ตอนที่ 50 เข้าถึงบทบาทการแสดง
ตอนที่ 50 เข้าถึงบทบาทการแสดงเมื่อหาจุดบกพร่องทั้งหมดที่มีอยู่ตอนที่แสดงของตัวเองเจอแล้ว ตอนที่แสดงละครก็ประสบความสำเร็จที่จะใส่อารมณ์ความรู้สึกของตัวเองลงไปได้ ซึ่งสำหรับหวังซินแล้ว นี่ก็เป็นความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่การรับรู้ในปัญหาของตัวเอง แล้วได้เพิ่มการแก้ไขปรับปรุง ที่จะยกระดับทักษะการแสดงของตัวเอง จึงเป็นสิ่งที่ตัวเองควรทำในยุคนี้ยังไม่มีหนังสือ《An Actor Prepares》ที่เกี่ยวกับการแสดงพวกนี้ การที่อยากจะหาเคล็ดลับในการถ่ายละครก็มีแค่วิธีเดียวเท่านั้น ก็คือไหว้ครูถ้าไม่อย่างงั้นก็จะต้องทำความเข้าใจด้วยตัวเองแต่ว่าการทำความเข้าใจด้วยตัวเองนี้ ก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น โชคดีที่หวังซินมีห้วงแห่งความฝันอยู่ในมือ โดยที่ในห้วงแห่งความฝันสามารถขอคำแนะนำเกี่ยวกับปัญหาในด้านการแสดงกับหลินชงได้ ซึ่งการฝึกถ่ายละครในห้วงแห่งความฝัน ก็ถือว่ามีการพัฒนาเมื่อกลับถึงบ้าน หวังซินก็ไม่ต้องเข้าไปฝึกในห้วงแห่งความฝันอีกต่อไป ความก้าวหน้าของการถ่ายละครในช่วงหลายวันมานี้ ทำให้เขาเอาชนะความประหม่าในตอนเริ่มต้นได้แล้ว และทำให้เขากลายเป็นนักแสดงที่ผ่านคุณสมบัติคนหนึ่ง แต่การเป็นแค่นักแสดงคนหนึ่ง ก็ยังไม่ใช่เป้าหมายของหวังซินในเมื่อเลือกเส้นทางนี้แล้ว แน่นอนว่าจะต้องเดินไปให้ถึงจุดสูงสุด อย่างน้อยก็อาศัยห้วงแห่งความฝันของตัวเอง ที่ทำให้ตัวเองเป็นซุปเปอร์สตาร์ระดับโลกที่เป็นเป้าหมายสุดท้ายดังนั้น หลังจากที่พบข้อบกพร่องของตัวเอง หวังซินก็ได้พยายามมากยิ่งขึ้นวันต่อมา การถ่ายทำก็ดำเนินต่อไป หวังซินที่เพิ่งมาถึงสถานที่ถ่ายทำ ซึ่งหลินชงก็เดินมาทางหวังซิน“จากในวิดีโอเมื่อวาน นายหาจุดบกพร่องของตัวเองเจอรึยัง?” หลินชงถามไปที่หวังซิน ซึ่งถ้าเขายังหาไม่เจอ ก็มีแค่ตัวเองเท่านั้นที่จะต้องบอกเขาแล้ว“หาเจอแล้วครับ” “บกพร่องตรงไหนล่ะ?” หลินชงไม่ตายใจ จึงได้ถามหวังซินไป“ตอนที่ถ่ายทำไม่ได้ใส่อารมณ์ความรู้สึกลงไปครับ ก็ทำให้การแสดงดูแข็งทื่อ ไม่มีชีวิตชีวาครับ” เมื่อหวังซินพูดจุดบกพร่องของตัวเองออกมา หลินชงจึงพยักหน้า แล้วพูดว่า: “ไม่เลวเลย ต่อไปตัวเองก็จะต้องระวังหน่อยนะ” “ผมจะพยายามครับ” หวังซินยิ้มอย่างมั่นใจ ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงความมั่นอกมั่นใจ ที่เหมือนกับการทดสอบครั้งที่สองของเขา“ฉันจะรอดูการแสดงออกของนาย” หลินชงได้ให้กำลังใจหวังซิน ซึ่งเธอก็อยากเห็นว่าลูกศิษย์คนนี้ของตัวเองที่จริงแล้วจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหนกันอีกไม่นานการถ่ายทำก็จะเริ่มแล้ว หวังซินที่เพิ่งจะเข้าฉากไป ตัวเขาเองก็ได้ให้ความรู้สึกกับคนไม่เหมือนกันเลยในสายตาของหลินชง หวังซินราวกับว่าเปลี่ยนไปเป็นอีกคนหนึ่ง ซึ่งระหว่างคิ้วก็ไม่มีความเคร่งขรึมเหมือนอย่างปกติทั่วไป โดยในนั้นก็มีความฉลาดหลักแหลมมากขึ้นด้วยตอนที่ถ่ายทำ ทุกการเคลื่อนไหวของหวังซินก็ล้วนใส่อารมณ์ความรู้สึกเข้าไป ไม่ได้มีการเสแสร้งแกล้งทำ เมื่อมองภาพรวมแล้วก็เป็นธรรมชาติจริง ๆ นี่จึงทำให้หลินชงและซ่งเหมียวเหมียวรู้สึกเหลือเชื่อไม่กี่วันหลังจากนั้น หวังซินก็ไปโรงเรียนตามปกติ เขียนบทละคร ถ่ายละคร และจากการถ่ายละครไม่กี่วันมานี้ ไม่ว่าจะเป็นหลินชงเอย ซ่งเหมียวเหมียวเอย ก็รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวของหวังซินการถ่ายละครไม่ได้แข็งทื่อเหมือนเมื่อก่อนแล้ว มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้นเมื่อเทียบตอนก่อนหน้านี้ เทคเดียวผ่าน ซึ่งยังจัดอยู่ในประเภทที่มีคุณภาพสูงด้วย นี่จึงทำให้หวังซินรู้สึกปลื้มใจ โดยดูเหมือนว่าหวังซินเองก็พบข้อบกพร่องจากในวิดีโอ และได้เพิ่มการปรับปรุงแก้ไขแล้ว“เด็กคนนี้ก้าวหน้าได้รวดเร็วมาก!” ในตอนถ่ายละคร ที่ซ่งเหมียวเหมียวแสดงกับหวังซิน ก็มองหวังซินด้วยความประหลาดใจทักษะการแสดงก่อนหน้านี้ของหวังซินแย่มาก ซึ่งเธอยังต้องร่วมมือกับหวังซินอย่างสุดกำลัง จึงจะแสดงบทบาทของตัวเองออกมาได้แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน เธอหยิบการแสดงในระดับปกติของตัวเองออกมาใช้ได้ ซึ่งนึกไม่ถึงเลยว่าหวังซินเด็กหนุ่มคนนี้จะสามารถแสดงร่วมได้ อีกทั้งก็มีบุคลิกที่สุขุม โดยดูเหมือนว่าจะก้าวหน้าไปเยอะมากนักแสดงตัวน้อยคนอื่น ๆ เดิมทีนั้นก็ไม่พอใจที่หวังซินได้แย่งตำแหน่งนักแสดงนำไป เมื่อตอนที่หวังซินได้แสดงในก่อนหน้านี้ พวกเขาก็ได้มองเห็นจุดบกพร่องของหวังซิน ที่รู้ว่าทักษะการแสดงของหวังซินนั้นแย่มาก อย่างไรก็ตามตอนนี้ก็กลับมาดูทักษะการแสดงของหวังซินต่อ ซึ่งทุกคนต่างก็ตกตะลึงกันหมด โดยเหมือนกับความประหลาดใจที่หวังซินมอบให้พวกเขาในการทดสอบครั้งที่สอง ที่ไม่ได้เจอในไม่กี่วัน ความก้าวหน้าในการแสดงของหวังซินก็ได้ทำให้พวกเขารู้สึกหวาดกลัว“เด็กหนุ่มคนนี้ทำให้คนเหลือเชื่อได้จริง ๆ!” ก่อนหน้านี้หลินชงก็มองจุดบกพร่องตอนที่ถ่ายทำของหวังซินออก แต่ตอนนี้เขาที่แสดงบทบาท ‘หลิวซิง’ ทุกอย่างก็ล้วนแสดงออกมาได้สมบทบาทมาก ซึ่งตามความจริงแล้วก็เปลี่ยนไปเยอะมากเมื่อถ่ายทำเสร็จหนึ่งฉาก หลินชงก็มาที่ข้าง ๆ หวังซิน แล้วมองหวังซินอย่างละเอียด ด้วยสีหน้าท่าทางระหว่างคิ้วที่เปลี่ยนไปแล้ว โดยก่อนหน้านี้แม้ว่าจะร่าเริงมาก แต่ก็กลับมีความสุขุมที่ไม่สอดคล้องกับอายุของเขาอยู่ในนั้น และตอนนี้ความสุขุมระหว่างคิ้วของเด็กหนุ่มคนนี้ก็ได้หายไปแล้ว ซึ่งทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยความฉลาดหลักแหลม“เสี่ยวซิน ไม่เลวเลยนะ ระยะเวลาสั้น ๆ สามวัน ก็คิดไม่ถึงว่าจะก้าวหน้าได้เร็วขนาดนี้ ตอนนี้ก็อาศัยท่าทางการถ่ายละครของนาย ที่สามารถไปถึงระดับของนักแสดงระดับรองได้แล้ว” หลินชงมาอยู่ด้านข้างของหวังซิน ที่ไม่รู้ว่าจะให้กำลังใจหรือว่าจะโจมตีหวังซินเมื่อหวังซินฟังแล้วก็พูดไม่ออกไปชั่วขณะ นักแสดงระดับรองงั้นเหรอ?ผมมีความสามารถพอที่จะเป็นซุปตาร์ได้เลยนะ ตอนนี้ทำไมถึงเป็นได้แค่นักแสดงระดับรองล่ะ!“อาจารย์ครับ นี่ไม่ใช่เพราะว่าคุณชี้แนะจนได้ดีเหรอ ไม่มีการชี้แนะของคุณ ผมก็อาจจะแสดงได้ไม่ดีเหมือนในตอนนี้นะครับ” หวังซินรีบตอบกลับหลินชงอย่างรวดเร็ว ท่าทางที่ยิ้มแป้นดูแล้วน่ารักมาก ในทุกการเคลื่อนไหวทั้งหมดก็เหมือนกับบทบาท ‘หลิวซิง’ ที่เขาได้แสดงเลย“ไร้สาระจริงเลย แค่ชมนายไม่กี่ประโยคยังจะมาอวดดีอีก การแสดงของนายนี้อยู่ในระดับเทคนิคขั้นสูงสุดของนักแสดงระดับรองจริง ๆ เมื่อเทียบกับพวกโค้ชซ่งแล้ว ก็ยังห่างกันเยอะมาก จุดที่นายจำเป็นต้องเรียนรู้นั้นมีเยอะเหลือเกิน อย่าได้ทะนงตัวเป็นอันขาดล่ะ” หลินชงเตือนหวังซินด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจหวังซินพยักหน้า ซึ่งในใจก็ได้เข้าใจแล้วตัวเองในตอนนี้แน่นอนว่าไม่สามารถเทียบกับนักแสดงชั้นนำในประเทศได้ แต่พื้นที่ในการเติบโตของตัวเองยังมีอีกมาก หลังจากนี้ก็จะต้องมีโอกาสอีก“ยังมีอีกเรื่อง ในช่วงเวลาที่นายถ่ายละครด้วยกันกับโค้ชซ่ง ก็เรียนรู้จากตัวของโค้ชซ่งให้เยอะหน่อย นายต้องการเรียนอะไร ตัวนายก็ไปทำความเข้าใจเอา ทักษะการแสดงของโค้ชซ่งนั้นสูงมาก นับว่าเป็นปรมาจารย์ที่หาได้ยากคนหนึ่งเลย” หวังซินจำคำพูดพวกนี้ไว้ในใจ ตอนนี้ถึงแม้ว่าตัวเองจะแสดงบทบาท ‘หลิวซิง’ ได้ไม่มีปัญหาแล้ว แต่ว่าในด้านอื่นก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่เยอะมาก ซึ่งในยุคนี้การเรียนรู้เยอะ ๆ ก็ไม่ได้มีผลเสียอะไรต่อตัวเองในวันเสาร์อาทิตย์ ก็เป็นเวลาที่หยางเจียอิ่งจะถ่ายละคร ทีมละครก็ค่อนข้างที่จะดูแลใส่ใจหยางเจียอิ่ง ซึ่งแน่นอนว่านี่ก็ล้วนเป็นหน้าเป็นตาของหลินชง เมื่อมาถึงสถานที่ถ่ายทำ การแสดงของหยางเจียอิ่งก็ถ่ายเสร็จแล้ว จึงมาดูหวังซินถ่ายละครต่อ ในเวลานี้เธอพบว่าตอนที่หวังซินแสดงสีหน้าท่าทางการกระทำทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง ซึ่งทุกการเคลื่อนไหวก็เป็นธรรมชาติมาก ดูแล้วแทบไม่มีที่ติเลย ทั้งยังแสดงบทบาทของ ‘หลิวซิง’ ออกมาได้อย่างสมจริงอีกด้วยเมื่อก่อนที่มองดูหวังซินแสดงบทบาท ‘หลิวซิง’ นี้ เธอก็สามารถเห็นถึงปัญหาในนั้นออกได้ แล้วมักจะรู้สึกว่ามีบางจุดที่ยังดูไม่เป็นธรรมชาติ และตอนนี้เมื่อดูหวังซินทำการแสดงอีกครั้ง ก็กลับไม่มีความรู้สึกที่ไม่ลงตัวนั้นแล้ว ทั่วทั้งตัวเขาแสดงให้เห็นว่ามีความลื่นไหลไปตามธรรมชาติมาก ราวกับว่าเป็นตัวละครนั้นจริง ๆ “หวังซิน การแสดงเปลี่ยนไปเยอะมากเลยนะ ดูแล้วหลายวันมานี้นายคงลำบากน่าดูสินะ” ครั้งนี้หยางเจียอิ่งเป็นฝ่ายเข้ามาคุยกับหวังซินก่อน ซึ่งความเขินอายในครั้งก่อนก็หายไปตามกาลเวลาอย่างรวดเร็ว“แหะแหะ นี่ก็คือความฉลาดที่ติดตัวผมมา การเข้าใจถึงเหตุผลจากในนั้นถึงได้ง่ายขนาดนี้” เด็กหนุ่มหวังซินคนนี้ตอบกลับไปด้วยความอวดดี“โอ๊ะ ดูท่าทางที่ได้ใจของนายสิ หลังจากนี้จะต้องพยายามฝึกซ้อมให้เยอะ ๆ อย่าทำตัวอวดดีเป็นอันขาดล่ะ” เมื่อหลินชงพูดจบ ก็พูดอีกว่า: “ยังมี ความคืบหน้าของบทละครที่สามารถเพิ่มความเร็วให้เหมาะสมอีกหน่อย ทางด้านนายก็เข้าถึงการแสดงแล้ว ความคืบหน้าในการถ่ายทำพวกเราก็สามารถเพิ่มความเร็วได้แล้ว” “อะไรนะ?” เมื่อหวังซินได้ยินคำพูดของหลินชงก็พูดไม่ออกแล้วระยะเวลายี่สิบกว่าวันที่ถ่ายทำได้ห้าสิบตอน ความเร็วระดับนี้ยังช้าอยู่อีกเหรอ อีกทั้ง เมื่อฟังความหมายของหลินชงแล้ว ก็ยังเป็นเพราะว่าตัวเองเพิ่งจะผ่านเกณฑ์การแสดงมาก่อนหน้านี้ไม่นานที่ทำให้ฉุดความคืบหน้าในการถ่ายละครโทรทัศน์อย่างงั้นเหรอ? คำพูดนี้ช่างโหดร้ายกับหวังซินเกินไปแล้ว แต่ก็มีความเป็นไปได้เยอะมากที่เป็นเรื่องจริงหลังจากนั้นไม่กี่วัน หวังซินก็ยุ่งมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อเขียนบทละครเสร็จก็ยังต้องไปถ่ายละครโทรทัศน์ต่ออีก โดยพื้นฐานแม้แต่การเรียนก็ยุ่งมากพออยู่แล้วนักแสดงตัวน้อยและทีมงานที่แสดงละครด้วยกันกับหวังซิน ก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของหวังซินในแต่ละวัน ที่ทักษะการแสดงในแต่ละวันได้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แล้วในใจก็มีความไม่พอใจหลินชงเป็นคนที่เห็นพัฒนาการของหวังซินตั้งแต่เริ่มต้น จากผู้ชายขี้อายที่ล้มเหลวในการทดสอบครั้งแรกคนนั้น จนมาถึงตอนนี้ที่ถ่ายละครก็เต็มไปด้วยความร่าเริงและความมีชีวิตชีวา ทั้งหมดนี้ราวกับเป็นคนละคนกันเลยตอนเมื่อก่อน ขอแค่หวังซินมาถึงสถานที่ถ่ายทำก็จะตื่นเต้นทันที แต่ตอนนี้เมื่อหลังจากที่หวังซินมาถึงสถานที่ถ่ายทำแล้ว ในส่วนที่ตื่นเต้นก็กลับดูไม่ออกแล้ว อีกทั้งในตอนที่ถ่ายละครลูกตาคู่นั้นก็เริ่มล่อกแล่กไปทั่ว บวกกับภาษากาย ที่เอาบทบาท ‘หลิวชิง’ แสดงออกมาได้อย่างไร้ที่ติ“เด็กหนุ่มคนนี้ในช่วงเวลานี้เปลี่ยนไปเยอะมากจริง ๆ เมื่อก่อนดูเหมือนเป็นเด็กที่จริงใจมากคนหนึ่ง ตอนนี้พอถึงตอนที่แสดงสายตาก็ล่อกแล่ก นิ่งอยู่สักพักก็ลุกลี้ลุกลนไปทั่ว ที่ตัวเขาเต็มไปด้วยข่าวว่า เป็นเด็กที่เฉื่อยมากเป็นพิเศษ ในตัวของเด็กหนุ่มคนนี้เต็มไปด้วยความน่าสนใจ!” หลังจากที่หลินชงเห็นหวังซินเดินจากไปแล้ว จึงบ่นพึมพำกับตัวเอง แล้วจึงค่อยออกความเห็นต่อการแสดงของหวังซินก็เหมือนกับที่หลินชงพูดอย่างนั้น ตอนที่หวังซินถ่ายละครก็ราวกับว่าเปลี่ยนไปเป็นอีกคนโดยสิ้นเชิง และนี่ก็เป็นผลลัพธ์ที่เขาต้องการจะเห็นวันเวลาผ่านไปเป็นวัน ๆ ความคืบหน้าในการถ่ายละครนับวันก็ยิ่งเร็วขึ้น ในทุก ๆ วันหวังซินได้แบกรับความกดดันในการทำงานที่หนักมากแม้ว่าความกดดันในการทำงานจะหนักมาก แต่ว่าหวังซินก็กลับพอใจมากเช่นกันสองสามวันมานี้แม้ว่าจะไม่ค่อยได้ไปเรียนสักเท่าไหร่ แต่ในหลักสูตรกลับไม่มีอะไรตกหล่นเลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หัวหน้าห้องหยางเจียอิ่งก็จะทบทวนบทเรียนให้ในช่วงที่ว่างจากการถ่ายละคร แล้วยังเอาบันทึกของคุณครูให้หวังซินกลับไปเรียนเองด้วยนอกจากการเรียนแล้ว ก็คือการเขียนบทละคร ซึ่งการเขียนบทละครก็เป็นสิ่งที่ผลาญเวลาในการทำงานมาก แต่ว่าการมีคอมพิวเตอร์ที่หลินชงซื้อให้เขาแล้ว การเขียนบทละครในคอมพิวเตอร์ ก็กลับเพิ่มความคืบหน้าในการเขียนบทให้เร็วขึ้นได้อีกด้วยปลายเดือนเมษายน ความเย็นในอากาศค่อย ๆ ลดลง โครงการห้องพักสวัสดิการที่หวังเป่าหลงรับผิดชอบทั้งหมดก็ได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการหลายวันมานี้ หวังเป่าหลงก็กำลังจัดเตรียมเรื่องห้องพักสวัสดิการ ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องเล็กที่จะใช้เวลาสั้น ๆ โดยห้องพักสวัสดิการ ก็ได้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของสถานีโทรทัศน์ทั้งหมด ตอนนี้หวังเป่าหลงมักจะได้รับจดหมายเสนอะแนะหลากหลายรูปแบบในทุก ๆ วัน จึงทำให้หวังเป่าหลงเริ่มยุ่งขึ้นสำหรับปัจจุบันนี้ เรื่องห้องพักสวัสดิการของสถานีโทรทัศน์ก็ใช่ว่าจะไม่กระจายออกไป เดิมทีคนที่ทำงานในสถานีโทรทัศน์ที่ได้รับการจัดสรรให้ก็ดีไป ส่วนคนที่ไม่ได้รับการจัดสรรห้องก็เริ่มอิจฉาแล้ว เดิมทีสถานีโทรทัศน์ก็จะประกาศรูปแบบการจัดการในการแบกรับภาระของแผนกออกมาในตอนต้นปี เมื่อพูดโดยหลักการแล้วห้องพักสวัสดิการโครงการนี้ของหวังเป่าหลง ก็เป็นเรื่องของพนักงานฝ่ายเบื้องหลังของพวกเขา แต่ว่าคนอื่น ๆ ในสถานีโทรทัศน์กลับไม่ได้คิดแบบนี้ห้องพักสวัสดิการ ตัวเองที่ไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่ส่วนเดียวก็สามารถได้ห้องมาอยู่หนึ่งห้อง ของที่ได้มาฟรี ๆ ใครจะไม่อยากได้บ้างงั้นเหรอ? มีสิทธิ์อะไรจะให้คนในฝ่ายเบื้องหลังได้รับผลประโยชน์นี้กัน? ซึ่งหลายวันมานี้จดหมายที่กองอยู่บนโต๊ะทำงานของหวังเป่าหลงก็ยังถือว่าดี คาดว่าต้องรอถึงตอนที่เริ่มงานขึ้นมาจริง ๆ และก็ยังไม่แน่ใจจำนวนรายชื่อของคนอื่น ซึ่งนี่เกรงว่าจะต้องเกิดปัญหาขึ้นแล้วเมื่อหวังซินกลับถึงบ้าน ก็เห็นหวังเป่าหลงหน้านิ่วคิ้วขมวดแล้วพอเห็นท่าทางของหวังเป่าหลง หวังซินก็หมดคำพูด...