวกเรากางคมดาบของกรงเล็บที่ยาวกว่าหนึ่งเมตรออกมา แล้วบินโฉบไปที่อาวุธของพวกมัน
ก่อนอื่นต้องเริ่มจากการทำลายอาวุธของพวกมัน---
*เคร๊ง!? *
เกิดเสียงโลหะกระทบพร้อมกับใบมีดสีเขียวที่หักลง
อาวุธกรงเล็บที่แสนภาคภูมิใจของเผ่าเราได้หักออกเป็นชิ้น ๆ ทันทีที่กระทบกับอาวุธของพวกมัน
อย่าว่าแต่อาวุธเลย ขนาดชุดเกราะสีขาวที่ดูน่าจะบอบบางนั้นยังไม่สามารถเฉือนทะลุเข้าไปได้เลยแม้แต่มิลเดียว
ให้ตายสิ ขนาดความทนทานของอาวุธฝ่ายเรายังสู้ไม่ได้เลยหรือเนี่ย?
“เล็งไปส่วนที่ไม่มีชุดป้องกัน ตรงดวงตา! ควักลูกตาของพวกมันออกมาเลย! ”
“ครับท่าน! ”
ดังนั้นจึงสั่งให้โจมตีไปที่ดวงตาของพวกศัตรูแทน
สนามรบได้กลายเป็นการต่อสู้ระยะประชิดที่ชุลมุนวุ่นวาย
ขนปีกของชาวปักษาได้ร่วงโรยไปทั่วพร้อมกับหยาดเลือดสีแดงและสีดำ
พวกเผ่าสองเขานั้นต่อสู้ระยะประชิดเก่งกาจมาก
พวกมันเหวี่ยงอาวุธยิงที่ดูทั้งหนาและหนักได้ราวกับเหวี่ยงท่อนไม้ขนาดเล็ก
อาวุธที่ยาวมากกว่าสองเมตรทั้งสองข้างถูกเหวี่ยงดั่งไม้พลองเข้าทุบทำร้ายพวกเรา
แต่ด้วยจำนวนที่มากกว่าหลายเท่าตัว จึงทำให้การกระทำของพวกมันเป็นแค่การดิ้นรนเฮือกสุดท้ายเท่านั้น
*เปรี๊ยง! *
เสียงระเบิดคำรามลั่นได้ดังขึ้นอีกครั้ง
เลือดสีดำจำนวนมากสาดกระเซ็นออกมาจากด้านหลังของเรา พร้อมกับร่างของศัตรูที่ล้มตัวลง
บนกลางหน้าผากกว้างของมันมีรูโบ๋ที่ถูกเจาะปรากฏขึ้นมา
“... ฝีมือเอรีสสินะ คงต้องไปขอบคุณหลังจากนี้แล้ว”
ดูเหมือนว่าเอรีสจะพยายามช่วยโจมตีคุ้มกันให้พวกเราจากระยะไกลอยู่
เธอมาช่วยพวกเราต่อสู้ผิดกับเผ่าสองแขนคนอื่นที่เอาแต่นิ่งดูดายอยู่กลางแม่น้ำ
“ที่วันนั้นได้เข้าไปทำความรู้จักและผูกมิตรเอาไว้ ไม่ได้ไร้ค่าไปเสียทีเดียวสินะ”
เราพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น ก่อนจะบินทะยานเพื่อเอาชีวิตเหยื่อตรงหน้าต่อ
ถึงจะเสียหายไปเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับที่ว่าศัตรูมีแค่หนึ่งร้อยคน แต่สุดท้ายพวกเราก็ได้รับชัยชนะมา
ในตอนนั้นเอง
“... ทุกคนหนีเร็ว! ”
สัญชาติญาณภายในร่างของเราก็กรีดเสียงร้องขึ้นมา
หลายคนที่มีสัญชาตญาณเฉียบคมต่างรีบกางปีกบินทะยานหนีออกมาจากศพเหล่านั้น
ในอีกไม่กี่วินาทีต่อมา ชุดเกราะสีขาวของศัตรูก็เกิดส่องแสงสีแดงเจิดจ้า ก่อนจะลุกเป็นไฟละลายเป็นขี้เถ้าสีดำ
อาวุธร้ายของพวกมันก็ถูกหลอมทิ้งไปด้วยในลักษณ์ที่คล้ายกัน
“... ทำลายตัวเอง? ”
ดูท่าทางว่าศัตรูไม่คิดที่จะเหลือสิ่งใดให้พวกเราได้เก็บกลับไปใช้งานสินะ
“ท่านโซเดียมครับ กองทัพศัตรูถอนกำลังออกไปจากรังแล้วครับท่าน! ”
“เยี่ยม! ”
ในเวลาเดียวกันก็มีรายงานเช่นนั้นกลับมาจากหน่วยรบที่กำลังบุกโจมตีรังของพวกมัน
กองทัพของศัตรูที่ขี่สัตว์ร้ายขนาดยักษ์แล้วโบยบินหนีไปที่เส้นขอบฟ้า ช่างดูน่าอภิรมย์ยิ่งนัก
“พวกเราชนะ? ”
“พวกเราชนะจริงสิ!? ”
“ชนะ! พวกเราชนะแล้ว!? ขอสรรเสริญชัยชนะให้แด่จ่าฝูงโซเดียมและไฮเจน! ”
“โอ้ว! สรรเสริญชัยชนะให้แด่จ่าฝูงโซเดียมและไฮเจน! ”
มีหลายคนที่ส่งเสียงเช่นนั้นออกมา รวมไปถึงกองทัพของไฮเจนที่เคยดูถูกกองทัพของเราด้วย
การที่ทุกคนจะรู้สึกปลื้มปิติเช่นนี้ก็ไม่แปลก เพราะว่านี่คือชัยชนะครั้งแรกของพวกเรา
ชัยชนะครั้ง---
“เจ้าโซเดียม รีบสั่งถอนกำลังออกมาจากรังของศัตรูก่อนเร็ว! ”
ทันใดนั้นเองที่ไฮเจนซึ่งยืนนิ่งอยู่บนพื้นมายาวนานได้กางปีกบินขึ้นท้องฟ้าอีกครั้ง พร้อมกับกรีดเสียงเตือนดังไปทั่วฟ้า
“ทำไม--”
*บรึ้มมมมม! *
เสียงระเบิดนั้นคือคำตอบของคำถาม
เกิดระเบิดขนาดยักษ์ขึ้นมาที่รังของศัตรู ควันสีดำได้ลอยขึ้นฟ้าพร้อมกับกลิ่นเหม็นฉุนของน้ำมัน ลมร้อนที่รุนแรงได้พัดกระจายออกเป็นรัศมีกว้างไปทั่วบริเวณ
เปลวเพลิงสีแดงฉานได้แผดเผาเหล่าลูกน้องของเราจนมอดไหม้
“... ไม่จริง”
กองทัพจำนวนราวหนึ่งแสนนายได้ตายไปจากการระเบิดเมื่อกี้
หากนับรวมกองทัพที่ตายเพราะเข้าโจมตีหน่วยรบพิเศษของพวกมันอีกหนึ่งร้อยคนตรงนี้ ก็จะกล่าวได้ว่าเสียกำลังพลไปถึงสามแสนห้าหมื่นนาย
ใช้กำลังพลถึงสามแสนห้าหมื่นนายเพื่อแลกกับเหยื่อหนึ่งร้อยคนและยึดรังที่ว่างเปล่ามา
นี่คือชัยชนะของพวกเราจริง ๆ ใช่ไหม?
เราประมาทไป
เพราะว่ารู้สึกได้ถึงชัยชนะ เลยผ่อนคลายตัวเองลงจนทำให้สัญชาตญาณทื่อลงมา
ผิดกับไฮเจนที่ถึงแม้จะดูเหมือนยอมแพ้ไปแล้ว แต่ก็ยังคงระวังรอบตัวจนรับรู้ได้ถึงภัยร้ายนั้นก่อนใคร
ให้ตายสิ สุดท้ายแล้วเราก็ยังเป็นไอตัวน่าสมเพชเช่นเดิมไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย...
วันที่ 57 ของเกมส์แห่งสงคราม
ฝ่ายมนุษย์ได้เปิดฉากบุกโจมตีป้อมปราการแห่งไกอาซึ่งตั้งอยู่ทางแม่น้ำสามแพร่งขนาดใหญ่ในช่วงเช้าตรู่ของวัน
สงครามเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาแค่สองชั่วโมงเท่านั้น
ด้วยกองทัพทาสสงครามที่เป็นเผ่าปักษาจำนวนมาก จึงทำให้ฝ่ายมนุษย์สามารถบุกรุกสู่ดินแดนของเฝ่ายักษ์ได้โดยไม่ต้องเสียกองกำลังอันมีค่าไป และมีเพียงแค่ชาวปักษาที่เกิดความสูญเสียเท่านั้น
กองกำลังสามแสนห้าหมื่นนายได้ตายลง และต้องรออีกหนึ่งวันในการกำเนิดใหม่ และรออีกสองวันในการเดินทัพมาถึงเมืองหน้าด่าน
ดังนั้นพวกมนุษย์จึงใช้ช่วงเวลานี้ในการยึดครองป้อมปราการที่ว่างเปล่า และสร้างฐานทัพใหม่ทับมันลงไป
ถึงจะไม่ได้น้ำมันมาครอบครอง แต่อย่างน้อยพวกเขาก็สามารถยึดชัยภูมิหน้าด่านสำหรับบุกดินแดนของเผ่ายักษาได้สำเร็จแล้ว
ในเวลาเดียวกัน ณ เมืองหลวงของมนุษย์ในเวลานั้น
“ไม่ทราบว่าจะให้ผู้น้อยอย่างดิฉันบริการสิ่งใดคะ? น้ำชา? อาหาร? หรือว่าตัวดิฉันเช่นนั้นคะ? ”
“อูว~”
เหล่าจ่าฝูงในร่างสตรีกำลังเริ่มแผนการนารีพิฆาตกันอยู่
พญาแห่งปักษา [ออกเซอร์]
สตรีผู้ร้อนแรง [ฮีเลียม]
สตรีกระดูก [แคลเซียม]
สาวไฟล่อฟ้า [คอบเปอร์]
สตรีแห่งความสะอาด [คลอรีน]
สาวบริโภค [ฟอสฟอรัส]
และปักษาแห่งการพยากรณ์ [คาร์เนต]
พวกเขาทั้งหมดที่ว่านี้ กำลังเริ่มแผนนารีพิฆาตโดยใช้ร้านค้าบริการเป็นตัวบังหน้า
ใช้ความน่ารักขนอันนุ่มฟูของเผ่าที่มีให้เป็นประโยชน์
ทำตัวออดอ้อนเผ่ามนุษย์ให้มากที่สุดจนทำให้พวกมันตายใจ
พวกเขารู้ตัวดีว่าไม่สามารถสู้กับเผ่ามนุษย์โดยตรงได้ งั้นก็ขอเล่นงานด้วยความน่ารักของสตรีเพศแทน
ไม่ว่าจะเผ่าไหน รูปร่างเช่นไร หากมีซึ่งความต้องการทางเพศและความโลภ ก็ย่อมที่จะถูกใช้ประโยชน์จากจุดนั้นได้
พญาแห่งการพยากรณ์ที่มองจุดนั้นของมนุษย์ออก จึงได้ใช้มารยาหญิง เข้าโลมเลียผู้นำระดับสูงของมนุษย์ จนสามารถมีร้านให้บริการดั่งกล่าวเกิดขึ้นมา
“หากท่านจับแยกพวกเรากระจายไปรับใช้ตามส่วนบุคคล พวกเราอาจทำให้ท่านพึงพอใจไม่ได้ แต่หากจัดหาสถานที่ให้พวกเรา ฉันจะสามารถช่วยสอนเด็กเหล่านี้ให้กลายเป็นบุคลากรชั้นเยี่ยมที่สามารถสนองความต้องการพวกท่านได้ค่ะ”
นั่นคือสิ่งที่คาร์เนตพูดออกไปกลางที่ประชุมสภาของมนุษย์ ในตอนที่เธอเข้ามารายงานจำนวนทาสสงครามที่ส่งมา
ความจริงควรปฏิเสธ เพราะพวกมนุษย์ไม่มีความจำเป็นต้องทำตามข้อเรียกร้องของทาสต่างเผ่ามาตั้งแต่แรก
“ฉันขอรับประกัน ว่าด้วยเรือนร่างนี้ และวิธีการฝึกของพวกเรา จะต้องทำให้พวกท่านพึงพอใจเป็นแน่แท้ค่ะ”
แต่ด้วยคำพูดตอกตะปูปิดท้ายเช่นนั้น จึงทำให้เสียงคะแนนเห็นด้วยของสภามากกว่าครึ่ง (ซึ่งเป็นผู้ชายเสียส่วนใหญ่) ต่างตอบรับข้อเสนอของเธอ
และเป็นที่มาของร้านค้าบริการเผ่าปักษาที่บริหารและดูแลโดยพวกเธอเอง
แน่นอนว่ามีการส่งคนมาควบคุมเพื่อไม่ให้พวกเธอแอบทำอะไรลับหลัง
แต่ทว่าเหล่าผู้คุมทั้งสตรีและบุรุษเพศนั้น---
“นางฟ้า เผ่าพวกเธอคือนางฟ้าตัวน้อยที่น่ารักชัด ๆ! ”
“ขนพวกเธอนุ่มจัง~”
“ทำไมพวกเบื้องบนถึงกล้าใช้เผ่าน่ารักเช่นนี้ไปทำสงครามกันนะ? ”
---จิตใจของพวกเขาเหล่านั้นได้กลายเป็นทาสเหล่าขนปุยผู้น่ารักเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว
เหล่าจ่าฝูงต่างเผยรอยยิ้มที่ชั่วร้ายออกมา
ไม่ต้องรีบร้อน เพราะว่าพวกมนุษย์ก็ไม่ได้รีบร้อนจะทำลายพวกเขาเช่นกัน
ค่อย ๆ กลืนกินจิตใจจากคนกลุ่มน้อย แล้วกระจายออกเป็นวงกว้าง รวมไปถึงเก็บข้อมูลและจุดอ่อนให้มากที่สุด
และผู้ที่จะหัวเราะเป็นคนสุดท้ายก็คือพวกเรา!
พวกเขาคิดเช่นนั้น พร้อมกับเริ่มดำเนินแผนการนารีพิฆาตกันต่อไป
วันที่ 58 ของเกมส์แห่งสงคราม ณ เมืองหลวงของเผ่ายักษาที่อยู่เลยแนวเทือกเขาไปทางเหนือจนอยู่เกือบ ณ สุดขอบทวีป
***นักรบยันเดเระ [แครอท]
“หุ หุ หุ”
ฉันกำลังชื่นชมกับของสะสมชิ้นใหม่ในขวดแก้วใส่ขนาดเล็กตรงหน้า
สิ่งนั้นคือก้อนลิ่มเลือดสีดำของบานานั่นเอง
เมื่อหลายวันก่อน บานาได้กลับมาที่เมืองพร้อมกับเจ้าโทเม
ร่างกายของเขาบาดเจ็บหนักมาก ฉันจึงรีบอาสาไปช่วยเขาในทันที พร้อมกับส่งสายตาข่มขู่ไปที่ลูกน้องของเขาไม่ให้เข้ามายุ่ง
ฉันจัดการทำแผล ต่อกระดูก และล้างตัวให้เขา
แน่นอนว่าเจ้าลิ่มเลือดพวกนี้ ฉันก็แอบเก็บกลับมาในตอนนั้นนั่นแหละ
ลิ่มเลือดที่มีกลิ่นอายของบานา~
“เรียนขุนนางแครอท ท่านขุนนางโคนัทคืนชีพแล้ว จึงมีเรียกประชุมขุนนางด่วน โปรดไปรวมตัวด้วยครับ! ”
ชิ เรื่องน่ารำคาญอีกแล้ว…
“ขอเตรียมตัวก่อน เดียวตามไป”
ว่าแล้วฉันก็รีบจัดแจงแต่งตัว สวมชุดนักรบเกล็ดอสูรปีกสีน้ำตาลตัวสวย หวีผมสีม่วงให้เรียบเหยียดตรง และใส่น้ำมันอสูรดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม
แต่งสวยเสร็จแล้ว เจ้าบานาจะต้องทึ่งในเสน่ห์ของเราแน่นอน!
“แหวะ เหม็น! เธอยังใส่ไอกลิ่นบ้านั้นอีกเรอะ!? ”
แต่นี่คือสิ่งที่บานาพูดเป็นคำแรกเมื่อเห็นฉัน
ใจร้ายที่สุด กลิ่นนี้กำลังเป็นที่นิยมในหมู่สาว ๆ เลยนะ!
ฉันเลยทำหน้าบูดเข้าประชุมไปทั้ง ๆ แบบนั้น
“เอาละ ไหนขอฟังผลลัพธ์ของอาวุธที่ซื้อมาหน่อยสิ? ”
กษัตริย์ของเหล่ายักษา [ดูเรียน] เริ่มเปิดการประชุมด้วยน้ำเสียงที่น่าเกรงขาม
หน้ากากอันน่ากลัวที่สวมทับเช่นทุกครั้ง ทำให้เหล่าขุนนางคนอื่นยากที่จะอ่านสีหน้าและอารมณ์ของเขาได้
“ขอรายงาน อาวุธใช้ได้ยอดเยี่ยม ทั้งที่ฝ่ายเราเคลื่อนไหวรบจริงเพียงหนึ่งงร้อยคน แต่กลับสามารถเอาชีวิตศัตรูนับแสนได้ อีกทั้งชุดเกราะยังมีน้ำหนักเบา พรางตัวได้ และสามารถรับคมดาบได้อย่างสบาย แต่ทว่า---”
“แต่? ”
“แต่ทว่าพวกเราคงต้องปรับกลยุทธ์ศึกใหม่ทั้งหมดครับ”
คำพูดนั้นทำให้คิ้วของขุนนางแอปเปิ้ลกระตุกขึ้นมา
เขากำลังตั้งใจฟังข้อมูลหลังจากนี้ เพราะหากไม่รับฟังจากผู้ใช้งานจริง คงไม่อาจนำไปปรับใช้เป็นกลยุทธ์ที่ดีได้
“อย่างแรก อาวุธของเราเกิดจากการขโมยเทคโนโลยีศัตรูมา อาวุธพวกนี้มีอำนาจการยิงไกลถึงหนึ่งกิโลเมตรหรือมากกว่าครับ”
“... จะบอกว่าไม่สามารถจัดทัพในที่โล่งได้อีกต่อไปแล้วสินะ? ”
“ใช่ครับท่านองค์ราชาดูเรียน ข้าตายโดยไม่ทันได้เห็นแม้แต่เงาของผู้สังหารเสียด้วยซ้ำครับ”
“ให้ตายสิ แบบนี้การส่งแม่ทัพลงไปแนวหน้า กลับกลายเป็นการกระทำที่โง่ยิ่งกว่าเดิมไปแล้ว”
เหตุผลหนึ่งที่แม่ทัพต้องลุยไปแนวหน้าหรือสนามรบ มันไม่ใช่เพื่อขวัญกำลังใจ แต่ยังรวมไปถึงสังเกตุสถานการณ์ และสั่งการในสถานที่จริงด้วย
หากตัวแม่ทัพใหญ่อยู่ที่หมู่บ้านหรือเมือง แล้วจะลงไปสั่งการกองทัพได้เช่นไรละ?
“คิดว่ามีวิธีแก้ปัญหาไหมขุนนางแอปเปิ้ล? ”
องค์ราชาดูเรียนหันไปถามนักปราชญ์ของเขาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
“... หากใช้อุปกรณ์สื่อสารและฉายภาพของพวกเผ่าตัวจิ๋วที่ซื้อมาก็น่าจะใช้การได้ แต่การสั่งการกองทัพที่มีมากกว่านับแสนคนโดยไม่มีแม่ทัพคุมในสนามรบ คงเป็นเรื่องยากที่จะมีประสิทธิภาพได้ครับ เพราะยังไงสายบัญชาการที่มีอำนาจตัดสินใจมากสุด ก็ยังเป็นของขุนนางอย่างพวกเราอยู่ดี”
ขุนนางแอปเปิ้ลตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่อับจนหนทาง
“การจัดทัพคงต้องเน้นการสังหารด้วยอำนาจการยิง ไม่ใช่จัดทัพขนาดใหญ่แล้วเข้าวิ่งไปโรมรันระยะประชิดเหมือนแต่ก่อนแล้วครับ และพวกเราต้องหาวิธีปกป้องตัวเองจากอำนาจการยิงของศัตรูให้ได้ด้วย นั่นคือสิ่งที่ข้าคิดจากการที่ได้ไปทดลองใช้ในสถานที่จริง แต่บาเรียของพวกตัวจิ๋วกลับแตกลงอย่างง่ายดายด้วยอาวุธของพวกมัน คงต้องหาวิธีอื่นในการต่อสู้ครับท่าน”
ขุนนางโคนัทช่วยเสนอความเห็นเป็นรายถัดไป
“เรื่องบาเรีย… ข้าคิดว่าพวกเผ่าตัวจิ๋วคงมีวางยาอยู่ในอาวุธที่ขายให้พวกเรานั่นละ ยังไงอนาคตก็ต้องเป็นศัตรูกัน พวกมันคงไม่ขายอาวุธที่ดีที่สุดมาให้กับศัตรูในอนาคตหรอก”
ดูเรียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ก่อนที่จะพูดปิดท้ายว่า
“พวกเราต้องหาวิธีผลิตอาวุธเหล่านั้นเองให้ได้ นั่นคือเรื่องเร่งด่วนที่ต้องคิดเช่นกัน”
“ให้ตายสิ อยู่ ๆ จะให้มาเปลี่ยนกลยุทธ์และยุทธวิธีการรบในเวลานี้เนี่ยนะ! ถ้าอาวุธใหม่มันใช้ยาก ก็ลุยพวกแม่งด้วยดาบ ตะบองเหล็ก และอสูรเหมือนเดิมเนี่ยแหละ! พวกศัตรูมันบุกเข้ามาในเขตแดนของพวกเราแล้วนะ! ”
ขุนนางแคนตาลูปกล่าวด้วยเสียงอันดัง
สมกับเป็นชายที่ติดกับดักในสงครามจนกองทัพล่มสลายมาแล้วถึงสองครั้ง ดูท่าในหัวจะมีแต่กล้ามเนื้อจริง ๆ นั่นละ
“... จากสงครามพันธมิตร กองทัพนับแสนของของพวกเราได้สูญสิ้นภายในการโจมตีเดียว ด้วยอาวุธและยุทธวิธีการรบปัจจุบัน คงไม่อาจเอาชนะสงครามได้หรอกนะขุนนางแคนตาลูป”
“อึ๊กแต่ว่า…”
“เงียบ! ”
เนื่องจากเห็นว่าคงมีการโต้เถียงกันอีกยาวระหว่างนักปราชญ์กับชายสมองกล้าม องค์ราชาดูเรียนจึงกรีดเสียงดังแทรกพวกเขาเอาไว้
“เรื่องวิธีสั่งการ พวกเราคงเปลี่ยนทันทีไม่ได้ แต่จะค่อย ๆ เรียนรู้ปรับใช้ไป นับแต่นี้ข้าขอสั่งห้ามเหล่าขุนนางออกรบในแนวหน้าอีกต่อไป ในสนามรบพวกเจ้าต้องยืนอยู่แนวหลังและแต่งตัวให้เสมือนหนึ่งดุจทหารเลวทั่วไป และสั่งการด้วยอุปกรณ์สื่อสารเพียงอย่างเดียวเท่านั้น รวมไปถึงเพิ่มอำนาจในการสั่งการและตัดสินใจเฉพาะหน้าของแม่ทัพย่อย เพื่อชดเชยการตัดสินใจสั่งการเฉพาะหน้าของขุนนางที่อาจล่าช้าในแนวหลัง และสายการผลิตที่จะสั่งซื้อจากพวกเผ่าตัวจิ๋วหลังจากนี้ ให้เน้นไปที่การผลิตเครื่องสื่อสาร ด้วยรูปแบบนี้น่าจะช่วยให้ยังคงประสิทธิภาพการรบเช่นเดิมได้อยู่นะ”
“เห็นด้วย”
“ข้าเองก็เห็นด้วย”
ไม่มีใครในที่นี้คัดค้านแนวคิดขององค์ราชาดูเรียนแม้แต่คนเดียว
“แต่เรื่องวิธีป้องกันอาวุธศัตรูคงต้องฝากขุนนางเชอรี่ช่วยพัฒนาด้วยนะ ถ้ายังไงเจ้าจงแบ่งหน่วยพัฒนาเป็นสองส่วน คือหน่วยที่ไปร่วมพั? นากับเผ่าภูติ กับหน่วยที่แอบพัฒนาอาวุธของพวกเราเองโดยไม่ให้พวกมันรู้ ทำได้ใช่ไหม? ”
“รับทราบค่ะท่าน! ”
ยักษาแห่งการช่าง [เชอรี่] ตอบรับด้วยความมั่นใจ
…
เวลาได้ผ่านไปอีกราวกว่าครึ่งชั่วโมง
พวกเรายังคงแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับกลยุทธ์อย่างดุเดือด เพราะว่ามันคือสิ่งที่ใหม่มากจนไม่รู้ว่าจะนำไปใช้งานจริงยังไงดี
แต่ทว่าแต่ละแนวคิดก็ยังไม่มีสิ่งไหนที่ดูแล้วจะเหมาะสมเอาไปใช้จริงสักอย่าง
เนื่องจากเบื่อมาก ฉันเลยเบนสายตาไปมองบานา
กล้ามสวยจัง อยากเข้าไปเลีย---
ในตอนนั้นเองที่ฉันเห็นเงาของอสูรปีกบินผ่านนอกเต็นท์ประชุมข้างนอกไป
พอเห็นอสูรปีก ฉันเลยไปนึกถึงอสูรเหล็กของพวกเผ่ายักษาน้อย
พวกมันมีอสูรเหล็กที่สามารถใช้อาวุธโจมตีอันรุนแรงได้ พวกมันน่ากลัวมาก ฉันยังจำวินาทีที่ร่างแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ได้อยู่เลย
“จะว่าไปแล้ว… ถ้าหากมีอาวุธที่พวกอสูรสามารถใช้งานได้ พวกมันคงแข็งแกร่งขึ้นไม่ใช่น้อย ๆ เลยนะ”
ฉันเลยลองเสนอไอเดียออกไปลอย ๆ เช่นนั้นอย่างไร้ความรับผิดชอบ
ทุกคนต่างจ้องมองมาที่ฉันเป็นสายตาเดียวกัน
“ใช่แล้ว นั่นแหละ! ขอบคุณมากขุนนางแครอท นั่นละคือความคิดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเวลานี้แล้ว! ”
ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันเช่นนั้น
ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าคำพูดเล่น ๆ เช่นนั้น จะกลายเป็นกองทัพอสูรสงครามที่ร้ายกาจในภายหลังขึ้นมาได้นะ...