Emperor of the Immortal God

    ตอนที่ 42 การประมูลที่ดุเดือด

    การประมูลดำเนินไปเรื่อยๆ  สินค้าที่ประมูลล้วนแต่เป็นเครื่องประดับจานชาม แจกันของใช้ในสมัยโบราณของอดีตจักรพรรดิหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงชั้นสูงของประเทศจีน

     

    ว่ากันว่าสมบัติเหล่านี้ถูกเชื้อพระวงศ์จีนที่หลบหนีมาจากคณะปฏิวัติหอบเอาสมบัติต่าง ๆ ลงเรือสำเภามา จากนั้นจึงนำมาตั้งรกรากในประเทศต่าง ๆรวมถึงเมืองไทยทรัพย์สมบัติเหล่านี้อาจจะถูกฝังเอาไว้เพื่อหลบซ่อนสายตาจากใครต่อใครก็ได้

     

    “รอบนี้พ่อพอใจมากสมบัติแต่ละอันควรค่าแก่การสะสม อีกหน่อยราคาจะสูงกว่านี้อีกไม่รู้กี่เท่าตัว”

     

    “วันนี้รู้สึกพ่อประมูลเยอะนะครับเกินห้าสิบล้านบาทไปแล้ว”

     

    จิรุจพูดขึ้นเมื่อเห็นผู้เป็นพ่อประมูลสินค้ามาได้หกชิ้นจากสิบชิ้นเป็นที่ฮืออาในห้องประมูล แต่เมื่อรู้สถานะของนพ.อุดม ทุกคนจึงเข้าใจได้ กิจการพันล้านเพียงแค่เจียดเงินมาซื้อของยังไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่มีเลยทั้งการเก็บวัตถุโบราณยังไม่ถือว่าเป็นความฟุ่มเฟือยเพราะมูลค่าล้วนแต่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต

     

    “มาถึงสินค้าชิ้นที่11 แล้วนะคะต้องบอกก่อนว่าสินค้าชิ้นนี้เป็นชิ้นที่พิเศษมาก ๆ ”

     

    สินคาถูกพนักงานเข็นออกมาตรงกึ่งกลางของเวทีพิธีกรสาวเปิดผ้าคลุมออก สร้างเสียงฮือฮาเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะกับบุคคลที่รู้เบาะแสกับสินค้าชิ้นนี้มาก่อน

     

    “ตราลัญจกรนี้ได้รับการยืนยันจากกรมศิลปากรแล้วว่าเป็นตราลัญจกรประจำองค์จักรพรรดิปูยีจักรพรรดิพระองค์สุดท้ายแห่งประเทศจีนราคาเปิดประมูลเริ่มต้นอยู่ที่ยี่สิบล้านบาท”

     

    “นี่มัน…”

     

    ไตรภพที่มองการประมูลชิ้นแล้วชิ้นเล่าอย่างเบื่อหน่ายวัตถุประมูลก่อนหน้าไม่ได้มีค่าอะไรเลยในสายตาของเขาแต่เมื่อสิ้นค้าชิ้นนี้ปรากฎต่อสายตา ไตรภพเบิกตากว้าง จ้องอย่างไม่วางตา

     

    “พลังศักดิ์สิทธิ์! ตราลัญจกรนี่สามารถรองรับพลังเพื่อตัดผ่านได้ทำไมถึงมีพลังงานเช่นนี้อยู่ในโลกใบนี้”

     

    พลังลมปราณในแต่ละชนชั้นจะมีอยู่ทั้งหมดสิบระดับเมื่อถึงระดับที่สิบแล้วจะต้องอาศัยวัตถุรองรับพลังเพื่อตัดผ่านไปในขั้นต่อไปยิ่งพลังลมลมปราณชนชั้นสูงขึ้น ยิ่งต้องใช้วัตถุรองรับที่ทรงพลังกว่าเดิม

     

    “วัตถุนี้สามารถตัดผ่านจากลมปราณชนชั้นสีม่วงไปยังลมปราณชนชั้นสีครามได้!”

     

    ไตรภพมีเปลี่ยนเป้าหมายกลางคันแม้จะต้องการโสมหิมะพันปีแต่วัตถุดิบในการบ่มเพาะเมื่อมีเงินมหาศาลแล้วจะซื้อโสมหิมะหนึ่งร้อยปีสักร้อยต้นก็ได้แต่วัตถุรองรับพลังนี้ แม้จะมีเงินมหาศาลก็ไม่แน่ว่าจะพบเจออีก

     

    “ยี่สิบล้านห้าแสน”

     

    “ยี่สิบเอ็ดล้าน”

     

    “ยี่สิบสองล้าน”

     

    “ยี่สิบห้าล้าน”

     

    เสียงประมูลเซ็งแซ่ไปทั่วห้องด้านล่างบรรดาเศรษฐีต่างหมายมั่นอยากครอบครองตราลัญจกรเช่นนี้เพราะมีเพียงแค่หนึ่งเดียวในโลก

     

    “ห้าสิบล้าน”

     

    นพ.อุดมชูป้าย เสนอราคาพุ่งกระโดดในคราวเดียวเขาเองก็อยากจะได้ตราลัญจกรนี้เช่นกัน จิรุจที่อยู่ข้าง ๆ ได้แต่แตกตื่นตกใจ

     

    “พ่อครับราคานี้มัน”

     

    “แกเงียบ ๆเถอะน่า สายตาฉันไม่มีทางผิดพลาด”

     

    จิรุจหุบปากลงมองไปที่ตราลัญจกรด้วยความรู้สึกหลากหลายเงินห้าสิบล้านบาทแลกด้วยตราลัญจกรนี้มันจะคุ้มจริง ๆ หรือ

     

    “หกสิบล้าน”

     

    เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นทั่วห้องประชุมต่างหันไปมองเป็นตาเดียว เป็นชายอายุสี่สิบปีซึ่งเคยปรากฎตัวในห้องก่อนหน้าเขาได้รับคำสั่งว่าต้องเอาตราลัญจกรนี้กับโสมหิมะพันปีไปให้ได้

     

    “หกสิบห้าล้าน”

     

    เศรษฐีในห้องนั้นเสนอราคาสู้ทันทีราคาค่อย ๆ ขยับขึ้นคนที่แข่งประมูลตราลัญจกรนี้ก็เริ่มลดลงเมื่อเห็นราคาแตะที่หนึ่งร้อยล้านบาทแล้ว

     

    “หนึ่งร้อยสิบล้าน”

     

    นพ.อุดมกัดฟันประมูลแข่งกับชายชุดดำตอนนี้เหลือคู่แข่งเพียงแค่สองคนแล้ว ตัวเขาเองแม้จะพบเจอคนมีอำนาจมากหน้าหลายตาแต่ก็ไม่คุ้นกับใบหน้าของชายผู้นี้เท่าไหร่ นั่นแปลว่าชายคนนี้ต้องไม่ใช่คนในจังหวัดเชียงใหม่หรือจังหวัดน่านอย่างแน่นอน

     

    “หนึ่งร้อยยี่สิบล้าน”

     

    ชายชุดดำสู้ราคาด้วยเสียงเรียบเฉยไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องได้สินค้าชิ้นนี้มาเงินทุนหนึ่งพันล้านบาทมันเพียงพอที่จะได้สินค้าตามที่เขาต้องการทั้งสองชิ้น

     

    “หนึ่งร้อยสามสิบล้าน”

     

    “หนึ่งร้อยสี่สิบล้าน”

     

    “หนึ่งร้อยห้าสิบล้าน”

     

    ราคาถูกเคาะขึ้นเรื่อยๆ ทีละสิบล้าน ไม่มีใครยอมใคร ห้องประมูลเดือดพล่านไปด้วยการจดจ้องว่าที่สุดแล้วใครจะเป็นผู้ได้ไป

     

    “สองร้อยล้าน”

     

    “เฮือก”

     

    เหงื่อเต็มไปหน้านพ.อุดม ราคานี้เขาไม่สามารถที่จะใช้จ่ายได้แล้วเพียงเพราะวัตถุโบราณชิ้นเดียวจริงอยู่ว่ามูลค่าของกิจการโรงพยาบาลจะสูงถึงพันล้านบาทแต่ไม่ได้แปลว่าเขาจะมีเงินสดพันล้านบาทเงินสดที่เขาสามารถใช้ได้แค่หลักร้อยล้านบาทเท่านั้นไม่อาจจะนำเงินธุรกิจมาใช้ส่วนตัวได้ เพราะจะทำให้เสียระบบโรงพยาบาลอาจขาดสภาพคล่องจนล้มลงได้

     

    “พ่อครับผมว่าพอเถอะ”

     

    “กรอดดดด”

     

    นพ.อุดมแม้จะอยากได้ตราลัญจกรนี้มากแต่เมื่อคิดพิจารณาแล้วจึงกัดฟันด้วยความโกรธ จำใจต้องปล่อยผ่านไป

     

    “ราคาสองร้อยล้านครั้งที่ 1”

     

    “ราคาสองร้อยล้านครั้งที่ 2”

     

    พิธีการสาวนับถอยหลังเตรียมพร้อมที่จะใช้ค้อนเล็ก ๆ ทุบ เป็นสัญลักษณ์ในการบ่งบอกว่าปิดการประมูล

     

    “สองร้อยห้าสิบล้าน”

     

    “!!!”

     

    ทั่วทั้งห้องประมูลแตกตื่นหันไปมองตามเสียงเป็นเสียงที่ดังออกมาจากชั้นสอง พวกเขาพยายามจะมองไปว่าเป็นใครกันแต่ก็ไม่สามารถมองทะลุกระจกได้ เพราะกระจกได้สะท้อนภาพพวกเขาออกมา ไม่ใช่กระจกใส

     

    มินตราเหงื่อตกเอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดไปทั่วหน้าผาก วันนี้เธอได้รับหน้าที่มาเป็นพิธีกรนี้แม้จะรู้ว่าสินค้าต่าง ๆ ล้วนล้ำค่าแต่ก็ไม่นึกว่าจะสูงถึงขนาดสองร้อยกว่าล้านบาทเช่นนี้

     

    “ห้อง VIP09 ให้ราคามาที่สองร้อยห้าสิบล้าน มีใครจะสู้ไหมคะ”

     

    ชายชุดดำมองไปด้านบนมือกำหมัดแน่น ลอบประเมินในใจเงินหนึ่งพันล้านบาทที่เตรียมมาจะเพียงพอได้สินค้าทั้งสองชิ้นหรือไม่โสมหิมะอายุหนึ่งพันปีที่เริ่มประมูลที่สองร้อยล้านบาท ราคาจะจบลงเท่าไรกัน

     

    “สองร้อยหกสิบล้าน”

     

    “สามร้อยล้าน!”

     

    ไตรภพสู้ราคาออกมาทันทีที่ชายชุดดำเอ่ยค่อย ๆ เกทับราคาเรื่อย ๆ จนราคาของตราลัญจกรนี้แตะที่สามร้อยล้านบาทแล้ว

     

    “กะ แก”

     

    ชายชุดดำตอนนี้ใบหน้าแดงฉานด้วยความโกรธจริงอยู่ที่เขาสามารถสู้ราคากับไตรภพได้ แต่หากสู้ไปแล้วเงินทุนที่ใช้ประมูลโสมหิมมะอายุพันปีอาจจะไม่เพียงพอ

     

    “สามร้อยสิบล้าน”

     

    “สามร้อยห้าสิบล้าน”

     

    ไตรภพเกทับราคาอีกตอนนี้ใบหน้าของชายชุดดำเขียวคล้ำไปหมดแล้ว มันอยากจะฆ่าคนด้านบนมาก ๆแต่ตอนนี้ไม่สามารถทำอะไรได้

     

    “นายครับ”

     

    “ฉันรู้ไปสืบมาว่ามันเป็นใคร บอกคนของเราให้ดักเส้นทางออกไว้ไม่ว่ายังไงก็ต้องแย่งชิงมาให้ได้”

     

    ชายชุดดำไม่สู้ราคาต่อไตรภพจึงได้ตราลัญจกรไปในราคาสามร้อยห้าสิบล้านบาทสร้างความสงสัยอยากรู้แก่บรรดาคนในห้องประมูลมาก ว่าบุคคลในห้อง VIP เป็นใคร

     

    “สุดยอดไปเลยค่ะตราลัญจกรของจักรพรรดิปูยี ถูกประมูลไปด้วยราคาสามร้อยห้าสิบล้านบาทตอนนี้เป็นสถิติราคาประมูลที่สูงที่สุดที่ดิฉันเคยเจอ”

     

    “เอาหละค่ะเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาพบกับสินค้าชิ้นสุดท้ายกันดีกว่าสินค้าชิ้นนี้เป็นสมุนไพร เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักดี”

     

    พนักงานเข็นตู้กระจกมากลางเวทีเช่นเดิมพิธีกรสาวเดินไปเปิดผ้าคลุมสีแดงออก เผยให้เห็นโสมหิมะสามต้น บริเวณรากเป็นสีทอง

     

    “นี่คือโสมหิมะอายุหนึ่งพันปีจำนวนสามต้น จะแยกประมูลทีละต้นนะคะ ไม่ใช่ประมูลทีเดียวสามต้นเลยราคาเริ่มต้นที่ต้นละสองร้อยล้านบาทค่ะ”

     

    ชายชุดดำมองโสมหิมะอายุพันปีด้วยสายตาอยากได้เมื่อพลาดจากตราลัญจกรจักรพรรดิปูยีแล้ว สินค้าชิ้นนี้จะต้องไม่หลุดรอดไปจากเขา

     

    “ไหนพลตรีมนูญบอกว่าโสมหิมะสามต้นราคาเริ่มต้นที่สองร้อยล้านบาทไง แล้วทำไมมันเริ่มต้นที่ต้นละสองร้อยล้านบาทได้”

     

    ไตรภพสงสัยในราคาเปิดประมูลเงินที่เหลือจำนวนหกร้อยห้าสิบล้านบาทอาจจะไม่เพียงพอที่จะได้โสมหิมะอายุหนึ่งพันปีมาทั้งสามต้น

     

    “สองร้อยห้าล้าน”

     

    นพ.อุดมเสนอราคาขึ้นแม้เขาเองจะถอยในตราลัญจกรของจักรพรรดิปูยีแต่โสมหิมะอายุหนึ่งพันปีนี้เขาต้องได้มา เขาเองอยู่ในวงการแพทย์แผนจีนทั้งยังเป็นผู้สืบทอดของหมอเทวะพ่อของเขา มีวิธีสกัดโสมหิมะให้ช่วยรักษาโรคภัย

     

    ด้วยเหตุนี้พ่อของเขานั่นคือ นพ.พริษฐ์ในวัยแปดสิบปีก็กินโสมหิมะอายุสิบปีบำรุงในทุก ๆ เดือน ยิ่งอายุของโสมสูงมากเท่าไหร่สรรพคุณยิ่งมากเท่านั้น

     

    “สองร้อยสิบล้าน”

     

    ชายชุดดำเสนอราคาอย่างไม่คิดอะไรการประมูลกลับมาดุเดือดอีกครั้งราคาของโสมหิมะอายุหนึ่งร้อยปีถีบขึ้นไปอยู่ที่สามร้อยห้าสิบล้าน

     

    “สี่ร้อยล้าน”

     

    ไตรภพเสนอราคาออกมาเช่นเดิมแม้จะคำนวณแล้วว่าไม่อาจจะได้โสมหิมะมาแน่นอนสามต้นแต่อย่างน้อยได้เพียงแค่ต้นเดียวก็ถือว่าไม่ขาดทุน

     

    “…”

     

    “สี่ร้อยสิบล้าน”

     

    “สี่ร้อยห้าสิบล้าน”

     

     

    “สี่ร้อยหกสิบล้าน”

     

    “ห้าร้อยล้าน”

     

    การแข่งขันที่มีนพ.อุดมเป็นตัวประกอบเขาได้ถอนตัวออกไปตั้งแต่สามร้อยห้าสิบล้านแล้วเงินจำนวนมากขนาดนี้เขามีไม่เพียงพอ ทันทีที่ตัวเลขห้าร้อยล้านเอ่ยออกไปทั่วห้องประชุมล้วนเงียบสงัดราวกับป่าช้า

     

    “ห้าร้อยสิบล้าน”

     

    “หกร้อยล้าน”

     

    “หกร้อยสิบล้าน”

     

    “หกร้อยห้าสิบล้าน”

     

    “หกร้อยหกสิบล้าน”

     

    ชายชุดดำเอ่ยราคาหกร้อยหกสิบล้านด้วยดวงตาคลั่งแค้นตัวสั่นมองไปด้านบนชั้นสองไม่หยุด นี่มันราคาที่เกินกว่าตัวเขาเองจะคาดการณ์แล้ว

     

    “…”

     

    ไตรภพไม่ได้สู้ราคาต่อเพราะเงินสดที่มีไม่เพียงพอ มีแค่หกร้อยห้าสิบล้านเท่านั้นเอาไว้ประมูลต้นที่สองก็ยังไม่สายเกินไป

     

    “ราคาหกร้อยหกสิบล้านครั้งที่ 1”

     

    “ราคาหกร้อยหกสิบล้านครั้งที่ 2”

     

    “ราคาหกร้อยหกสิบล้านครั้งที่ 3”

     

    “ยินดีด้วยค่ะผู้ประมูลหมายเลขสิบ ได้โสมหิมะอายุหนึ่งพันปีไปด้วยราคาหกร้อยหกสิบล้านบาท!!!”

     

    ชายชุดดำมีสีหน้าปั้นยากแม้เขาจะสามารถประมูลโสมหิมะอายุหนึ่งพันปีมาได้แต่เงินสดที่เตรียมมาเหลือแค่สามร้อยสี่สิบล้านบาทเท่านั้น แต่โสมหิมะอายุหนึ่งพันปียังเหลืออีกตั้งสองต้นแล้วแบบนี้เขาจะต้องทำอย่างไรกัน

     

     

    คล้ายกับเรื่องEmperor of the Immortal God ที่คุณอ่าน