เมื่อได้ยินเสียงที่ดังกึกก้องอยู่ในหู ข้อมูลมากมายก็ได้หลั่งไหลเข้าสู่ทะเลแห่งจิตวิญญาณ!
เมื่อเสียงลึกลับนั้นหายไป จางหลินก็กลับคืนสู่สภาวะปกติอีกครั้ง เขาจ้องมองแขนของตนและพบว่าอักขระสีทองได้หายไปแล้ว “มะ-เมื่อครู่นี้...มันคืออะไรกันแน่?”
แต่จู่ๆ ก็มีม่านคัมภีร์สีทองปรากฏขึ้นในทะเลแห่งจิตวิญญาณคลี่ออกเป็นแนวดิ่ง เผยคำที่ถูกสลักด้วยอักขระสีทองปรากฏขึ้น
【การเปลี่ยนแปลงเจ็ดสิบสองประการ】
จางหลินจ้องไปที่คำๆนั้น ก่อนที่ร่างของเขาจะถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ
ครู่ต่อมาหมอกรอบๆตัวเริ่มมลาย ร่างที่ผอมบางของจางหลินก็กลายเป็นเป็นชายร่างกำยำที่มีใบหน้าดุร้ายอย่างกะทันหัน!
รูปลักษณ์ของจางหลินได้เปลี่ยนเป็นร่างที่กำยำของหัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างที่เขาได้เจอเมื่อครู่นี้!
จางหลินยืนขึ้นด้วยความตกใจ เขารีบวิ่งไปที่ต้นน้ำด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อลองชะโงกหน้าลงไปที่สายธารไหลผ่าน เขาก็พบว่าใบหน้าที่อ่อนเยาว์ของเขาได้หายไป แต่ถูกแทนที่ด้วยใบหน้าที่ดุร้ายของหัวหน้าทหารรับจ้างอย่างสมบูรณ์แบบ
มือทั้งสองจับที่ใบหน้าและสัมผัสถึงความรู้สึกที่หยาบกร้านชอบกล จากนั้นเขาก็พึมพำเบาๆด้วยสีหน้าที่มึนงง “นี่คือความสามารถของการเปลี่ยนแปลงเจ็ดสิบสองประการหรือไม่?”
ปรากฏว่า【การเปลี่ยนแปลงเจ็ดสิบสองประการ】คือทักษะยุทธ์จำแลงกาย!
เมื่อสงบสติอารมณ์ได้เขาก็หลับตา และมองไปยังอักขระสีทองนั่นอีกครั้ง ก่อนที่จู่ๆใบหน้าและร่างกายจะกลับคืนสู่รูปลักษณ์ของจางหลินเฉกเช่นเดิม
แต่สิ่งที่จางหลินแปลกใจก็คือ เมื่อครู่นี้เขาเพิ่งจะอ่านเนื้อหาบนแผ่นศิลาได้แค่ไม่กี่อักขระ แต่ดูเหมือนว่าอักขระเหล่านั้นจะมีแรงดึงดูดบางอย่างกับพลังสายเลือดในร่างของเขา ทำให้เขาสามารถบรรลุทักษะยุทธ์การเปลี่ยนแปลงเจ็ดสิบสองประการได้ในทันที โดยไม่จำเป็นต้องฝึกฝนและใช้เวลาในการศึกษาเหมือนอย่างผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ
จางหลินยังคงอ้าปากค้าง เขาไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าเหตุใดการฝึกฝนทักษะยุทธ์ถึงได้กลายเป็นเรื่องง่ายนักสำหรับเขา
หลังจากสงบสติอารมณ์และระงับความตื่นเต้นได้ รูม่านตาของจางหลินกลับส่องประกายด้วยแสงเย็นแห่งความเกลียดชัง “ด้วยทักษะนี้ การหลบซ่อนตัวในแคว้นฉู่แผ่นดินใหญ่ก็คงจะไม่มีปัญหา บางทีข้าอาจจะพยายามเข้าใกล้เจ้าหมาเฒ่าซูหยานได้ด้วยการพึ่งพาความสามารถนี้”
จางหลินเริ่มคิดหาวิธีใช้ประโยชน์จากทักษะการเปลี่ยนแปลงเจ็ดสิบสองประการให้ได้มากที่สุด
หลังจากนั้นเขาก็เดินไปรอบๆผืนป่า แต่ก็ไม่พบสิ่งใดที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง นั่นทำให้เขาถอนหายใจและมองไปที่ต้นไม้ใหญ่ตรงหน้าพลางโค้งคำนับ “ผู้เฒ่าซุน ขอบคุณสำหรับของขวัญของท่าน หากข้ามีโอกาส ข้าจะตามหาท่านและตอบแทนท่านอย่างแน่นอน”
เขาไม่มีอะไรที่ต้องการจากป่าอสูรร่ำไห้อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้เขาจึงตัดสินใจออกจากผืนป่า และเริ่มออกเดินทางเพื่อเข้าสู่เขตของแคว้นฉู่แผ่นดินใหญ่เพื่อทำตามวัตถุประสงค์ของตนให้ลุล่วง
.
.
.
~ เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงบ่าย ~
ความโกลาหลในคฤหาสน์เจ้าเมืองที่วุ่นวายเมื่อเช้านี้ก็ค่อยๆเลือนหายไปในความว่างเปล่า นั่นเป็นเพราะเจ้าเมืองมู่ได้ออกคำสั่งให้ดึงกำลังพลทั้งหมดกลับคืน และไม่จำเป็นต้องตามหาจางหลินอีกต่อไป
เหตุการณ์นี้ทำให้ใครหลายๆคนอดไม่ได้ที่จะสงสัย ว่าเหตุใดเจ้าเมืองมู่ถึงได้ตัดใจเลิกตามหาจางหลินไปเสียดื้อๆ
ทว่าหลังจากนั้นกลับมีข่าวหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นข่าวลือหลุดออกมาจากคฤหาสน์เจ้าเมือง ว่าจางหลินผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายของตระกูลจาง ได้ถูกพบเป็นศพในตำหนักของเขา เนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหวหลังจากได้เผชิญหน้ากับเหล่านักฆ่าที่ไม่ทราบที่มา!
และขณะนี้ผู้คนที่อยู่ในคฤหาสน์เจ้าเมืองก็กำลังทำพิธีฝังศพให้แก่จางหลินอย่างทรงเกียรติ ในฐานะบุตรบุญธรรมของเจ้าเมือง
ข่าวการตายที่กะทันหันของจางหลินทำให้ใครหลายๆคนที่เคยสนิทสนมกับตระกูลจางก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว ในวันนั้นผู้นำตระกูลทั้งหมดที่อยู่ในเมืองหยางโจวต่างก็เข้าร่วมพิธีฝังศพของจางหลินด้วยใบหน้าที่เวทนา
ฉีเหิงเทียนยืนอยู่หน้าหลุมฝังศพของจางหลิน ก่อนที่เขาจะวางดอกไม้ลงบนป้ายหลุมศพและถอนหายใจยาว “เจ้าหนูจาง พักผ่อนให้สบายเถิด นับจากนี้เจ้าจะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกต่อไป”
หลินเมิ่ง เสิ่นเป่ยลี่และหยูฉางเทียนเองก็ค่อยๆเดินมาที่เบื้องหน้าหลุมศพของจางหลินและวางดอกไม้พลางอธิษฐานตามลำดับ
โดยที่ด้านหลังของพวกเขาคือร่างของเจ้าเมืองมู่ มู่รั่วหลานและหานชิวหงที่ดูเหมือนจะยืนไว้อาลัยให้กับการจากไปของจางหลิน
เมื่อพิธีฝังศพสิ้นสุดลง หัวหน้าตระกูลทุกคนก็เข้ามาบอกลาเจ้าเมืองมู่ “ท่านเจ้าเมือง ขอแสดงความเสียใจด้วย”
เจ้าเมืองมู่ประสานมือด้วยรอยยิ้มที่ไม่ใช่รอยยิ้ม “ขอบคุณพวกเจ้ามากที่มาที่นี่ ขอให้พวกเจ้าเดินทางกลับอย่างปลอดภัย”
หัวหน้าตระกูลทั้งหมดเพียงแค่พยักหน้าหากแต่ไม่ได้พูดอะไรต่อพวกเขาทยอยออกจากเนินเขาเบื้องหลังของคฤหาสน์เจ้าเมืองไปอย่างเงียบๆ
เมื่อทุกคนจากไป เจ้าเมืองมู่ก็หันไปมองที่หานชิวหงก่อนจะเอ่ยถาม “สิ่งที่จางหลินต้องการมีแค่นี้ใช่หรือไม่?”
หานชิวหงพยักหน้าเบาๆ “ขอรับ ขอเพียงแค่จัดงานศพให้ดูเหมือนว่านายน้อยได้ตายไปแล้ว แค่นั้นก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะหยุดยั้งการตามล่าของผู้ที่ไม่ประสงค์ดีได้”
จากนั้นหานชิวหงมองไปยังทิศทางของประตูเมืองหยางโจวพลางกล่าวพึมพำ “ตอนนี้นายน้อยที่ใช้ตัวตนอื่นคงจะกำลังแสวงหาชีวิตใหม่ที่สงบสุขอยู่ที่ไหนสักแห่ง”
เห็นได้ชัดว่าการจัดงานศพให้แก่จางหลินเปรียบเสมือนยันต์กันหมา ที่จะทำให้เหล่านักฆ่าจะได้ไม่ต้องกำหนดเป้าหมายมาที่คฤหาสน์เจ้าเมืองอีกต่อไป
และความต้องการนี้ก็เป็นความต้องการของจางหลินเอง ว่าเขาต้องการจะออกไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขที่เมืองอื่น และไม่ต้องการที่จะยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งอีกต่อไป
อีกนัยหนึ่งก็เป็นการปกป้องคฤหาสน์เจ้าเมืองไปด้วยในตัว เพื่อที่พวกเขาจะได้อยู่กันอย่างสงบสุขโดยที่ไม่มีผู้ใดรบกวน
เจ้าเมืองมู่ถอนหายใจ เขารู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก “เอาเถอะ ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่และสบายดี ข้าก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกต่อไป”
มู่รั่วหลานที่ยืนน้ำตาริ้นอยู่ข้างๆก็ปาดน้ำตาออกจากใบหน้าที่งดงาม
‘น้องจาง ข้าจะยังมีโอกาสได้เจอเจ้าอีกครั้งหรือไม่?’
เจ้าเมืองมู่หันไปมองบุตรสาวของตนก่อนจะเอ่ยถาม “รั่วหลาน เจ้าเองก็กลับไปที่สำนักได้แล้ว ข้าได้ยินมาว่าการประลองจัดอันดับใกล้จะมาถึงแล้วมิใช่หรือ?”
มู่รั่วหลานปาดน้ำตาและพยักหน้าเบาๆ “ยังพอมีเวลา ข้าจะออกเดินทางในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น และข้าจะนำข่าวนี้ไปบอกกับผู้เฒ่าหยุนด้วยเช่นกัน”