หลังจากกองคาราวานเคลื่อนออกไปจนสุดสายตาฟางจื้อซ่านและซ่งอี้หยวนจึงเดินไปประกอบพิธีกรรมเช้ากำหนดพิธีเคารพศพสี่ครั้งต่อวัน ยามเฉิน (07.00 – 09.00 น.) ยามอู่ (11.00 – 13.00 น.) ยามเชิน (15.00 – 17.00 น.) และยามชวี (19.00 – 21.00 น.) เมื่อเคารพศพยามเช้าเสร็จแล้ว พวกเข้าเดินไปเยี่ยมผู้าเ็ฟางจื้อซ่านทอดสายตามองทิวเขาเบื้องหน้าก่อนเอ่ยถามซ่งอี้หยวนถึงเื่ที่เขาควรรู้
“อี้หยวน...ตอนนี้เป็ปีอะไร... สมัยใด” ฟางจื้อซ่านถามเสียงเรียบ
ซ่งอี้หยวนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งอย่างใช้ความคิดก่อนจะตอบอย่างระมัดระวัง “ปีที่สิบเก้าแห่งการครองราชย์ของต้าหวางองค์ปัจจุบันขอรับ...แต่คุณชาย ‘สมัย’ ที่ท่านว่า หมายถึงสิ่งใดหรือขอรับ”
จื้อซ่านขบเม้มริมฝีปากพยายามเลือกใช้คำพูดให้เหมาะสม “แล้ว…แล้วต้าหวางพระองค์นี้...พระนามว่าอะไร”
“ต้าหวางจีผิง ขอรับ”
ฟางจื้อซ่านเบิกตาเล็กน้อยในใจนึกถึงคนแซ่จีที่มีน้อยมากในหน้าประวัติศาสตร์ พลางทวนคำ “จีผิง...”
เขานิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่‘แซ่จี... แซ่จีมิใช่ จีฟา พระเอกในภาพยนตร์ฟอร์มั์เื่Creation of the Gods หรอกหรือ นั่นมันปฐมกษัตริย์ราชวงศ์โจวผู้โค่นล้มทรราชโจ้วหวังนี่นา!แล้วนี่ข้าหลุดมาไกลขนาดไหนกันแน่!’
เขาเบิกตาโตยิ่งกว่าเดิมถามต่ออย่างร้อนรน“แล้ว... แล้วที่เราอยู่ชื่อแคว้นอะไร”
“แคว้น...แคว้นเยี่ยนขอรับ” ซ่งอี้หยวนตอบแบบกล้าๆ กลัวๆเมื่อเห็นท่าทีที่ผิดปกติของเ้านาย
“แล้ว… แล้ว ตอนนี้มีแคว้นทั้งหมดกี่แคว้น” เขาถามต่ออย่างร้อนรน
“เจ็ดแคว้นขอรับ” อี้หยวนตอบแล้วมองหน้าเ้านายอย่างคาดเดาไม่ถูก
“เจ็ดแคว้น!”เขาทวนคำเสียงสูง “เยี่ยนเจาหวาง... เป็ผู้ครองแคว้นเยี่ยนใช่หรือไม่” จื้อซ่านโพล่งถามไปตรงๆ เพราะเขาคลับคล้ายคลับคลากับชื่อนี้ที่สุดหากเซิร์ชหาคำว่า ‘แคว้นเยี่ยน’ข้อมูลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์จะปรากฏชื่อนี้ขึ้นมาเป็ลำดับต้นๆ ทันที
อี้หยวนขมวดคิ้วด้วยความสงสัย“เยี่ยนเจาหวางหรือขอรับ แต่...แต่ราษฎรต่างเรียกขานพระองค์ว่า ต้าเยี่ยนหวาง ขอรับ”
‘ให้ตายสิ! ข้าย้อนเวลามาตั้งยี่สิบกว่าศตวรรษเชียวหรือ!’ จื้อซ่านสบถก้องในใจร่างกายแข็งทื่อราวนิ่งค้างกับที่ ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะเมื่อตั้งสติได้ เขาจึงเอ่ยย้ำขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
“ยุคจ้านกั๋ว ใช่หรือไม่ ยุคที่แคว้นทั้งเจ็ดทำากัน!”
ซ่งอี้หยวนขมวดคิ้วมุ่นยิ่งกว่าเดิมพลางส่ายหน้าอย่างงงงวย “ข้าน้อยมิเคยได้ยินผู้ใดเรียกขานเช่นนั้นเลยขอรับคุณชาย...”
ฟางจื้อซ่านขมวดคิ้วพยายามคิดถึงเื่ราวาเจ็ดแคว้นยุคจ้านกั๋วและปลอบใจตัวเองในใจ ‘คงไม่แย่ขนาดนั้นหรอกมั้ง!หลังจากเยี่ยนเจาหวางสิ้นพระชนม์ยังมีเยี่ยนหวางอย่างน้อยสองถึงสามพระองค์ขึ้นครองราชย์ ยังคงเหลือเวลาก่อนแคว้นล่มสลายอีกหลายสิบปี’
ฟางจื้อซ่านรู้จักยุคจ้านกั๋วดีไม่ใช่เพราะเขาเรียนประวัติศาสตร์เก่งแต่เพราะเขาได้แรงบันดาลใจมาจากอนิเมะญี่ปุ่นเื่ Kingdom ที่อ้างอิงวีรกรรมของ หลี่ซิ่น แม่ทัพหนุ่มผู้ถวายหัวให้แก่ ฉินหวางเจิ้ง เพื่อปราบหกแคว้นใหญ่ ทั้งจ้าว เว่ย ฉู่ ฉี หานและเยี่ยนให้รวมเป็หนึ่ง และต่อมาฉินหวางเจิ้งสถาปนาตนเองเป็ ‘ฉินสื่อหวงตี้’ จักรพรรดิองค์แรกของจีนแห่งราชวงศ์ฉิน
เขาดูอนิเมะเื่นี้ถึงสองรอบ และค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมในอินเทอร์เน็ตด้วยความหลงใหลเื่ราวในอีกแง่มุ่มหนึ่งที่ต่างไปจากหน้าประวัติศาสตร์ที่เขาเคยเรียนสมัยเด็กอีกทั้งเื่ราวของเหล่าขุนพล วีรบุรุษ กุนซือและนักปราชญ์ที่ห้ำหั่นกันระหว่างแคว้นาชิงไหวชิงพริบของเจ็ดมหาแคว้น และการรวมแคว้นทั้งเจ็ดเป็หนึ่งของ ‘จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่’ หรือ ‘จักรพรรดิผู้เหี้ยมโหด’ แล้วแต่ใครจะนิยามและมุมมองของผู้จารึกประวัติศาสตร์…
ฟางจื้อซ่านและอี้หยวนเดินไปเยี่ยมให้ขวัญกำลังแก่ผู้าเ็เขาพบเจียงหลิงเยว่และชาวบ้านกำลังช่วยกันพยาบาลทำแผลให้ผู้าเ็ผู้คนในหมู่บ้านเป็มิตรและช่วยเหลือพวกเขาในทุกๆเื่ไม่ว่าจะเป็ข้าวปลาอาหารและการรักษาพยาบาล ชาวบ้านถือว่าพวกเขามีบุญคุณที่ช่วยปราบโจรูเาที่คอยมารังควานอยู่เนืองๆ ทั้งสองเดินตรงเข้าไปทักทาย
“หลิงเยว่เ้าก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ”
“เ้าค่ะข้าอยู่ที่นี่ช่วยทำแผลมาหลายวันแล้ว เพียงแต่คุณชายไม่เห็นก็เท่านั้น”
นางทำปากยื่นแก้มป่องแล้วตั้งใจทำแผลต่อไม่สนใจเขา ฟางจื้อซ่านยกยิ้มนึกเอ็นดูความน่ารักสดใสของนางเขาเป็ลูกคนเดียวไม่มีน้องสาว พ่อจากไปด้วยอุบัติเหตุ ั้แ่เขายังจำความไม่ได้มีเพียงแม่กับยายที่เลี้ยงดูเขามาด้วยความยากลำบาก ตอนเด็กเขาเป็เด็กน่ารักน่าชังชอบทำหน้าตาหลากหลายอารมณ์ เพื่อนบ้านที่เป็นักแสดงเอ็กซ์ตร้าสงสารจึงแนะนำให้เขาไปลองแคสเป็นักแสดงเด็กตอนอายุเจ็ดขวบจากนั้นเขาก็เป็นักแสดงตัวประกอบเรื่อยมา พออายุสิบปียายป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้รักษาอยู่สองปียายก็จากไป ต่อมาดูเหมือนชีวิตจะดีขึ้น แต่แม่กลับป่วยด้วยโรคไทรอยด์เป็พิษรักษาอยู่สามปีจากไปตอนเขาอายุสิบเจ็ดปี
“นายน้อยขอรับบ่าวขอแสดงความเสียใจเื่นายท่านขอรับ นายท่านไม่น่าด่วนจากไป….แต่นายน้อยไม่ต้องกังวล พวกเราจะช่วยหนุนหลังนายน้อยอย่างเต็มกำลัง”
เสียงของผู้คุ้มภัยวัยฉกรรจ์ดังขึ้นดึงเขากลับมายังโลกโบราณ ยังไม่ทันที่ฟางจื้อซ่านจะตอบ เสียงผู้าเ็คนอื่นๆในค่ายก็พูดขึ้นพร้อมกัน
“ใช่ๆพวกเราจะช่วยนายน้อย!”
ฟางจื้อซ่านยิ้มให้กับทุกคนความรู้สึกซาบซึ้งเอ่อล้นขึ้นมาถึงดวงตา
“ข้าขอขอบคุณท่านลุงท่านอา และพี่ชายทุกๆ ท่าน พวกเราเหน็ดเหนื่อยกันมามากาเ็ก็ไม่น้อยเมื่อกลับถึงจี้เฉิง ข้าจะชดเชยให้พวกท่านทุกคนอย่างแน่นอน”
เสียงปรบมือดังขึ้นทั่วค่ายหลิงเยว่หันมามองเขาด้วยสายตาชื่นชมแกมเอียงอายแก้มแดงระเรื่อก่อนจะรีบหันกลับไปทำแผลต่อ ทันใดนั้น เสียงเด็กชายคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
“หลิงเยว่!หลิงเยว่! แย่แล้ว! แย่แล้ว! ท่านย่าของเ้าล้ม เป็ลมตกบันได!”
เจียงหลิงเยว่สะดุ้งเฮือกรีบวางอุปกรณ์ทำแผลแล้วลุกขึ้นวิ่งกลับเรือนทันทีฟางจื้อซ่านและซ่งอี้หยวนก็รีบวิ่งตามไปเช่นกัน
ภายในห้องนอนท่านย่าของเจียงหลิงเยว่นอนอยู่บนเตียงถึงแม้นางจะมีอายุหกสิบสองปีแล้วแต่หน้าตายังดูอ่อนเยาว์มีรอยยิ้มประดับอยู่ตลอดเวลา บัดนี้ซีดเซียวหม่นหมองผู้ใหญ่บ้านและหมอประจำหมู่บ้านยืนอยู่ข้างเตียง สีหน้าทั้งสองเต็มไปด้วยความกังวลท่านหมอเพิ่งตรวจชีพจรให้นางเสร็จ เจียงหลิงเยว่วิ่งปราดเข้าไปประคองท่านย่า
“ท่านย่าท่านย่า ท่านเป็อันใดเ้าคะ ฮือ เมื่อเช้าท่านยังดีๆ อยู่เลย ฮือ”
หญิงชราลูบหัวหลานสาวด้วยมือที่สั่นเทา
“เด็กโง่ร้องไห้ทำไม ย่าไม่เป็อันใดสักหน่อย แค่หน้ามืดเท่านั้น”
“ฮือเยว่เป็หลานอกตัญญู ฮือ ท่านย่าป่วยไม่ดูแล กลับไปดูแลผู้อื่น ฮือ ฮือ”
“เยว่เอ๋อร์ทำไมเ้าจึงพูดเช่นนั้น เ้าไปช่วยดูแลผู้าเ็ ถือว่าทำกุศล ผลบุญของเ้าจะทำให้ย่าอายุยืน เ้ารู้หรือไม่”
เจียงหลิงเยว่หยุดร้องไห้แม้น้ำตายังอาบสองแก้มแต่แววตาเริ่มมีประกาย
“จริงหรือเ้าคะท่านย่า”
ท่านหมอสบตาฟางจื้อซ่านส่งสัญญาณว่ามีเื่สำคัญจะปรึกษาฟางจื้อซ่านจึงเชิญท่านหมอและผู้ใหญ่บ้านออกไปยังโถงหน้าห้อง
ท่านหมอสายหน้าถอนหายใจแล้วเอ่ยอย่างเคร่งเครียด“ข้าจะบอกคุณชายอย่างไม่ปิดบังเลยก็แล้วกันนางเป็ฝีในท้องขั้นวิกฤติ”
ฟางจื้อซ่านเบิกตากว้าง“อะไรนะ! ท่านหมอทำไมปุบปับก็เป็ขั้นร้ายแรงเลยขอรับ”
“อันนี้ข้าก็ไม่รู้โดยทั่วไปอาการจะเริ่มจากเบาไปหาหนัก ใช้เวลารวมปีกว่าจะถึงขั้นนี้ข้าสันนิษฐานว่า นางอาจมีอาการมานานแล้ว แต่ไม่ได้บอกใครอาการจึงลุกลามถึงเพียงนี้”
ฟางจื้อซ่านนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนถามเสียงเบา “แล้ว แล้ว ต้องทำอย่างไรขอรับ”
ท่านหมอถอนหายใจเป็ครั้งที่สอง“ก็ต้อง…ทำใจ นางคงจะอยู่ได้อีกไม่นานข้าจะเขียนเทียบยาลดอาการปวดให้นางก็แล้วกัน”
ท่านย่าเจียงแสร้งหลับตาหลังจากหลิงเยว่ป้อนยาและเช็ดตัวให้นาง หลิงเยว่ประคองนางลงนอน ห่มผ้าให้เรียบร้อยแล้วเก็บถ้วยยาและอ่างล้างหน้าออกไปอย่างเงียบๆ เมื่อเจียงหลิงเยว่ออกไปแล้วนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ในใจทุกข์ระทมยิ่งนัก นางรู้ตัวเองมานานแล้วว่าตนเป็โรคร้ายแต่ปิดบังไม่ให้หลิงเยว่รู้ นางคือที่พึ่งเพียงคนเดียวของหลานสาวร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาหลังจากพ่อแม่ของหลิงเยว่จากไป
‘เยว่เอ๋อร์ เ้าช่างอาภัพนัก หากย่าจากเ้าไปอีกคน เ้าจะอยู่อย่างไร’
เจียงหลิงเยว่เดินออกจากห้องนอนพบฟางจื้อซ่านยืนรออยู่ก่อนแล้วเขาเดินเข้าไปหานางสังเกตสีหน้าของนางที่เคยสดใสร่าเริงเบิกบานอยู่เป็นิจบัดนี้กลับซึมเศร้าหมองหม่น ฟางจื้อซ่านรู้สึกสงสารนางยิ่งนักเขาอยากพูดปลอบใจแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร เพียงแต่ยื่นมือออกไปแตะไหล่นางเบาๆ
“หลิงเยว่…ท่านย่าหลับแล้วหรือ”เสียงของฟางจื้อซ่านนุ่มนวล
“เ้าค่ะ…” เจียงหลิงเยว่ตอบเบาๆ น้ำตาเริ่มคลอเบ้านางถามเขาด้วยเสียงสั่นเครือ
“คุณชาย…ท่านย่าไม่เป็อะไรมากจริงๆใช่ไหมเ้าคะ เมื่อคืน…อึก…เมื่อคืนท่านย่านอนละเมอตลอดทั้งคืน…แล้ว…แล้ว…อึก…ท่านย่าก็อาเจียนเป็เืด้วย…ฮือฮือ…”
ภาพของเจียงหลิงเยว่สะอื้นไห้จนตัวโยนทำให้จื้อซ่านหวนนึกถึงตัวเขาเองในโลกก่อน... เขาในวัยนั้นได้แต่เพียงยืนตัวสั่นเทาอยู่ข้างเตียงของยายมองดูคนที่รักที่สุดค่อยๆ ถูกโรคร้ายกัดกินโดยที่ตนเองทำได้เพียง แค่ยืนมองอย่างไร้ความสามารถความรู้สึกไร้พลังในครั้งนั้นย้อนกลับมาทิ่มแทงใจเขาอีกครั้ง จนเขาไม่อาจปล่อยให้นางต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวนี้เพียงลำพัง
ฟางจื้อซ่านสวมกอดนางไว้แน่นโดยลืมไปว่าคนโบราณชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกันเจียงหลิงเยว่ใเล็กน้อยแต่เพราะความกลัว ความกังวล และความสับสนนางจึงปล่อยให้เขากอดไว้อย่างนั้น เสียงสะอื้นของนางดังขึ้นเรื่อยๆเขาลูบศีรษะนางเบาๆ เช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน
“หลิงเยว่เด็กดี ท่านย่าไม่เป็อะไรมากหรอก กินยาสามสี่เทียบก็หายแล้ว เ้าเหนื่อยมาทั้งคืนไปนอนพักสักหน่อยก่อน ข้าจะเฝ้าท่านย่าแทนให้”
เขาพานางไปยังห้องนอนห่มผ้าให้นางพูดปลอบโยนอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานนางก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลียฟางจื้อซ่านกลับเข้าไปยังห้องของท่านย่าเจียงเห็นนางหลับอยู่จึงไปนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงเงียบๆในใจคิดว่าหากท่านย่าเจียงเป็อะไรไปจริงๆ เขาจะรับเจียงหลิงเยว่เป็น้องสาวบุญธรรม และพาไปอยู่ที่จี้เฉิงฟังจากท่านลุงสุยโจวนายหญิงฟางเป็คนโอบอ้อมอารีคงไม่น่าจะมีปัญหา
ครู่หนึ่งเสียงไอเบาๆ ดังขึ้นเขาจึงลุกขึ้นเข้าไปนั่งข้างเตียง ท่านย่าเจียงลืมตาขึ้น นางเห็นเขาเอื้อมมืออันสั่นเทาจับมือเขาไว้ แล้วพูดด้วยเสียงอ่อนแรง