ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 153 ที่จริงข้าออกจะดี

            ทันใดนั้นพลังงานที่เกิดจากยาลูกกลอนวิญญาณติดชีพจรก็ถูกพลังแสงลึกลับนั้นดูดกลืน ขณะนี้ตู้เซ่าฝู่ไม่จำเป็นต้องควบคุมนำทางพลังงานจากยาพลังงานจากยาลูกกลอนวิญญาณติดชีพจรก็ถูกพลังงานแสงลึกลับนั้นดูดซึมไปหมดแล้ว

            หลังจากที่พลังงานจากยาลูกกลอนวิญญาณติดชีพจรถูกพลังแสงลึกลับนั้นดูดกลืนพลังแสงลึกลับนั้นก็แปรสภาพเล็กน้อย มันเหมือนกับว่าพยายามรวมตัวเปลี่ยนสภาพสสารตัวมันให้เกาะกลุ่มเป็นรูปร่าง

            ขณะที่ตู้เซ่าฝู่กำลังอยู่ในสภาวะตั้งจิตที่สมบูรณ์เขาสัมผัสได้ว่าพลังแสงกำลังร้องคำรามอย่างเกรี้ยวกราดเหมือนกับกำลังร้องดีใจและตื่นเต้น

            รอบกายของตู้เซ่าฝู่ค่อยๆถูกห่อหุ้มด้วยลำแสงลึกลับ แสงส่องเกิดเป็นประกายระยิบระยับมีอักษรยันต์มีซ่อนเร้นพลังอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่าน แม้แต่ภายในร่างของตู้เซ่าฝู่เองที่ไม่ได้มีลำแสงลึกลับก็เริ่มมีพลังบางอย่างเอ่อล้นออกมาเกิดเป็นพลังอักษรยันต์ประกายคลื่นแสงสาดระหว่างที่เกิดปรากฏการณ์นี้ลมปราณในตัวตู้เซ่าฝู่มีปริมาณที่เพิ่มขึ้นในทันใดภายในลำแสงลึกลับราวกับว่ามีพลังงานที่ไร้ขีดจำกัดรวมตัวอยู่

            พลังงานเหล่านี้ที่แผ่ซ่านเหล่านี้สุดท้ายก็ถูกดูดกลืนเข้าไปในร่างของตู้เซ่าฝู่พลังงานที่อานุภาคเล็กมากที่สุดก็ยังทำให้ตู้เซ่าฝู่ได้รับประโยชน์จากฤทธิ์พลังอันมหาศาลฤทธิ์จากยากลายเป็นพลังงานและสกัดเป็นพลังปราณส่งเข้าไปที่จุดเสินเชวี่ยในร่างตู้เซ่าฝู่

            บวกกับการรับประทานพลับผลทองคราวก่อนที่ยังมีพลังงานจากฤทธิ์ยาที่ตกค้างยังไม่ได้สกัดอยู่ภายในร่างของตู้เซ่าฝู่เมื่อตู้เซ่าฝู่เข้าสู่ในสภาวะตั้งจิตสมบูรณ์ก็นำพลังงานจากสองสิ่งนี้มาสกัดเป็นพลังปราณและนำไปเก็บไว้ในจุดเสินเชวี่ย

            เมื่อลมปราณในร่างพุ่งทะยานมีปริมาณสูงขึ้นผ่านไปไม่นาน ตู้เซ่าฝู่ก็รู้สึกพลังเอ่อล้นคล้ายกับกำลังเข้าสู่ปรากฏการณ์ในการบรรลุขั้นสุดท้ายแล้วลำแสงลึกลับจำนวนมากก็ปกคลุมอยู่รอบตู้เซ่าฝู่อย่างหนาแน่นมากขึ้น มีเงาของภูเขาห้านิ้วมือปรากฏร่างออกมาลอยอยู่เหนือศีรษะของตู้เซ่าฝู่มันพัฒนา แปลงสภาพ ก่อตัวราวกับว่ามันมีชีวิต เกิดหมอกเหงาปกคลุมหนาทึบเงาภูเขาค่อยๆ กลายสภาพเหมือนจริงมากขึ้นเรื่อยๆ

            เวลาค่อยๆผ่านไป บนท้องฟ้า ดวงจันทรากำลังเคลื่อนไปทางทิศประจิม

            รอบตัวของตู้เซ่าฝู่ถูกลำแสงลึกลับห่อหุ้มไว้คลื่นพลังจากลำแสงลึกลับบางส่วน ราวกับกำลังพยายามลองทำอะไรบางอย่าง เงาภูเขาห้านิ้วมือเคลื่อนไหวเปลี่ยนสภาพไปเรื่อยทำให้บริเวณโดยรอบถูกกระทบเกิดพลังบิดชั้นบรรยากาศได้ อานุภาพที่แผ่ออกมาจากมันแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆภูเขาห้านิ้วมือก็ยิ่งเสมือนของจริงขึ้นเรื่อยๆ

            ยิ่งวิญญาณติดชีพจรเหมือนจริงมากขึ้นเท่าไรยิ่งพิสูจน์ได้ว่าผู้เรียกใช้พลังแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเท่านั้นหากในตอนนี้มีคนมาเห็นภาพของฉากนี้คงจะตกตะลึงมากๆ

            ขณะนี้ตู้เซ่าฝู่มีฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสร้างรากฐานระดับความเสมือนจริงของวิญญาณติดชีพจรน่าจะมีความคมชัดพอๆ กับผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสมบูรณ์เลยทีเดียวนี่คือเรื่องที่อัศจรรย์น่าเหลือเชื่ออย่างมาก

            เมื่อพลังงานจากยาลูกกลอนวิญญาณติดชีพจรถูกลำแสงลึกลับดูดกลืนไปอย่างรวดเร็วทำให้ลำแสงลึกลับเริ่มเกาะกลุ่มดูมีรูปร่างมากขึ้น

            ทว่าก็ได้แค่นั้นเองลำแสงลึกลับที่ห่อหุ้มตู้เซ่าฝู่ไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างได้มากเท่าไร สุดท้ายลำแสงลึกลับแต่ละเส้นก็ค่อยๆเลือนหายไป ถูกดูดกลืนหายเข้าไปในร่างของตู้เซ่าฝู่และแล้วทุกอย่างก็กลับมานิ่งสงบ

            เงาภูเขาห้านิ้วมือที่อยู่ด้านหลังตู้เซ่าฝู่ก็สลายกลายเป็นอักษรยันต์และพุ่งกลับไปอยู่ในร่างของเขาและทุกอย่างก็กลายเป็นความนิ่งเงียบไม่มีอะไรพิเศษ

            ราตรีคืนนั้นค่อยๆผ่านไปอย่างช้าๆ ท้องฟ้ามีแสงสีขาวนวลอ่อนๆจากพระจันทร์และดวงดาวที่กระจายตัวอยู่บนท้องนภาอันกว้างใหญ่

            และแล้วแสงแดดอ่อนๆยามอรุณก็ส่องเข้ามาถึงในห้อง เมื่อแสงส่องมาถึงใบหน้าของตู้เซ่าฝู่ ตู้เซ่าฝู่ก็หยุดรวบรวมพลังด้วยฝ่ามือพลังงานแสงสีทองที่เปี่ยมล้นจางหายเก็บเข้าไปอยู่ภายในร่างของเขาอย่างรวดเร็ว

            ตู้เซ่าฝู่เปิดตาทั้งสองข้างดวงตาของเขายังมีประกายแสงสีทองจางๆ ติดค้างอยู่ จู่ๆ นัยน์ตาของเขาก็สั่นไหวเขาสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายอย่างเห็นได้ชัด ตู้เซ่าฝู่ประหลาดใจกับระดับพลังแสงสีทองเมื่อสักครู่นี้เขาเริ่มรวบรวมพลังฝ่ามืออีกรูปแบบอีกครั้งรอบกายมีพลังงานอันน่าสยดสยองระเบิดพรั่งพรูออกมาเขาสัมผัสได้ว่ามีอานุภาพแข็งแกร่งกว่าเดิมมาก

            “น่าจะใกล้ขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับแล้วละมั้ง” ตู้เซ่าฝู่ตกใจกับระดับลมปราณที่เพิ่มขึ้นในตัวอย่างมาก เขาคิดว่าระดับพลังปราณเท่านี้ตนน่าจะห่างจากการบรรลุขั้นไปขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับอีกไม่มาก

            ฤทธิ์ของยาลูกกลอนวิญญาณติดชีพจรคือการทำให้พลังเฉพาะของผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวมีความแข็งแกร่งทนทานมากขึ้นเขาไม่รู้ว่ามันยังช่วยเพิ่มพูนพละกำลังในตัวอีกด้วย ดังนั้นตู้เซ่าฝู่จึงแปลกใจมากว่าเพียงแค่ในระยะเวลาเพียงคืนเดียวระดับพลังฌานในตัวของเขาจะพัฒนาสูงขึ้นได้ถึงเพียงนี้

            เขาผ่อนระดับลมปราณลงสัมผัสได้ถึงพลังที่เปี่ยมล้นที่เก็บอยู่ในร่าง ตู้เซ่าฝู่ยิ้มออกมาอย่างพอใจยืดแขนบิดขี้เกียจ จากนั้นก็กระโดดลงมาจากเตียง

            วันนี้ต้องเดินทางไปที่สำนักยุทธสวรรค์ต่อให้ทราบมาแล้วว่าบิดาขี้เมาของเขาเคยป่วนและสร้างเรื่องในสำนักยุทธสวรรค์มาก่อนในใจของตู้เซ่าฝู่เองก็ยังคาดหวังรอคอยที่จะไป

            ยามเช้านอกจวนหลันหลิง มีเงาของกลุ่มคนรวมตัวกันอยู่ ตู้อวิ๋นหลงตบบ่าของตู้เซ่าฝู่เบาๆกล่าวว่า “น้องสาม วางใจเถิด สมาคมทั่วหล้ามีพวกเราอยู่ไม่มีทางเกิดปัญหาอะไรแน่นอน พี่ใหญ่เองก็อยู่ในสำนักยุทธสวรรค์ พอพี่ใหญ่พบเจ้าไม่รู้ว่านางจะตกใจทำหน้าแบบไหน”

            ตู้เซ่าฝู่พยักศีรษะเล็กน้อยจ้องมองชายหนุ่มมาดนิ่งที่สวมชุดยาวสีทองที่ยืนข้างๆ ตู้อวิ๋นหลง กล่าวว่า “คิดไม่ถึงว่าเจ้าเองก็มาส่งข้า ข้าช่างรู้สึกซาบซึ้งใจเหลือเกินแต่เมื่อไรที่เจ้าจะไม่ทำท่าทางเย็นชาเช่นนี้ได้นะ เป็นหนุ่มหล่อเหลาทั้งทีแต่กลับทำท่าทางเย็นชาเป็นน้ำแข็งขนาดนี้ ระวังจะหาภรรยาไม่ได้ล่ะ”

            “ข้าก็แค่ว่างเลยมาเรื่องหาภรรยาได้หรือไม่ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องมาคิดมากแทนข้า”

            ชายหนุ่มผู้มีหน้าเรียวยาวดวงตาชั้นเดียวหานซินเขามองไปที่ตู้เซ่าฝู่ ริมฝีมือปากประหนึ่งกลีบดอกไม้เริ่มเอนโค้งเป็นรอยยิ้มที่ดูหยิ่งยโสกล่าวว่า “ประธานสมาคมทั่วหล้าสมาคมมีคนจำนวนไม่กี่คนเอง และแทบจะไม่มีคนรู้ว่าประธานสมาคมคือใครตอนนี้ยังจะทิ้งสมาคมไปสำนักยุทธสวรรค์อีก เป็นประธานที่ดีเลิศจริงๆ”

            “มีพวกเจ้าอยู่ ข้าก็พอใจแล้ว” ตู้เซ่าฝู่หัวเราะตบบ่าของหานซิน

            “ไม่ต้องมาทำเป็นวางตัวสนิท พวกเรายังไม่ได้ซี้กันขนาดนั้น” หานซินถอยหนีหนึ่งก้าว

            ตู้เซ่าฝู่ไม่ได้ถือสาอะไรกับการตอบสนองนี้เขายิ้มและกล่าวว่า “คนกันเองทั้งนั้นไม่ช้าก็เร็วเดี๋ยวก็สนิทกัน พอผ่านไปนานวันเข้า เจ้าก็จะรู้เองว่าที่จริงข้าออกจะดี”

            โอวหยังส่วงทนดูต่อไปไม่ไหวแล้วเผลอพูดออกมาลอยๆ เสียงเบาๆ “หนังหน้านี่ด้านสุดๆไปเลยเจ้าคนนี้”

            “พี่มีอคติกับข้า มีอคติกับข้าแน่นอน” ระหว่างที่ตู้เซ่าฝู่พูดเผลอหันไปมองโอวหยังส่วง วันนี้พอพบโอวหยังส่วง แววตาของเขาจับจ้องไปที่เรือนร่างของโอวหยังส่วงมากเป็นพิเศษเพราะวันนี้โอวหยังส่วงสวมชุดจอมยุทธหญิงแบบชุดเข้ารูปกระชับพอดีตัวทำให้เห็นร่างบางที่มีอกเอวเว้านูนและขาอันเรียวงามของนางได้อย่างชัดเจนเป็นหุ่นของหญิงสาวที่ดูดีอย่างสมบูรณ์แบบและเย้ายวนใจได้มากที่สุด บวกกับการที่นางมีใบหน้าที่งดงามวิจิตรมากดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างบนตัวนางช่างมีเสน่ห์ดึงดูดใจมากจริงๆ เล่นเอาตู้เซ่าฝู่ที่เมื่อเหลือบไปมองแล้วไม่อยากละสายตาออกไปอยากมองให้มากเท่าที่จะมากได้

            โอวหยังส่วงทำท่าเหนื่อยหน่ายใส่ตู้เซ่าฝู่และเดินดุ่มๆออกห่างตู้เซ่าฝู่ไปเลย จากนั้นเดินไปยืนข้างๆ มู่หรงโยวรั่ว

            “น้าเล็ก ข้าจะเชื่อฟังคำพูดของพี่เซ่าฝู่ ไว้ข้าจะกลับมาหาท่าน” ไต้ซิงอวี่พูดไปสะอื้นไป ใบหน้าของนางมีสายของหยาดน้ำตาไหลออกมาดั่งสายฝนนางกุมมือมู่หรงโยวรั่ว ทำท่าทางอาลัยอาวรณ์ไม่อยากลาจาก

            “ไปเถิด ตั้งใจฝึกและเป็นยอดฝีมือให้ได้” มู่หรงโยวรั่วเช็ดน้ำตาให้ไต้ซิงอวี่ดวงตาสองข้างของนางเองก็มีน้ำใสๆ คลอเบ้าเล็กน้อย หากไม่สังเกตดีๆก็ไม่พบว่านางกำลังกลั้นน้ำตา

            ทันใดนั้นเมื่ออสูรราชาพยัคฆ์กิเลนกระพือปีกก็เกิดคลื่นลมพัดแรงทั้งสามร่างกระโดดขึ้นไปอยู่บนหลังของอสูรราชาพยัคฆ์กิเลน พวกเขาก็เริ่มเดินทางระยะห่างไกลจากทุกคนเรื่อยๆ

            มู่หรงโยวรั่วมองดูอสูรพยัคฆ์บินห่างไปไกลขึ้นเรื่อยๆสุดท้ายนางก็ทนไม่ไหวระเบิดน้ำตาไหลออกมาพร้อมกับยกมือขึ้นมือกุมใบหน้าไว้ปิดไว้ผ่านไปสักพักนางนี้จึงขยับตัวเดินจากตรงนั้นไป

            ที่จวนหลันหลิงบนเรือนที่สูงที่สุดแห่งหนึ่ง มีบุรุษและสตรีคู่หนึ่งยืนอยู่บนหลังคามองไปในบริเวณที่ไกลออกมาไปบุรุษคนนี้มีใบหน้าหล่อเหลาและทรงสง่าบุคลิกดี สตรีนางนี้สวมชุดสีแดงใบหน้างดงามน่าหลงใหล พวกเขาก็คือผู้ปกครองมณฑลหลันหลิงโอวหยังหลิงกับหยวนซันซัน

            โอวหยังหลิงยืนมองดูอสูรพยัคฆ์ที่บินจนลับหายไปจากสายตากล่าวว่า“เกรงว่าสำนักยุทธสวรรค์คงจะอลหม่านไม่สงบอีกครั้งแล้วล่ะ”

            “พี่หลิง ทำไมพี่ไม่ให้เซ่าฝู่อยู่ต่อสักหน่อยเด็กหนุ่มคนนี้อยู่กับหมอนั่นมาตั้งแต่เล็ก ไม่ได้อยู่กับพี่เอ้าถงเขาน่าจะต้องลำบากมามาก ตอนนี้ต้องไปลำบากที่สำนักยุทธสวรรค์อีกแล้วข้ารู้สึกปวดใจแทนพี่เอ้าถงจริงๆ” หยวนซันซันรู้สึกห่วงใย

            “ข้าจะรั้งให้เขาอยู่ต่ออย่างไรเจ้าหนุ่มคนนี้ฉลาดเหมือนกับบิดาของเขาไม่ผิด แต่เปรียบกับบิดาเขาแล้วเขาน่าจะเจ้าเล่ห์มากกว่า หน้าด้านมากกว่า ข้าจนปัญญาดึงเขาไว้จริงๆ ให้เขาไปป่วน สำนักยุทธสวรรค์แล้วกัน” โอวหยังหลิงยิ้ม เขาคิดว่าอีกไม่นานสำนักยุทธสวรรค์ คงจะวุ่นวายจนไก่หมากระเจิงพวกผู้เฒ่าในสำนักยุทธสวรรค์คงต้องโมโหจนควันออกหูเหมือนกับตอนนั้นที่ประสบกับบิดาของเขาและสุดท้ายก็ทำอะไรเขาไม่ได้อยู่ดี

            “ทำไมท่านพี่พูดถึงเซ่าฝู่เช่นนี้ เด็กคนนี้ออกจะดีทำไมบอกว่าหน้าด้านได้ล่ะ?” หยวนซันซันถลึงตาใส่โอวหยังหลิง

            “ข้าพูดผิดไปแล้ว” โอวหยังหลิงยิ้มเขาไม่อยากสร้างปัญหาให้ตัวเอง ในใจกลับรู้ดีว่าเด็กหนุ่มคนนั้นเจ้าเล่ห์หน้าด้านจริงๆ มาอยู่ในเมืองหลันหลิงในระยะเวลาอันสั้นก็ก่อเรื่องให้คนหลายคนต้องเจอเรื่องวุ่นวาย ไม่ว่าจะเป็นเฮ่อลี่แห่งสำนักพยัคฆ์ขาวและหานเฉียงจอมฉลาดคนนั้นยังต้องเสียเปรียบให้ คนปกติไม่น่าจะทำได้

            หยวนซันซันได้ยินโอวหยังหลิงแก้คำพูดสีหน้าก็อ่อนโยนลง มองโอวหยังหลิง กล่าวว่า “พี่หลิงที่จริงให้เซ่าฝู่เด็กคนนั้นอยู่ต่ออีกสักหน่อยก็ได้คอยสั่งสอนเขาด้วยตัวเองก็ยังดี ข้าจะได้อยู่กับเขานานขึ้นหน่อย”

            “บิดาของเขาคือตู้ถิงเซวียน ข้ายังจะไปสอนอะไรเจ้าหนูคนนั้นได้” โอวหยังหลิงแสดงสีหน้าเศร้าหมอง จากนั้นกล่าวต่อไปว่า “ข้าลองทดสอบฝีมือพละกำลังของเจ้าหนูคนนั้นแล้ว ข้าสอนอะไรเขาไม่ได้จริงๆไม่รู้ว่าทำไมสองคนนี้ถึงมีบุตรชายได้พิลึกขนาดนี้รุ่นลูกน่ากลัวกว่ารุ่นพ่อเสียอีก”

            อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนกำลังเหาะเหินเดินทางด้วยอากาศผ่านแนวเทือกเขาที่อยู่รอบเมืองไป

    คล้ายกับเรื่องยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน