เด็กน้อยเกาะประตูรถร้องไห้สุดชีวิต
“ฮือ ๆ ท่านแม่ อย่าขายข้า ข้าไม่ไป! ข้าไม่กล้าขอน้ำแกงปลาดื่มอีกแล้ว ท่านแม่อย่าขายข้าเลย!”
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นมือหนัก เขาฟันสันมือลงที่ท้ายทอยของเด็กน้อยอย่างแรง
เด็กน้อยสลบไสลไปทันที ก่อนจะถูกยัดเข้าไปในรถม้า
ส่วนมารดาของเด็กน้อยกำถุงเสบียงที่มีธัญพืชอยู่ครึ่งถุง ก้มหน้าแล้วรีบวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว
“ช่างเป็บาปกรรมจริง ๆ น่าสงสารเหลือเกิน!”
เถาหงอิงส่ายหัวไม่หยุด เมื่อได้ยินลูกสาวส่งเสียงอึดอัด จึงพบว่าลูกสาวถูกรัดจนหน้าแดงก่ำ นางจึงรีบปล่อยมือทันที
หลี่เจียอินหอบหายใจแรงหลายครั้ง ในใจรู้สึกปวดร้าว นี่คือการขายเด็กชัด ๆ !
ธัญพืชเพียงครึ่งถุง สามารถแลกกับชีวิตคนได้หนึ่งชีวิต!
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นยังคงะโเรียก “เอาธัญพืชมาแลกเด็ก เด็กหญิงใช้ข้าวฟ่างสิบชั่ง เด็กชายยี่สิบชั่ง! ใครจะแลกรีบมาเร็วเข้า!”
“เก็บเด็กหญิงเด็กชายไว้ข้างกายก็มีแต่จะเป็ภาระในการหนีตาย แลกเป็ธัญพืชเพื่อให้คนทั้งครอบครัวรอดชีวิต และพวกเขาก็จะได้ไปหาทางรอดใหม่ด้วย!”
ข้าวฟ่างหนึ่งตะกร้าถูกวางตากแดด ยิ่งทำให้ดูเป็สีทองอร่าม จนคนที่เห็นต้องกลืนน้ำลายด้วยความอยาก
บางครอบครัวมีทรัพย์สินน้อยนิด เดินทางมาครึ่งเดือนจนไม่มีอะไรจะกินแล้ว
ดังนั้นจึงมีเด็กหญิงเด็กชายทยอยร้องไห้โฮขณะถูกโยนขึ้นรถ ส่วนคนในครอบครัวก็หอบข้าวฟ่างเดินคอตกจากไปอย่างซึมเซา
พวกคนตระกูลหลี่ที่ยืนอยู่ใต้ร่มไม้ต่างพากันถอนหายใจ
สายเืต้องพรากจากกัน ช่างเป็โศกนาฏกรรมของโลกมนุษย์!
อย่าว่าแต่จ้าวอวี้หรูและเถาหงอิงเลย แม้แต่อู๋ชุ่ยฮวาก็ไม่ได้พูดจาร้ายกาจใด ๆ เพราะอย่างไรเสียทุกคนก็เป็แม่ ย่อมทนเห็นภาพเช่นนี้ไม่ได้
หลี่เจียอินซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของมารดา ในใจรู้สึกหนาวเหน็บยิ่งนัก
แม้ว่าหลายวันที่ผ่านมานางจะรู้ว่านี่คือยุคเข็ญ และพยายามช่วยให้คนตระกูลหลี่ได้กินอิ่ม
แต่ในยามที่ได้เห็นเหตุการณ์อันน่าสลดนี้ด้วยตาตนเอง จึงเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่ายุคเข็ญ
ยอมเป็สุนัขในยุครุ่งเรือง ดีกว่าเป็คนในยุคเข็ญ
นางเผลอซบลงกับหน้าอกของมารดาที่เต้นตึกตัก เถาหงอิงก้มลงเห็นลูกสาวดึงผมของตนและสีหน้าไม่ดี จึงรีบตบหลังเบา ๆ เพื่อปลอบโยน
แม่เฒ่าหลี่ได้ยินเสียงจึงดุเบา ๆ
“เด็กยังเล็ก ขวัญยังไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จะพานางมาดูเื่วุ่นวายทำไม รีบหันหลังไปเสีย”
เถาหงอิงยิ้มแห้ง ในใจอยากจะยัดลูกสาวกลับเข้าไปในท้องเสียให้รู้แล้วรู้รอด
พวกพ่อค้ามนุษย์เ่าั้คงรู้ดีว่าสิ่งที่ตนทำไม่ใช่เื่ดี หลังจากแลกเปลี่ยนจนครบหนึ่งรอบก็ไม่ได้โน้มน้าวใครต่อ รีบะโขึ้นรถม้าแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
แม่เฒ่าหลี่เคาะกล้องยาสูบสองสามครั้งแล้วสั่งว่า “เรียกเด็ก ๆ กลับมา เตรียมรถ แล้วพวกเราไปกันเถอะ!”
คนตระกูลหลี่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างวุ่นวายกันทันที หลี่เหลาซื่อพลันถามขึ้นว่า “เจียสี่กับเจียอันล่ะ?”
“เมื่อครู่ยังอยู่ที่ใต้ต้นไม้นั่นอยู่เลย!”
หลี่เจียเหรินรีบวิ่งไปหา แต่น่าเสียดายที่ไม่มีวี่แววของเด็กชายทั้งสองคนเลย!
ทุกคนในตระกูลหลี่เริ่มร้อนรน ต่างพากันะโเรียกหาในบริเวณใกล้เคียง
กลายเป็เด็กกลุ่มที่แย่งน้ำแกงปลาเมื่อคืน ชี้ไปยังรถม้าที่วิ่งห่างออกไป พร้อมเตือนว่า “พวกเขาถูกลากขึ้นรถม้าไปแล้ว!”
สีหน้าของคนตระกูลหลี่เปลี่ยนไปพร้อมกันทันที
หลี่เหลาซื่อรีบปลดรถ สะพายคันธนูที่ใช้ล่าสัตว์ตามปกติ แล้วขี่ลาที่ใช้ลากรถวิ่งตามไป
หลี่เหลาเอ้อร์ หลี่เหลาซาน และคนอื่น ๆ ก็จะตามไปด้วย แม่เฒ่าหลี่จึงะโสั่งเสียงดัง “หยิบมีดตัดฟืนและเคียวไปด้วย! ยอมให้เืตกยางออก ดีกว่าเสียลูกหลานไป ต้องชิงเด็กกลับคืนมาให้ได้!”
หลี่เจียเหริน หลี่เจียอี้ และหลี่เจียฮวาน เด็กชายทั้งสามคนยิ่งรีบชักอาวุธออกมาจากใต้รถแล้ววิ่งตามไปสุดชีวิต
ทว่าแม่เฒ่าหลี่ไม่วางใจ จึงเรียกจ้าวอวี้หรู “สะใภ้สาม ฝากดูแลสะใภ้สี่กับฝูหนิ่วด้วย!”
จากนั้นนางก็วิ่งตามไปเช่นกัน
รถม้าของพวกพ่อค้ามนุษย์เริ่มช้าลงเมื่อผ่านทางโค้งบนูเา ในขณะที่พวกเขากำลังดีใจที่การเก็บเกี่ยวครั้งนี้ได้ผลดี หลี่เหลาซื่อก็ขี่ลาตามมาทัน
ชายผู้คุมรถอดไม่ได้ที่จะเยาะเย้ย “เ้าคนที่ขี่ลานั่น คงไม่ได้คิดจะเอาแรงขามาแข่งกับม้าดี ๆ ของพวกเราหรอกนะ”
ทว่ายังไม่ทันที่คำพูดจะสิ้นสุด ลูกศรยาวดอกหนึ่งก็พุ่งเฉียดแก้มของเขาไปปักเข้าที่คานรถม้า
“หยุดรถ! ถ้าไม่หยุด ข้าจะยิงพวกเ้าให้ตาย!”
หลี่เหลาซื่อน้าวสายธนู เล็งลูกศรยาวไปที่ชายคนขับรถขณะที่ยังวิ่งอยู่
ชายผู้นั้นรักชีวิต จึงลังเลชั่วขณะทำให้เขาเข้าใกล้ได้
เขาพลิกตัวลงจากลา ใช้สองมือยันขอบรถแล้วออกแรงดัน รถม้าส่งเสียงโครมใหญ่พลิกคว่ำลงกับพื้น!
ชายสองคนใจนสะดุ้ง รีบะโหลบไปด้านข้างอย่างลนลาน
ม้าที่ลากรถล้มตะแคง ส่งเสียงร้องฮี้ ๆ อย่างตื่นตระหนก
“เ้าเด็กบ้า รนหาที่ตายเสียจริง!” ชายฉกรรจ์สองคนโกรธจัด ชักดาบยาวข้างเอวเตรียมจะพุ่งเข้าใส่
ในจังหวะนั้น หลี่เหลาเอ้อร์และหลี่เหลาซาน พร้อมด้วยเด็กชายอีกสามคนก็มาถึงพอดี
พวกเขาแกว่งมีดตัดฟืนพุ่งเข้าไปข้างหน้า พร้ะโกนเสียงดัง
“เ้าสี่ ท่านแม่บอกว่าไม่กลัวเื ต้องชิงเด็กกลับคืนมาให้ได้!”
หลี่เหลาซื่อได้ยินดังนั้นก็ยิ่งตาแดงก่ำ ถีบประตูรถม้าจนเปิดออก
เด็ก ๆ ข้างในล้มระเนระนาดกองรวมกัน สองคนในนั้นถูกมัดมือมัดเท้าและอุดปากไว้ ซึ่งก็คือหลี่เจียสี่และหลี่เจียอัน!
เมื่อเห็นคนในครอบครัว เด็กชายทั้งสองก็ร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลพราก ส่งเสียงร้องฮือ ๆ
ชายฉกรรจ์สองคนเริ่มลนลาน พยายามดันตัวเข้าปะทะกับคนตระกูลหลี่เพื่อไม่ให้พวกเขาช่วยคน
ขณะนั้น แม่เฒ่าหลี่ตามมาถึง นางเห็นหลานชายยังมีชีวิตอยู่ก็เบาใจ
“ท่านผู้กล้าทั้งสอง เด็กบ้านข้าซนจนเผลอขึ้นรถม้าของพวกท่าน พวกท่านทำการค้านี้เพื่อแสวงหาทรัพย์สิน คงไม่อยากหาเื่เดือดร้อนใส่ตัวใช่หรือไม่? ขอเพียงพวกท่านปล่อยเด็กบ้านข้าไป พวกเราก็จะแยกย้ายกันไปคนละทาง ไม่เช่นนั้น ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะเอาชีวิตพวกท่านให้ได้สักคน!”
หลี่เหลาเอ้อร์และคนอื่น ๆ ชูมีดตัดฟืนและเคียวที่คมปลาบขึ้นมา หลี่เหลาซื่อก็เล็งธนูไปที่หนึ่งในนั้น
ความจริงแล้วพวกพ่อค้ามนุษย์จับเด็กสองคนนี้มาแบบสุ่ม ๆ เพราะเป็การค้าที่ไม่มีต้นทุน
ใครจะคิดว่าจะมาเจอของแข็ง และคนในครอบครัวเด็กคนนี้จะสามัคคีและกล้าหาญเพียงนี้
ทั้งสองสบตากัน เริ่มรู้สึกอยากถอย
“ในเมื่อเป็เื่เข้าใจผิด เช่นนั้นก็รีบหิ้วเด็กของพวกเ้าออกไปเสีย เราต้องรีบเดินทาง!”
หลี่เหลาซื่อยังไม่ลดธนูลง ในขณะที่หลี่เหลาเอ้อร์เดินเข้าไปลากหลานชายสองคนออกมา รีบแก้เชือกและดึงผ้าขี้ริ้วออกจากปาก
เด็กทั้งสองแผดเสียงร้องไห้จ้า แต่ถูกแม่เฒ่าหลี่ตบฉาดเข้าให้คนละที จึงเงียบเสียงลงทันควัน
หลี่เหลาซื่อเห็นคนในครอบครัวถอยห่างออกไปสิบกว่าก้าว จึงเก็บธนู แล้วใช้สองมือออกแรงพลิกรถม้ากลับคืนมา
ชายคนหนึ่งเห็นดังนั้นก็รู้สึกเลื่อมใส อดไม่ได้ที่จะลองหยั่งเชิง
“พี่ชาย แรงแขนของท่านน่าเสียดายนัก สู้มาทำการค้ากับพวกเราไม่ดีกว่าหรือ?”
หลี่เหลาซื่อไม่สนใจพวกเขา ได้แต่เดินดุ่ม ๆ กลับไป ชายผู้นั้นสีหน้าไม่ดี แต่สุดท้ายก็ขึ้นรถม้าและออกเดินทางต่อ
จนกระทั่งรถม้าลับสายตาไป คนตระกูลหลี่จึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“รีบกลับกันเถอะ เหลือเพียงหงอิงและคนอื่น ๆ ที่เฝ้าสัมภาระอยู่”
แม่เฒ่าหลี่เร่งเร้า ทุกคนจึงเพิ่งสังเกตว่าผู้ชายในบ้านมากันครบหมดแล้ว
การทิ้งให้ผู้หญิงอยู่ลำพังนั้นอันตรายเกินไป หลี่เหลาซื่อจึงขี่ลาวิ่งกลับไปอีกครั้ง
เื่ดี ๆ มักไม่เกิด เื่ร้าย ๆ มักมาเยือน!
ขณะนี้ ข้างรถสัมภาระของตระกูลหลี่ รถเข็นล้อเดียวที่บรรจุถุงธัญพืชว่างเปล่าและพลิกคว่ำอยู่บนพื้น
เถาหงอิงอุ้มลูกและยืนเฝ้าข้างรถลาอย่างแ่าร่วมกับจ้าวอวี้หรู
จ้าวอวี้หรูกำไม้พลองไว้ในมือ ส่วนอู๋ชุ่ยฮวาหลบอยู่ใต้รถลา
“พ่อของอันจื่อ... อันจื่อล่ะ หาเจอหรือยัง?”
เถาหงอิงที่ปกติเป็คนปากกล้าและเด็ดขาด ในยามนี้ถึงกับหลั่งน้ำตา
แม้แต่หลี่เจียอินในห่อผ้าก็พยายามชะเง้อคอมองออกไปข้างนอก ด้วยเกรงว่าพี่ชายที่น่ารักและซุกซนจะถูกชิงตัวไป
หลี่เหลาซื่อรีบตอบว่า “เจอแล้ว เจอเจียอันกับเจียสี่แล้ว อยู่ข้างหลังนี่เอง กำลังจะกลับมาแล้ว”
จ้าวอวี้หรูได้ยินดังนั้นก็ร้องไห้ออกมาเช่นกัน
“เจอตัวก็ดีแล้ว ฮือ ๆ แต่ว่าธัญพืชบ้านเราถูกชิงไปหมดแล้ว! พอพวกท่านเพิ่งไป คนพวกนั้นก็มาแย่งถุงธัญพืช หงอิงถูกผลักจนล้ม ข้าขวางไว้ไม่ทัน...”