ในขณะนี้ห้องประชุมทั้งห้องเงียบลงราวกับไม่มีคนอยู่ เหลือเพียงเสียงการพูดคุยระหว่างหลิวชิงหยู่ กับ ปาร์คเจซองเท่านั้น ที่ยังดังไปทั่วห้องประชุม แม้หลิวชิงหยู่จะไม่ได้เปิดสปีกเกอร์โฟน แต่ทุกคนก็ได้ยินการสนทนาชัดเจน
และถึงแม้ว่าการสนทนาจะสิ้นสุดลง แต่ใบหน้าของเสวี่ยเหวินหลงกลับดูสีหน้าปั้นยาก ส่วนเซี่ยเจิ้งเต๋อเขารู้สึกปีติยินดีอย่างมาก ตอนนี้เขามีสิทธิ์จะช่วยหลิวชิงหยู่อย่างเปิดเผย
เวลานี้ใบหน้าของหลิวชิงหยู่ เต็มไปด้วยรอยยิ้ม พลางมองไปยังเสวี่ยเหวินหลงแล้วพูดว่า “คุณเสวี่ย ผมได้นัดกับนักลงทุนเรียบร้อยแล้ว พวกเขาจะมาดูสถานที่ด้วยตัวเองในวันศุกร์นี้เวลาประมาณ 10.00 นาฬิกา สหายซือเจิ้นเฉียง ตอนนี้ถึงเวลาที่คุณต้องขอโทษผมแล้วใช่ไหม?”
เสวี่ยเหวินหลง มีสีหน้าเขียวคล้ำ เขาไม่คิดว่าหลิวชิงหยู่จะกล้าบอกให้เขาขอโทษจริงๆ
“อะไรกัน ผู้ว่าการเสวี่ย คุณไม่คิดจะทำตามที่พูดไว้อย่างนั้นหรอครับ งั้นผมก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว” หลิวชิงหยู่ กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ขณะนี้หัวสมองของเสวี่ยเหวินหลงกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก เขาต้องการหาทางช่วยตัวเองให้หลุดออกจากสถานการณ์ที่น่าอับอายนี้โดยไม่ต้องขอโทษหลิวชิงหยู่ ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็สว่างขึ้น เพราะนักลงทุนคนนี้แม้ว่าจะเข้ามา แต่ก็ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายจะลงทุนจริงๆ เขาจึงไม่จำเป็นต้องขอโทษหลิวชิงหยู่ หากต้องการให้เขาขอโทษก็ต้องรอให้นักลงทุนยืนยันว่าจะเข้ามาลงทุนแล้ว
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้เขาก็เงยหน้าขึ้น แต่ก่อนที่เขาจะได้อ้าปาก หลิวชิงหยู่ ก็ชิงพูดตัดหน้า “แน่นอนผู้ว่าการเสวี่ย คุณที่เป็นถึงผู้ว่าการอาจจะไม่อยากขอโทษผม และคงหาข้อแก้ตัวมาอ้าง อย่างเช่นว่า แม้ว่านักลงทุนคนนี้จะมาสำรวจสถานที่แต่ก็ยังไม่แน่ว่าเขาจะลงทุน ดังนั้นคุณจึงยังไม่จำเป็นต้องขอโทษผม ถ้าหากนำข้อแก้ตัวนี้มาใช้เป็นข้ออ้างมันต้องฟังขึ้นแน่นอน เชื่อว่ามันคงสามารถปิดปากทุกคนได้และคุณที่เป็นถึงผู้ว่าการคงไม่อยากเสียสัจจะ แต่มันก็ดีกว่าต้องมาขอโทษผมจริงไหม คุณคงคิดจะใช้ข้ออ้างทำนองนี้ใช่หรือเปล่า?”
หลังจากพูดจบ หลิวชิงหยู่ก็มองไปยังเสวี่ยเหวินหลงด้วยความเย้ยหยัน
ในเวลานี้ข้ออ้างที่เสวี่ยเหวินหลงต้องการจะเอามาใช้ถูกดักด้วยคำพูดหลิวชิงหยู่ นี่จึงทำให้เขารู้สึกอึดอัดอย่างมาก เขาไม่คิดว่าหลิวชิงหยู่ จะชิงพูดมันเสียก่อน ทำให้เขาเจ็บใจอย่างมากที่ไม่สามารถใช้ข้ออ้างนี้ได้แล้ว เช่นนั้นเขาควรจะทำอย่างไรดี
แต่จู่ๆ หนิ่วเจี้ยนกั๋ว ก็พูดขึ้นว่า “หลิวชิงหยู่คุณทำอะไร คุณยังเห็นผู้ว่าการอยู่ในสายตาหรือไม่”
หลิวชิงหยู่ สวนกลับโดยไม่ลังเล “เลขาธิการหนิ่ว โทษทีที่ผมเป็นคนหยาบกระด้าง แต่ผมก็เข้าใจเรื่องระเบียบและข้อบังคับขององค์กรดี ผมเคารพคนที่ทำงานเพื่อประชาชน และเคารพผู้ที่ทำสิ่งต่างๆ ด้วยความยุติธรรม ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ แต่สำหรับคนที่ต้องการใช้อำนาจกดขี่ทำให้ผมตกที่นั่งลำบาก ผมควรจะปฏิบัติด้วยยังไงดีล่ะ”
หลังจากพูดจบ ใบหน้าหนิ่วเจี้ยนกั๋วก็บิดเบี้ยว เขาเถียงอะไรไม่ออก เพราะเขาตระหนักดีว่า หลิวชิงหยู่เป็นคนดื้อรั้นไม่สนใจลำดับอาวุโสมาแต่ไหนแต่ไร
ตอนนี้เสวี่ยเหวินหลงโกรธแล้วจริงๆ
เสวี่ยเหวินหลงมองไปยังหลิวชิงหยู่ด้วยความโกรธ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เอาล่ะ หลิวชิงหยู่ ไม่ว่าจะยังไง ผมก็เป็นถึงผู้ว่าการเทศมณฑล ผมคงไม่ผิดสัจจะที่ให้ไว้กับคุณแน่นอน ในเมื่อคุณหานักลงทุนได้ ไม่ว่าเขาจะลงทุนหรือไม่ แต่มันก็แสดงให้เห็นว่าคุณตั้งใจทำงาน ผมต้องขอโทษคุณด้วย!” เสวี่ยเหวินหลง พูดจบก็ยืนขึ้นแล้วหันหลังเดินออกไป
หนิ่วเจี้ยนกั๋ว จินหยู่เผิง และคนอื่นๆ มองไปยังหลิวชิงหยู่ด้วยสายตาเย็นชาแล้วเดินตามเสวี่ยเหวินหลงออกไปติดๆ
เมื่อเห็นสถานการณ์กลายเป็นแบบนี้ ซือเจิ้นเฉียงก็รู้ดีว่าถ้าไม่ขอโทษคงไม่ได้ เขาจึงฝืนพูดอย่างไม่เต็มใจว่า “สหายหลิวชิงหยู่ ผมขอโทษด้วย” พูดจบเขาก็เดินตามเสวี่ยเหวินหลงไป
ในตอนนี้เหลือเพียง เซี่ยเจิ้งเต๋อ หวังจื่อเฉียง และอีกไม่กี่คนที่อยู่ต่อ
ทำให้ตอนนี้ คณะกรรมาธิการทั้งหลายของกวนซานบ่นอุบบ่นอิบออกมา พวกเขาคือกลุ่มที่ต้องคอยส่ง เซี่ยเจิ้งเต๋อ
เซี่ยเจิ้งเต๋อเข้าใจความลำบากใจของทุกคนจึงกล่าวว่า “ไม่เป็นไร ไปส่งเสวี่ยเหวินหลงเถอะ ไม่ต้องสนใจผม”
คำพูดของเซี่ยเจิ้งเต๋อทำให้คณะกรรมาธิการฝ่ายซือเจิ้นเฉียง รีบตามออกไปทันที
อย่างไรก็ตาม เมิ่งฮวน ฉินรุ่ยเจีย และหลิ่วเจี้ยนอิงยังคงอยู่ต่อ
เซี่ยเจิ้งเต๋อมองไปยังกลุ่มคนเหล่านั้น จากนั้นเขาก็หันไปมองหลิวชิงหยู่ด้วยความชื่นชม เขารู้ดีว่าการที่เสวี่ยเหวินหลงต้องเอ่ยปากขอโทษหลิวชิงหยู่ มันคือความอัปยศที่อีกฝ่ายยากจะทำใจยอมรับได้ ดังนั้นอีกฝ่ายจะต้องหาวิธีตอบโต้อย่างแน่นอน เขาจึงพูดเตือนหลิวชิงหยู่ว่า “ หลิวชิงหยู่ที่คุณทำมันออกจะแรงไปหน่อยนะ ถึงยังไงเสวี่ยเหวินหลงก็เป็นผู้ว่าการ คุณควรไว้หน้าเขาบ้าง ยิ่งนิสัยของเขาแล้ว เกรงว่า...” เซี่ยเจิ้งเต๋อไม่ได้พูดต่อและปล่อยให้ทุกคนคิดเอาเอง
หลิวชิงหยู่พยักหน้าแล้วพูดว่า “ขอบคุณสำหรับคำเตือนครับ หัวหน้าพรรคเซี่ย ผมเข้าใจดีว่าคุณหมายถึงอะไร แต่ผมก็ทำอะไรไม่ถูกจริงๆ จุดประสงค์หลักที่พวกเขามาเยือนกวนซานก็เพื่อเล่นงานผม ถ้าไม่ใช่เพราะว่าคุณมาได้ทันเวลา ผมกลัวว่าผมคงไม่ได้กลับมาที่นี่ แต่จะถูกพวกเสวี่ยเหวินหลงลากตัวไปที่เทศมณฑลอย่างงงๆ ผมหลิวชิงหยู่เป็นคนประเภท มีคุณต้องทดแทน มีแค้นต้องชำระ ผมต้องการจะตอบโต้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ในอนาคตผมอยากเดินตัวตรงและนั่งตัวตรงโดยไม่ต้องเกรงกลัวอะไร ผมอยากจัดการเรื่องเศรษฐกิจภายในกวนซานให้เรียบร้อยในระหว่างที่ผมยังเป็นนายกอยู่ ผมจึงพยายามทำเต็มที่เพื่อให้ผู้คนในตำบลกวนซานมีรายได้ที่มั่นคง”
เซี่ยเจิ้งเต๋อรู้สึกหวั่นไหวเล็กน้อยเมื่อได้ยินสิ่งที่หลิวซิงหยู่กล่าวออกมา นี่คือข้อดีของคนหนุ่มสาว ไม่มีความกังวลใดๆ มีเพียงความทะเยอทะยานและจุดมุ่งหมายอันแรงกล้า แต่ด้วยความเยาว์วัยมันมักต้องเผชิญกับความจริงที่โหดร้ายซึ่งเขาจะต้องฝ่าฟันเอาตัวรอดไปให้ได้ เมื่อเห็นหลิวชิงหยู่ตอนนี้มันทำให้เขานึกถึงตัวเองตอนสมัยหนุ่มๆ ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่า “ อืม ในเมื่อคุณแน่วแน่ขนาดนี้ ผมย่อมไม่มีสิทธิ์ไปตำหนิต่อว่า คุณที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ก็เปรียบเสมือนอนาคตความหวังใหม่ของเรา ผมและสหายที่ผ่านสมรภูมิอันยาวนาน ที่ทำได้ก็คือให้การสนับสนุนพวกคุณ เพื่อให้ประชาชนของเราได้รับผลประโยชน์สูงสุด นับเป็นเรื่องดีที่คุณยึดมั่นต่อแนวทางในฐานะเจ้าหน้าที่ที่ทำเพื่อประชาชน”
เซี่ยเจิ้งเต๋อ พูดออกไปตามที่เขารู้สึกจริงๆ
หลิวชิงหยู่รู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อยเขาพูดออกไปด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “หัวหน้าพรรคเซี่ยวันศุกร์นี้ว่างไหม นักลงทุนที่ผมติดต่อทางอินเทอร์เน็ตชื่อว่า ปาร์คเจซอง เป็นผู้จัดการฝ่ายลงทุนของหยู่เทียนกรุ๊ปจากเกาหลีใต้เขาบอกอยากสำรวจสถานที่จริง เขายังบอกอีกว่าหากสำรวจเป็นไปอย่างราบรื่นเขาจะใช้งบ 300ล้านหยวนลงทุน เพื่อดำเนินโครงการในช่วงแรก ผมสงสัยว่าที่เขาพูดเป็นจริงหรือเท็จ แต่ผมจะพยายามให้มากที่สุดเพื่อโครงการนี้สัมฤทธิผล ดังนั้นผมจึงอยากเชิญคุณมาช่วยดูความคืบหน้าเป็นการส่วนตัว ในขณะที่ตัดสินใจเรื่องโครงการ”
เมื่อได้ยินที่หลิวชิงหยู่เสนอ เซี่ยเจิ้งเต๋อก็รู้ดีว่า หลิวชิงหยู่กำลังหยิบยื่นผลงานให้กับเขา ตราบใดที่เขามาเป็นเจ้าภาพต้อนรับด้วย มันจะทำให้เขามีความดีความชอบและสร้างผลงานชิ้นใหญ่ ดังนั้นเขาจึงตอบกลับอย่างไม่ลังเลว่า “ตกลง ผมจะมาช่วยคุณ แต่ท้ายที่สุดแล้วคุณก็ต้องเป็นผู้ประสานงานหลัก”
เซี่ยเจิ้งเต๋อกำลังบอกหลิวชิงหยู่กลายๆ ว่า หากเขาทำสำเร็จเขาจะได้เป็นหัวหน้าคุมโครงการนี้
ถ้าใช้คนถูก งานที่ได้ย่อมมีประสิทธิภาพ นี่คือข้อสรุปที่น่าพึงพอใจของทุกฝ่าย
อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งของพวกเสวี่ยเหวินหลง ดูเหมือนพวกเขาจะไม่มีความสุขแม้แต่น้อย หลังจากออกจากห้องประชุมพวกเขาก็ขึ้นรถแล้วขับออกไป
หนิ่วเจี้ยนกั๋ว ที่นั่งเบาะหลังก็พูดขึ้นด้วยสีหน้าเศร้าหมองว่า “คุณเสวี่ย คุณคิดว่าหยู่เทียนกรุ๊ปจากเกาหลีใต้ที่จะมาสำรวจพื้นที่กวนซาน เชื่อถือได้หรือไม่?”
เสวี่ยเหวินหลงพูดด้วยใบหน้าบึ้งตึงว่า “เรื่องนี้ยากที่จะฟันธงได้ เพียงแค่ฟังบทสนทนาของหลิวชิงหยู่ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะพบกันทางอินเทอร์เน็ตโดยปกติแล้วถ้าเขาบอกว่าพบนักลงทุนชาวเกาหลีใต้จากกระทู้เว็บไซต์ของจีน คุณจะคิดอย่างไร รู้สึกสงสัยใช่หรือเปล่า ดังนั้นจะสรุปได้ ก็ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์หลังจากคนคนนั้นมาถึง”
หนิ่งเจี้ยนกั๋วกล่าวด้วยความกังวลว่า “ คุณเสวี่ย ผมกลัวว่านักลงทุนคนนั้นจะเป็นนักลงทุนจริงๆ มิหนำซ้ำหลิวชิงหยู่ยังชักชวนเซี่ยเจิ้งเต๋อให้เข้าร่วมการต้อนรับตัวแทนนักลงทุนด้วย หากประสบความสำเร็จ เรื่องครั้งนี้ย่อมนับเป็นผลงานชิ้นใหญ่ ซึ่งเราไม่มีส่วนร่วมใดๆ สถานการณ์จึงไม่เอื้ออำนวยต่อเราแม้แต่นิดเดียว”
เสวี่ยเหวินหลงยิ้มแล้วพูดว่า “มันไม่ง่ายอย่างนั้น พวกคนเกาหลีหัวหมอมาก ตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้ ต้องรอให้นักลงทุนคนนั้นมาถึงก่อน ไม่ต้องกังวลไป ถ้าเขาตั้งใจจะเข้ามาลงทุนจริงๆ เราก็หาโอกาสชิงผลงานนั้นมาเท่านี้ก็สิ้นเรื่อง”