เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 151 ดวงตาของทุกคนต่างก็เป็นประกาย

            หม้อขนาดใหญ่ห้าร้อยใบในกระโจมโรงครัวกำลังเดือดปุดๆกระดูกหมูและกระดูกแกะถูกตุ๋นไว้สองชั่วยามเต็มๆ จนเนื้อกับกระดูกแยกออกจากกันหากหยิบกระดูกขึ้นมาเขย่า เนื้อก็จะร่วงลงไปในน้ำทันทีจากนั้นก็คว้าถุงแป้งมาเทเกี๊ยวขาวอวบอ้วนที่แช่แข็งลงไปในหม้อจนกลายเป็นทะเลสาบที่เต็มไปด้วยห่านขาว

            ตะหลิวใหญ่จุ่มลงไปคนสักพักหม้อก็กลับมาเดือดอีกครั้ง หลังจากเติมน้ำเย็นลงไปหลายครั้งแล้วโรยหอมซอยสีเขียวสดใสลงไปกำมือหนึ่ง พร้อมกับน้ำมันพริกอีกหนึ่งถ้วยน้ำแกงพร้อมเกี๊ยวร้อนๆ รสจัดจ้านหอมอร่อยก็พร้อมกิน

            เหล่าทหารที่ยืนถือชามใบใหญ่อยู่ที่ไกลๆทนรอไม่ไหวอีกต่อไป พวกเขารีบกรูกันไปที่เตาแจกอาหารของกองตนเองมีคนยกชามสูงขึ้นแล้วร้องว่า “พี่หลิว ตักให้ข้าก่อนข้าหิวจะตายแล้ว!”

            อีกคนก็ยกชามสูงขึ้นเช่นกันและร้องตะโกนว่า“ข้าขอเนื้อเยอะๆ ตักเนื้อให้ข้าหน่อย!”

            พ่อครัวเป็นชายวัยกลางคนมือไม้คล่องแคล่วเขาใช้ตะหลิวใหญ่ตบชามดินเผาจนคนเหล่านั้นหดมือกลับไป พร้อมกับหัวเราะและดุว่า“มาแย่งอะไรกัน วันนี้วันตรุษจีนท่านแม่ทัพใหญ่บอกแล้วว่ามีเนื้อและเกี๊ยวเต็มชามทุกคนจะได้กินอิ่มหนำ! ต่อแถวๆ ใครไม่ทำตามกฎก็อดกิน!”

            โบราณว่าไว้ผู้พิพากษาท้องถิ่นไม่สู้ผู้มีอำนาจตรงหน้าในวันปกติท่านแม่ทัพใหญ่มีอำนาจสูงสุดแต่พอถึงเวลาอาหารคำพูดของพ่อครัวมีอำนาจมากที่สุดแน่นอน

            พอเหล่าทหารได้ยินก็รีบต่อกันเรียงเป็นแถวแม้จะเบียดกันบ้างก็ไม่สน มีคนร้องออกมาเป็นระยะๆ ว่า “ใครเหยียบรองเท้าข้า!”

            “ไอ๊หยาอย่าเบียดกันสิ ใครชนไหล่ข้า?”

            พ่อครัวที่ดูแลเตาทำอาหารเป็นคนที่คล่องแคล่วมากขณะที่ด่าเหล่าสหายด้วยท่าทางขี้เล่นไปพลางก็ยุ่งอยู่กับการตักเกี๊ยวร้อนๆ ไปด้วยบางครั้งเมื่อเจอทหารที่อายุน้อยก็จะใส่เนื้อเพิ่มให้เป็นพิเศษ

            แม้ว่าทุกคนจะมองด้วยความอิจฉาแต่ในวันรวมตัวแห่งชาติแบบนี้ ใครๆก็อดคิดถึงครอบครัวที่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่บ้านไม่ได้ก็เลยมีความเห็นอกเห็นใจและรักใคร่ต่อทหารอายุน้อยเป็นพิเศษปล่อยให้พวกเขากินเยอะขึ้นหน่อย ก็เหมือนกับให้ลูกหรือพี่น้องของตนเองได้กิน

            แถวค่อยๆขยับไปข้างหน้า ทหารที่ได้เกี๊ยวแล้วก็รีบไปนั่งรอบกองไฟบางคนที่พอจะรู้เรื่องบ้างก็รอให้เพื่อนร่วมกระโจมกลับมาก่อนแล้วค่อยกินด้วยกันส่วนบางคนที่ใจร้อนและหิว ก็แอบกินเกี๊ยวทันที ผลคือทั้งร้อนและเผ็ดทำให้ต้องทำท่าทางทรมานแบบตลกๆ

            ทุกคนอดหัวเราะไม่ได้แต่ทหารคนนั้นก็รีบกินอีกคำทันที พร้อมกับพูดเสียงดังว่า “อร่อย อร่อยมากจริงๆ!”

            พวกทหารที่เห็นก็ถูกกระตุ้นความหิวในท้องอย่างรุนแรงพอพี่น้องมากันครบแล้วก็รีบลงมือกินทันที

            ในขณะนั้นเองค่ายทหารที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยกลับเงียบลงอย่างน่าประหลาด

            สำหรับปัจจัยสี่เรื่องกินอยู่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่สุดตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ทุกวันก็ต้องกินอาหารสามมื้อ

            ในคืนวันส่งท้ายปีเก่าอากาศหนาวเย็นมาก แต่น้ำแกงเนื้อที่มี “แผ่นแป้งห่อไส้” ชามนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงสิ่งที่เรียกว่าความสุข

            บางคนนึกถึงหลั่วปิ่งแผ่นที่มารดาถนัดทำบางคนนึกถึงบะหมี่ที่ภรรยารีดเส้นด้วยมือบางคนนึกถึงน้ำแกงเนื้อในช่วงฆ่าหมูตอนตรุษจีน…

            “อร่อยจริงๆข้าไม่เคยกินอะไรอร่อยแบบนี้มาก่อน...เอ่อ นี่เรียกว่าอะไรหรือ?”

            ทหารหนุ่มอายุประมาณ15-16 ปีเป็นคนแรกที่พูดขึ้นมา ด้วยความตื่นเต้น เขามองไปที่ทหารรุ่นพี่ข้างๆ“ถ้าข้าได้เป็นแม่ทัพใหญ่ในอนาคต ข้าจะให้แม่ข้าได้กินสิ่งนี้ทุกวัน”

            ทหารรุ่นพี่ก็กินเกี๊ยวด้วยความระมัดระวังเหมือนกับว่าในชามไม่ได้มีแค่เกี๊ยว แต่เป็นอาหารที่หาได้ยากในโลกเขาวางชามและตะเกียบอย่างระมัดระวังแล้วหันไปหาพี่น้องในกระโจมและพูดเสียงเบาๆ ว่า“อาหารนี้เรียกว่าเกี๊ยว พี่น้องต้องจำไว้ให้ดี อย่ากินให้เสียของ อย่าทำลายความตั้งใจของท่านแม่ทัพ

            ข้าได้ยินมาว่าเกี๊ยวนี้เป็นสิ่งที่ภรรยาในอนาคตของท่านแม่ทัพใหญ่ทำให้ท่านแม่ทัพกินท่านแม่ทัพใหญ่เป็นห่วงว่าเราจะกินมื้อค่ำวันตรุษจีนไม่อร่อยดังนั้นภรรยาของท่านแม่ทัพใหญ่จึงนำกองทัพหญิงและพ่อครัวมาทำงานกันสองวันสองคืนเต็มๆเพื่อเตรียมเกี๊ยวชามนี้ออกมา”

            ทหารอีกคนหนึ่งยกน้ำแกงขึ้นมาจิบเขาเผ็ดจนรู้สึกได้ถึงเหงื่อที่ซึมออกมาตามหน้าผาก เขาพูดขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจว่า“พี่ชาย ข้าได้ยินมาว่าหญิงสาวที่อยู่ข้างกระโจมใหญ่เป็นเพียงแม่ครัวของท่านแม่ทัพไม่ใช่ภรรยาของท่านแม่ทัพสักหน่อย ท่านแม่ทัพของพวกเราเป็นผู้มีเชื้อสายสูงส่งไฉนเลยจะรับแม่ครัวมาเป็นภรรยาได้?”

            “เฮ้ย!”ทหารรุ่นพี่ที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับโกรธจนแทบจะถุยน้ำลายใส่หน้า“เจ้านี่มันไม่รู้คุณคนจริงๆ เลยแม่นางติงถึงกับอุตส่าห์ทนเจ็บขาสองวันสองคืนเพื่อทำอาหารให้เจ้าได้กินเจ้าไม่ขอบคุณก็แล้วไป ทำไมจะต้องดูถูกนางด้วย!”

            ทหารอีกหลายคนที่อยู่ใกล้ๆรีบเข้ามาห้ามปราม พวกเขาหัวเราะแล้วเข้ามาแยกทั้งสองคนออกจากกัน “พี่ชายอย่าโกรธไปเลยนะ น้องชายคนนี้เป็นทหารจากเมืองฉยงโจวเพิ่งเข้ามาในค่ายไม่นานจึงยังไม่รู้เรื่องราวอะไรนักที่เขาพูดแบบนั้นก็พอเข้าใจได้”

            หลังจากนั้นทหารอีกคนก็เริ่มปลอบใจทหารที่ถูกด่าคนนั้น“น้องชาย เจ้าไม่รู้หรอกว่าจริงๆแล้วแม่นางติงที่พี่ใหญ่หลิวพูดถึงเป็นคนดีขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อนวมรองเท้านวม แม้แต่ผ้าพันขาที่พวกเราใส่อยู่นี้ล้วนแต่เป็นฝีมือของนางที่เร่งพาเหล่าผู้หญิงและเด็กๆ ทำขึ้นมาตอนที่พวกเราสู้รบกันอย่างหนักที่เมืองจูโจว มีพี่น้องหลายคนบาดเจ็บสาหัสนางยังนำกองทหารหญิงมาช่วยรักษา ทำอาหารและยังคิดกลยุทธ์ให้ท่านแม่ทัพเพื่อจัดหาทางหนีทีไล่ให้กับเหล่าพี่น้องที่บาดเจ็บพี่ใหญ่หลิวเองก็ถูกธนูยิง ได้รับการดูแลจากนางไม่น้อย ถือเป็นผู้มีพระคุณเลยก็ว่าได้หากเจ้าพูดแบบนั้น พี่ใหญ่หลิวก็ต้องโกรธเป็นธรรมดา!”

            ทหารจากเมืองฉยงโจวคนนี้ก็เป็นคนมีไหวพริบดีทีเดียวพอได้ฟังเช่นนั้นก็รีบขอโทษขอโพยพี่ใหญ่หลิวทันทีในเมื่อเป็นพี่น้องในกระโจมเดียวกัน ไม่ทันไรทั้งคู่ก็คืนดีกันเหมือนเดิม

            ทหารรุ่นพี่หลิวยกถ้วยขึ้นมากินใหม่พวกเขาทั้งหลายก็เริ่มกินดื่มกันต่อ แต่พี่หลิวยังอดที่จะพูดขึ้นมาอีกไม่ได้“พวกเจ้ามักจะคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่เป็นผู้สูงศักดิ์ ควรมีภรรยาเป็นคุณหนูผู้ดีแต่พวกเจ้าไม่คิดบ้างหรือว่าคุณหนูผู้ดีพวกนั้นไม่เคยจะมาพันแผลให้พี่น้องไม่เคยเสี่ยงกับการถูกนินทาเพื่อหาทางช่วยพี่น้องไม่เคยทำงานหนักเพื่อเตรียมอาหารมื้อค่ำให้กับพวกเรา”

            พอได้ฟังเช่นนั้นทุกคนก็พยักหน้าตามกันไปอย่างไรที่บ้านเกิดของแต่ละคนก็มักจะมีคนร่ำรวยสักหนึ่งสองครอบครัวหรือไม่เวลาเข้าเมืองก็ล้วนแต่เห็นคุณหนูผู้ดีออกเดินทางพร้อมกับขบวนผู้ติดตามจะพูดสักคำก็ต้องใช้พัดปิดปาก เหมือนกับว่าการหายใจร่วมกับพวกชาวบ้านธรรมดานั้นเป็นสิ่งที่สกปรกสำหรับพวกนาง

            หากให้หญิงสาวเช่นนั้นเป็นภรรยาของท่านแม่ทัพใหญ่อย่าว่าแต่จะมาดูแลพวกเขาเลย แค่ให้พวกเขาคอยปรนนิบัติรับใช้นางก็คงไม่พอแล้ว

            เมื่อคิดได้เช่นนี้ทุกคนก็ยิ่งดีใจที่ท่านแม่ทัพใหญ่ได้พบหญิงสาวที่จิตใจดีงามเช่นนี้

            การสนทนาเช่นนี้เกิดขึ้นแทบทุกมุมของค่ายทหารในชั่วขณะนั้นชื่อ “แม่นางติง” ก็กลายเป็นที่รู้จักของเหล่าทหารทุกคนและชื่อเสียงของนางก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับติดจรวด

            แต่ติงเหว่ยไม่ได้รู้เรื่องเหล่านี้เลยหลังจากที่ยุ่งวุ่นวายมาสองวัน นางก็เหนื่อยล้ามาก ขณะนี้จึงกินเกี๊ยวไปอย่างลวกๆอุ้มลูกชายที่กำลังตื่นเต้นสุดๆ แล้วก็ถูกอวิ๋นอิ่งพาไปดูการแสดงการประกวดต่างๆบนเวทีสูง

            อาจเป็นเพราะมื้อค่ำที่อิ่มอร่อยหรือรางวัลที่ถูกใจทหารที่ขึ้นแสดงแต่ละคนล้วนทำอย่างเต็มที่เรียกเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องจากผู้ชมอย่างล้นหลามหลังจากนั้นก้มหน้ายกเหล้าแรงๆ ที่ได้รับมาจิบกันอย่างสบายใจ

            ความสนุกสนานดำเนินต่อเนื่องเกือบชั่วยามในที่สุดบนเวทีสูงนั้นก็ได้ผู้ชนะ เป็นทหารที่สามารถขว้างหินได้แม่นยำทุกครั้งเขาได้รับรางวัลที่หนึ่งซึ่งเป็นชุดเกราะแต่สำหรับเขาก็ไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรมากนัก เขาจึงขายให้รองแม่ทัพในราคาสูงทหารคนนั้นดีใจจนปากกว้างไปถึงหูนึกในใจว่ากลับบ้านไปคงจะได้แต่งภรรยาไม่ใช่แค่คนเดียวแต่อาจได้ถึงสี่ห้าคนเลยทีเดียว

            รางวัลที่สองและสามก็ถูกแจกจ่ายไปอย่างรวดเร็วทำให้บางคนก็อิจฉา บางคนก็ไม่พอใจ แต่บรรยากาศกลับยิ่งคึกคักขึ้นไปอีก

            จนกระทั่งกลางดึกเมื่อเปลวไฟบนกองเพลิงเริ่มมอดลงในที่สุดทุกคนก็รู้สึกพอใจกับความสนุกสนานแล้วจึงค่อยๆพยุงไหล่พากันกลับไปนอนในกระโจม

            อวิ๋นอิ่งคิดว่าก่อนหน้านี้ติงเหว่ยกินเกี๊ยวไปแค่ไม่กี่คำหลังจากส่งสองแม่ลูกกลับไปที่กระโจมแล้วนางจึงวิ่งไปที่กระโจมเล็กที่ใช้ทำอาหารเป็นประจำเพื่อจะต้มโจ๊กสักถ้วยและทำกับข้าวรสชาติอ่อนๆ สักสองสามอย่าง

            แต่กลับไปเจอเฟิงจิ่วที่กำลังยกเกี๊ยวขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อยนางจึงเดินเข้าไปถามด้วยความอยากรู้ “เสี่ยวจิ่ว ช่วงนี้เจ้าหายไปไหนมา? แม่นางยังคิดถึงเจ้าอยู่เลย ทุกครั้งที่ทำอาหารอร่อยๆก็จะบอกให้เก็บไว้ให้เจ้าหนึ่งที่สุดท้ายก็เลยตกไปอยู่ในท้องของอวี้ฉือเคราเฟิ้มแทน”

            เฟิงจิ่วที่ถูกจับได้คาหนังคาเขาก็ถึงกับตัวแข็งทื่อแล้วพอได้ยินเช่นนั้นก็หน้าแดงและรู้สึกละอายใจ “เอ่อ...แผลของพี่ติงดีขึ้นหรือยัง? ข้า...อืม ช่วงนี้ข้ายุ่งอยู่สักหน่อย”

            “เจ้ายุ่งอะไร?” อวิ๋นอิ่งไม่รอช้าที่จะจับโกหกเขา“ปกติเจ้าแค่ทำตามคำสั่งของนายน้อยเท่านั้น ไหนเลยจะมีเรื่องอื่นที่ต้องยุ่งด้วย?”

            เฟิงจิ่วรู้สึกกระอักกระอ่วนดวงตาทั้งสองข้างของเขากลอกไปมา เห็นได้ชัดว่ากำลังพยายามหาข้อแก้ตัวอื่น

            หากเขายอมรับตรงๆอวิ๋นอิ่งก็คงจะปล่อยเขาไป เพราะใครๆ ก็มีเรื่องส่วนตัวกันทั้งนั้นแต่การที่เขาทำตัวลับๆ ล่อ ๆ ดูเหมือนมีพิรุธเช่นนี้ทำให้นางยิ่งสนใจและอยากรู้มากขึ้น

            “เจ้ามานี่เดี๋ยวนี้เลย”อวิ๋นอิ่งคว้าหูของเฟิงจิ่วแล้วบิดแรงๆ พร้อมขมวดคิ้วถามอย่างคาดคั้น “บอกมาซะดีๆเจ้าได้แอบไปทำอะไรที่ไม่ดีต่อแม่นางหรือไม่? มิเช่นนั้นเจ้าจะหลบหน้าไปทำไม?”

            “ไอ๊หยาพี่สาวปล่อยมือเถอะ หูข้าจะหลุดออกมาอยู่แล้ว!”เฟิงจิ่วร้องลั่นด้วยความเจ็บจนไม่สามารถกินเกี๊ยวได้อีกเขาเพียงสนใจแต่จะช่วยหูของตนเอง

            “เจ้ายังไม่ยอมพูดอีกหรือใช่หรือไม่ใช่?”

            อวิ๋นอิ่งบิดหูเขาเพิ่มอีกครึ่งรอบเฟิงจิ่วเจ็บจนเกือบจะกระโดดขึ้นมา แต่ก็ไม่กล้าตอบโต้เพราะรู้ดีว่าอวิ๋นอิ่งเป็นน้องสาวที่เหล่าพี่ๆ องครักษ์เงารักและเอ็นดูมากที่สุดโดยเฉพาะตอนนี้ที่ซานอีประกาศชัดแล้วว่าจะไม่แต่งงานกับใครนอกจากอวิ๋นอิ่งหากวันนี้เขากล้าทำอะไรผิดพลาดแม้แต่น้อยไม่แน่วันพรุ่งนี้เขาอาจจะถูกวางยาตายอย่างเงียบๆ ก็ได้

            “พี่สาวปล่อยมือเถอะข้าจะพูดแล้ว ข้าจะพูดแล้ว ยังไม่ยอมอีกหรือ!”

            “อย่างนี้ก็ค่อยยังชั่วหน่อย”อวิ๋นอิ่งมั่นใจว่าเขาไม่กล้าวิ่งหนี จึงยอมปล่อยมือ

            เฟิงจิ่วบ่นอย่างน้อยใจพร้อมกับลูบหูที่แดงของตัวเองแล้วจึงค่อยๆ พูดอย่างระมัดระวัง“ข้ากลัวว่าถ้าพี่ติงเห็นข้าแล้วจะถามเรื่องบางอย่าง”

            “เรื่องอะไร?” อวิ๋นอิ่งขมวดคิ้วและเร่งถามต่อ “ยังไม่รีบบอกมาอีก!”

            เฟิงจิ่วจนปัญญาเขาคิดอยู่สักพักก่อนจะกลั้นใจพูดออกมา “วันนั้นตอนที่แม่นางฉู่มาถามพี่ติงข้าบังเอิญได้ยินพี่ติงถามพี่เกี่ยวกับ เอ่อ เรื่องของแม่นางท่านนั้น”

            “แม่นางคนไหน?” อวิ๋นอิ่งยังนึกไม่ออก แต่ทันทีที่พูดออกมาได้ครึ่งหนึ่งก็เบิกตากว้าง“เจ้าหมายถึงซือหม่าหย่าหลานงั้นหรือ?”

            “ใช่แล้วแม่นางท่านนั้นแหละ หลังจากที่ซือหม่าเชวี่ยนขึ้นครองราชย์นางก็ได้รับสมญานามว่าเป็นองค์หญิงชิงเฉิง[1]” เฟิงจิ่วไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ดวงตาเขาก็แสดงความชื่นชมออกมา

            อวิ๋นอิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้นอีกและเร่งถามต่อ“เจ้าจะพูดอ้ำอึ้งทำไม? รีบบอกมาเร็วๆ เลย!องค์หญิงชิงเฉิงนั้นงดงามถึงขนาดทำให้เมืองล่มจริงหรือ? นางงามกว่าแม่นางฉู่เสียอีกหรือ?อีกอย่างนางมีความเกี่ยวข้องกับนายน้อยยังไง?”

            -----------------------------------------

            [1]องค์หญิงชิงเฉิง 倾城公主 หมายถึง องค์หญิงที่งดงามจนทำให้เมืองล่มจมได้

    เ

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน