เมื่ออันซิ่วเอ๋อร์ก้าวเข้าสู่ห้องของอูซื่อก็เห็นนางนั่งรออยู่หน้าสำรับอาหารเรียบร้อยแล้ว พอเห็นอันซิ่วเอ๋อร์มาถึงอูซื่อก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า "เหตุใดเจ้าถึงชักช้านัก?"
อันซิ่วเอ๋อร์ก้มหน้าเดินเข้าไปพลางตอบ"ข้าเร่งฝีเท้าสุดกำลังแล้วเจ้าค่ะ"
นางยื่นห่อผลไม้แช่อิ่มในมือส่งให้แต่อูซื่อกลับไม่แม้แต่จะชายตามอง เพียงโบกมือไล่แล้วกล่าวว่า"พอเถอะ ผ่านไปนานแล้ว ข้าไม่อยากกินแล้วเจ้ามาช่วยข้าจัดสำรับดีกว่า"
จัดสำรับ? งานแบบนี้อันซิ่วเอ๋อร์ไม่เคยทำมาก่อน
แต่นางก็จำต้องกัดฟันหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารให้ทว่าคีบไปหลายอย่างก็ยังไม่ถูกใจอูซื่อ ในที่สุดอูซื่อก็ทิ้งตะเกียบลงพื้นเสียงดัง แล้วตวาดว่า "ไม่กินแล้ว! เจ้าคีบอาหารประสาอะไรกัน สู้บ่าวรับใช้ยังไม่ได้!"
อันซิ่วเอ๋อร์ยอมรับในใจว่านางด้อยกว่าบ่าวรับใช้จริงๆพวกนั้นช่างเอาอกเอาใจและคาดเดาความต้องการได้แม่นยำนักแต่นี่เป็นสิ่งที่นางยังไม่อาจเรียนรู้ได้ในเวลาอันสั้น
ท่าทีของอูซื่อทำให้นางรู้สึกอึดอัดอย่างยิ่งแต่เมื่อนึกถึงว่านางกำลังป่วย อันซิ่วเอ๋อร์จึงอดทนไว้พยายามปลอบโยนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า "ท่านแม่อย่าโมโหเพราะความผิดของข้าเลยเจ้าค่ะ หากท่านแม่อยากกินสิ่งใด โปรดบอกเถิดข้าจะคีบให้ท่านเอง"
เมื่อได้ยินดังนั้นอูซื่อก็ตวัดสายตามองนางอีกครั้ง อันซิ่วเอ๋อร์จึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าคนอย่างพวกนางมักไม่ชอบเอ่ยปากบอกความต้องการตรงๆแม้แต่เรื่องอาหารการกินก็ต้องอาศัยการคาดเดาใจ นางจำต้องทำตัวเหมือนบ่าวรับใช้คือคอยสังเกตว่าสายตาของอูซื่อมองไปยังอาหารจานไหนตะเกียบของนางก็ต้องรีบคีบสิ่งนั้นไปมอบให้
กว่าจะผ่านช่วงเวลาอาหารเย็นอันแสนทุลักทุเลไปได้อันซิ่วเอ๋อร์ก็เริ่มหิวตาลาย นางกำลังจะหาอะไรรองท้อง อูซื่อก็บ่นปวดหลังสั่งให้นางไปนวดให้ พอนวดหลังเสร็จก็ให้ทุบขาต่อ เล่นเอานางเมื่อยล้าไปทั้งตัวกว่าจะกล่อมให้อูซื่อยอมเข้านอนได้ นางก็หิวจนท้องกิ่ว
ถึงกระนั้นนางก็ไม่อาจใช้ครัวเล็กของอูซื่อได้ ส่วนอาหารในครัวใหญ่ป่านนี้ก็คงเย็นชืดหมดแล้วบ่าวรับใช้ส่วนตัวของนางก็ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ ส่วนบ่าวของอูซื่อ นางก็ไม่กล้าสั่งการสุดท้ายจึงทำได้เพียงกินข้าวเหลือติดก้นหม้อเล็กน้อยพอประทังความหิว
การปรนนิบัติอูซื่อเพียงวันเดียวทำให้นางรู้สึกเหนื่อยยิ่งกว่าทำงานหนักในชนบทเสียอีกเมื่อชำระร่างกายเสร็จและล้มตัวลงนอนบนเตียงในห้องด้านนอกที่บ่าวจัดเตรียมไว้ให้นางจึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเสียที
ทว่านางเป็นคนหลับยากเมื่อเปลี่ยนที่นอนกว่าจะข่มตาหลับลงได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย พอหลับไปได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงอูซื่อเรียก นางรีบลุกขึ้นทั้งที่ยังงัวเงีย เดินโซเซออกไปอูซื่อสั่งว่า "ข้าอยากดื่มน้ำ"
เมื่อรินน้ำและปรนนิบัติให้นางดื่มเสร็จอันซิ่วเอ๋อร์ก็กลับไปนอนต่อ พอเริ่มจะเคลิ้มหลับ อูซื่อก็เรียกนางอีกครั้งนางจำต้องลุกไปหา อูซื่อกลับบอกว่า "ข้าอยากเข้าห้องน้ำ"
อันซิ่วเอ๋อร์จึงช่วยพยุงนางลุกไปเข้าห้องน้ำพอนางกลับไปนอน อันซิ่วเอ๋อร์ก็กลับไปนอนเช่นกัน
รู้สึกเหมือนเพิ่งหลับตาลงไปได้ครู่เดียวก็มีคนมาเขย่าตัว นางลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลืออาศัยแสงเทียนริบหรี่จึงเห็นว่าเป็นชุนหง บ่าวรับใช้ของอูซื่อ
"มีเรื่องอันใดรึ?" อันซิ่วเอ๋อร์ถามพลางหรี่ตา นางเหนื่อยเหลือเกินแล้ว
"ฮูหยิน ท่านต้องตื่นแล้วนะเจ้าคะประเดี๋ยวต้องไปต้มยาให้ฮูหยินผู้เฒ่าอีก" ชุนหงเตือน
"อา..." อันซิ่วเอ๋อร์ถอนใจอย่างจนปัญญากว่าจะลากสังขารออกจากผ้าห่มอุ่นๆ ได้ก็ยากเย็นแสนเข็ญ เมื่อล้างหน้าล้างตาแล้วนางก็ตรงไปยังครัวเล็กเพื่อต้มยาให้อูซื่อ
เพราะพักผ่อนไม่เพียงพอร่างกายของนางจึงอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำไปอย่างเชื่องช้าแต่ชุนหงกลับคอยเดินวนเวียนอยู่ข้างๆ ไม่ห่าง พอเห็นนางทำท่าจะเผลอหลับชุนหงก็รีบปลุกทันที "ฮูหยินกำลังต้มยาอยู่นะเจ้าคะ"
กว่าจะต้มยาเสร็จและยกไปมอบให้อูซื่อได้ก็ต้องปรนนิบัติให้นางล้างหน้าล้างตาก่อน จากนั้นจึงป้อนยาแล้วยังต้องช่วยแต่งหน้าทำผมให้อีก กว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจเหล่านี้เวลาก็ล่วงเลยจากยามเช้าตรู่ไปมากแล้ว
ตามคำสั่งของหมอหลังจากนั้นนางต้องช่วยพยุงอูซื่อไปเดินเล่นในสวน พอเดินกลับมาอูซื่อก็บอกว่าเหนื่อย สั่งให้นางนวดขาให้ จากนั้นก็ถึงเวลาอาหารกลางวันนางก็ต้องคอยจัดสำรับให้อีกครั้ง
เมื่อกินอาหารกลางวันเสร็จอูซื่อก็เริ่มงีบหลับ อันซิ่วเอ๋อร์เองก็ง่วงจนตาแทบปิดแต่ก็ยังต้องคอยเฝ้าอยู่ใกล้ๆ เผื่อว่าอูซื่อจะต้องการสิ่งใดขึ้นมา
หลายวันติดต่อกันเป็นเช่นนี้ร่างกายของอันซิ่วเอ๋อร์อ่อนล้าสะสมจนแทบทนไม่ไหว ขอบตาคล้ำเป็นวงนางเริ่มสงสัยว่าเหตุใดอาการป่วยของอูซื่อจึงไม่ดีขึ้นเสียที
สองสามวันก่อนหน้านี้ จางเจิ้นอันได้มาพบนางเห็นสภาพของนางแล้วก็รู้สึกสงสารจับใจ บอกว่าจะไปขอลางานให้นางจากท่านแม่แต่ตอนนั้นนางคิดว่าการปรนนิบัติยามป่วยไข้เป็นหน้าที่ของลูกหลานอีกทั้งนางก็ดูแลมาหลายวันแล้ว จะทิ้งไปกลางคันก็กระไรอยู่ จึงตั้งใจว่าจะรอให้อาการของอูซื่อดีขึ้นกว่านี้ก่อน
แต่อาการป่วยของอูซื่อช่างประหลาดยิ่งนักพออันซิ่วเอ๋อร์คิดว่าอาการกำลังจะดีขึ้น อูซื่อกลับบ่นปวดหัวขึ้นมาอีกนางจึงต้องไปเชิญหมอประจำจวนมาตรวจหมอก็เพียงแต่บอกว่าฮูหยินผู้เฒ่าคงทำงานหนักเกินไป ควรพักผ่อนให้มากๆ
"เฮ้ออาการป่วยของข้านี่เอาแน่เอานอนไม่ได้จริงๆ ถึงเจ้าจะซุ่มซ่ามไปบ้างแต่ก็ยังนับว่าจริงใจกับข้า ดีกว่าบ่าวไพร่พวกนั้นนัก" ทุกครั้งที่อูซื่อมีอาการกำเริบนางมักจะกล่าววาจาอ่อนหวานเช่นนี้สักสองสามคำ เพื่อปลอบใจอันซิ่วเอ๋อร์
แต่พออันซิ่วเอ๋อร์อยู่ปรนนิบัติต่อไปอูซื่อก็กลับมาคอยจับผิดนางเหมือนเดิมแทบทุกคืนจะต้องปลุกนางขึ้นมากลางดึกหลายครั้ง สั่งให้ทำโน่นทำนี่จนนางแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน ไม่ต้องพูดถึงเวลาพักผ่อนเลย
บางครั้งนางก็อดสงสัยไม่ได้ว่าอูซื่อแกล้งป่วยหรือไม่แต่เมื่อเห็นนางกินยาทุกวันจริงๆ นางก็ไม่มีทางเลือกอื่น จำต้องปรนนิบัติต่อไปนางไม่อาจยอมให้อูซื่อดูแคลนได้ว่านางเป็นคนอกตัญญู ถึงนางจะเป็นเพียงหญิงชาวบ้านแต่ก็ยึดมั่นในคุณธรรม
ดังนั้นนางจึงได้แต่กัดฟันทนต่อไปวันแล้ววันเล่า
บ่ายวันนี้ขณะที่อันซิ่วเอ๋อร์กำลังนั่งต้มยาให้อูซื่อ ด้วยความเหนื่อยล้าสะสมนางจึงเผลอสัปหงกไปทั้งที่ยังพัดไฟอยู่
จางเจิ้นอันเดินผ่านมาพอดีเมื่อเห็นท่าทางอ่อนเพลียของนางก็รู้สึกสงสารจับใจ เขารีบเดินเข้าไปคว้าพัดในมือของนางมาถือไว้ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า"เจ้าไปพักผ่อนสักครู่เถิด ตรงนี้ข้าทำเอง"
"เจ้าค่ะ" กับจางเจิ้นอัน อันซิ่วเอ๋อร์ย่อมไม่เกรงใจอยู่แล้ว นางเอนกายซบลงบนอกเขาเพียงครู่เดียวก็ผล็อยหลับไป
นางตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อจางเจิ้นอันต้มยาเสร็จพอดี
จางเจิ้นอันกำลังลุกขึ้นตักยาใส่ชามวางไว้ข้างๆอันซิ่วเอ๋อร์มองดูท่าทางวุ่นวายของเขาแล้วบิดขี้เกียจ กล่าวว่า"หลับไปตั้งชั่วยาม สบายตัวยิ่งนัก"
เมื่อเห็นท่าทางสบายๆ ของนางจางเจิ้นอันยิ่งรู้สึกสงสารจับใจ เขากุมมือนางไว้แล้วกล่าวว่า"เจ้าอย่าดื้อรั้นอีกเลย ข้าจะไปขอตัวเจ้าจากท่านแม่ข้าไม่เชื่อว่านางจะไม่ยอมปล่อยเจ้ามา"
"แต่ถ้าทำเช่นนั้นความสัมพันธ์ของท่านกับท่านแม่ก็จะยิ่งแย่ลงนะเจ้าคะแล้วท่านแม่ก็จะยิ่งเกลียดข้ามากขึ้นไปอีก" อันซิ่วเอ๋อร์ดึงมือกลับ"ถึงตอนนั้นชื่อเสียงของเราทั้งคู่ก็จะเสียหายผู้คนจะกล่าวหาว่าท่านอกตัญญูต่อมารดาเพราะสตรีส่วนข้าก็จะถูกกล่าวหาว่าไร้ความกตัญญู เอาแต่ยั่วยวนบุรุษ"
"เจ้าไปได้ยินคำพูดเหล่านี้มาจากไหน?"พอได้ยินนางพูดเช่นนี้ จางเจิ้นอันก็ทั้งขำทั้งโมโหคาดว่าคงมีใครบางคนในจวนพูดจาให้ร้ายนางเป็นแน่
"ไม่มีใครพูดหรอกเจ้าค่ะ"อันซิ่วเอ๋อร์ไม่ยอมรับ
จางเจิ้นอันจึงกุมมือนางไว้อีกครั้งกล่าวอย่างจริงจังว่า "ข้ายินดีให้เจ้ายั่วยวนแล้วมันเกี่ยวอะไรกับคนอื่นด้วย? อีกอย่างช่วงนี้ข้าคิดถึงเจ้ามากจริงๆ คืนไหนไม่มีเจ้า ข้านอนไม่หลับเลย"
แววตาของเขาที่มองมามีประกายบางอย่างดูน่าสงสารยิ่งนัก อันซิ่วเอ๋อร์จึงก้มหน้าลง กล่าวเสียงอ้อมแอ้มว่า"ข้าก็คิดถึงท่านมาก แต่นอนไม่ค่อยหลับเหมือนกัน พอเพิ่งจะหลับท่านแม่ก็เรียกหา เดี๋ยวจะดื่มน้ำ เดี๋ยวจะเข้าห้องน้ำกลางวันก็มีเรื่องหยุมหยิมให้ทำตลอด จนข้าไม่มีเวลาจะคิดถึงท่านเลย"
"แล้วสรุปว่าเจ้าอยากคิดถึงข้าหรือไม่กันแน่?"เมื่อได้ยินนางพูดจาขัดแย้งในตัวเองจางเจิ้นอันก็เผยรอยยิ้มเอ็นดูออกมา เขาคิดถึงนางเหลือเกินจนอดใจไม่ไหวดึงนางเข้ามากอด แล้วประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากของนาง
ทว่าริมฝีปากเพิ่งสัมผัสกันได้เพียงครู่เดียวก็มีเสียงดังมาจากด้านนอก ทำลายบรรยากาศหวานชื่นลงทันที"ฮูหยิน ยาเสร็จหรือยังเจ้าคะ?"
"เสร็จแล้ว!" อันซิ่วเอ๋อร์รีบผลักจางเจิ้นอันออก
ชุนหงเดินเข้ามาพอเห็นจางเจิ้นอันอยู่ด้วยก็รีบย่อกายคำนับทันที
จางเจิ้นอันไม่แม้แต่จะเหลือบมองนางเพียงโบกมือแล้วสั่งว่า "ยาอยู่ในนี้วางไว้ก่อน เจ้าออกไปเถอะ ประเดี๋ยวข้าจะยกไปให้ท่านแม่เอง"
"เจ้าค่ะ" ชุนหงไม่กล้าขัดคำสั่ง รีบถอยออกไปทันที
เมื่อชุนหงไปแล้วจางเจิ้นอันจึงหันมามองอันซิ่วเอ๋อร์ กล่าวว่า "เจ้านี่นะปกติก็ดูฉลาดหลักแหลม เหตุใดถึงถูกท่านแม่ของข้าหลอกใช้ได้ง่ายๆ แบบนี้?"
"ข้าเพียงแค่อยากจะช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์ของท่านกับท่านแม่แล้วก็อยากให้นางเปลี่ยนความคิดที่มีต่อข้าบ้าง" อันซิ่วเอ๋อร์ตอบตามตรง
นางไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างแม่ลูกคู่นี้แต่รู้สึกเสมอว่า หากคนคนหนึ่งไม่เป็นที่รักแม้กระทั่งจากแม่ของตนเองเขาคงจะน่าสงสารมากอันซิ่วเอ๋อร์สงสารจางเจิ้นอันที่ไม่ได้รับความโปรดปรานจากมารดา
ครั้งก่อนจางเจิ้นอันเคยกล่าวกับนางด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยเปรียบเปรยว่านิ้วมือคนเรายังมีสั้นมียาว แม้เขาจะเป็นบุตรชายแท้ๆแต่ก็คงเป็นเหมือนนิ้วที่สั้นที่สุดในสายตาของนาง
อันซิ่วเอ๋อร์จึงคิดว่า ในฐานะภรรยาของเขาหากนางคอยอยู่ปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิดอูซื่อบางทีอูซื่ออาจจะคิดถึงเขามากขึ้นบ้างหรือไม่? การที่นางมาปรนนิบัติอูซื่อแทนเขาจะทำให้อูซื่อนึกถึงความดีของเขาขึ้นมาบ้างหรือไม่?
แต่เวลาผ่านไปหลายวันอันซิ่วเอ๋อร์กลับไม่รู้สึกว่าทัศนคติของอูซื่อเปลี่ยนแปลงไปเลย
"ข้าจะคิดหาวิธีทำให้นางยอมปล่อยเจ้ากลับมาเอง"
จางเจิ้นอันกล่าวอย่างหนักแน่นอันซิ่วเอ๋อร์มีท่าทีลังเล จางเจิ้นอันจึงกล่าวต่อว่า"เจ้าปฏิเสธข้าไม่ได้นะ ดูสิว่าเจ้าซูบผอมไปขนาดไหนแล้วข้าเป็นสามีของเจ้า แต่เจ้ากลับไม่ได้ปรนนิบัติข้าเอาแต่ไปปรนนิบัติท่านแม่ทุกวี่ทุกวัน ยิ่งไปกว่านั้นความจริงแล้วท่านแม่ก็ไม่ได้ป่วย ยาพวกนั้นเป็นเพียงยาบำรุงนางแค่ต้องการหาเรื่องกลั่นแกล้งเจ้าเท่านั้น เป็นเจ้าเองที่ไร้เดียงสาวิ่งเข้าไปติดกับดักเอง"
"นางไม่ได้ป่วยรึ? นี่เป็นแค่ยาบำรุง?"
อันซิ่วเอ๋อร์เบิกตากว้างรู้สึกเหมือนถูกหลอก "เหตุใดท่านไม่บอกข้าให้เร็วกว่านี้?"
"ก่อนหน้านี้ข้าก็ไม่แน่ใจเพิ่งจะสองวันนี้เองที่ได้ฟังจากปากหมอ แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นแม่ของข้าข้าไม่อยากคิดถึงนางในแง่ร้ายเกินไป" จางเจิ้นอันกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"ท่านอย่าคิดมากเลยข้าไม่ได้โทษท่านนะเจ้าคะ" เมื่อเห็นสีหน้าสำนึกผิดของจางเจิ้นอันอันซิ่วเอ๋อร์ก็เข้าใจถึงความลำบากใจของเขา นางจึงไม่คิดจะโกรธเขาเงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงสดใส "ตอนนี้ท่านบอกวิธีของท่านมาให้ข้าฟังหน่อยเถิด"
"วิธีของข้าง่ายมากก็คือทำดีต่อนางต่อไป" จางเจิ้นอันกล่าว
"ทำดีต่อนางอีกหรือ? ที่ข้าทำอยู่ยังไม่ดีพออีกหรือเจ้าคะ?" อันซิ่วเอ๋อร์เริ่มไม่พอใจช่วงเวลาที่ผ่านมา นางตามใจอูซื่อทุกอย่าง ไม่ว่านางจะพูดจาไม่ดีอย่างไรนางก็ไม่เคยโต้ตอบสักคำ
"เจ้าทำดีต่อนางมากแล้วแต่เจ้ายังไม่ได้เชื่อฟังนางอย่างแท้จริง" จางเจิ้นอันกล่าวพลางโน้มตัวลงกระซิบข้างหูอันซิ่วเอ๋อร์"เจ้าทำแบบนี้นะ… เข้าใจแล้วหรือไม่?"