บทที่ 44: ไออุ่นจากมานา
สุดท้ายผมก็ไม่ได้เดินกลับค่ายพักด้วยตัวเองอย่างที่ตั้งใจไว้แต่กลายเป็นเทส ที่แกะรอยตามหาผมจนเจอเสียก่อนแถมยัยนั่นยังกล้าใส่เสื้อฮู้ดของผมมาเดินลอยหน้าลอยตาอีก... ยัยหัวขโมยเอ๊ย!
แล้วทำไมต้องทำหน้าช็อกขนาดนั้นด้วย?
มันก็แค่แผลถลอกกับกระดูกหักไม่กี่ท่อนเองอีกเดี๋ยวร่างกายผมก็รักษาตัวเองได้ด้วยพลังจากค่าความทนทานแล้วเรื่องแผลติดเชื้อยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทักษะสายถึกของผมเอาอยู่สบายมาก
ส่วนเรื่องที่ปลายนิ้วก้อยหายไปน่ะเหรอ?
หึ...เธอควรไปดูสภาพไอ้คู่กรณีของผมมากกว่านะป่านนี้เศษชิ้นส่วนของมันน่าจะยังติดหนึบอยู่ที่ใต้เท้าผมอยู่เลยมั้ง!
ผมจัดการคว้าน้ำมาดื่มอึกใหญ่ก่อนจะเขมือบเนื้อรมควันทั้งหมดที่เทสพกมาจนเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่เศษจากนั้นเธอก็พาผมเดินกลับค่ายพักพลางพ่นข้อมูลทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างที่ผมไม่อยู่ให้ฟังยาวเหยียดไปตลอดทาง
ดูเหมือนพวกนั้นจะย้ายค่ายกันแล้วเพราะพวกโทรลล์รอบๆ เริ่มเก่งขึ้นจนน่ากลัว
จะว่าไปมอนสเตอร์โดยรวมดูเหมือนจะมีเลเวลสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยล่ะ ส่วนพวกเด็กๆก็ดูจะสบายดีกันทุกคน ยกเว้นคนหนึ่งที่เพิ่งตายไป...
จริงๆ ผมควรเรียกพวกเขาว่า เด็ก ไหมนะ?ก็อายุน้อยกว่าผมแค่ไม่กี่ปีเองนี่นา แต่ช่างเถอะสำหรับผมพวกเขาก็ยังดูเหมือนเด็กอยู่ดี เพราะงั้นจะเรียกแบบนี้ต่อไปนั่นแหละ
ส่วนคนที่ตายไป ก็นะ...ถือว่าเป็นความผิดของเจ้าตัวที่ไม่ทุ่มเทมากพอหรือไม่ก็อาจจะใสซื่อเกินไปจนไม่รู้ซึ้งถึงความโหดร้ายของสถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่เลยเอาแต่รอให้คนอื่นมาจัดการปัญหาให้
อีกอย่างผมก็ไม่ได้รู้จักเขาเป็นการส่วนตัวอยู่แล้วด้วยเลยไม่รู้จะเศร้าไปทำไม
พอถึงค่าย เจ้าหมาที่แสนดีที่สุดในโลกก็รีบวิ่งออกมาต้อนรับผมทันที แต่มันกลับชะงักฝีเท้าห่างไปนิดหน่อย
ผมรู้สึกได้ว่าดวงตาของมันกำลังกวาดมองไปทั่วร่างกายที่สะบักสะบอมของผมอย่างสงสัย
เฮ้ย...ฉันจะเสียใจนะเว้ยถ้าแกจำกันไม่ได้น่ะ
แต่มันก็ไม่ทำให้ผิดหวังเจ้าหมาโถมเข้าใส่ผมทันทีทั้งกระโดดเกาะขาและใช้เท้าหน้าตะกุยพลางดีดตัวไปมาอย่างเริงร่า
ให้ตายสิ ผมคงจะซึ้งกว่านี้มากถ้าไม่รู้ความจริงที่ว่ามันก็แค่ดีใจที่ เครื่องจ่ายอาหารเคลื่อนที่กลับมาถึงค่ายแล้วก็เท่านั้น
"อะไรกันเนี่ย พี่เนเทล!สภาพพี่เหมือนโดนลากถูไปทั่วทั้งป่าเลยนะนั่น"
ผมจะยอมยกโทษให้เควินสักครั้งก็แล้วกันเพราะถึงคำพูดจะฟังดูกวนประสาท แต่น้ำเสียงของเขากลับเต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
"ยินดีต้อนรับกลับ"
แฮดวินเอ่ยสั้นๆ พลางพยักหน้าให้ผมจึงพยักหน้าตอบรับไปตามมารยาท
ไม่นานนักผู้คนก็เริ่มมารวมตัวล้อมรอบตัวผม เสียงพูดคุยและคำถามระดมยิงเข้าใส่จนฟังไม่ศัพท์บางคนดูเป็นห่วงจริงจัง บางคนก็แค่แค่อยากรู้อยากเห็น
เสียงเริ่มดังเซ็งแซ่ขึ้นเรื่อยๆเพราะต่างคนต่างพยายามจะพูดแทรกข้ามหัวกันเพื่อให้ตัวเองถูกได้ยิน
ผมเหนื่อยเกินกว่าจะมารับมือกับความวุ่นวายพวกนี้แล้ว...
ผมกระทืบเท้าเบาๆพร้อมกับแผ่มานาพุ่งกระจายออกไปรอบตัวพยายามเลียนแบบกลิ่นอายกดดันที่เจ้าหมีเถ้าถ่านเคยใช้ และทุกอย่างก็เงียบกริบลงในทันที
"ผมเหนื่อย ขอตัวไปนอนก่อนนะ...เทส ช่วยนำทางไปที่พักที"
ไม่มีใครกล้าเข้ามาตอแยพวกเราอีกขณะที่เธอนำทางผมไปยังที่นอนชั่วคราว
เทสทิ้งท้ายไว้สั้นๆ ว่า
"ฉันจะเฝ้ายามให้เอง"
ความรู้สึกขอบคุณเอ่อล้นไปทั่วร่างและทันทีที่หัวถึงหมอน ผมก็จมดิ่งสู่ห้วงนิทราไปในพริบตา
เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งผมก็เห็นเทสนั่งอยู่ที่พื้นข้างๆ เธอสังเกตเห็นทันทีว่าผมฟื้นแล้วแต่ก็เพียงแค่รับรู้ไว้เงียบๆ แล้วทำหน้าที่เฝ้ายามต่อไป
ขอบคุณสวรรค์จริงๆเพราะผมไม่ใช่พวกตื่นมาแล้วอารมณ์ดีนักหรอก ถ้ามีใครมาจ้อใส่หูทันทีที่ลืมตาผมคงได้หงุดหงิดไปทั้งวันแน่
แทนที่จะพูดอะไรออกมาผมเลือกที่จะนอนนิ่งๆอยู่แบบนั้นพลางแหงนมองหน้าผาสูงชันที่ล้อมรอบฐานทัพใหม่เอาไว้ทำเลนี้ไม่เลวเลยแฮะ ดูเหมือนศัตรูจะบุกเข้ามาได้ทางเดียวเท่านั้น
ผมยังคงนอนทบทวนทุกอย่างที่เกิดขึ้นเงียบๆจนกระทั่งผ่านไป 30 นาทีเมื่อเริ่มรู้สึกตัวเต็มที่แล้ว ผมจึงเอ่ยถามออกไป
"ผมหลับไปนานแค่ไหน?"
"หกชั่วโมง"
เทสตอบเรียบ ๆ
หือ... สั้นกว่าที่คิดแฮะแต่ถ้านับจากสภาพร่างกายตอนนี้ ผมกลับรู้สึกสดชื่นขึ้นมากทีเดียวแม้แต่แขนที่เคยหักก็ดูเหมือนจะสมานตัวได้ดีเกินคาด
ลิลลี่แอบมาช่วยรักษาให้ตอนหลับหรือเปล่านะ?
โชคดีที่ผมไม่ต้องกังวลเรื่องกระดูกจะต่อกันผิดรูปเพราะพลังการฟื้นตัวตามธรรมชาติจากค่าความทนทานที่สูงลิ่วดูจะช่วยดึงกระดูกให้เข้าที่เข้าทางได้เอง นับว่าเป็นโชคของผมจริงๆ
ปัญหาเดียวที่เหลือคงเป็นนิ้วก้อยที่แหว่งไปครึ่งข้อแต่นั่นแหละ ถึงตอนนี้ทุกอย่างจะจบลงแล้วผมก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นราคาที่ถูกแสนถูกเมื่อแลกกับการได้ฝากรอยแผลไว้บนตัวไอ้เจ้าก็อบลินแฟนท่อม ตัวแสบนั่น
ผมข่มอารมณ์ให้สงบลง ดิ่งลึกเข้าสู่สภาวะสมาธิ อีกครู่หนึ่งเพื่อรีเซ็ตจิตใจ... เอาล่ะ ได้เวลาถมกระเพาะแล้ว!
"ขออาหารเยอะๆ เลย แล้วก็น้ำด้วยเอามาให้หมด!"
ผมกวาดสายตาหาของกินด้วยความหิวกระหายและดูเหมือนเทสจะรู้ใจผมเป็นอย่างดี เพราะข้างตัวผมมีกองเนื้อตากแห้งกองพะเนินเตรียมไว้ให้พร้อมน้ำดื่มเต็มขวด
ผมเขมือบทุกอย่างจนเกลี้ยงภายในเวลาไม่กี่นาทีก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบิดขี้เกียจจนสุดแขนขา
เฮ้อ... ให้ตายสิช่างหัวป่าเฮงซวยนี่เถอะ ผมอยากกลับสู่โลกศิวิไลซ์จะแย่อยู่แล้ว อยากได้ฟูกนุ่มๆผ้าห่มสะอาดๆ การได้อาบน้ำอุ่น และพวกของหวาน...
ใครก็ได้เอามาประเคนให้ทีเถอะ โธ่เอ๊ยหวังว่าชั้นที่สองคงไม่นรกไปกว่านี้นะ
"นี่เสื้อสำรองตัวที่สองที่นายทิ้งไว้แต่เราไม่มีกางเกงหรือรองเท้าให้เปลี่ยนหรอกนะ"
เทสส่งเสื้อให้พลางบอกข่าวร้าย
ก็นะ ผมคงเลือกมากไม่ได้แต่คงต้องระวังไม่ให้ไปสู้ในสภาพล่อนจ้อนไม่อย่างนั้นมันคงเป็นภาพที่กระอักกระอ่วนพิลึก
ส่วนเรื่องรองเท้าก็ช่างมันเถอะฝ่าเท้าที่ถูกเสริมพลังด้วยค่าความทนทานไม่ได้เกี่ยงเรื่องการเดินเท้าเปล่าเท่าไหร่ขนาดโดนหินคมๆ หรือกิ่งไม้ทิ่มยังแทบไม่มีรอยขีดข่วนเลย เพราะฉนั้นการไม่มีรองเท้าให้ใส่เลยไม่ได้แย่อะไรนักสำหรับผม
เอาล่ะ กลับมาดูเรื่อง เควสต์รอง ดีกว่าผมลองเช็กระดับทักษะของตัวเองดู:
สมาธิ: เลเวล 6
การควบคุมมานา:เลเวล 9
การรับรู้มานา:เลเวล 8
การสั่นพ้อง:เลเวล 4
การจัดสรรพลังงานจลน์:เลเวล 4
ดูเหมือนตัวเต็งที่จะถึงฝั่งฝันเลเวล 10 ก่อนเพื่อนก็น่าจะเป็น การควบคุมมานา นี่แหละ
จริงๆผมก็แอบสงสัยนะว่าถ้าอัปเกรดทักษะจนตันแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างความต่างมันจะมหาศาลขนาดไหน? จะมีสายแยกให้เลือกอัปต่อหรือจะบังคับไปในทิศทางเดียว?
ก็นะ... อีกไม่นานก็คงได้รู้กัน
ผมกับเทสเดินไปสมทบกับคนอื่นๆ และบังเอิญเห็นเควินกำลังนั่งโซ้ยอาหารอยู่พอดีผมเลยคว้าเนื้อจากมือเขามาดื้อๆ แล้วนั่งลงเคี้ยวหน้าตาเฉยข้างเขาเขานั่นแหละ
เขาบ่นพึมพำเรื่องความตะกละของผมนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร
ก็นะ...ของที่จิ๊กเขามานี่ยิ่งกินยิ่งอร่อย ผมคอนเฟิร์มเลย
เจ้าหมาน้อยรีบเข้ามาร่วมวงทันทีมันเอาหัวเกยไว้บนเข่าผม ผมเลยป้อนเนื้อตากแห้งชิ้นเล็กๆให้มันพลางเงี่ยหูฟังคนอื่นคุยกัน
ไม่มีใครซักไซ้ไล่เลียงอะไรผมทุกคนแค่คุยเล่นกันไปเรื่อยเปื่อย ทั้งเรื่องทักษะ เลเวลที่เพิ่มขึ้น แล้วจู่ๆก็วกไปคุยเรื่องเพื่อนที่รู้จักพลางหัวเราะร่าเมื่อนึกถึงตอนที่แต่ละคนเคยนั่งบ่นเรื่องการบ้านกันว่ามันหนักหนาแค่ไหน
ผมรู้สึกถึงแรงขยับที่ข้างกายลิลลี่ขยับเข้ามานั่งใกล้จนขาแทบจะชนกัน
"ดีใจนะที่คุณกลับมาได้อย่างปลอดภัย"
เธอระซิบพลางกุมมือผมเอาไว้ มือข้างที่นิ้วก้อยแหว่งไปนั่นแหละ
ผมสัมผัสได้ว่ามานาของเธอกำลังพยายามแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายซึ่งมานาของผมก็สวนกลับไปตามสัญชาตญาณทันที
แต่ผมรีบคุมให้มันสงบลงแล้วหลีกทางให้มานาของเธอจึงไหลเข้าสู่มือผมได้สำเร็จ มันให้ความรู้สึกอุ่น และสดชื่นไปพร้อมๆกัน จนปลายนิ้วก้อยเริ่มรู้สึกจี๊ดๆ ขึ้นมา
ผมรับรู้ได้ว่ามานาของเธอกำลังจดจ่ออยู่ที่แผลนั่นและบางส่วนก็กระจายไปช่วยเยียวยาตามแขนของผมด้วย ผ่านไปไม่กี่นาทีเธอก็หยุดมือลง
ผมสาบานได้เลยว่าแผลที่แหว่งไปนั้นมันดูเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด
"ขอโทษนะฉันทำได้แค่นี้แหละสำหรับตอนนี้... คงต้องใช้เวลาอีกสักพัก"
ลิลลี่จ้องมองมาด้วยดวงตากลมโตใบหน้าจิ้มลิ้มของเธอมีผมสีดำขลับที่รวบเป็นหางม้าล้อมรอบไว้เธอส่งยิ้มที่ดูเหมือนจะขอโทษมาให้
"ไม่เป็นไรหรอก"
ผมค่อยๆดึงมือออกแล้วกลับไปลูบเจ้าหมาน้อยต่อ
รู้สึกว่ามันจะตัวหนักขึ้นกว่าเดิมอีกนะเนี่ยพนันได้เลยว่าตอนที่ผมกำลังเสี่ยงตายอยู่ข้างนอกเจ้านี่ต้องเอาแต่ยัดอาหารเข้าปากชัวร์ๆ
เพื่อเป็นการแก้แค้นผมเลยจิ้มจมูกมันไปทีหนึ่งเพราะรู้ว่ามันไม่ค่อยชอบ ตอนแรกมันก็ทำเป็นเมินใส่ผมเลยจิ้มย้ำไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมันเห่าใส่ผม
หึๆ โดนซะบ้างเถอะ...ผมแกล้งจิ้มมันอีกที และมันก็เห่ากลับมาอีกรอบ
พอคิมเดินกลับมาพร้อมกับเนื้อในมือผมเลยเลิกแกล้งเจ้าหมาแล้วคว้าเนื้อมาแบ่งบ้างวินาทีนั้นเองที่เจ้าตัวแสบหันขวับมามองผมตาเป็นมัน
ทันใดนั้น...เสียงหนึ่งก็ดังแทรกเข้ามาในหัวของผมอย่างชัดเจน!
(อาหาร!)
"..."
อะไรกันวะเนี่ย!?
ผมได้แต่สบถอุทานอยู่ในใจด้วยความช็อก