กลิ่นเค็มของทะเลผสมกับกลิ่นน้ำมันยางจากท้องเรือลอยคละคลุ้งอยู่ทั่วบริเวณท่าเรือเมืองเป่ยซางวิถีชีวิตที่เคยคึกคักไปด้วยเรือค้าและผู้คน บัดนี้ กลับหม่นหมองลงไปหลายส่วน
บ้านเรือนตลอดสองข้างทางแทบจะไม่มีหลังใดสมประกอบสักหลัง หลายหลังกระเบื้องแตกหายบางหลังถูกไฟไหม้จนเหลือเพียงเสา ฝุ่นเถ้ายังลอยคลุ้งอยู่ตามตรอก
ร้านค้าที่เรียงรายที่เคยคึกคักบัดนี้ประตูปิดสนิท ป้ายชื่อร้านหลุดคว่ำลงมาอย่างไร้การดูแล
ผู้คนที่ออกมาจับจ่ายล้วนเต็มไปด้วยความเร่งรีบ เพราะทางการเปิดให้ค้าขายได้เพียงครึ่งวันเท่านั้นไม่มาที่นี่ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปหาอาหารและของใช้จากที่ใดแล้วเมื่อซื้อของที่ต้องการได้แล้ว ต่างคนก็ต่างรีบกลับทันที
ในจวนไม่มีข้าวเหลือหลังจากที่แม่ทัพว่านออกไปหลินเฟยหลันจึงต้องออกมาดูที่ท่าเรือด้วยตัวเองแม้ว่าองครักษ์จะห้ามปรามก็ไม่เป็นผล
ชาวบ้านหลายกลุ่มนั่งหลบอยู่ข้างตรอกพวกเขามีเพียงเสื้อผ้าเก่าขาดติดกาย ร่างกายผอมโซ ในมือถือชามเอาไว้แน่นขณะเดียวกันก็ชะเง้อมองว่าเมื่อใดที่ทางการจะนำอาหารมาแจกจ่าย
เมื่อเห็นทหารลำเลียงถังข้าวต้มมาทุกคนต่างลุกกรูเข้ามาอย่างรวดเร็ว
แต่ด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาดของทหารเหล่านั้นชาวบ้านที่หิวโซ จึงพากันเข้าแถวรอรับข้าวต้มอย่างเป็นระเบียบ
ชาวบ้านไม่กล้าที่จะเสียงดังเพราะรู้ว่าคลังเสบียงถูกเผาจนวอดวาย ตอนนี้แค่มีน้ำข้าวตกถึงท้อง ก็ดีมากแล้ว
เห็นเช่นนั้น หัวใจของหลินเฟยหลันก็พลันหดหู่
ไม่ถึงสองเดือนชีวิตของนางต้องเผชิญกับอันตรายมากมายหากแต่ว่าทุกครั้งกลับรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์
คงเป็นสวรรค์ที่เมตตาจริงๆ
ในสถานการณ์ที่เลวร้ายหากมารดาของนางรู้ว่านางอยู่กินอย่างสุขสำราญ ท่ามกลางสงครามและความอดยากคงจะได้ใช้ง้าวมังกรคำรามตีนางเป็นแน่
เสียชาติเกิดที่เป็นบุตรหลานของตระกูลแม่ทัพเสียจริง
หลินเฟยหลันจึงบ่นพึมพำขึ้น“ย่ำแย่ถึงเพียงนี้เชียว”
เถ้าแก่ขายเนื้อจึงตอบ“หลังจากที่เกิดสงคราม ก็มีโจรมาอาละวาดปล้นข้าวของอยู่ตลอดหลายครอบครัวจึงต่างพากันหลบหนีไปอยู่ที่อื่นกันแม่นางเองก็รีบซื้อรับกลับเรือนเถิด”
เขาเองก็ต้องรีบขายรีบกลับเช่นกัน
หลินเฟยหลันขมวดคิ้วนางไม่รู้สถานการณ์ของที่ดีนัก จึงถามต่อ “แล้วราชสำนักไม่ส่งความช่วยเหลือมาเลยหรือ”
เป็นเถ้าแก่ขายปลาที่ได้ยินการสนทนาด้วยความเจ็บแค้นอยู่แล้วก็อดไม่ได้ที่จะใส่อารมณ์ “คนพวกนั้น จะสนใจอะไรกับพวกเราตอนแรกองค์ชายสามนำทัพมาด้วยตัวเองเพื่อปราบศัตรู แต่เพียงแค่ครึ่งเดือน แม่ทัพเซี่ยก็ถูกสังหารรองแม่ทัพของเราก็ถูกสังหารไปแล้วสามนาย”
“แล้วองค์ชายสามเล่า”
ยิ่งพูดถึงเชื้อพระวงศ์ผู้นี้เถ้าแก่เฒ่ายิ่งโมโห “เฮอะ! คนเช่นนั้น ตายไปก็ไม่มีใครเสียดายหรอก องค์ชายสามน่ะ เลวยิ่งกว่าเดรัจฉานเขาไม่เพียงขายเสบียงที่นำมาในราคาแพงยังบีบบังคับให้ชาวบ้านส่งบุตรหลานมาเป็นทหารอีกด้วย ชาวบ้านพวกนั้นไม่เคยหยิบดาบแค่เห็นเลือดก็เป็นลมแล้ว แต่ก็ถูกเขาบังคับให้เป็นแนวหน้าไปต้านข้าศึกจึงพ่ายแพ้อย่างหมดท่า”
เพราะลูกชายของเขาก็ถูกบังคับให้ไปเป็นทหารด้วยและก็ตายในสนามรบ
จากนั้นเถ้าแก่ขายเนื้อก็เสริมขึ้น“นับว่าพวกเรายังโชคดีที่แม่ทัพว่านมาทันเวลา เขาปราบโจรพวกนั้นไปจนสิ้นสามารถรักษาเมืองเป่ยซางเอาไว้ได้ ทำให้เสียแค่เมืองด่านชายแดนเมืองเดียว”
“องค์ชายสามตายแล้วหรือ?”
เถ้าแก่ทั้งสองส่ายหน้าและหนึ่งในนั้นก็ตอบ “เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ขอรับ แต่ก็มีข่าวลือว่าเขาถูกจับเป็นตัวประกัน”
หลินเฟยหลันพลันถอนหายใจอีกครั้งอย่างกลัดกลุ้ม
นางไม่คาดคิดว่าสถานการณ์ที่เมืองทางเหนือจะเลวร้ายถึงเพียงนี้
นางคิดผิดหรือนี่
ภาวนาให้มารดาของนางอย่าได้มาที่นี่เลย
นางเชื่อว่าทุกคนย่อมรอดชีวิต มารดาของนางผ่านศึกมานับไม่ถ้วนกับท่านตา จะมาจบชีวิตลงง่าย ๆได้อย่างไรกัน
นี่คือความเชื่อมั่นที่ทำให้นางต้องมีชีวิตกลับไปหามารดาและน้องชายให้จงได้
อีกฟากหนึ่งของเมือง
ในถนนเส้นใหญ่ใกล้กับตรอกที่คับแคบบ่าวของจวนเจ้าเมืองยกหม้อข้าวต้มขนาดใหญ่มาตั้ง
เมื่อบุตรสาวของเจ้าเมืองปรากฏตัวพร้อมกับรอยยิ้มนางก็เชิญชวนชาวบ้านมารับข้าวต้มด้วยตัวเอง
นางยืนแจกข้าวต้มด้วยท่าทีสง่างามผู้คนต่างเข้าแถวรับอาหารและเปล่งเสียงชื่นชมในความมีเมตตาของนาง
แม่ทัพว่านที่ผ่านไปที่บริเวณนั้นพอดีจึงให้ทหารไปช่วยจัดระเบียบ ทั้งยังออกปากชื่นชมอีกด้วย
ในวันต่อมาคุณหนูเซี่ยจึงทำโรงทานขึ้นมาบ้าง เพื่อที่จะให้แม่ทัพว่านหันมาสนใจตนเองและมันก็ได้ผล เมื่อแม่ทัพว่านที่กลับมาจากนอกเมืองเห็นเข้าจึงเอ่ยปากชมจนนางแทบลอย
เรื่องนี้ร่ำลือไปทั่วคุณหนูฮ่าวทนไม่ได้จึงขนข้าวสารและวัตถุดิบที่ดีกว่ามาตั้งหม้อข้าวต้มที่ลานเดียวกันทั้งยังเพิ่มเนื้อสัตว์เพื่อโอ้อวดกับอีกฝ่าย
ในขณะเดียวกันคุณหนูจวนเจ้าเมืองก็กลับมาแจกจ่ายอีกครั้งพร้อมกับเพิ่มการแจกจ่ายเสื้อผ้าที่ตัดเย็บใหม่
แล้วสตรีทั้งสามก็ได้รับการประกาศชมเชยจากแม่ทัพว่านอีกครั้ง
แม้หลินเฟยหลันจะไม่ชอบใจแต่ก็ไม่คิดจะวิจารณ์ เพราะอย่างน้อยผลประโยชน์ก็ตกอยู่กับชาวบ้านหลายพันคน
แม้จะไม่ทั่วถึงแต่อย่างน้อยก็พอประทังไปได้เปราะหนึ่ง
คนของจวนเจ้าเมืองและตระกูลเซี่ย นำข้าวและอาหารออกมาขายในราคาแพง แต่ทุกคนกลับไม่คิดทำสิ่งใด
เจ้าเมืองผู้นี้นับว่าฉลาดนักตกปลาได้ทั้งน้ำลึกและน้ำตื้น
เพียงแค่แจกจ่ายข้าวต้มวันละมื้อก็สามารถปิดปากชาวบ้านในเรื่องที่เขาสั่งปิดประตูเมืองเอาไว้ได้อย่างสนิท
แถมยังได้รับการสนับสนุนจากแม่ทัพว่านอีกด้วย
มิน่าเล่าตอนที่นางเอ่ยถึงเรื่องเสบียง เขาจึงไม่รู้สึกทุกข์ร้อนเลยที่แท้ก็เพราะมีจวนเจ้าเมืองหนุนหลังอยู่นี่เอง
เพียงแต่ท่าทางสนิทสนมระหว่างทั้งสอง ทำให้หลินเฟยหลันรู้สึกอารมณ์ไม่ดีเสียอย่างนั้น