หลังจากทำงานเป็บาร์เทนเดอร์มาทั้งคืน มู่เสวี่ยหลินก็ได้ข้อสรุปว่าเหล่าสัตว์วิเศษส่วนใหญ่ชอบสุรา โดยเฉพาะสุราแรงๆ ที่เต็มไปด้วยพลังปราณหรือพลังเทพ แต่ทว่าเป้าหมายของนางคืุ์
สุราที่มนุษย์ชื่นชอบย่อมต่างจากสัตว์วิเศษ อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ยังมีจุดที่ชอบคล้ายกันนั้นก็สุราที่เต็มไปด้วยพลังปราณ
มู่เสวี่ยหลินจดข้อสรุปลงในสมุด ตอนนี้สิ่งที่นางต้องมีคือเครื่องมือและวัตถุดิบ ในส่วนผลไม้ิญญาอย่างพวกองุ่นนางสามารถถามศิษย์พี่ห้าได้ แต่พวกพืชอย่างข้าวนี่สิ
สัตว์วิเศษส่วนใหญ่กินเนื้อเป็หลัก ข้าวจึงไม่ค่อยมีให้เห็นมากนัก เมล็ดข้าวในมิติเองก็ใช้ปลูกไม่ได้ ทางเดียวที่เหลือจึงมีแต่ในโลกมนุษย์ แต่ทว่านางในยามนี้คงไม่ได้รับอนุญาตให้ลงไปอย่างแน่นอน
“อื้อ..ช่างมันก่อนแล้วกัน”
ตอนนี้ควรสนใจเื่งานประลองปรุงยาที่จะเริ่มในอีกสองวันก่อน เมื่อวานนี้นางเสียเวลาไปหนึ่งวันเต็ม วันนี้มู่เสวี่ยหลินจึงไปหาอาจารย์สวีอีกครั้งเพื่อฝึกฝน
......
เรือนเหวินสุ่ย
สวีซือเชี่ยนลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความปวดหัว ชายหนุ่มชันกายลุกขึ้นนั่งจากนั้นก็พยายามนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานนี้
ดูเหมือนว่าเขาจะเมาขณะดื่มกับพี่ชายคนโต ซึ่งหลังจากนั้นก็จำไม่ค่อยได้ว่าเกิดอันใดขึ้นบ้าง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขารู้คือสุราผสมของลูกศิษย์นั้นแรงมาก แม้แต่เขาผู้ได้ฉายาว่าร้อยจอกไม่เมายังเมาได้หลังจากดื่มไปเพียงยี่สิบจอก
“ใครอยู่ข้างนอกบ้าง”
“นายท่าน”
“ไปเตรียมน้ำอาบที”
“ขอรับ”
เมื่อเด็กรับใช้ออกไปแล้ว สวีซือเชี่ยนก็หยิบยาแก้เมาค้างออกมากิน โอสถออกฤทธิ์ทันทีที่กินเข้าไป เพียงไม่นานชายหนุ่มก็ไม่รู้สึกปวดหัวอีกต่อไป
“นายท่านน้ำอาบพร้อมแล้วขอรับ”
“อื้ม”
สวีซือเชี่ยนเตรียมตัวไปอาบน้ำ ในระหว่างนั้นเขาพยายามนึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ คลับคลาว่าเขาจะเห็นพี่สะใภ้อยู่ด้วย แต่จำไม่ค่อยได้ว่ามันเกิดอันใดขึ้นบ้าง
อีกด้านนึงสวีหลิงเหยียนที่ถูกมารดาหิ้วกลับมาก็ตื่นขึ้นพร้อมกับอาการปวดหัวอย่างรุนแรง ดูเหมือนว่าเมื่อคืนนี้เขาจะดื่มไปไม่น้อยเลยทีเดียว
“อ่า..ปวดหัวชะมัด” สวีหลิงเหยียนพึมพำในขณะมองหายาแก้เมาค้าง
ชายหนุ่มคิดในใจเหตุใดศิษย์น้องถึงไม่เตรียมน้ำแกงสร่างเมาไว้เขานะ แน่นอนว่าสวีหลิงเหยียนไม่รู้ว่ามู่เสวี่ยหลินถูกมารดาของเขาสั่งห้าม นายหญิงสวี้าให้สามี น้องสามีและบุตรชายได้รับบทเรียน จึงได้สั่งห้ามไม่ให้ใครเตรียมน้ำแกงสร่างเมาให้พวกเขา
“จริงสิงานประลอง”
หลังจากกินยาแล้วสวีหลิงเหยียนก็พึ่งนึกขึ้นได้ว่าตนยังมีงานประลองที่ต้องลงแข่งอยู่ โชคดีที่งานเริ่มพรุ่งนี้ไม่เช่นนั้นเขาคงถูกตัดสิทธิ์เพราะไปสายเป็แน่
“จากนี้ไปคงต้องดื่มอย่างระวังๆ เสียแล้ว”
สวีหลิงเหยียนคิดในใจ แน่นอนว่าชายหนุ่มยังไม่เข็ดแม้ว่าตนจะเมาหนักก็ตาม นอกจากนี้เขายังมีความคิดที่ชวนศิษย์น้องอีกสองคนมาดื่มด้วย ส่วนมู่เสวี่ยหลินนั้นปล่อยนางไปก่อน เนื่องจากนางยังเด็กอยู่
มู่เสวี่ยหลินที่อายุใกล้จะสิบสามกล่าวว่า: …..
เมื่ออาการเมาค้างดีขึ้นแล้ว สวีหลิงเหยียนก็เริ่มฝึกฝนวาดยันต์ต่อ ยันต์แปลกๆ ของมู่เสวี่ยหลินก่อนหน้านี้ได้ให้แรงบันดาลเขาอยู่ไม่น้อย ดังนั้นในการแข่งครั้งนี้เขาจึงคิดที่จะสร้างยันต์แบบใหม่ขึ้นมา
....
ตัดมาที่ฝั่งของมู่เสวี่ยหลิน ยามนี้นางกำลังนั่งอยู่ในเรือนของนายสวีเพื่อทานอาหารเช้า
“พวกเขาคงตื่นแล้ว”
“นายหญิงจะไม่เป็ไรหรือเ้าคะเื่น้ำแกง..”
“ไม่เป็ไร เ้าไม่ต้องกังวล” นายหญิงสวีเอ่ยเพิ่มอีกคำเพื่อปลอบใจเด็กสาว
อย่างไรก็ตามมู่เสวี่ยหลินไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลย นางมีลางสังหรณ์ว่าั้แ่วันนี้ไปจนถึงวันแข่งชีวิตของนางคงไม่ราบรื่นนัก
“จริงสิเด็กน้อยได้ยินว่าเ้าเป็นักปรุงยาระดับเก้า เช่นนั้นก็น่าจะปรุงโอสถนี่ได้ใช่หรือไม่”
นายหญิงสวีหยิบสูตรยาออกมายื่นให้มู่เสวี่ยหลิน เด็กสาวรับใบหยกมาดูอย่างระมัดระวัง
“โอสถ..จิ่วหวนตัน?”
“เก้าหวนคืน เป็โอสถฟื้นฟูกึ่งเทพ
“...”
กึ่งเทพ? ให้ตายเถอะนี่นางพึ่งจะได้เป็นักปรุงยาระดับเก้าได้เพียงไม่นาน ก็ต้องมาเจอกับยาระดับเทพแล้วหรือ
อย่างที่รู้กันว่าในโลกบำเพ็ญนั้น โอสถระดับเก้าถือเป็โอสถที่หายากมาก แต่ในโลกเซียนนั้นหาง่ายพอๆ กับผักกาด ที่นี่โอสถระดับมหาเทพถือเป็โอสถหายากที่สุด อย่างไรก็ตามมันยังไม่ถึงที่สุดเมื่อเทียบกับโอสถจอมเทพและโอสถศักดิ์สิทธิ์
“ว่าอย่างไรทำได้หรือไม่”
“เอ่อ..”
“หากเ้าทำได้การแข่งครั้งนี้เ้าก็ผู้ชนะ”
“นายหญิงข้าขอถามได้หรือไม่ว่าเหตุใดท่านถึงอยากให้ข้าปรุงยาเม็ดนี้”
“เพราะข้ามีของที่อยากได้อยู่ ซึ่งมันอยู่ในแดนลับของสำนักเ้า”
“เอิ่ม..”
“เ้าคงอยากถามว่าเหตุใดข้าไม่บอกอาเหยียนแทนหรือ”
มู่เสวี่ยหลินพยักหน้าหงึกๆ เพราะนางรู้สึกว่าของที่มารดา้าก็ควรเป็บุตรชายที่เอามันมา
“เขาไม่สามารถเอามันมาได้ ส่วนเ้า..มีโอกาสมากกว่าเขา”
“แต่ว่า..”
“หากเป็เื่ระดับพลังละก็เ้าไม่จำเป็ต้องกังวล เพราะสัตว์อสูรจะพากันปกป้องเ้าเอง” นายหญิงสวีเอ่ยจบก็จิบชาอย่างสบายใจโดยไม่สนใจสายตาที่มู่เสวี่ยหลินมองนางเลยสักนิด
มู่เสวี่ยหลินที่ถูกทิ้งไว้ท่ามกลางคำถาม: ……
“อย่ากังวลไปเลยมันไม่ใช่ของหายากอันใด”
“จริงหรือ”
“อืม ดังนั้นเ้าเลิกกังวลเถอะเด็กน้อย” นายหญิงสวียิ้มให้มู่เสวี่ยหลินอย่างอ่อนโยน พร้อมกับลูบหัวนางเบาๆ
มู่เสวี่ยหลินที่ถูกเรียกว่าเด็ก: หากนับรวมชาตินี้ข้าก็..พึ่งจะยี่สิบ..
มู่เสวี่ยหลินรู้สึกหดหู่ ดูเหมือนว่านางจะเป็เด็กจริงๆ ชาติก่อนนางเป็เด็กกำพร้าที่มีสมองดี เลยทำให้ได้เข้าเรียนมหาลัยั้แ่อายุเจ็ดขวบ นางใช้เวลาเพียงเจ็ดปีเพื่อเรียนเอาวุฒิจากสามหลักสูตร
ในระหว่างนั้นนางก็ทำงานพิเศษไปด้วยเพื่อหาเงินมาเรียน หลังจากเรียนจบนางก็ยังไม่ทิ้งพวกอาชีพเก่าแม้ว่านางจะมีงามที่มั่นคงอย่างอาชีพหมอก็ตาม พอมาลองคิดดูแล้วก็เหมือนว่านางจะใช้ชีวิตได้ไม่นานจริงๆ
“นายท่านเมื่อเทียบกับอายุขัยที่ยืนยาวของเซียนแล้วชีวิตในชาติก่อนของท่านมันก็สั้นจริงๆ”
“ถึงจะเป็เช่นนั้นจริงๆ แต่ว่าข้าก็รู้สึกไม่ชอบใจอยู่ดี”
“แต่ท่านก็เป็เด็กๆ จริงนี่ขอรับ”
“ใช่ๆ ข้าเป็เด็กแต่แล้วอย่างไรล่ะเ้าก็รู้นี่ว่าข้าโตที่ไหนมา”
มู่เสวี่ยหลินว่าพลางใช้มือบีบแก้มกลมๆ ของไก่น้อยอย่างมันเขี้ยว ลูกไก่ตัวน้อยที่ถูกบีบแก้มก็พยายามใช้ปีกของมันดันนิ้วออก แต่ทว่าแรงไก่ไหนเลยจะสู้แรงของมนุษย์ได้
ไก่น้อยจึงได้แต่ยอมจำนนให้เ้านายบีบเล่นไปสักพัก เมื่อมู่เสวี่ยหลินบีบจนพอใจแล้วนางก็หยิบโอสถออกมาให้มันกิน
“นายท่านเลิกสนใจเื่นี้เถอะ ตอนนี้ท่านควรเอาเวลาไปศึกษาสูตรยาก่อน” ไก่น้อยที่ได้โอสถก็เอ่ยขึ้นเพื่อดึงความสนใจของมู่เสวี่ยหลินให้กลับมาที่หัวข้อแรก
ตอนนี้มู่เสวี่ยหลินกำลังเดินไปเรือนพักของอาจารย์สวีโดยมีไก่น้อยนั่งอยู่บนไหล่ ปกติแล้วไก่น้อยจะอยู่แต่ในมิติ มีเพียงตอนอยู่ที่หอพักเท่านั้นมันถึงจะออกมาสูดอากาศข้างนอก
“โอสถเก้าหวนคืน ช่างเป็ชื่อที่แปลกพิลึก”
“เดิมทีแล้วโอสถชนิดนี้ถูกเรียกโอสถเก้าชีวิตหวนคืน เพราะฤทธิ์ของมันสามารถชุบชีวิตคนตายขึ้นมาได้ เป็โอสถที่ฝืน์อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามหนึ่งในตัวยาสำคัญที่จำเป็ต้องใช้อย่างเืฟินิกส์นั้นหายากมาก”
“ดังนั้นมันเลยถูกลดขั้นลงมาเหลือเพียงเก้าหวนคืน?”
“อื้ม แต่นายท่านรู้ไหมว่าเดิมทีแล้วมันเป็โอสถระดับมหาเทพที่ขาดอีกก้าวเดียวก็จะได้เป็โอสถจอมเทพ”
“เืฟินิกส์สินะ..”
มู่เสวี่ยหลินหยิบไก่น้อยมามองด้วยสายตาเป็ประกาย ฟินิกส์? นางก็มีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ราวกับรู้ได้ถึงความคิดของมู่เสวี่ยหลินไก่น้อยจึงรีบอธิบายต่อ
“ถึงมีเืของข้าแต่นายท่านก็ปรุงมันไม่ได้อยู่ดี ท่านอ่อนแอเกินไป”
มู่เสวี่ยหลิน “...”
ถึงมันจะเป็ความจริงแต่ก็ไม่เห็นจำเป็ต้องพูดออกมาเลยนิ มู่เสวี่ยหลินรู้สึกหดหู่ไม่น้อย แม้ว่ามันจะเป็ความจริงที่ว่านางอ่อนแอ แต่ก็หมายความว่านางจะอ่อนแอไปตลอดนิ
“จริงสินายท่านหากมีสมุนไพร..”
“ข้ารู้แล้ว”
ไม่รอให้ไก่น้อยพูดจบมู่เสวี่ยหลินก็โยนลูกไก่กลับเข้ามิติ เพราะนางมาถึงเรือนของอาจารย์สวีแล้ว
“ท่านอาจารย์”
“เสี่ยวหลินมาแล้ว เข้ามาสิ”
เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว มู่เสวี่ยหลินก็สาวเท้าเดินเข้าไปในเรือน ั้แ่วันนี้ไปนางจะต้องฝึกปรุงยาไปจนกว่าจะถึงวันแข่ง
....
สองวันต่อมา
มู่เสวี่ยหลินกลับมาที่สำนักอีกครั้ง คราวนี้นางไม่ใช่ผู้ชมที่อยู่นอกสนาม หากแต่เป็หนึ่งในผู้เข้าแข่งขันจำนวนนับไม่ถ้วน ผู้ที่สามารถเข้ามารอบร้อยคนแรกได้ล้วนแต่เป็ยอดฝีมือ
ท่ามกลางคนหนุ่มสาวมากมายบนเวที กลับเด็กน้อยที่โผล่มาย่อมเป็ที่สังเกตของทุกคน รูปร่างของมู่เสวี่ยหลินนั้นไม่ได้เรียกว่าเตี้ย เพียงแค่นางขาดสารอาหารมานานนางจึงเตี้ยกว่าคนวัยเดียวกันเล็กน้อย ถึงกระนั้นเมื่อเอามาเทียบกับเหล่าสัตว์วิเศษแล้ว นางก็นับได้เป็เด็กน้อยจริงๆ
มู่เสวี่ยหลิน: ั้แ่วันนี้ไปข้าจะดื่มนม
“ศิษย์น้องเ้าเป็ศิษย์ใหม่หรือ”
พี่ชายคนงามที่ยืนอยู่ข้างเอ่ยถามมู่เสวี่ยหลินด้วยความสงสัย ั์ตาจิ้งจอกมองมู่เสวี่ยหลินด้วยสายตาเป็ประกาย
“เ้าค่ะ..”
“ถึงว่าละข้าไม่เคยเ้ามาก่อน ศิษย์น้องเ้ามาจากยอดเขาไหนรึ”
“เอ่อข้า..” มาจากไหนว้า..
มู่เสวี่ยหลินเอียงคอมองพี่ชายคนงามด้วยความสับสน เพราะนางเองก็ไม่รู้ว่าตนมาจากยอดเขาไหน
“เ้าไม่รู้หรือ”
“ไม่เ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ลองบอกที่อยู่อาศัยมาก็ได้” พี่ชายคนงามยิ้ม เป็รอยยิ้มที่ทำเอามู่เสวี่ยหลินถึงกับเคลิบเคลิ้มกันเลยทีเดียว
“ข้า..ข้าอยู่บนเกาะดอกท้อเ้าค่ะ” เรียกว่าเกาะคงได้แหละ มู่เสวี่ยหลินนึกในใจ นางจึงไม่ทันเห็ฯสายตาตกตะลึงของ
ศิษย์
“เกาะดอกท้อ..ที่แท้ก็เป็เช่นนี้เอง ข้าล่วงเกินเ้าแล้วศิษย์น้องหญิงเล็ก”
“เ้าคะ?”
“การแข่งพยายามเข้านะ” เอ่ยจบพี่ชายคนงามก็ไม่สนใจนางอีก
มู่เสวี่ยหลินที่ถูกทิ้งกล่าวว่า: อะไรฟะ?