ทะลุมิติเป็นคุณแม่ลูกสามในยุคเซียนบรรพกาล

    ตอนที่32 ถูกเชิญเข้าไปในบ้าน

    ขนตาของหญิงสาวที่นอนหลับใหลขยับน้อยๆ ก่อนที่ดวงตากลมโตจะกวาดมองเพดานสีแดง ยังคงรู้สึกสะลึมสะลืออยู่คล้ายยังไม่ตื่นเต็มที่ แต่กระนั้นหญิงสาวกลับพยายามลุกขึ้นนั่ง ทว่าทันใดนั้นเสียงหนึ่งดังขึ้น

    “อย่าเพิ่งขยับตัวจะดีกว่า ร่างกายของเจ้าได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกหลายท่อนหักต้องพักรักษาตัวนะรู้ไหม”

    นางหันไปมองเจ้าของเสียง พบว่าเป็นหญิงสาวนางหนึ่งอายุไม่ถึง 20 ปี ใส่ชุดสีม่วง ผมถูกรวบเป็นมวย กำลังมองมาที่นางด้วยสายตาระแวดระวัง

    “ข้า...ขอบคุณท่านมากที่ช่วยชีวิตข้าไว้ บุญคุณนี้ข้าจะไม่ลืม” หญิงสาวที่บาดเจ็บกล่าว ถึงเหม่ยอิงจะบอกให้นางไม่ต้องลุกขึ้นแต่อีกฝ่ายกลับดื้อรั้น ลุกขึ้นมาแล้วก็โขกศีรษะลงพื้น แสดงความกตัญญูรู้คุณจนเหม่ยอิงทนไม่ไหว ต้องรีบเข้าไปหยุดก่อนที่ดรุณีน้อยจะบาดเจ็บมากไปกว่านี้

    “ใช่บุญคุณต้องทดแทน แต่การที่เจ้าทำเยี่ยงนี้รังแต่จะเพิ่มความลำบากให้ข้านะรู้ไหม ลุกขึ้นมาแล้วห้ามโขกศีรษะอีก นอนลงบนเตียงอย่างเชื่อฟัง”

    ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า แต่นางกลับรู้สึกว่าคำพูดของเหม่ยอิงมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดังนั้นจึงปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย

    เห็นเช่นนั้นเหม่ยอิงก็แย้มยิ้ม เอ่ยถามตรงๆ “เจ้าชื่ออะไร แล้วทำไมถึงได้มีสภาพเยี่ยงนี้ หรือว่าเป็นโจรหลบหนีทางการ”

    หญิงสาวรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “ข้าไม่ใช่โจรนะเจ้าคะ ข้ามีชื่อว่าซูเออร์ เป็นสาวรับใช้สกุลต้วน หาได้เป็นผู้ต้องหาที่ทางการต้องการตัว ส่วนที่ข้าได้รับบาดเจ็บนั้นเพราะดันไปเห็นความลับบางอย่างเข้า จึงถูกเขาตามล่า”

    “ความลับอะไร มันเกี่ยวข้องกับคนธรรมดาหรือนักพรต?” เหม่ยอิงอยากทราบข้อนี้เป็นอย่างมาก หากซูเออร์เกี่ยวข้องกับนักพรตหลังจากหายดีเหม่ยอิงก็จะขับไล่นางออกไปทันที เพราะไม่ต้องการสร้างปัญหายุ่งยาก

    แต่หากเป็นเรื่องราวของชาวบ้านทั่วไปก็ถือว่าง่าย ไม่เกินกำลังของนางช่วยเหลือ

    ซูเออร์ตอบด้วยน้ำเสียงสั่นๆ “คนธรรมดาเจ้าค่ะ สกุลต้วนเป็นตระกูลพ่อค้าเมืองเหอหนาน ข้าอยู่ที่นั่นตั้งแต่ยังเด็ก ถูกรับซื้อโดยคนสกุลต้วน แน่นอนว่าข้าทราบซึ้งในบุญคุณนี้มากกระทั่งไม่นานมานี้ข้าบังเอิญไปเห็นคนเลี้ยงม้าทำเรื่อง...บัดซบกับฮูหยินใหญ่!”

    ในขณะเล่ามีความหวาดกลัวในสายตาซูเออร์ เหม่ยอิงนั่งฟังเงียบๆ โดยไม่เข้าไปรบกวน 

    หญิงสาวกล่าวสืบต่อ

    “ตอนแรกข้าคิดว่าคนเลี้ยงม้าบังคับขืนใจฮูหยินใหญ่จึงต้องการแจ้งให้นายท่านทราบ แต่ใครเล่าจะรู้ว่าแท้จริงแล้วฮูหยินใหญ่สมยอม เหตุเพราะฮูหยินรองที่แต่งเข้าบ้านสกุลต้วนภายหลังให้กำเนิดบุตรก่อนนาง ดังนั้นอำนาจของฮูหยินใหญ่ก็เริ่มสั่นคลอน และดูเหมือนว่านางจะมีบุตรยาก อาจเป็นเพราะเหตุนี้เองกระมังที่ทำให้ฮูหยินใหญ่ยอมมีอะไรกับคนเลี้ยงม้า เพื่อที่จะตั้งครรภ์แล้วทำทีเหมือนว่าเป็นลูกของนายท่าน!”

    “และแผนการนี้ก็เกือบจะสำเร็จ...ไม่สิคงจะสำเร็จไปแล้วกระมัง เพราะตอนนี้ข้าอยู่ที่นี่ หนีออกจากที่นั่นเพราะพวกเขารู้ความจริง คนเลี้ยงม้าร้ายกาจยิ่ง เขาตามล่าข้าและผลักตกจากหน้าผา ป่านนี้เขาคงกลับไปรายงานฮูหยินใหญ่ถึงผลงาน”

    เหม่ยอิงเคยอ่านนิยายรักน้ำเน่ามามาก แต่เรื่องของซูเออร์บอบช้ำไม่แพ้กัน เป็นแค่คนรับใช้ไม่มีพ่อแม่ถูกเลี้ยงดูโดยสกุลต้วน ความภักดีของนางทำให้อยากเปิดเผยความจริงของฮูหยินใหญ่กับคนเลี้ยงม้า สุดท้ายเป็นเหตุให้ถูกไล่ฆ่า

    “เรื่องราวของเจ้าน่าสงสารยิ่ง เจ้าโดดเดี่ยวในโลกหล้าคล้ายกับข้านัก” เหม่ยอิงทอดถอนหายใจ สำหรับตัวนางโลกนี้ถือว่าแปลก และนางก็คือคนนอก

    “ท่าน...ท่านเองก็ตัวคนเดียวหรือเจ้าคะ” ซูเออร์กระพริบตาปริบๆ มองคนตรงหน้าที่มีหัวอกเดียวกัน

    “ข้าชื่อเหม่ยอิง เอาล่ะซูเออร์หลังจากพักรักษาตัวเสร็จเจ้าจะไปที่ใด หรือว่าจะกลับไปยังบ้านสกุลต้วน” เหม่ยอิงไม่ตอบคำถามแต่เลือกถามทางเลือกของนางแทน

    “ข้า...” ซูเออร์ก้มหน้า “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”

    “งั้นหรือ...งั้นก็ค่อยๆ คิดแล้วกัน คิดออกแล้วค่อยบอกข้า ตอนนี้กินข้าวต้มเสียก่อน ข้าต้มเองเลยนะ”

    ซูเออร์มองชามข้าวต้มตรงหน้า กลิ่นของมันหอมยิ่ง เพียงแค่ดมนางก็ไม่สามารถห้ามมือตัวเองได้ เหม่ยอิงเพียงรับชมอยู่ห่างๆ ก่อนจะเดินออกไปจากห้องแล้วพบกับเย่เฟิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล

    “ดูเจ้ากังวลเกี่ยวกับนางนะ”

    “มิได้ขอรับ ข้าแค่อยากรู้ว่านางเป็นเช่นไรเท่านั้นเอง เนื่องจากข้าพานางมาที่นี่ก็ต้องรับผิดชอบ”

    “งั้นหรือ....เอาเถอะจะอย่างไรก็ช่าง วันนี้นางตื่นแล้วเจ้าจะเข้าไปคุยก็ได้นะ”

    “ลืมมันไปเถิดคุณหนูเหม่ย ข้าแสวงหาในมรรคาหาได้ฝักใฝ่ในความรักไม่ จิตใจของข้าแหลมคมดุจกระบี่ ไม่มีวันมีความรักเป็นอันขาด!”

    เหม่ยอิงเหลือบมองบุรุษหนุ่มผู้มีใจแน่วแน่ มุมปากยกโค้งเล็กน้อย อยากจะแกล้งเขาให้กระชุ่มกระชวยหัวใจเช้านี้เสียหน่อย แต่ในตอนนั้นเองเสียงของหลี่เหนียงบ่นมาแต่ไกล

    “คนพวกนั้นเมื่อวานยังคงอยู่ ทำไมพวกเขาถึงอยู่ที่นั่นอีกวันนี้ หรือว่ากำลังรอพวกเรา”

    หลี่จุนส่ายหน้า “พี่เองก็ไม่รู้ แต่พวกเขาดูไม่เป็นมิตรเลย เจ้าว่าเช่นไรเล่าหลี่กุ้ย”

    “ข้าหรือ...” หลี่กุ้ยชี้หน้าตัวเอง

    “ใช่เจ้านั่นแหละ คิดว่าอย่างไรบ้าง”

    “คนพวกนั้นเป็นคนเลว ดูจากสายตาของเขาที่มองมาราวกับไม่เคยห่างออกจากบ้านหลังนี้ ดังนั้นข้าว่าเขาคงคิดว่าบ้านเรารวยแล้วอยากเข้ามาขโมยของ” หลี่กุ้ยวิเคราะห์จากสิ่งที่เห็น

    “คำพูดของเจ้าไม่เลว ดูเหมือนว่าหัวของเจ้าจะไม่ได้มีแต่เรื่องกินนะ”

    “ท่านพี่ท่านกำลังว่าร้ายข้าอย่างนั้นหรือ!”

    “เปล่า ข้าชมเจ้าต่างหากเล่าน้องรัก”

    “ท่านแม่อยู่ตรงนั้นกับพี่ชาย ข้าจะนำเรื่องนี้ไปบอกท่านแม่ ดูว่าท่านแม่จะจัดการเยี่ยงไร” หลี่เหนียงเป็นคนแรกที่ดำเนินการ ตามด้วยพี่ชายสองคน

    เหม่ยอิงรับฟังเรื่องราวเหล่านั้น คิ้วของนางเริ่มขมวดเป็นปมยุ่ง

    “คุณหนูเหม่ย คนเหล่านั้นหาได้มาดีอย่างที่เด็กๆ ว่ากันจริงๆ นั่นแหละขอรับ ข้าควรจะออกไปจัดการปัญหานี้ก่อนที่พวกเขาจะสร้างปัญหา” เย่เฟิงเตรียมพร้อมรับมือกับคนแปลกหน้า ขอเพียงเหม่ยอิงอนุญาตเขาจะลงมือทันที

    เหม่ยอิงโบกมือเพื่อหยุดเย่เฟิง “ไม่ต้อง วิธีของเจ้ารังแต่จะสร้างศัตรูเปล่าๆ ไปนำตัวพวกเขาเข้ามา ข้าจะถามพวกเขาเองว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงอยู่ที่นั่นตั้งแต่เมื่อวาน”

    “ขอรับ” ในเมื่อเซียนเหม่ยบอกว่าจะจัดการเองก็ควรเป็นเรื่องง่าย ดังนั้นเย่เฟิงจึงเดินออกไปพบคนแปลกหน้าทั้งอย่างนั้น

    เหลียงอวิ๋นมองประตูบ้านของเหม่ยอิงมาโดยตลอด ความจริงเขาสามารถปีนรั้วกำแพงข้ามไปได้ง่ายๆ เพื่อดูว่าสถานที่ด้านในเป็นแบบไหนกัน แต่เพราะถูกห้ามโดยศิษย์น้องดังนั้นตอนนี้จึงยังไม่เคลื่อนไหว

    ทว่าทันใดนั้นเหลียงอวิ๋นก็เห็นบุรุษหนุ่มชุดฟ้าเดินออกมา เพียงเห็นเครื่องแต่งกายเขาก็หันไปพูดกับหญิงสาวในชุดม่วง

    “ศิษย์น้องมีคนเปิดประตูออกมาแล้ว เพียงแต่คราวนี้ไม่ใช่เด็กน้อยเหล่านั้น เขาเป็นนักพรตหนุ่ม และดูจากชุดที่เขาสวมคงจะเป็นศิษย์จากนิกายเจ็ดกระบี่!”

    หญิงสาวในชุดม่วงหรี่ตาลง ก่อนจะลุกขึ้นยืน กล่าวเนิบช้ากับคนข้างๆ “เขากำลังเดินมาหาเรา จะนั่งตรงนี้อยู่อีกนานไหมศิษย์พี่ ไปคุยกับเขากันเถอะ”

    “นั่นสินะ”

    ในขณะเดียวกันเย่เฟิงก็สังเกตเห็นคนกลุ่มนี้ “ศิษย์สำนักเหลียงตันไม่ใช่หรือ สำนักนี้เชี่ยวชาญด้านโอสถ ยาอายุวัฒนะ ไม่ถนัดในการต่อสู้หรือประลองวิญญาณ แต่เหตุใดพวกเขาถึงปรากฎตัวที่นี่ แถมยังจ้องบ้านของเซียนเหม่ยทั้งวัน...ช่างเถอะเรื่องปวดหัว คุยก่อนเดี๋ยวก็รู้เอง”

    หญิงสาวในชุดม่วงคาราวะตามด้วยกล่าว “ข้าเมิ่งเจี๋ยเจี๋ย และศิษย์พี่ของข้าเหลียงอวิ๋น ไม่ทราบว่าคุณชายชื่ออะไรหรือ”

    “ข้าเย่เฟิง มาตรวจสอบดูว่าพวกเจ้าทำอะไรอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อวาน รู้หรือไม่ว่าทำให้เด็กๆ กลัว”

    “นั่นเป็นความเข้าใจผิด ข้าไม่ได้อยากให้มันเป็นเช่นนั้น และด้วยความที่คนบ้านหลี่บอกว่าผลหรรษามาจากที่นี่...แม่นางเหม่ยน่าจะอยู่ข้างใน ข้าอยากจะได้ผลหรรษาอีกนิดหน่อย รวมถึงผลท้อเพลิงวิญญาณ ราคาสามารถนั่งคุยกันได้ ท่านเห็นว่าเป็นเช่นไร”

    เย่เฟิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “เข้ามาสิ คุณหนูเหม่ยรออยู่ข้างในแล้ว”

    “เช่นนั้นข้าก็ขอบคุณ” เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยประหลาดใจยิ่ง มันดูง่ายไปหมด อีกฝ่ายไม่ควรจะเผชิญหน้ากับนางในบ้านสิ หรือว่ามีกับดัก...

    ในขณะเดินเข้าไปเมิ่งเจี๋ยเจี๋ยจึงจับถุงจักรวาล เพราะกังวลว่าจะถูกซุ่มโจมตี ถึงคราวนั้นจะได้เคลื่อนไหวทัน ไม่ตกไปอยู่ในวงล้อมของศัตรู

    “ที่นี่มัน...” เมื่อผ่านธรณีบ้าน เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยก็สัมผัสได้ถึงแรงดันวิญญาณอันยิ่งใหญ่ การค้นพบนี้ทำให้นางเกิดความวิตกกังวลรุนแรงขึ้น มือจึงจับถุงจักรวาลไว้แน่น

    “ศิษย์น้องระวังตัวด้วย ทันทีที่เข้ามาข้าก็สัมผัสได้ถึงสายตากำลังจ้องมาที่เราสองคน มันเป็นความรู้สึกอันน่าอึดอัด อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่พอใจพวกเราเป็นอย่างมาก” เหลียงอวิ๋นกระซิบบอก หญิงสาวในชุดม่วงพยักหน้าเห็นด้วย