ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 63 สู่เอิร์ธมูน

    บทที่ 63สู่เอิร์ธมูน

    “อย่าลบความรักนั้นออกไปจากตัวฉัน”

     

            

            เอิร์ธมูนในตอนนี้เงียบสงบไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตใดๆปรากฏให้เห็น แม้แต่หลักฐานแห่งการดำรงอยู่ของผู้คนที่นี่ยังถูกทำลายและเหลือทิ้งไว้เพียงแค่ซากปรักหักพังท่ามกลางความเวิ้งว้างว่างเปล่าผืนดินที่ครั้งหนึ่งเคยงดงามและเขียวชอุ่มปกคลุมไปด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาพันธุ์ในวันนี้กลายเป็นผืนดินรกร้างทอดตัวยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตาหน้าดินแตกระแหง ความแห้งแล้งเข้าครอบคลุมพื้นที่โดยรอบราวกับเมืองร้างต้นไม้ใหญ่ล้มตายกลายเป็นเศษธุลีเหลือให้เห็นเพียงไม่กี่ต้นที่ยังคงเหลือแต่กิ่งก้านสีน้ำตาลซีดตั้งเด่นอยู่บนพื้นดินแห้งๆคลองส่งน้ำ คูเมือง และเส้นทางชลประทานแห้งเหือดกลายเป็นทางน้ำโล่งๆที่แผ่กว้างไปไกลรอบตัวเมือง

            

            เด็กสาวเฝ้ามองสภาพรอบข้างด้วยความหวาดกลัวจับใจสองมือยกขึ้นกอดตัวเองแน่นขณะที่เร่งฝีเท้าเพื่อให้ทันคนตรงหน้าที่เดินดุ่มๆไปอย่างไม่สนใจสิ่งรอบข้างคงเพราะต้องเทียวไปเทียวกลับระหว่างที่นี่กับโลกบ่อยล่ะมังถึงได้คุ้นชินกับสภาพรอบตัวที่เธอไม่เคยนึกฝันมาก่อนเลยว่าจะเลวร้ายขนาดนี้

            

            “อาโออิ” มินามิส่งเสียงเรียกพยายามวิ่งตามเด็กหนุ่มตรงหน้าให้ทันโดยที่เขาไม่ยอมละฝีเท้าหรือหันมาสนใจเธอเลยแม้แต่น้อย

            

            “อาโออิ รอด้วย... อาโออิ!”

            

            เด็กสาวขยับขึ้นไปเดินเคียงข้างเขานัยน์ตาสีม่วงใสสั่นระริก พยายามจะไม่สนใจสภาพแวดล้อมรอบข้างที่ทำให้เธอกลัวจนตัวสั่นส่วนคนข้างๆยังไม่ละสายตาไปจากเป้าหมายตรงหน้าที่ตอนนี้เขาพาเธอเข้าไปใกล้มันมากขึ้นทุกที

            

            อาโออิหยุดเดิน แล้วเธอก็ต้องหยุดตามไล่สายตามองภาพตรงหน้าก่อนจะหันมาถามเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างเธอ

            

            “ที่นี่ที่ไหนน่ะ?”

            

            “เซนส์ อารีโอ้” อาโออิบอกเธอ

            

            นัยน์ตาสีม่วงใสของเด็กสาวตวัดกลับไปมองภาพตรงหน้าอีกครั้งก่อนที่จะยืนนิ่งจ้องมองอย่างตะลึงงัน

            

            เบื้องหลังกำแพงหินอ่อนสูงหลายเมตรที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าคือถนนสายเล็กที่ทอดตัวยาวคดเคี้ยวไปสู่เนินด้านบนตัวถนนปูด้วยหินกรวดสีขาวที่ครั้งหนึ่งมันเคยส่องแสงระยิบระยับอย่างสดใสแต่ตอนนี้ไปต่างอะไรไปจากถนนลูกรังสีหม่นที่เต็มไปด้วยกองหินระเกะระถมเป็นทางบิดๆเบี้ยวๆสวนกว้างหลังกำแพงก็มีสภาพไม่ต่างไปจากพื้นที่ด้านนอกที่เธอเห็นผ่านมาตลอดการเดินทางแต่สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจนั่นคือตัวปราสาทหินอ่อนที่ตั้งอยู่บนเนินด้านบนนั้น  ปราสาทเซนส์อารีโอ้แห่งเอิร์ธมูนที่ความงดงามจากอารยธรรมโบราณหลงเหลือให้เห็นเพียงแค่เศษซากปรักหักพังของสิ่งปลูกสร้างที่ใหญ่และโอ่โถงที่สุดในรัศมีที่ตามองเห็น

            

            อาโออิก้าวข้ามผ่านกำแพงเมืองไปด้านใน มินามิเร่งฝีเท้าตามเขาไปนัยน์ตาคู่สวยยังไม่ละสายตาไปจากภาพตรงหน้า

            

            นี่เหรอเอิร์ธมูน... นี่เหรอคือที่ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยเรียกมันว่าบ้าน

            

            สงครามทิ้งร่องรอยแห่งการทำลายล้างไว้แสนสาหัสขนาดนี้เชียวหรือ?

            

            “แล้วเธอจะรู้ว่าเอิร์ธวอเทอร์ยิ่งกว่านี้”อาโออิบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบขณะที่เดินนำเธอไปตามเส้นทางหินกรวดสีหม่น “ที่นั่นไม่เหลืออะไรทิ้งไว้เลยซ้ำด้วยทุกอย่างหายไปหมด”

            

            มินามิก้าวต่อไป อาโออิเดินนำเธอไม่หยุดยิ่งเข้าใกล้ตัวปราสาทเท่าไหร่เด็กหนุ่มก็ดูเหมือนจะยิ่งเร่งฝีเท้าขึ้นไปเรื่อยๆตอนนี้ตัวปราสาทที่มองเห็นได้อย่างเลือนรางจากหน้าทางเข้าเริ่มเห็นเค้าโครงเป็นรูปเป็นร่างของสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือเนินเขายอดปราสาททางทิศตะวันออกหักครึ่งลงมากองกับพื้นด้านล่างห้องหับทางทิศตะวันตกเหมือนจะถูกแรงระเบิดทำลายเหลือทิ้งไว้เพียงรูขนาดใหญ่บนกำแพงปราสาทประตูและหน้าต่างแทบทุกบานได้รับความเสียหาย ไม่มีส่วนไหนที่พอให้ใช้งานได้ปราสาทหินอ่อนสีขาวของเอิร์ธมูนที่เคยส่องแสงเรืองรองสว่างไสวกลายเป็นภาพในความทรงจำที่ถูกย้อมทับด้วยสีดำของการทำลายล้าง

            

            อาโออิพาเธอเดินเข้าสู่ตัวปราสาทอากาศภายในเย็นชื้นและอบอวลไปด้วยกลิ่นของตะไคร่น้ำที่ขึ้นลุกลามไปทั่วโถงทางเดินเด็กหนุ่มฉุดเธอขึ้นบันได เดินเลี้ยววนไปเวียนมาจนเธอสับสนรู้แค่ว่าตอนนี้เธอกำลังเดินตามหลังเด็กหนุ่มที่พาเธอเดินขึ้นบันไดสู่ชั้นสาม สี่และห้าเพื่อมุ่งหน้าไปยังเส้นทางที่เธอไม่คุ้นเคย

            

            “จะไปไหนน่ะ?”

            

            “เธอจำทางขึ้นห้องตัวเองไม่ได้รึไง?”

            

            เด็กหนุ่มหันมาถาม สีหน้าถมึงทึงมินามิกลัวจนตัวสั่น ร่างบางเซถลาไปตามแรงรั้งของคนที่เดินนำอยู่

            

            เด็กหนุ่มพาเธอมาถึงระเบียงทางเดินฝั่งตะวันออกที่ว่างเปล่าสุดปลายทางเดินเคยมีห้องอ่านหนังสืออยู่หลังประตูบานใหญ่ตอนนี้มันถูกระเบิดหายไปเหลือทิ้งไว้เพียงประตูที่เกาะง่อนแง่นอยู่กับบานพับมีวัชพืชสีแดงสดขึ้นลุกลามอยู่เต็มกำแพงอาโออิพาเธอเดินเข้าไปใกล้ประตูห้องที่ถูกระเบิด มองเห็นพื้นดินอยู่ต่ำลงไปเบื้องล่างท่ามกลางแสงสลัวของตัวปราสาทนัยน์ตาของเด็กสาวเบิกกว้างอย่างพรั่นพรึง

            

            “ทางนี้!”

            

            เด็กหนุ่มกระตุกแขนเธอหันไปเผชิญหน้ากับกำแพงหินอ่อนด้านข้างซึ่งมีสภาพหม่นหมองไปตามกาลเวลาร่างของเธอเซลาไปตามแรงฉุดก่อนจะยืนประจันหน้าอยู่หน้ากำแพงตันๆ

            

            “อะไร?”

            

            เธอหันไปหาคนข้างๆมั่นใจว่าห้องนอนของเธอไม่ได้ซ่อนอยู่หลังกำแพงนี่แน่

            

            อาโออิทำหน้าถมึงทึงดึงฝ่ามือเธอขึ้นก่อนจะวางประทับลงบนพื้นกำแพงหินที่เย็นเฉียบ เด็กสาวยืนมองอย่างตะลึงงันเมื่อมีเส้นพลังพุ่งออกจากฝ่ามือเธอไล่ไปตามกำแพงเป็นรูปทรงโค้งคล้ายกรอบประตูกำแพงเรืองแสงสีม่วงอ่อนจาง เส้นพลังไหลวนไปรวมตัวกันเป็นรูปประตูแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            

            “เข้าไป”

            

            เด็กหนุ่มสั่งผลักร่างเธอเข้าชนกำแพงทว่ากลับไม่รู้สึกเจ็บกำแพงหินอ่อนเป็นเหมือนอากาศโล่งๆที่มีคนมาวาดภาพกำแพงทับไว้มินามิพุ่งตัวผ่านช่องว่างนั้นไป อาโออิเดินตามเธอเข้ามาติดๆทันทีที่เธอเลื่อนมือลง เส้นทางตรงหน้าก็ปรากฏขึ้นมาให้เห็น

            

            ทางเชื่อมระหว่างตัวปราสาทกับหอคอยสูงปรากฏขึ้นสู่สายตามันเป็นทางเชื่อมเล็กๆแคบๆที่ยาวไม่กี่เมตรก่อด้วยอิฐสีเทาหม่นและไม่มีหน้าต่างอาโออิผลักให้เธอเดินนำ สีหน้าของเด็กหนุ่มแสดงความรังเกียจอย่างไม่ปิดบังสุดปลายทางเชื่อมคือบันไดเวียนเล็กๆที่มุ่งหน้าสู่ยอดหอคอย

            

            “รีบไปได้แล้วก่อนที่พวกนั้นจะแห่กันมา”

            

            คนข้างกายเธอสั่งเสียงเฉียบพอพ้นจากทางเชื่อมแล้วเขาก็วิ่งห้อขึ้นบันไดนำหน้าเธออีกครั้งเด็กสาวรีบเร่งฝีเท้าตามเขาไป ไม่อยากถูกทิ้งไว้ตามลำพังในปราสาทร้างที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นบ้านของเธอเอง

            

            “นายจะขึ้นไปหาอะไรบนนั้นน่ะ?”เด็กสาวร้องถามคนที่เดินนำหน้า

            

            อาโออิไม่ตอบคำถามเธอ

            

            “คิดว่ามีอะไรอยู่บนนั้นรึไงแล้วนายรู้ได้ยังไงว่าห้องฉันอยู่ที่นี่!”

            

            ทั้งที่ฉันเองก็ยังจำไม่ได้...

            

            เด็กสาวเก็บคำพูดนี้ไว้ในหัวขณะที่ไต่บันไดเวียนตามร่างสูงที่เดินนำขึ้นไปฝ่ามือข้างหนึ่งของเธอสัมผัสกำแพงหินชื้นๆข้างตัวเพื่อช่วยพยุงร่างความหนาวเย็นเคลื่อนผ่านกำแพงเข้าสู่ร่างกายจนเธอหนาวสั่น

            

            “ฉันจะรู้ได้ยังไงเธอไม่จำเป็นต้องรู้หรอกแค่รีบตามฉันมาก็พอแล้ว”

            

            “นายคืนความทรงจำให้ฉันไม่ครบ!”

            

            มินามิหยุดเดินทันที“ยังมีความทรงจำของฉันอยู่กับตัวนายใช่ไหม นายถึงได้รู้ว่าห้องฉันอยู่ที่ไหน!”

            

            “แล้วมันสำคัญนักหรือไง?”

            

            “สำคัญสิ! เพราะว่านั่นมันเป็นของๆฉัน!” เด็กสาวตะโกนแย้ง “มันเป็นความทรงจำของฉัน!”

            

            “หึ!”

            

            เด็กหนุ่มส่งเสียงเหยียดริมฝีปากบิดเบี้ยวอย่างเกลียดชังขณะที่เสมองออกนอกหน้าต่างก่อนจะหันกลับมามองเธอ

            

            “กลัวว่าฉันจะเห็นอดีตของเธออย่างนั้นเหรอเจ้าหญิง?” น้ำเสียงที่เอ่ยถามนั้นเหมือนขมขู่ นัยน์ตาสีเขียวแก่เรืองแสงกร้าว“กลัวว่าฉันจะรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่อย่างนั้นเหรอ? เธอไม่ต้องกลัวไปหรอก... มินามิเพราะฉันรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเธอนั่นแหละ!”

            

            “ขี้โกง!” เด็กสาวตะโกนก้อง น้ำตาคลอรื่นอยู่ตรงขอบตา “ความทรงจำของฉัน...  มันเป็นของฉัน...”

            

            “คิดว่าฉันอยากจะรู้อย่างนั้นเหรอ?ความรักบิดๆเบี้ยวๆของเธอน่ะ”

            

            “อย่าว่า--”

            

            “เลิกทำตัวงี่เง่าแล้วก็ตามฉันมาได้แล้วถ้าเธออยากจะเจอหมอนั่นนักล่ะก็ฉันจะพาไปเจอแน่ ในศึกนี้นี่แหละ!”

            

            แล้วร่างสูงของอาโออิก็ขยับเข้ามาใกล้คว้าข้อมือของเธอไว้ก่อนจะบีบแน่น เด็กหนุ่มฉุดร่างเธอให้เดินตามเขาไปโดยไม่สนใจเสียงร้องประท้วงของเธอเลย

            

            ไม่กี่นาทีต่อมาเขาก็พาเธอมาถึงชานพักเล็กๆมีประตูไม้บานใหญ่ตั้งตระง่านอยู่ตรงหน้าอีกครั้งที่เธอต้องเดินนำหน้าเขาเพื่อเปิดประตูบานใหญ่นั่นเด็กสาววางมือแนบลงกับบานประตู เสียงกลไกเบื้องหลังดังสนั่นลวดลายที่แกะสลักบนบานประตูเปลี่ยนรูปร่างไปก่อนที่ประตูจะเคลื่อนถอยหลังแล้วขยับออกไปด้านข้างช้าๆเปิดเป็นช่องให้เดินผ่าน

            

            ม่านฝุ่นพุ่งทะลักออกมาตามรอยแยกของช่องประตูอาโออิดันร่างของเธอเข้าไปข้างใน

            

            มินามิเหลียวมองรอบตัวภาพในความฝันกลายเป็นความจริงขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเธอมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ในห้องนอนที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นของเธอเองห้องโถงกว้างทรงกลมที่เพดานเป็นรูปครึ่งวงกลมมองเห็นท้องฟ้าสีม่วงกระจ่างใสผ่านกระจกบานใหญ่ที่ติดตั้งอยู่เหนือหัวแสงสว่างจากเอิร์ธสตาร์ที่ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางฟากฟ้าส่องลงมากระทบเตียงสี่เสาเตียงใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางห้องเครื่องเรือนทุกชิ้นฝุ่นจับเขรอะแม้จะไม่มีชิ้นไหนที่เสียหายเพราะผลกระทบจากสงครามแต่กาลเวลาก็ทำให้ข้าวของทุกอย่างในห้องอยู่ในสภาพที่ใช้การไม่ได้

            

            เด็กสาวเดินวนไปทั่วห้องปล่อยให้ภาพในอดีตซึมไหลผ่านเข้าร่าง ข้าวของทุกชิ้นให้ห้องยังคงจัดวางไว้เหมือนอย่างในวันที่เธอมีชีวิตอยู่ไดอารี่เล่มเล็กที่โต๊ะเขียนหนังสือเปิดกางไว้ ไม่มีอะไรเขียนบันทึกอยู่ในนั้นจะมีก็แต่เชื้อราที่แพร่กระจายไปทั่วหน้ากระดาษจนส่องแสงสีดำคล้ำออกมา

            

            เด็กสาวหยุดเดินเมื่อเจอกับโต๊ะตัวเล็กข้างเตียงนอนกรอบรูปทองคำขาวประดับอัญมณีสีสวยวางตั้งไว้อยู่บนนั้น ฝ่ามือเรียวเอื้อมไปจับก่อนจะค่อยๆบรรจงลูบเศษฝุ่นที่เกาะตัวหนาอยู่บนกรอบรูปนั้นออกรูปภาพภายในกรอบรูปเป็นภาพเล็กๆที่สีซีดจางภาพของพ่อที่อุ้มเธอไว้ในอ้อมแขนและส่งยิ้มมาให้อย่างเริงร่าพ่อที่เป็นของเธอเพียงคนเดียวเท่านั้นไม่มีรูปของแม่อยู่ในภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุดของเธอ

            

            เด็กสาวจ้องมองภาพนั้นอยู่เนิ่นนานอย่างหวนรำลึกความหลังนัยน์ตาสีม่วงทอแสงอ่อนโดยไม่รู้ตัว

            

            “เจออะไรรึยัง?”

            

            เสียงทุ้มแหวกฝ่าความเงียบร่างบางของเด็กสาวสะดุ้งขึ้นในทันใดก่อนจะเผลอปล่อยให้กรอบรูปหล่นกระทบพื้นเสียงดังมันเลื่อนไถลไปหยุดอยู่แทบเท้าของเด็กหนุ่มที่นั่งหมิ่นๆอยู่ตรงขอบหน้าต่างเขาแค่หันมามองมันเท่านั้นก่อนจะกลับไปสนใจสภาพภายนอกหอคอยตามเดิม

            

            มินามิเม้มริมฝีปากเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะหยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมาไว้แนบอกอย่างหวงแหนความทรงจำที่ดีที่สุดของเธอกับพ่อจะไม่ให้ใครมาเหยียบย่ำมันได้อย่างเด็ดขาด

            

            “ถ้าที่นี่ไม่มีก็ออกไปได้แล้วเราไม่มีเวลามากนักหรอก”

            

            เด็กหนุ่มบอกเสียงเครียดกระโดดลงจากขอบหน้าต่างหันมามองเธอด้วยสีหน้าเรียบสนิท

            

            “ทำไมนายถึงคิดว่าจะมีอะไรอยู่ที่นี่?”

            

            เด็กสาวถามนัยน์ตาของเธอแดงก่ำเพราะความหวาดกลัว อาโออิสบตาเธออย่างครุ่นคิดก่อนเอ่ย

            

            “ที่นี่เป็นที่สุดท้ายที่เฟรย์เวลดิ์พีชอยู่กับเธอ”

            

            “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่ท่านพ่ออยู่กับฉัน?”

            

            “เพราะหมอนั่นจะต้องรู้วิธีการปลดผนึกแน่เราต้องรู้ให้ได้ว่าจะจัดการกับมันยังไงก่อนที่จะเริ่มการคลายผนึก”

            

            “แล้วผนึกอยู่ที่ไหน?”

            

            “ไม่ใช่ที่นี่” อาโออิตอบสั้นๆ

            

            “ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมนายถึงได้เชื่อว่าท่านพ่อรู้วิธีปลดผนึกถ้าท่านพ่อรู้จริงๆก็ต้องปลดผนึกของเอิร์ธมูนไปตั้งนานแล้วสิ”

            

            เด็กสาวร้องถามอย่างไม่เข้าใจจริงๆแต่อาโออิมองหน้าเธอราวกับว่าเขาไม่เคยรู้จักเธอมาก่อน

            

            “เธอไม่รู้จริงๆน่ะเหรอ มินามิ?”เด็กหนุ่มหยั่งเสียงถาม นัยน์ตาหรี่แคบ “เธอคิดว่าหมอนั่นไม่รู้อะไรเลยเหรอไง?”

            

            “ก็ใช่น่ะสิ!” เธอตอบโดยไม่ต้องใช้ความคิด

            

            เด็กหนุ่มส่งเสียงหัวเราะเยาะ

            

            “เป็นเจ้าหญิงที่มองโลกในแง่ดีซะเหลือเกินนะแต่ก็นั่นแหละ ถ้าไม่เป็นแบบนั้นก็ไม่ใช่ตัวเธอน่ะสิ!”

            

            “นายอยากจะพูดอะไรกันแน่!” นัยน์ตาสีม่วงใสของเด็กสาวหรี่แคบเกลียดชังความไม่รู้ของตัวเองแต่ที่เกลียดยิ่งกว่าคือการที่คนตรงหน้ารู้แต่ไม่ยอมพูดอะไร

            

            อาโออิขยับเข้ามาใกล้เธอจ้องลึกเข้ามาในดวงตาราวกับเขากำลังพยายามแทรกเข้ามาในจิตใจมินามิเผลอขยับถอยห่างโดยไม่รู้ตัว แผ่นหลังบอบบางชนเข้ากับผนังเย็นเฉียบแต่ที่เย็นยิ่งกว่านั้นคือสายตาของเด็กหนุ่มที่จ้องมองมาที่เธอ

            

            “ฉันปล่อยให้เธออยู่ในโลกแห่งความฝันมากไปหรือเปล่า?เธอถึงได้มองว่าโลกนี้มันช่างสวยงามนัก” เสียงทุ้มเอ่ยถามแต่ฟังแล้วเหมือนเขากำลังถามตัวเองมากกว่า“เธอไม่คิดเอะใจเลยหรือไงว่าเรื่องราวทุกอย่างมันเริ่มเลวร้ายขึ้นหลังจากวันที่พ่อเธอตาย”

            

            “ท่านพ่อตายเพราะอุบัติเหตุ!” เด็กสาวแย้ง แม้จะรู้ดีว่าอุบัติเหตุนั้นเกี่ยวข้องกับเธอ

            

            อาโออิไม่ยิ้ม ไม่ส่งเสียงหัวเราะเหยียดหยามตรงข้าม เขาดูเหมือนจะทั้งโกรธและเกลียดชังอะไรบางอย่างท่อนแขนใหญ่ของเด็กหนุ่มวางแนบกำแพงข้างศีรษะเธอก่อนที่ใบหน้าจะโน้มเข้ามาใกล้มืออีกข้างที่ว่างเชยคางเธอขึ้นพร้อมกับจ้องลึกเข้ามาในดวงตา

            

            “หมอนั่นตายเพราะช่วยปกป้องไม่ให้เธอตาย...  เบริลแล้วหมอนั่นก็ตายไปพร้อมกับความลับที่มีแต่ตัวเองเท่านั้นที่รู้ความลับในการกำจัดเมตาเรีย”

            

            นัยน์ตาสีเขียวแก่ของเด็กหนุ่มเรืองแสงกร้าว

            

            “ทำไมล่ะ!? ทั้งๆที่รู้วิธีกำจัดแล้วทำไมถึงไม่บอกคนอื่น ทำไมถึงไม่จัดการซะแต่กลับปล่อยให้เรื่องทุกอย่างกลายเป็นแบบนี้เพราะอะไรน่ะเหรอ? ก็เพราะเธอน่ะสิ เบริล! เธอนั่นแหละที่สมควรจะต้องตายเพราะว่าเธอน่ะ--”

            

            ตู้ม!

            

            เสียงระเบิดดังขึ้นมาจากด้านนอกปราสาทท้องฟ้าโดยรอบบริเวณนั้นสว่างไสวด้วยแสงสีม่วงเข้ม อาโออิเบิกตากว้างขบกรามแน่นก่อนจะถลาไปที่หน้าต่างมีลำแสงสามเส้นพุ่งออกจากบริเวณที่เกิดระเบิดมุ่งหน้ามาทางปราสาท ไวโอเลต เรดและแบล็ค

            

            “โธ่เว้ย!”

            

            เด็กหนุ่มสบถลั่นทุบกำปั้นลงกำแพงอย่างระบายอารมณ์นัยน์ตาคมดุคู่นั้นหันมาหาเด็กสาวที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างตัว

            

            “หมอนั่นรู้จักที่นี่ใช่ไหม? ไวโอเลตน่ะ!”

            

            อาโออิตะคอกถาม

            

            มินามิพยักหน้าทั้งน้ำตา

            

            “ออกไปจากที่นี่ เร็วเข้า!”

            

            โดยไม่รอให้เธอตั้งตัวอาโออิก็กระชากข้อมือเธอแล้วพุ่งตัวออกจากห้องวิ่งลงไปตามบันไดเวียนอย่างเร่งรีบ  เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้งน่านฟ้าเหนือแรงระเบิดนั้นส่องแสงสีม่วงเข้มเป็นครั้งที่สอง

            

            “มาซารุรึ!”

            

            ไม่กี่นาทีต่อจากนั้นบริเวณโดยรอบปราสาทก็เกิดลำแสงสีต่างๆสว่างไสวมินามิรู้ได้ทันทีว่าคราวนี้คงเป็นเหล่าผู้พิทักษ์ที่มาซารุเคยพูดถึงอาโออิมีสีหน้าเคร่งเครียดยิ่งกว่าเก่าเด็กหนุ่มวิ่งลงจากหอคอยมาถึงทางเชื่อมระหว่างตัวปราสาท  พุ่งตัวผ่านกำแพงหินกลวงๆนั่นไปโดยไม่ต้องใช้พลังของเธอ

            

            เสียงระเบิดดังขึ้นมาจากระเบียงที่ชั้นสองตัวปราสาททั้งหลังสั่นสะเทือนอาโออิดึงร่างของเธอเข้ามาใกล้ก่อนจะรีบพาเธอหนีไปยังทิศตรงข้าม

            

            “ออกไปทางนี้!”

            

            เด็กหนุ่มร้องสั่ง วิ่งห้อมาตามระเบียงทางเชื่อมระหว่างปีกตะวันออกกับตะวันตกมินามิออกแรงวิ่งไปตามแรงฉุดของเขาช่องท้องของเธอจุกเสียดจนพูดไม่ออกขณะที่เสียงโครมครามดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆไม่รู้ว่าเป็นเสียงของใครกันแน่ระหว่างผู้พิทักษ์กับนักรบอเวจี

            

            “ข้ามไป!”

            

            เขาสั่งเธอให้ข้ามไปทางฝั่งตะวันตกระเบียงทางเชื่อมนั้นถูกระเบิดจากสงครามครั้งก่อนทำให้บางส่วนถูกตัดขาด เหลือเพียงพื้นหินเล็กๆที่กว้างไม่ถึงเมตรพอให้ข้ามไปอีกฝั่งได้ครั้งละคนเท่านั้นมินามิเอนตัวชิดริมกำแพง พยายามเดินข้ามไปอีกฟากโดยไม่มองพื้นที่ถูกระเบิดจนมองเห็นพื้นดินที่อยู่ต่ำลงไปหลายเมตรเบื้องล่างอาโออิตามเธอมา 

            

            เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินดังไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ

            

            “เธอข้ามไปฝั่งนั้นซะ! อยู่ให้ใกล้หอคอยเข้าไว้! เดี๋ยวฉันจะตามไป”

            

            เด็กหนุ่มผลักร่างเธอให้ก้าวไปยืนอยู่อีกฝั่งของปราสาทมินามิเสียหลักล้มลงพื้นแต่อาโออิกลับสนใจเสียงฝีเท้าที่กำลังเข้ามาใกล้มากกว่าเด็กหนุ่มเดินกลับไปยังทางที่เขาพาเธอมา ใบหน้าคมเข้มของเขานั้นดูดุดัน นัยน์ตาสีชาแข็งกร้าว  จ้องมองไปยังระเบียงทางเดินที่มืดมิดเบื้องหน้า

            

            “รีบไป!”

            

            เขาเร่งทั้งที่ไม่ยอมหันมามองหน้าเธอเลยสักนิด

            

            มินามิพยายามลุกขึ้นยืน นัยน์ตาสีม่วงแสนหม่นเฝ้ามองอยู่ที่แผ่นหลังของเขา

            

            “ไปสิ! แล้วฉันจะรีบตามไป”

            

            “นายจะตามฉันมาแน่ใช่ไหม!”

            

            เด็กสาวร้องตะโกนถามออกไปแต่เธอไม่ได้ยินคำตอบของเขาเมื่อเสียงระเบิดดังขึ้นหลังจากนั้นความหวาดกลัวทำให้เด็กสาวตัดสินใจหันหลัง แล้วมินามิก็ออกวิ่ง

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน