The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 146 โปกกาดอร์

            พวกเขาใช้เวลาเดินทางนานถึงสามวัน จนกระทั่งมองเห็นชายแดนทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอาณาจักร เป้าหมายถัดไปนั้นอยู่ที่อาณาจักรคัมเบีย



            โนตูรอนร่อนลงจอด มิเนอร์วาช่วยศิษย์ และบุตรกระโดดลงอย่างปลอดภัย พวกเขาทั้งสี่รวมตัวออกเดินไปตามช่องทางธรรมชาติ ลักลอบเดินทางเข้าสู่อาณาจักรคัมเบียเพราะมีแผนการ ไม่โผล่หัวขึ้นไปเหนือยอดไม้ให้เป็นที่สังเกต ทำตัวราวกับเป็นนายพรานธรรมดาที่กำลังล่องไพร ชายหนุ่มต้องการสอนศิษย์และบุตรด้วยประสบการณ์ที่สมควรมี โลกใบนี้ยังคงมีอีกหลายด้านให้พวกเขาได้เรียนรู้ พวกเขาใช้เวลาเดินทางด้วยเท้าอีกนานหลายวัน ในยามเที่ยงของวันหนึ่งก็มองเห็นหมู่บ้านขนาดเล็กอยู่ไม่ไกล



            เดินเข้าใกล้ก็มองเห็นหลังคาที่ยังคงมุงด้วยหญ้าคา ผนังบ้านก็สานขึ้นมาจากไม้ไผ่ มิเนอร์วาหยุดเท้ามองสำรวจพรรคพวกก็เห็นว่าไม่เหมาะ แต่งตัวเช่นนี้จะเป็นที่สะดุดตา น่าสงสัยมากเกินไป ทั้งสี่จึงแวะหลบเข้าไปอยู่หลังพุ่มไม้ด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ



            “นุ่งโจงกระเบนเป็นกันแล้วใช่หรือไม่? ...เอานี่ไปเปลี่ยน” มิเนอร์วายื่นผ้าสามสีออกไป ส่วนตัวเองก็จัดแจงนุ่งโจงกระเบนสีดำยืนเปลือยอก มองเห็นท่าทีหงุดหงิดของวาสโคแล้วก็ได้แต่แอบขำ มีบุตรอยู่ข้างกายเช่นนี้ชายหนุ่มจึงอ่อนโยนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว



            “เอาๆ …นุ่งดีๆ สิ ใจร้อนแบบนั้นเดียวผ้าก็ขาดหรอก” แม้ปากจะพร่ำบ่น แต่จิตใจกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู เห็นบุตรโมโหง่ายก็เพราะได้นิสัยจากแม่มา มิเนอร์วาจึงเอ่ยปากสอนให้จับจีบรัดเป็นกางเกง



            “ทำเอาข้าคิดถึงสมัยก่อนตอนที่ยังเป็นเด็ก ท่านพ่อก็ดุข้าเช่น ฮ่าๆ ๆ” วาสโคนุ่งโจงกระเบนสีเปลือกมังคุด เห็นท่าทีเก็บอารมณ์สงวนท่าทีของบิดา ก็ทำให้เด็กหนุ่มหัวเราะร่าด้วยท่าทีที่โผงผาง อยู่ต่อหน้าบิดาจึงไม่แปลกที่เด็กหนุ่มจะเก็บงำความคึกคะนองเอาไว้ มีเผลอตัวหลุดออกมาบ้าง ก็เป็นเพราะธรรมชาติของตัวเขาเอง โนตูรอนได้นุ่งผ้าสีเขียวใบตองสวย ส่วนธันวาก็กำลังยืนจับจีบแต่งทรงผ้าสีฟ้าคราม เมื่อแต่งตัวเปลี่ยนภาพลักษณ์เสร็จ ก็ก้าวเท้าเดินเข้าหมู่บ้านไป



            พวกเขาสวมรองเท้าฟางเดินย่ำไปตามถนนที่ใช้สัญจร ชาวบ้านเห็นผู้มาจากต่างถิ่นก็พากันจับกลุ่มสนทนา ธันวาเห็นพวกไร้อารยะแล้วก็ได้แต่มองตรงไม่อยากแล มิเนอร์วาเองก็ไม่สนคำนินทากล่าวหาของผู้อื่น พวกเขาทั้งสี่เดินไปจนกระทั่งถึงตลาดที่ใช้ค้าขาย ท้องของวาสโคก็ร้องทักขึ้นมา



            “ท่านยายขนมพวกนี้ราคาเท่าไหร่…ขอพวกข้านั่งทานที่นี่ได้หรือไม่?” มิเนอร์วาพูดภาษาคัมเบียได้เหมือนเจ้าของภาษา ส่วนทั้งสามคนที่เหลือก็ปิดปากเงียบสนิท หญิงชราได้ยินดังนี้ก็คิดว่าเป็นพวกเดียวกัน จึงรีบต้อนรับอย่างรวดเร็ว



            “ได้ๆ พ่อหนุ่มนั่งก่อนๆ” หญิงชรารีบจัดพานยกขนมหวานนานาชนิดมาตั้งให้



            “บังเอิญข้าหลงทาง…จะกลับเมืองหลวงก็คงไม่ทันแล้ว พวกข้ากำลังหาที่อาศัยหลับนอน ท่านยายพอจะแนะนำได้หรือไม่? ...เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ข้าจะมอบสิ่งนี้ให้แก่ท่าน” มิเนอร์วายื่นเหรียญทองคำสามเหรียญให้แก่หญิงชรา นางตกตะลึงรีบยกมือขึ้นปิดปาก เกือบจะหวีดร้องเสียงหลงเข้าเสียแล้ว หญิงชรารีบคว้าเหรียญทองคำสามไว้ ให้จัดหาดูแลเป็นอย่างดีสามเหรียญทองคำนี้ก็เกินพอ



            “ไม่มีปัญหา…พ่อหนุ่มสบายใจได้ เดี๋ยวยายจะจัดหาดูแลให้สมราคา เชิญทานได้จนกว่าจะพอใจ ยายขอตัวสักครู่หนึ่ง” หญิงชรารีบเดินจากไป ไม่นานก็กลับมาพร้อมกับสำรับอาหารถึงสี่ชุด นางจัดแจงดูแลเรื่องอาหารก่อน เพราะได้ยินเสียงท้องร้องของวาสโค มิเนอร์วาจึงถูกใจเป็นอย่างมากที่นางนั้นมีไหวพริบดี คนฉลาดมองตากันชั่วครู่เดียวก็รับรู้ถึงกันได้เป็นอย่างดี มิเนอร์วาจึงยกยิ้มแล้วยื่นให้นางอีกสามเหรียญทอง



            “ท่านยายช่วยเล่าเรื่องของหมู่บ้านนี้ให้ฟังหน่อย…เผื่อถูกใจ ข้าอาจให้เพิ่มอีก” ด้วยเหยื่อล่อราคาแพง แน่นอนว่านางต้องคว้าเอาเหรียญทองอันล้ำค่า ยอมเอ่ยเล่าทุกสิ่งอย่างตามที่ชายหนุ่มนั้นสงสัย หลังจากได้พักผ่อนจนอิ่มแล้ว หญิงชราก็รีบนำทางพาไปส่งยังที่พัก กระท่อมปลายนาท้ายหมู่บ้านหลังนี้ เป็นกระท่อมร้างของสามีนางที่ตายไปแล้ว ปัดกวาดทำความสะอาดสักเล็กน้อย ก็สามารถใช้อาศัยเป็นที่หลับนอนได้หลายคืน



            “เดี๋ยวยายจะไปเตรียมอาหารเย็นมาให้ เดินทางมาเหนื่อยๆ พวกพ่อหนุ่มก็พักผ่อนเถอะ” หญิงชราพูดจบก็เดินจากไป โนตูรอนก็ขันอาสาขอไปเตรียมฟืนให้ดูสมจริง ธันวาออกฝึกซ้อมร่างกายตามตารางประจำวัน ส่วนวาสโคที่ยังเป็นเด็กก็ค่อนข้างมีความอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก เด็กหนุ่มเอ่ยขอกับบิดา จากนั้นก็หัวเราะร่าวิ่งเล่นไปตามทุ่งนา



            “ฝากดูแลพวกเขาด้วย…ข้าจะทำสมาธิ” มิเนอร์วาเอ่ยกำชับ โนตูรอนที่กำลังเรียงกิ่งไม้แห้งรีบตอบรับ จากนั้นก็เพิ่มความระวังเป็นสองเท่า เห็นว่าหมดธุระแล้ว เขาจึงพยักหน้าให้ แล้วเดินเข้าไปนั่งอยู่ภายในกระท่อมเพียงลำพัง เมื่อนั่งขัดขาดวงตาก็ปิดลง แม้สรรพสิ่งรอบด้านจะยังคงปรากฏเสียง แต่ภายในจิตกับสงบนิ่งเป็นเพียงแค่ผู้ชม หายใจเข้าก็ตั้งจิตหาที่ยึดเป็นสรณะ เพียงชั่วแวบเดียวจิตก็เปลี่ยนไปจับที่ลมหายใจสั้นยาว เข้ารู้ออกรู้เช่นนี้จนเห็นตัวตนที่ซ่อนอยู่



            จิตรวมเป็นหนึ่งแยกธาตุแยกขันธ์มองดูตัว นิมิตภาพนั่งหลับตาลอยอยู่ในที่สูง สรรพเสียงรอบด้านก็หายไป จิตมองดูกายก็เห็นเป็นกลุ่มแสงก้อนหนึ่ง เพียงชำเลืองมอง ระยะห่างระหว่างประตูกระท่อมก็หดสั้นลง ส่งจิตออกนอกก็เห็นโนตูรอนกำลังก่อกองไฟ ด้านข้างมีวาสโคยืนถือกระต่ายขาวตัวอ้วนหัวเราะร่า



            “ปล่อย…” สุ้มเสียงบางเบาไร้ที่มากระทบเข้ากับจิตสำนึกของเด็กหนุ่มจนร่างแข็งค้าง กระต่ายขาวหลุดออกจากมือของเด็กหนุ่ม วิ่งหายพ้นจากเขตของกระท่อมไปลับตา เพียงชั่วอึดใจเดียว วาสโคก็ขนลุกชันขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ร่างที่นุ่งโจงกระเบนสีเปลือกมังคุดกลับมาได้สติ จึงออกวิ่งฝึกซ้อมตามศิษย์ของบิดา สัญชาตญาณของวาสโคนั้นโดดเด่นเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุใด จู่ๆ ความรู้สึกสะท้านก็หายไป เด็กหนุ่มจึงตั้งหน้าตั้งตาวิ่งไม่ยอมหยุด



            ‘วุ่นวายเกินไป…’ มิเนอร์วาออกสำรวจเข้าไปภายในหมู่บ้าน ในยามนี้คนจำนวนมากกำลังระดมพลเคลื่อนตัวมา เดินนำหน้ามาด้วยชายฉกรรจ์ร่างกำยำ ด้านข้างมีหญิงชราที่กำลังทำท่าพินอบพิเทาเป็นที่สุด ในมือของพวกเขาไร้ซึ่งสำรับถาดอาหาร มีเพียงมีด ขวาน ปังตอหนาเท่านั้นที่อยู่ในมือของเหล่าผู้ติดตาม



            ‘นามว่าจิตย่อมมีรูปเป็นคนที่เกิดขึ้น…ผูกวิญญาณต่อเวทนา รักษาสัญญาผสานเข้ากับสังขารเป็นตัวตน…พวกเขาไม่ได้รู้อะไรเลย’ มิเนอร์วารับรู้ได้ถึงแสงที่มืดดำ ซึ่งออกมาจากร่างของพวกเขาเป็นระยะ หากต้องการจะเข้าสู่โลกุตระเกรงว่าคงต้องกลายเป็นเทพเทวาเสียก่อน ที่โลกฝั่งนั้นจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร มิเนอร์วาจึงสงสัยเป็นอย่างมาก จิตที่ซัดส่ายจึงลอยกลับเข้าร่างไม่ออกนอก



            มิเนอร์วาลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ เมื่อเดินออกจากกระท่อม ก็เห็นหญิงชราเดินเคียงคู่มากับชายฉกรรจ์ร่างกำยำ โนตูรอนกำลังรอดูเรื่องสนุก มันตักน้ำใสใส่ขันเย็นมอบให้แก่ผู้เป็นนาย ชายหนุ่มรับขันน้ำมายกดื่ม มองเหล่าผู้มาเยือนด้วยท่าทีที่สนใจ



            “ท่านยายพาคนมาช่วยข้าถางหญ้ากวาดเรือนหรืออย่างไร…อาวุธจึงได้ครบมือถึงเพียงนี้” มิเนอร์วาระบายยิ้มน้อยๆ ถามออกมา ทางด้านหญิงชราที่เห็นท่าทีไม่ทุกข์ร้อนก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี



            “คนนี้แหละเขาร่ำรวยนัก เสร็จแล้วก็อย่าลืมส่วนแบ่งของยายนะ” ยายเฒ่าเจ้าเล่ห์บิดปาก นางชี้นิ้วยืนยันเป้าหมายให้แก่เหล่าบุรุษ



            “ถางหญ้ากวาดเรือน? ...ฮ่าๆ ๆ ใช่แล้ว พวกข้าจะมากวาดเอาทรัพย์ของเจ้า” พูดจบเหล่าบุรุษที่ติดตามมาก็โอบล้อมปิดทางหนี



            “จะเอาเท่าไหร่เล่า…บอกมาสิ” มิเนอร์วายังคงยกยิ้มเป็นปกติ ไม่แสดงความหวั่นเกรงออกมาให้ได้เห็น ชายหนุ่มจ้องมองไปยังบุรุษร่างกำยำ คาดว่าน่าจะเป็นหัวหน้าของคนกลุ่มนี้ อีกฝ่ายก็แสยะยิ้มอย่างจองหอง มันหัวเราะยืนไหล่โยกอยู่ที่ด้านหลังสุด



            “อย่างน้อยเจ้าก็เป็นคนฉลาดห่วงชีวิตมากกว่าสมบัติ เช่นนั้นก็เอามาทั้งหมดนั่นแหละ เผอิญว่าข้ามันเป็นคนโลภที่ห่วงสมบัติมากกว่า” บุรุษผู้เป็นหัวหน้ามองตามิเนอร์วาด้วยความรู้สึกโลภมากอยากครอบครอง มิเนอร์วาหัวร่าไม่ต้องกัน ขอแบมือที่ถือถุงใส่เหรียญทองจำนวนมากเอาไว้



            “เช่นนั้นก็ก้าวขาเดินหน้าเข้ามาเอา…ข้าจะไม่ขยับออกจากจุดนี้แม้แต่เพียงครึ่งก้าว ศิษย์ข้า…มีหินมาให้เจ้าเหยียบแล้ว” มิเนอร์วาตะโกนบอกศิษย์ เขาเทเหรียญทองนับร้อยเหรียญลงไปบนพื้น แสงอร่ามจึงวิบวับทอประกายเกลื่อนพื้นดิน แววตาของเหล่าผู้มาเยือนต่างก็วาววับให้กับความโลภในจิตใจ ความอยากได้อยากมีของพวกเขาจึงสูงขึ้นจนลืมสังเกตรอบด้าน เผลอตัวจ้องเหรียญทองคำบนพื้นชั่วครู่เดียว ร่างที่นุ่งผ้าสีฟ้าครามก็โผล่พรวดเข้ามาใกล้



            ธันวาแสยะยิ้ม ก้าวซ้ายครึ่งก้าวเป็นหลักปักอย่างมั่นคง ด้วยการบิดสะโพกถ่ายแรงเหวี่ยง แข้งขวาจึงถูกส่งออกไปดั่งท่อนไม้ที่หนักแน่น อีกฝ่ายคำรามต่ำรีบยกแขนขึ้นมากันตามสัญชาตญาณ แต่น่าเสียดายที่แรงปะทะกลับมีมาก เพราะร่างกายของเด็กหนุ่มได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ร่างที่ถูกเตะจึงต้องเซไปหลายก้าว ด้วยจังหวะที่เปิดช่องโหว่ให้เห็นเช่นนี้ หอกแห่งความโกลาหลจึงพุ่งหมัดขวาซ้ำเข้าไปอย่างรุนแรง เปรี้ยงเดียวเข้าเต็มคาง หน้าเหวอตาค้างล้มลงไป



            เพียงหลับตาลงหนึ่งครั้ง ธันวาก็โยกตัวถอยหลังสร้างระยะ หลบการโจมตีของบุรุษอีกผู้หนึ่งได้ง่ายๆ ด้วยร่างกายที่ยืดหยุ่น เขาย่อตัวสวนกลับ เมื่อยกแขนจรดเป็นเชิงมวยได้ก็พุ่งเข้าใส่ในทันที หมัดชุดจึงถูกต่อยรัวเป็นจังหวะเข้าใส่จุดสำคัญ ในขณะที่เหล่าผู้มาเยือนกำลังจะรุมล้อม ก้าวสามขุมคลุมแดนยักษ์ก็ถูกใช้ออกมา ย่ำเหยียบยกย่างถอยหลังป้องกันได้เป็นอย่างดี หลุดออกจากวงล้อมได้ก็สร้างระยะห่างอีกครั้งเพื่อตั้งหลัก ในครั้งนี้ไม่มีผู้ใดกล้าผลีผลามลงมืออีก หลายคนเลือกที่จะรอเป็นฝ่ายตั้งรับ



            “วิชาต่อสู้อะไรกัน…พิลึกชะมัด” มิเนอร์วามองไปยังท่าทางประหลาดที่แต่ละคนกำลังแสดงออกมา บ้างก็ยกแขนวนกับอากาศราวกับกำลังหลอกล่อ บ้างก็กระโดดลงไปยืนสี่ขาทำท่าเหมือนคางคก มองไปแล้วก็รู้สึกคุ้นตาอยู่มากนัก แต่ชายหนุ่มก็เลือกที่จะไม่กล่าวคำใดเพิ่มเติม เขามองประเมินสถานการณ์อย่างละเอียด ภายในใจก็เชื่อมั่นในตัวศิษย์เป็นอย่างสูง ได้ชื่อว่าหอกแห่งซัลวาโตเร ความคมย่อมต้องอยู่ในระดับสูง



            ธันวาเห็นท่าทางที่แปลกไปของพวกเขาก็ได้แต่งงหนัก เขาจึงหยุดชะงักร่างเพื่อสังเกต จังหวะนั้นเองบุรุษผู้หนึ่งก็พรวดพราดกระโดดเข้าใส่ เด็กหนุ่มตกใจเพราะมันร้องเหมือนคางคก หน้าแข้งไร้ดวงตา กระดูกขาก็ไร้ปากกล่าว ด้วยความตกใจที่เป็นดั่งเสียงเตือนของระฆังบอกสัญญาณ ธันวาฟาดแข้งขวาเข้าเต็มเบ้าหน้าของคนพิลึก ยัดเยียดกระดูกหน้าแข้งให้เข้าปะทะจนใบหน้ายับยู่ยี่ อีกฝ่ายเห็นเพียงแสงที่ขาวเบลอ หมดสติล้มลงไปไม่อาจที่จะยืนขึ้นมาได้อีก



            พ่อหนุ่มที่หมุนควงหมัดเห็นเพื่อนสลบไปก็เปลี่ยนเป็นเดินยกโย่งขย่มตัว ธันวาจรดแขนตั้งเป็นเกราะ เดินเข้าหาด้วยท่าเท้าที่เรียกว่าม้าย่อง มิเนอร์วาที่มองชมอยู่ก็รู้ได้ในทันที เจ้าวรมันที่สองตัวดีคงแอบลักลอบจดจำนำมาสอน ต้องเป็นในครานั้น บนเรือฟลายอิ้งดัตช์แมนที่เดินทางกลับมาด้วยกันไม่ผิดแน่ ชายหนุ่มได้แต่ลอบถอนหายใจ ของจริงที่ถูกพัฒนาส่งต่อมาเป็นรุ่นๆ ย่อมไม่มีอะไรให้ต้องกลัว ของลอกเลียนแบบ



            “ที่พวกเจ้าใช้สู้กันอยู่นี้เรียกว่าอะไร…แล้วไปเรียนมาจากที่ไหน?” มิเนอร์วาเอ่ยถามบุรุษร่างกำยำ แต่สายตากลับจดจ้องไปที่หญิงชราอย่างไม่วางตา



            “หึ!...บิดาข้าเป็นทหารหลวงจึงมีโอกาสได้ร่ำเรียนสุดยอดวิชาโปกกาดอร์ ศิษย์เจ้าจะตายอยู่แล้วไม่ต้องพูดมาก” บุรุษร่างกำยำแค่นเสียงเย็น มันกำลังลุ้นให้เหล่าลูกสมุนรีบจัดการเจ้าเด็กอวดดี



            “โอ้…โปกกาดอร์? ฮ่าๆ ๆ …ช่างเป็นเรื่องที่บัดซบจริงๆ” มิเนอร์วาหัวเราะให้กับชื่อที่ได้ยิน ภายในใจก็รอดูจุดจบของเรื่องราว ไม่ยินดียินร้ายต่อเรื่องที่เกิดขึ้น



            ธันวาเองก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เห็นอีกฝ่ายรำๆ โยกๆ เข้ามาใกล้เท้าก็ยันให้ปลิวออก จากม้าย่องกลายเป็นสิงหยาตรา องอาจกดดันดั่งพญาราชสีห์ จิตต่อสู้กดดันศัตรูอย่างรุนแรง อีกฝ่ายหมุนควงหมัดเพื่อหลอกล่อ แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว หมัดที่กำลังหมุนเป็นวงถูกหยุดด้วยการเขวี้ยงแขนปัดสวน เด็กหนุ่มหมุนลำตัวกลับหลังยันอีกครั้ง ส้นเท้าที่ถูกส่งออกไปจึงถูกกันด้วยแขนอีกข้างที่เหลือ เห็นอีกฝ่ายเซถอยไปไกล เขาก็สลับขาเปลี่ยนมาเดินแบบเสือย่าง เห็นแค่เพียงลักษณะการเดิน ทุกคนก็รับรู้ได้ว่าการโจมตีในครั้งนี้กะจะเอาถึงตายอย่างแน่นอน



            ในขณะที่บุรุษผู้นี้กำลังตั้งหลักได้ ธันวาก็พุ่งตามเข้ามา กระโดดย่ำหน้าขาไปหนึ่งครั้ง เด็กหนุ่มก็ผสานมือจับศีรษะของอีกฝ่ายล็อกไว้แน่น คู่ต่อสู้ที่ตั้งหลักได้ไม่นาน เห็นภาพอีกทีก็เป็นจังหวะที่หัวเข่าแข็งแทงเข้ามา ผู้ที่ถืออาวุธต่างก็รุมจ้วงแทง บ้างก็ฟันฉับไปมาอย่างว่องไว หอกแห่งความโกลาหลหัวเราะชอบใจ



            จิตของเขาบิดเหมือนดั่งเช่นผู้เป็นอาจารย์ ในยามนี้การกระทำอยู่ฝ่ายเดียวจึงกลายเป็นเรื่องสนุกของเขาไปเสียแล้ว การเคลื่อนตัวที่ยืดหยุ่นเป็นพิเศษจึงหลบหมัด และอาวุธของคู่ต่อสู้ทั้งหมดได้ไม่ยาก เด็กหนุ่มกระหน่ำหมัดสอนเชิงมวยจนคนเหล่านั้นล้มลงไปทีละคน อาวุธจำนวนมากต่างก็หลุดออกจากมือร่วงตกลงบนพื้น



            “อาจารย์ขอรับ…เจ้าพวกนี้มันของเลียนแบบ” ธันวายกศอกฟันเข้าที่ขมับของคู่ต่อสู้คนสุดท้ายอย่างรุนแรง เขาหมุนตัวกลับมาบอกอาจารย์โดยไม่หันหลังกลับไปแลศัตรู เด็กหนุ่มมั่นใจเป็นอย่างมาก อีกฝ่ายที่หมดสติล้มลงไปจึงเป็นคำตอบได้อย่างดี แม้จะหลบได้อยู่หลายครั้ง แต่ก็มีบ้างที่หลบไม่ทัน ร่องรอยบาดแผลจึงปรากฏให้เห็นด้วยโลหิตที่ซึมออกมา



            “คงจะเป็นเช่นนั้น…มานี่…มาใกล้ๆ ข้า” มิเนอร์วากวักมือเรียกศิษย์ให้เดินเข้ามาหา จากนั้นก็ยกยิ้มมองไปยังบุรุษร่างกำยำที่มีสีหน้าไม่สู้ดี ส่วนหญิงชราก็มีสีหน้าหวาดกลัวจนซีดขาว ชายหนุ่มต้องการจะให้โอกาสกลับใจ เพราะเบื่อหน่ายไม่อยากจะฆ่า เขาจึงแกล้งก้าวขาออกครึ่งก้าวเพื่อลองใจ ด้านหญิงชราก็นำความฉลาดที่มีมาใช้ในทางที่ผิด เห็นมิเนอร์วายกขาก็หัวเราะอย่างเย้ยหยัน



            “พ่อหนุ่มเจ้าแพ้แล้ว มอบเหรียญทองพวกนั้นมาเสียดีๆ” หญิงชราไม่อาจหักห้ามใจตัวเอง ต้องการหยั่งเชิงเพื่อดูท่าที บุรุษร่างกำยำก็พยักหน้ารับ รีบเอ่ยเห็นด้วยเป็นวรรคเป็นเวร



            “ข้าแพ้แล้ว… มาเอาไปสิ” มิเนอร์วาเดินเข้าไปรักษาทำแผลให้แก่ศิษย์ บุรุษร่างกำยำเห็นเช่นนี้ก็รีบวิ่งเข้ามาเก็บเหรียญทองคำทั้งหมดไป เขามาไวไปไวดั่งสายลม ก้มเก็บเพียงชั่วครู่เดียวเหรียญทองจำนวนมากบนพื้นก็หายไป มันหัวเราะเสียงดังด้วยความละโมบ ภายในจิตใจก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความดำมืดไม่รู้จักพอ เมื่อบรรลุเป้าประสงค์ตัวมันผู้เป็นหัวหน้าก็เปิดแน่บวิ่งหายจนลับตา ไม่สนใจไยดีเหล่าลูกสมุนที่นอนบาดเจ็บ หญิงชราก็ดีอกดีใจส่งเสียงตื่นเต้นวิ่งตามหลังไปติดๆ มิเนอร์วาไม่ได้เอ่ยปากห้าม มองดูความวุ่นวายทั้งหมดจึงที่จบลงด้วยประการฉะนี้ ส่วนธันวาก็ไปหาอาบน้ำล้างคราบเลือดที่ติดตัว…



            “ฮ่าๆ ๆ ได้ทองคำมาเยอะเลย ไหนๆ รีบแบ่งให้ยายเร็ว” หญิงชราวิ่งไล่กวดตามหลังมา โดยไม่สนใจซากสังขารที่แก่แล้วของตนเอง แม้จะหอบหายใจเหนื่อย แต่นางก็พูดขอส่วนแบ่งได้อย่างชัดคำ บุรุษร่างกำยำมองไปทางด้านหลัง เมื่อไม่เห็นใครวิ่งตามมาเขาจึงหยุดเท้าลง สองข้างทางเป็นกอไม้ไผ่สูง พวกมันโค้งงอชนกันจนเป็นเมืองซุ้มอุโมงค์



            “เอานี่ส่วนแบ่งของท่าน!” ด้วยความโลภในสมบัติ บุรุษร่างกำยำก้มตัวคว้าท่อนไม้ไผ่แห้งที่ชาวบ้านตัดทิ้งไว้ เขาเหวี่ยงแขนหวดไม้ใส่ร่างของหญิงชราอย่างรุนแรง อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัวหงายหลังล้มลงไป นางหวีดร้องเพราะตกใจปนเจ็บปวด แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยั้งมือ เขากระหน่ำฟาดจนไม้ไผ่ในมือหัก ร่างที่จมกองเลือดก็หายใจอย่างอ่อนแรง เห็นว่ายังไม่นิ่งสนิทดี บุรุษผู้นี้ก็ไปหาไม้ไผ่มาอีกท่อนหนึ่ง หญิงชรานอนหายใจรวยรินอ้าปากพะงาบๆ ด้วยความหวาดกลัว



            “พอแล้วๆ …ยายไม่เอาแล้ว” แม้จะเอ่ยปากอ้อนวอนร้องขอชีวิต แต่บุรุษผู้นี้ก็หาได้สนใจไม่ มันแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมโหด ความเห็นแก่ตัวก็พุ่งจนถึงจุดสูงสุด



            “ใช่แล้ว…ยายน่ะมีชีวิตมานานพอแล้ว ไม่ต้องเอาไว้แล้วข้าช่วยเอง” บุรุษผู้นี้กระหน่ำฟาดศีรษะของหญิงชราจนเสียทรงไม่เป็นรูป



            ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวน ร่างที่โชกเลือดก็หมดลมหายใจ ล้มตายไปอยู่ที่ข้างกอไผ่ บุรุษร่างกำยำแค่นเสียงเย็นอย่างฉุนเฉียว เขาเตะร่างกายที่ไร้วิญญาณของหญิงชราไปซ่อนไว้ที่หลังกอไผ่ ใช้ใบไผ่สุมทับเพื่อปิดบังอำพรางจากสายตาของผู้ที่ผ่านไปมา เห็นว่าเรียบร้อยดีแล้วก็แวะล้างตัวที่ลำธารซึ่งอยู่ไม่ไกล เขาทำตัวเป็นปกติเดินกลับเข้าหมู่บ้านไปด้วยอารมณ์ที่ดีเป็นอย่างมาก โดยที่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าที่กอไผ่นั้นเกิดอะไรขึ้น สายลมในค่ำคืนที่จะมาถึงจึงหนาวเย็นมากกว่าปกติ…

    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน