บทที่ 10
ผู้ชายคนที่นั่งอยู่ข้างตัวเงียบกริบไปนาน เมื่อบลิสส์ลอบชําเลืองก็เห็นสีหน้าเขานึ่งซึ่งบอกความโมโห ซึ่งสร้างความพอใจให้กับเธอได้อย่างมาก บางที เขาอาจจะเข้าใจในความทุกข์ยากและพอจะเข้าใจในเหตุผลที่ทําให้เธอต้องหลบหนีขึ้นบ้างแล้วกระมัง บลิสส์บอกตัวเองอยู่ว่ามันถึงเวลาที่จะต้องเล่นบทเศร้าเข้าให้แล้ว หยาดน้ำใส ๆ จึงเอ่อท้นขึ้นคลอคลองโดยเฉพาะเมื่อเขาเอ่ยปากถามขึ้นว่า“ที่พูดมานี่หมายความว่าพ่อคุณขายคุณให้กับเขางั้นเรอะ”“ใช่ค่ะ” เธอตอบเสียงสั่นสะท้านทั้งที่ในตอนนั้นม้าก็ใช้ฝีเท้าเต็มที่อยู่แล้ว กระนั้นเจมี่ก็ยังฟาคบังเหียนใส่หลังมันให้เร่งความเร็วยิ่งขึ้นอีก“ชั่วที่สุด” เจมี่คํารามอยู่ในลําคอ และบลิสส์ก็ซับน้ำตาอย่างโศกเศร้า “ทําไมคุณต้องทํายังงั้นด้วยล่ะ” เจมี่เอ่ยถามออกมาทําให้บลิสส์หยุดแสดงบทโศกทันทีด้วยความแปลกใจ“ทํา...อะไรคะ” :เจมี่เอื้อมมือที่สวมถุงมาเช็ดน้ำตาให้“ก็ร้องไห้แบบนี้น่ะสิ มันคล้ายกับคุณสร้างความรู้สึกขึ้นมาแล้วก็ร้องไห้ไปตามบท อย่ามาปฏิเสธผมนะว่าไม่เป็นความจริง”ถ้าไม่เป็นเพราะความจริงที่ว่า ขณะนี้เขากําลังมุ่งหน้าพาเธอกลับไปเวลลิงตันเพื่อไปพบกับอเล็กซานเดอร์ เซท แทนที่เธอจะได้เดินทางโดยเรือกลไฟไปอเมริกาไปเผชิญชีวิตใหม่ที่นั่น และยังมีแม่ที่รอคอยพร้อมจะต้อนรับด้วยความกระวนกระวายใจแล้ว บลิสส์คงจะต้องหัวเราะดัง ๆ ออกมาด้วยความขบขัน เพราะเกิดมายังไม่เคยเจอผู้ชายที่พูดจาที่อมะลื่อเช่นนี้มาก่อนเลยแต่แล้วคนที่เป็นฝ่ายระเบิดเสียงหัวเราะออกมากลับเป็นเจมี่เสียเอง ซึ่งสร้างความงุนงงให้กับบลิสส์หาน้อยไม่มันทําให้เธออดสงสัยไม่ได้ว่า มีอะไรในตัวเธอหรือที่ทําให้ผู้ชายคนนี้หัวเราะด้วยความขบขันได้ตลอดเวลา เมื่อคิดมาถึงตรงนี้เธอก็ยกมือขึ้นมากอดอกอย่างไว้ตัว อยากแสดงให้นายแม็คเคนน่าผู้นี้เห็นว่าเธอชักเดือดดาลขึ้นมาบ้างแล้วเขาเอื้อมมือมา ปลายนิ้วแตะลงตรงปลายจมูกที่เชิดสูงอย่างดื้อรั้น“โมโหอะไรขึ้นมาอีกเล่าดัสเชส ผมว่านะใครก็ตามที่ได้ตัวคุณไปคงจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตทีเดียวกว่าจะเรียนรู้นิสัยที่แท้จริงของคุณ”สัมผัสของเขาสร้างความอบอุ่นให้แผ่ซ่านขึ้นทั้งตัว และแล้ว ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านเข้ามาในความทรงจํา ภาพที่เธอนอนอยู่บนเตียงโดยมีเขาอยู่เคียงข้างภายในห้องนอนที่มีแต่ความมืด และภาพนั้นที่ทําให้ความเป็นผู้หญิงของเธอก่อสํานึกแห่งความอาวรณ์ฉันคงไม่มีวันรู้สึกอย่างนี้กับอเล็กซานเดอร์ได้หรอก...เธอได้แต่คิดอยู่ในใจ และแล้วความรู้สึกสิ้นหวังก็ผ่านเข้ามาอีกครั้ง ถ้าเพียงแต่พ่อจะบังคับให้เธอแต่งงานกับเจมี่แทน..แต่มันก็คงเป็นไปไม่ได้อีกเช่นกันหลังจากนั้นทั้งสองก็เดินทางไปด้วยกันเงียบๆ บนเส้นทางสายเลียบชายฝั่งทะเล จนถึงช่วงหนึ่งบนเส้นทางสายนั้นที่บังคับม้าให้วิ่งเข้าข้างทางเพื่อให้มันได้พักบ้าง บลิสส์ซึ่งรอเวลาจะได้ลงจากเกวียนเพื่อเดินยืดเส้นยืดสายให้คลายความเมื่อยขบอยู่นานแล้ว รีบกระโดดลงก่อนที่เจมี่จะทันเข้ามาช่วยพยุงลงแม้ว่าขณะนั้นจะใกล้เที่ยงอยู่แล้ว แต่อากาศก็ยังหนาวเย็นมาก เจมี่ป้อนน้ำตาลใส่ปากม้าและพูดจากับมันอยู่ด้วยเสียงทุ้มนุ่มนวลราวกับจะปลอบโยนที่มันต้องพลอยเหนื่อยยากไปด้วย บลิสส์เหลือบไปเห็นตะกร้าอาหารที่ คาร์ร่าจัดเตรียมมาให้เมื่อเช้านี้ความหิวก็บังเกิดขึ้นทันที รีบยกมันลงมาจากเกวียน“เชิญตามสบายนะดัชเชส ช่วยตัวเองก็แล้วกัน” เจมี่บอกบลิสส์ต้องหน้าแดงอีกครั้ง มันคล้ายกับแม็คเคนน่าสามารถจะหาเรื่องล้อเลียนเธอได้ตลอดเวลา แต่มันก็สายเกินกว่าที่เธอจะตอบโต้อะไรออกไป เพราะห่อแซนด์วิชถูกแก้ออกและเธอกัดกินเข้าไปแล้วคําหนึ่งด้วยซ้ำ“ว่าแต่คุณเซทอะไรนั่นน่ะ เขาเคยรู้บ้างหรือเปล่า ว่าการที่ได้คุณไปทั้งคนจะต้องเสียค่าอาหารเลี้ยงดูมากแค่ไหน”บลิสส์ไม่ได้ปลาบปลื้มกับการตั้งข้อสังเกตแบบนั้นของเจมี่เลย แต่แสร้งทําเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสีย สนใจกับแซนด์วิชที่มีทั้งเนยแข็ง เนยเหลวและยังไก่ชิ้นโตมากกว่าหลังจากปรนนิบัติมาเสร็จแล้ว เจมี่จึงได้เดินเข้ามาร่วมวงด้วยการหยิบแซนด์วิชของตนขึ้นมากิน ขณะที่แก้กระดาษที่ห่อแซนด์วิชออกเขาก็อดพูดจายั่วเย้าไม่ได้“ผมว่าใครก็ตามที่ร่วมเดินทางกับคุณจะต้องรีบกินอาหารของตนเสียในขณะที่ยังมีโอกาสอยู่ ถามจริง ๆ เถอะ ว่าทําไมคุณก็ออกกินเก่งยังงี้แล้วยังผอมอยู่อีกล่ะ”“ฉันน่ะเรอะผอม” บลิสส์ร้องเสียงดังลั่น “ฉันไม่ผอมหรอกนะจะบอกให้”ดวงตาคู่นั้นเลื่อนลงไปจับอยู่ตรงหน้าอกที่คลุมไว้ด้วยเสื้อคลุมเก่า ๆ ก่อนจะเลื่อนกลับมามองหน้าเธออีกครั้ง“แต่ถึงยังไงก็ยังเรียกว่าอ้วนไม่ได้อยู่ที่นั่นแหละ” เขากินแซนด์วิชหมดแล้วและหันมาคว้าร่างบลิสส์ขึ้นขณะที่เธอกําลังแก้ห่อที่สองอยู่ เขายกร่างเธอขึ้นวางบนที่นั่งราวกับไร้น้ำหนัก พูดเสียงหนัก ๆ ว่า “เราต้องออกเดินทางกันต่อแล้ว” พูดจบเขาก็ปีนขึ้นมานั่งเคียงข้างคว้าบังเหียนขึ้นมาถือไว้“นี่ ขอเสียทีเถอะนะ จะทําอะไรก็บอกกันให้รู้ล่วงหน้าหน่อยเป็นไร อยู่ๆ ก็มาอุ้มฉันขึ้นยังกับฉันเป็นกระสอบถั่วงั้นละ แถมอยากจะวางที่ไหนก็ยังวางตามความพอใจของคุณด้วย ฉันยังกินไม่เสร็จคุณไม่เห็นหรือไง”“คุณยังมีเรื่องต้องแปลกใจในตัวผมอีกหลายอย่างทีเดียวละดัชเชส” เขาบอกพร้อมกับกระตุ้นม้าให้ออกเดินทางต่อบลิสส์นึกหาคําที่จะมาตอบโต้ไม่ออก ได้แต่นั่งกัดกินแซนด์วิชไปเรื่อย ๆอาทิตย์เพิ่งจะลอยเลื่อนลงแตะขอบฟ้าตอนที่โรงแรมเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นในสายตา บลิสส์นั่งตัวแข็งด้วยความเมื่อยขบมาเป็นเวลานานหลายชั่วโมงแล้ว และความหนาวเย็นของอากาศก็เริ่มแทรกซึมเข้าไปจนถึงกระดูกดํา เธอหวังว่าเจมี่จะหยุดพักแวะที่โรงแรมแห่งนี้ก่อนเธอถึงกับหลับตาและถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อเจมี่กระตุ้นมาให้วิ่งผ่านประตูรั้วโรงแรมเข้าไป เด็กหนุ่มหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสสองคนรีบวิ่งออกมาต้อนรับเขา“สวัสดีขอรับคุณแม็คเคนน่า”เจมี่ดูจะลืมบลิสส์ไปเป็นครู่ เมื่อเขาปีนจากที่นั่งและล้วงกระเป๋าหยิบเหรียญออกมายืนให้เด็กหนุ่มคนละเหรียญ แม้ว่าเขาเองจะเมื่อยขบไม่น้อยไปกว่าบลิสส์ แต่ท่าทางเดินเห็นก็ยังคล่องแคล่วว่องไวอยู่นั่นเอง หลังจากที่เขาซักถามอะไรจากเด็กสองคนนั้นอยู่เป็นครู่จึงได้เดินกลับมาที่บลิสส์ และส่งมือมาให้เธอเกาะเพื่อพยุงตัวลง และบลิสส์ก็รับมือนั้นด้วยความเต็มใจอย่างที่สุดเขาพาเธอเดินเข้าไปในห้องโถงกลางของโรงแรม ซึ่งขณะนั้นมีนักเดินทางคนอื่นๆ ส่วนมากเป็นผู้ชายนั่งดื่มกินอาหารอยู่ตามโต๊ะต่าง ๆกลิ่นอาหารทําให้ท้องร้องจ๊อกขึ้นมาอีก เธอรีบเชิดหน้าขึ้นเมื่อเห็นรอยยิ้มอย่างขบขันฉาบขึ้นบนใบหน้าของเจมี่ ดูเหมือนไม่มีอะไรที่จะพลาดสายตาผู้ชายคนนี้ไปได้เลยเจมี่พาเธอไปนั่งที่โต๊ะตัวหนึ่งไม่ไกลจากเตาผิงเท่าไรนัก บลิสส์ตั้งท่าจะถอดเสื้อคลุมออก แต่เมื่อนึกถึงชุดคอกว้างที่ตนเองสวมใส่อยู่ก็ชะงักขึ้นมาผู้ชายร่างใหญ่หน้าตาอ้วนฉุคนหนึ่งเดินเข้ามาที่โต๊ะ มีผ้ากันเปื้อนคาดทับอยู่กลางลําตัว สายตาของเขาบ่งบอกความเป็นมิตรไม่น้อยเมื่อมองมาที่บลิสส์ขณะทักทายอยู่กับเจมี่“ไงเพื่อน...ขอต้อนรับด้วยความยินดี ชาสําหรับคุณผู้หญิงหน่อยดีไหมล่ะ”เจมี่พยักหน้ารับและสั่งเหล้าเอลสําหรับตัวเองกับพายอีกสองชิ้นแม้บลิสส์ค่อนข้างหิวแต่ก็ออกจะเกรงใจถ้าแม็คเคนน่าจะต้องมาออกค่าอาหารให้เธอด้วย“คุณสั่งพายไปเมื่อกี้นี้ แล้วถ้าฉันอยากกินอย่างอื่นขึ้นมาล่ะ” เธอโน้มร่างเข้าไปหาเขาถามเบา ๆ อยู่“ผมว่าคุณไม่มีทางอยากกินอะไรอย่างอื่นได้หรอก เพราะที่นี่เขามีพายขายอย่างเดียวเท่านั้น”“งั้นหรือ” บลิสส์จําต้องเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อีกครั้ง สัมผัสความแข็งกระด้างของเนื้อไม้ซึ่งไม่ได้แตกต่าง ไปกว่าที่นั่งบนเกวียนเลย จะดีกว่ากันหน่อยก็ตรงที่มันไม่โยกไปโยกมาเหมือนเวลาที่นั่งอยู่บนเกวียนเท่านั้นผู้หญิงคนหนึ่งเป็นคนเอาชามาเสิร์ฟ รูปร่างหน้าตาของหล่อนยั่วยวนกวนสวาทไม่น้อย เรือนผมสีน้ำตาลที่ขมวดมุ่นขึ้นไว้ใกล้จะหลุดจากเข็มที่เสียบตรึงอยู่เต็มที หล่อนทําปากขึ้นอย่างไม่ใคร่พอใจเมื่อจับตามองหน้าบลิสส์อยู่“นี่เมียคุณหรือเจมี่” หล่อนถามออกมาตรง ๆ ซึ่งทําให้บลิสส์อ้าปากค้าง แต่ก่อนที่เธอจะทันพูดอะไรออกไป เจมี่ก็ตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า“ใช่ คนสวย และเมียฉันละ เออ...คืนนี้ช่วยเตรียมห้องที่มันอุ่น ๆ ไว้ให้เราหน่อยได้ไหมล่ะ”สีหน้าของคนสวยบอกความไม่พอใจยิ่งขึ้นเมื่อหล่อนเดินจากไป แต่ถึงอย่างไรหล่อนก็คงไม่ได้โมโหมากไปกว่าบลิสส์ยามนี้แน่“คุณกล้าดียังไงถึงไปบอกแม่คนนั้นว่าฉันเป็นเมียคุณ แถมยังขอให้เขาจัดเตียงนอนให้เราด้วย” เธอตวาดใส่หน้า มือไม้สั่นเทาเมื่อเอื้อมไปหยิบถ้วยชาแต่เจมี่ไม่ได้หวั่นไหวกับความโมโหของเธอเลยแม้แต่น้อย เขายกแก้วเหล้าขึ้นจิบอย่างละเลียดอยู่เป็นครู่จึงได้ตอบออกมาได้“คุณลองมองไปรอบๆ ตัวสิ แล้วจะเห็นเองว่าโรงแรมแบบนี้คนดี ๆ ที่เป็นสุภาพบุรุษเขาไม่มาพักกันหรอก ถ้าเมื่อไหร่ไอ้คนพวกนั้นมันรู้ว่าคุณเป็นหญิงสาวเดินทางมาคนเดียวละก้อ ทั้งคุณและผมเห็นจะต้องต่อสู้กับพวกมันเพื่อรักษาเกียรติของเราแน่”