บทที่ 36 โชคชะตาถูกขโมย
ทั้งสองคนล้วนเป็นคนฉลาด พวกเขาจึงรู้โดยธรรมชาติว่าคำสาปที่เธอพูดถึงไม่ใช่สิ่งดี
แต่…พวกเขาถูกสาปงั้นเหรอ?
“แน่นอน นอกจากวันเดือนปีเกิดแล้ว เลือดและผมของพวกเธอก็ใช้ได้เหมือนกัน แต่ว่า...”
เสิ่นจืออินจ้องมองพวกเขาด้วยดวงตาสีดำขลับราวกับออบซิเดียน แต่ดูเหมือนว่าเธอไม่ได้มองที่พวกเขาจริง ๆ
แต่เหมือนกำลังมองทะลุผ่านพวกเขาไปยังบางสิ่งบางอย่าง
“โชคชะตาของพวกเธอถูกขโมยไป เรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับวันเดือนปีเกิดอย่างแน่นอน”
สิ่งที่เสิ่นจืออินมองเห็น คือโชคชะตาและชะตาชีวิตที่พันรอบตัวทั้งสองคน
เสิ่นควานและเสิ่นซิวหรานต่างก็มีโชคชะตาสีม่วงทองพันรอบตัว โดยมีโชคชะตาสีทองมากกว่า
ในสมัยโบราณ คนที่มีโชคชะตาสีม่วงมักจะได้เป็นขุนนาง ส่วนคนที่มีโชคชะตาสีทองมักจะเป็นคนทำความดี มีบุญคุ้มครอง ชีวิตในบั้นปลายมักจะร่ำรวยและมีเกียรติ
ตระกูลเสิ่นสืบทอดกันมาสามชั่วอายุคนล้วนรับราชการทหาร ยิ่งไปกว่านั้นยังมียศถาบรรดาศักดิ์สูงส่ง
มาถึงรุ่นของเสิ่นควาน ตระกูลเสิ่นก็มีเขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว อีกทั้งเขายังชื่นชอบในการค้าขายมากกว่าการเป็นทหาร
ดังนั้น โชคชะตาของครอบครัวพวกเขาจึงได้รับพรอันประเสริฐจากบรรพบุรุษ ประกอบกับความสามารถของพวกเขาเอง ส่งผลให้บารมีของพวกเขาเปล่งประกายสีม่วงทองสอดประสานกัน
ด้วยสภาพแวดล้อมที่เติบโตมา ทำให้เสิ่นควานและเสิ่นซิวหรานมีนิสัยซื่อสัตย์สุจริต แม้ว่าบริษัทจะดำเนินกิจการใหญ่โตเพียงใด พวกเขาก็ยังคงเสียภาษีอย่างถูกต้อง และยังก่อตั้งองค์กรการกุศลมากมาย
แสงสีทองของบุญกุศลแผ่รัศมีสว่างไสวรอบกาย นี่แสดงให้เห็นว่าชะตาชีวิตของพวกเขาในภายภาคหน้าอาจพบเจออุปสรรคบ้าง แต่เมื่อก้าวข้ามผ่านพ้นไปได้แล้ว จะส่งผลให้พวกเขายิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก
ทว่าในตอนนี้ บารมีของพวกเขากลับดูเหมือนถุงลมรั่ว ไหลรวมกันเป็นเส้นสายล่องลอยขึ้นไปบนอากาศจนลับสายตา
ยิ่งไปกว่านั้น แสงสีเลือดกำลังกัดกร่อนแสงสีทองของบุญกุศลอย่างต่อเนื่อง
คนอื่นไม่อาจมองเห็นได้ นอกจากเสิ่นมู่เหยียที่เชื่อเธอแล้ว คนอื่น ๆ กลับรู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้ช่างน่าเหลวไหลสิ้นดี
เสิ่นจืออินเป็นแค่เด็กหญิงตัวน้อยวัยสามขวบ สูงเพียงสามส่วน เธอพูดอะไรออกมา จะมีใครกล้าเชื่อกัน!
เสิ่นมู่เหยี่ยตกใจจนทำอะไรไม่ถูก “คุณย่าตัวน้อย ถ้าโชคชะตาถูกขโมยไป พวกเขาจะต้องเผชิญเคราะห์กรรมหนักขนาดนี้เลยเหรอครับ?”
เสิ่นจืออินส่ายหน้า พร้อมกับอธิบายเรื่องราวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานอย่างมีเหตุผล
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก การถูกขโมยโชคชะตา จะทำให้ค่อย ๆ ล้มละลาย ไม่มีเงิน แล้วก็กลายเป็นคนยากจนข้นแค้นแค่นั้นเอง”
บ้าเอ๊ย! นี่ยังจะเรียกว่า ‘แค่นั้นเอง’ อีกเหรอ? วิธีการโจมตีแบบไหนกันเนี่ย โหดร้ายชะมัด!
ใครมันจะอยากล้มละลายเป็นคนยากจนข้นแค้นกันล่ะ!
“แล้วคนที่ขโมยโชคชะตาไปล่ะครับ?”
เสิ่นมู่เหยี่ยกัดฟันกรอดอย่างหัวเสีย ดวงตาแดงก่ำ
อย่าให้เขารู้ตัวคนขโมยโชคชะตาได้เชียว ไม่อย่างนั้นเขาได้ฆ่ามันแน่!
“คนที่ขโมยโชคชะตาไป ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะเริ่มราบรื่นขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าปล่อยไปจนโชคชะตาของทั้งสองคนตกเป็นของอีกฝ่ายทั้งหมด ชะตาชีวิตของพวกเขาก็จะถูกขโมยไปด้วย เป็นชะตาชีวิตที่ร่ำรวยมั่งคั่งเชียวนะ”
“ต่อให้เป็นแค่คนโง่เง่า พอขโมยโชคของพวกเขาไปก็จะกลายเป็นคนฉลาดขึ้นมาทันที อืม...หลานชายทั้งสองคนก็ฉลาดมาก ต่อไปสมองของพวกเขาก็จะกลายเป็นของอีกฝ่ายแล้ว”
เสิ่นควานและเสิ่นซิวหราน “...”
เรื่องน่าขนลุกแบบนี้ ต่อให้หลุดออกมาจากปากเด็กสามขวบ พวกเขาก็อดเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งไม่ได้
ที่สำคัญคือ เรื่องพวกนี้ไม่น่าใช่เรื่องที่เด็กสามขวบจะแต่งขึ้นเองได้
บรรพบุรุษน้อยของพวกเขานี่มาจากไหนกันแน่ ถ้าเด็กขนาดนี้รู้เรื่องพวกนี้ก็น่ากลัวเกินไปแล้ว
เสิ่นจืออินเอาแต่ลูบคาง พลางพึมพำอย่างไม่เข้าใจ “แต่อันที่จริงโชคชะตาของพวกเธอยังคงแข็งแกร่ง ตามหลักแล้ว ก่อนที่พวกมันจะขโมยไปจนหมด พวกมันไม่น่าจะทำร้ายพวกเธอนะ ไม่แน่ว่าพวกมันอาจจะเป็นคนละกลุ่มกันหรือเปล่า?”
เสิ่นมู่เหยี่ยรีบพูด “พ่อ พี่ใหญ่ อย่าเพิ่งไม่เชื่อสิ ความสามารถของคุณย่าตัวน้อยผมเห็นมากับตา เธอไม่ได้แค่จับผีนะ แต่ยังช่วยฉินเจินสืบคดีด้วย ยาที่ทั้งสองคนกินก็เป็นยาที่เธอปรุงเอง ทั้งสองคนรอดจากใต้ท้องรถบรรทุกมาได้ก็เพราะเธอ...”
พวกเขาไม่เชื่อ แต่เสิ่นจืออินกลับไม่ร้อนใจ หันไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเสียบหูฟังดูการ์ตูนแทน
ปล่อยให้หลานชายเป็นคนอธิบายไปเถอะ
จะว่าไปแล้ว โทรศัพท์มือถือของโลกใบนี้ก็เป็นของดีเหมือนกันนะเนี่ย
เสิ่นมู่เหยี่ยอธิบายอยู่นานสองนาน ที่จริงเสิ่นควานกับเสิ่นซิวหรานก็เชื่อไปเกือบหมดแล้ว พวกเขาแค่กำลังครุ่นคิดอยู่ว่าจะมีใครที่อยากทำร้ายพวกเขา
“คุณ...คุณป้า แล้วพวกเราจะตรวจสอบได้ยังไงว่าใครขโมยโชคชะตาและสาปพวกเรา”
เสิ่นควานเอ่ยเรียก ‘คุณป้า’ ออกมาอย่างยากลำบาก เขาอายุขนาดนี้แล้ว แถมยังมีลูกตั้งสี่คน
เสิ่นจืออินในวัยนี้เป็นหลานสาวของเขาได้เลยนะ!
“เธอลองหาวิธีเรียกคนที่สามารถเอาเลือดและเส้นผมของเธอมาได้ ให้มาที่นี่สิ ฉันจะช่วยดูให้”
ยุคสมัยนี้ การจะได้มาซึ่งเส้นผมและเลือดของคนสักคนนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนทั่วไปที่ไม่ได้ระแวดระวังตัวเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตาม ด้วยฐานะของคนตระกูลเสิ่นอย่างพวกเขาแล้ว คนที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด คงหนีไม่พ้นคนใกล้ตัวที่อยู่ด้วยกันเป็นประจำ
ไหน ๆ ก็เป็นรุ่นหลานในบ้าน ก็ต้องช่วยเหลือกันสักหน่อย
เสิ่นจืออินผู้ที่ปฏิบัติตนราวกับเป็นบรรพบุรุษ ก็ไม่ได้เกรงใจแม้แต่น้อย
เสิ่นควานพยักหน้ารับ “ตกลง ขอรบกวนคุณป้าด้วย”
“แล้วใครกันที่รู้วันเดือนปีเกิดของพวกเธอ?”
ผู้คนที่รู้วันเดือนปีเกิดของเสิ่นซิวหรานนั้นอาจมีมากมาย แต่คนที่รู้วันเดือนปีเกิดของเสิ่นควาน คงมีจำนวนน้อยกว่ามาก
ภาพใบหน้าหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของเสิ่นควาน
“มีคนหนึ่ง แต่ฉันไม่แน่ใจ”
เสิ่นจืออินพูดขึ้นขณะนั่งอยู่บนเก้าอี้เตี้ย ๆ นิ้วของเธอกดเล่นเกมจับคู่ภาพอยู่โดยไม่เงยหน้าขึ้น
“แบบนั้นก็ง่ายน่ะสิ เธอก็ให้คนไปสืบคนที่เธอสงสัยดู ว่ามีใครที่ปกติเป็นคนไม่ฉลาด ทำอะไรก็ผิดพลาด แต่จู่ ๆ กลับฉลาดขึ้น ทำอะไรก็ราบรื่นขึ้นมาหรือเปล่า”
“ตกลง ขอบคุณมากนะครับคุณป้าที่ให้คำแนะนำ” เสิ่นควานกล่าว
หลังจากที่เรียกแบบนั้นเป็นครั้งแรก ครั้งต่อ ๆ ไปก็เรียกได้ง่ายขึ้น
เขามองไปที่เสิ่นมู่เหยี่ย “เสี่ยวอู่*[1] ลูกบอกพ่อบ้านให้ปล่อยข่าวออกไปว่า พวกเราแม้รอดชีวิตแต่ก็บาดเจ็บสาหัส คนร้ายที่อยู่เบื้องหลังจะต้องรีบมาสืบข่าวเพื่อยืนยันอย่างแน่นอน”
คนที่รู้วันเดือนปีเกิดของพวกเขาได้ จะต้องเป็นคนที่สนิทแน่ ๆ
เขาไม่อยากจะสงสัย แต่...
เมื่อนึกถึงอุบัติเหตุครั้งนี้ พวกเขารอดตายอย่างหวุดหวิด แม้จะรอดชีวิตมาได้ แต่ขาของลูกชายเขา...คงจะยืนไม่ได้ตลอดไป
แววตาของเสิ่นควานฉายแววร้ายกาจออกมา
ไม่ว่าใคร ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร คนทรยศไม่เคยสมควรได้รับการให้อภัย
อาหารเช้าที่เสิ่นมู่เหยี่ยสั่งมาถึงแล้ว ดูหรูหราอลังการมาก
แล้ว...
บนเตียงคนป่วย พ่อลูกได้กลิ่นหอมของอาหารที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ แต่กลับได้กินแค่โจ๊กจืดชืด ทั้งคู่มองไปยังคนทั้งสองที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยด้วยสายตาเศร้าสร้อย
“คุณย่า กินเนื้อปลานี่สิ ผมแกะก้างออกให้หมดแล้ว”
เสิ่นควาน “…”
ลูกชายของเขาไม่เคยแกะก้างปลาให้เขาเลยสักครั้ง
“กุ้งก็อร่อย ปอกเปลือกให้แล้วนะ”
ช่างเป็นเด็กดีและกตัญญูจริง ๆ
คุณพ่อ “...”
พี่ชายคนโต “...”
ตอนนี้พวกเขาเริ่มสงสัยว่าลูกชายคนเล็กของบ้านอาจจะถูกเปลี่ยนตัวไปแล้ว
หลังจากกินอิ่มหนำสำราญแล้ว เสิ่นจืออินก็เดินเล่นไปรอบ ๆ เพื่อย่อยอาหาร
สามวันหลังจากอุบัติเหตุ หมอเบอร์นาร์ดก็มาถึง แต่ผลการตรวจร่างกายของเสิ่นซิวหรานกลับไม่ค่อยดีนัก
การผ่าตัดให้เสิ่นซิวหรานมีความเสี่ยงสูงมาก
สีหน้าที่หล่อเหลาของเสิ่นซิวหรานมืดมนลงอย่างเห็นได้ชัด
เขาเป็นคนหยิ่งทะนง เพียงแค่คิดว่าชีวิตที่เหลือจะต้องอยู่บนรถเข็น...
“หลานชาย เธอไม่ต้องกลัว ถึงเขาจะรักษาเธอไม่ได้ แต่ฉันมีทางออก”
หลังจากที่หมอเบอร์นาร์ดและคนอื่น ๆ ไปแล้ว เสิ่นจืออินก็เดินเตาะแตะด้วยขาสั้น ๆ ของเธอไปที่ข้างเตียงของเสิ่นซิวหรานและพูดปลอบใจด้วยน้ำเสียงน่ารักน่าเอ็นดู
[1] เสี่ยวอู่ (小五) หมายถึง ลูกคนที่ห้า