เมื่อตู้เจวียนที่ยืนอยู่ด้านข้างได้ยินว่าคุณหนูของนางปกป้องตนเองเช่นนี้เดิมทีนางรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมและเป็นทุกข์ ในยามนั้นพาให้น้ำตาร้อนๆ รินไหล
“ตู้เจวียน กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า”ไป๋เซียงจู๋เอ่ยสั่งตู้เจวียน
ตู้เจวียนมองไปทางไป๋ชิงโหรวกับมู่จื่อรั่วก่อนจะหันมากมองเหล่าฝูงชนที่อยู่ไม่ไกล ท่าทางลังเลนางไม่ต้องการให้คุณหนูได้รับบาดเจ็บเพราะนาง
"รีบไปเร็วเข้า"
ไป๋เซียงจู๋ย่อมเข้าใจดีว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่จึงกล่าวเสียงเฉียบขาดทันที
ตู้เจวียนกอดกระโปรงของตนและรีบร้อนวิ่งกลับจวนทันที
เมื่อตู้เจวียนจากไปแล้วไป๋เซียงจู๋ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกแล้วดวงตาที่มองไปสบไป๋ชิงโหรวพลันเย็นเฉียบขึ้นกว่าเดิม
ในชีวิตก่อนหน้านี้ นางยอมอวี๋ซื่อกับไป๋ชิงโหรวมากเกินไปเพราะคิดว่าท่านป้าสะใภ้จะปฏิบัติต่อนางอย่างดี ทว่านั่นคือข้อผิดพลาดครั้งใหญ่ความอดทนอดกลั้นของนาง การที่ไม่ว่าเรื่องอันใดนางล้วนไม่เถียงกลับแลกมาด้วยการกลั่นแกล้งที่รุนแรงขึ้นทุกครั้ง
หลังจากที่ได้เกิดใหม่อีกครั้งนางถึงได้ตื่นรู้ว่ามีคนบางประเภทที่เกิดมาพร้อมกับการดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น เชี่ยวชาญในการกลั่นแกล้งผู้อ่อนแอและหวาดกลัวผู้แข็งแกร่งเจ้าทนได้ครั้งหนึ่ง ก็ต้องทนให้ได้หากมีวันหนึ่งนางจะปีนขึ้นมาบนหัว!
“ไป๋ชิงโหรว ท่านยายใส่ใจคำพูดและการกระทำของพวกเรามากที่สุดเพื่อมิให้ตระกูลไป๋ต้องเสียชื่อเสียงการกระทำเช่นนี้ของเจ้าเป็นเพราะว่าท่านป้าสะใภ้ไม่อบรมสั่งสอนเจ้าให้ดีหรือเป็นเพราะว่าเจ้าเองที่เล่นเล่ห์ไม่ยอมเรียนให้ดี? หรือหากไม่เช่นนั้น เจ้าต้องการให้พี่หญิงเช่นข้าสอนเจ้ายามนี้ดีหรือไม่”ดวงตาของไป๋เซียงจู๋สาดแสงประกายความหนาวเย็นภายในพาให้ผู้คนตื่นตระหนก
ไป๋ชิงโหรวมองเห็นท่าทางของไป๋เซียงจู๋ที่เป็นเช่นนี้แผ่นหลังของนางพลันรู้สึกเย็นเฉียบ
ทว่าอย่างไรก็ตามศักดิ์ศรีและความเย่อหยิ่งของนางย่อมไม่มีทางยอมให้ถูกเหยียบย่ำแทบเท้าของไป๋เซียงจู๋เช่นนี้แน่ในยามนั้นนางพลันด่าด้วยความโกรธเกรี้ยวหน้าประตูทันที “เจ้า นางเมล็ดพันธุ์ชั่วร้ายเป็นเพราะคนไม่ตายดีเช่นเจ้า ตระกูลไป๋ของพวกเราถึงได้ย่ำแย่ลงทุกวันๆ คนไม่ตายดีเช่นเจ้าไม่เคยเรียนรู้มารยาทจะเอาสิ่งใดมาสอนข้า?”
หากเป็นในยามปกติ ไป๋ชิงโหรวเองก็มิได้โง่เขลาอันใดนักทว่าการที่ได้มู่จื่อรั่วออกหน้าแทนมาโดยตลอดอีกทั้งฐานะของนางที่เป็นถึงบุตรีภรรยาเอกแห่งจวนเหิงชินอ๋องไป๋ชิงโหรวไม่ต้องการถูกไป๋เซียงจู๋บดขยี้โดยไม่รู้ตัวเช่นนี้
นางต้องการให้ทุกคนรู้ว่า นางไป๋ชิงโหรวมีเกียรติและศักดิ์ศรีมากกว่าไป๋เซียงจู๋
“กำเริบเสิบสานยิ่งนัก! ชิงโหรว คุณหนูอย่างเจ้าควรพูดคำเหล่านี้ออกมาหรือ!”
เสียงแข็งกร้าวดังขึ้นพร้อมกับเสียงไม้ค้ำยันที่ตกกระทบพื้น
เห็นได้ชัดว่าผู้ที่มาถึงนั้นโมโหเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากที่ไป๋ชิงโหรวได้ยินว่าผู้ที่มาถึงเป็นผู้ใดดวงหน้าเล็กของนางพลันขาวซีด ส่วนมู่จื่อรั่วเองก็ใช้โอกาสนี้แอบกลับเข้าไปในรถม้า
ในเวลานี้ไม่ควรจะเป็นเวลาที่นางปรากฏตัวมิเช่นนั้นชื่อเสียงของนางจะเสียหายเพราะหมูโง่อย่างไป๋ชิงโหรว
ทุกคนหันศีรษะไปมอง ปรากฏว่าพวกเขาเห็นอวี๋ซื่อพยุงฮูหยินเฒ่าเข้ามาเดิมทีฮูหยินเฒ่าเพิ่งผ่านประตูใหญ่เข้ามาและต้องไปเดินเล่นที่ระเบียงทางเดินทว่านางกลับได้ยินฉากที่มิอาจทนได้นี้
ทันใดนั้น ใบหน้าของนางเต็มเปี่ยมไปด้วยโทสะไม้ค้ำยันเคาะกระแทกพื้นด้วยความรุนแรง เอ่ยอย่างสะบัดใส่อวี๋ซื่อว่า “ลูกสะใภ้รองนี่คือบุตรสาวที่เจ้าสั่งสอนหรือ นี่คือสิ่งที่นางควรพูดกับพี่สาวกับป้าสะใภ้ของตนหรือ”
การว่ากล่าวบุตรหลานของตนเป็นสิ่งต้องห้ามเสมอมา การที่มีคนอื่นเอ่ยถึงบุตรหลานของตนนั้นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆในยามนี้ที่ไป๋เซียงจู๋เป็นหลานรักของนางนางจึงไม่อนุญาตให้คนอื่นดูหมิ่นไป๋เซียงจู๋ได้
นอกจากนี้ จวนไป๋ของพวกเขาไม่ต้องการรักษาหน้าตาแล้วหรือ นี่คือหน้าประตูใหญ่ด้านนอกยังมีคนอีกมากมาย พวกเขาจะมองตระกูลไป๋อย่างไร ดังนั้นแล้วฮูหยินเฒ่าไป๋ถึงได้โมโหเป็นอย่างยิ่ง!
“ท่านยาย...” ไป๋เซียงจู๋ก้มศีรษะลง มิได้เอ่ยอันใดเพียงแต่ก้มหน้าลงด้วยความไม่พอใจเท่านั้น
ในยามนั้นไป๋เซียงจู๋จะยังคงมีท่าทีเอ้อระเหยลอยชายดั่งเช่นเมื่อครู่อยู่ที่ใดนางทำราวกับว่าคนที่ถูกทุบตีคือตัวนางเองอย่างไรอย่างนั้น
ฉากนี้ถูกบุรุษในห้องอาหารส่วนตัวของเหลาอาหารเห็นเข้าทันใดนั้น ดวงตาของชายที่นั่งอยู่ในท่าทีขี้เล่นนั้นพลันฉายแววร้อนรุ่มเขาเอ่ยด้วยท่าทางหยอกเย้ากับบุรุษผู้สง่างามที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“ข้าก็บอกแล้วมิใช่หรือ คุณหนูคนนี้ไม่โดนรังแกง่ายๆ หรอกเจ้าที่เป็นถึงพี่ใหญ่เป็นห่วงโดยเสียเปล่าแล้ว ยังต้องส่งม้าเร็วมารีบตามข้ากลับมาอีกข้ากลับมาเร็วเพราะอยากจะมาดูภรรยาในอนาคต ส่วนเจ้าตามกลับมาดูเรื่องสนุกอันใดเล่า? ท่านพี่ใหญ่!"
จวินมู่ซีแต่งกายด้วยชุดสีแดงฉูดฉาด สวมกวานหยกสีม่วงบนศีรษะคิ้วหนาและดวงตาหงส์ ใบหน้าสดใส มุมปากของเขาแฝงไปด้วยรอยยิ้มอันธพาลท่านั่งราวกับลูกเศรษฐีมีเงินพาให้คนที่มองรู้สึกว่าถูกหยามเหยียดไร้ซึ่งความเคารพ
ฝั่งตรงข้ามเป็นชายในอาภรณ์สีน้ำเงินใบหน้าของเขางดงามละเอียดอ่อน ดูเหมือนว่าหน้าตาของเขาจะงดงามยิ่งกว่าสตรีเสียอีกทว่าบรรยากาศรอบกายของเขาค่อนข้างไม่เป็นมิตร อีกทั้งยังเย็นชายิ่งนัก
คนคนนี้มีนามว่าไป๋จื่อจินบรรยากาศเฉยเมยเย็นชารอบกายนั้นเกิดจากบุคลิกส่วนตัวของเขาเอง ตั้งแต่เขาเป็นเด็กเขารู้ดีว่าการได้รับการปฏิบัติต่างกันหมายความว่าอย่างไรเขาปกป้องตนเองและน้องสาวและเพื่อการนั้นเขาจึงเรียนรู้ที่จะโหดเหี้ยมอำมหิตและเย็นชาไม่แยแสตั้งแต่เด็ก
กล่าวคือ เขาจะแสดงด้านที่อ่อนโยนต่อเพื่อนฝูงและน้องสาวที่รักของเขาเท่านั้นคนที่ไม่รู้จักไป๋จื่อจินย่อมไม่มีทางเข้าใจ แท้จริงแล้วเขาเป็นคนง่ายๆ สบายๆอ่อนโยน และจิตใจดียิ่งทว่าการแสดงออกบนใบหน้าอาจให้ความรู้สึกที่ไม่น่าคบหาต่อคนอื่นๆ อีกทั้งใบหน้าของเขาก็เฉยเมยและเหินห่างอยู่เป็นปกติเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ผู้คนจึงรู้สึกว่าเขาเย็นชาและไม่ชอบปฏิสัมพันธ์กับผู้ใดทว่าความจริงแล้วมิใช่เช่นนั้น
ไป๋จื่อจินเงยหน้าขึ้นและจ้องไปที่จวินมู่ซีทว่าดวงตาที่เรียวยาวของเขาฉายประกายความอบอุ่นที่เพิ่มขึ้นสายหนึ่ง
ใช่แล้ว น้องสาวที่เขาดูแลอย่างดีหลังจากห่างหายไปสามปีในที่สุดก็ได้เติบโตขึ้นยามที่ถูกคนอื่นรังแกนางจะไม่กล้ำกลืนความอัปยศอดสูอีกต่อไป
ถ้าเขาไม่ได้เห็นด้วยตาตนเองเขาคงไม่เชื่อว่าน้องหญิงที่แสนขี้อาย อ่อนแอบอบบางในความทรงจำของเขาน้องน้อยที่เขาต้องคอยปกป้องอยู่ข้างหน้า ในที่สุดก็อาศัยกำลังของตัวเองปกป้องตัวเองได้แล้ว อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งงดงาม ยังทำอะไรได้มากมายถึงเพียงนั้น...
ชายหนุ่มกำขวดกระเบื้องเคลือบที่เย็นเล็กน้อยในฝ่ามือแน่นดวงตาของไป๋จื่อจินเป็นประกาย เม็ดยานี้ขี้ผึ้งห้ามเลือดนี้มีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง มันมีทั้งหมด 6 ขวด เขาเหลือเพียงขวดนี้ขวดเดียวเท่านั้นบาดแผลที่เหลือตอนนี้หายดีและกลายเป็นแผลเป็นแล้วยามที่เขารู้ว่ายาเหล่านี้ถูกส่งมาจากน้องสาวของเขาผ่านทางจวินมู่ซีผู้ซึ่งเดินทางมาหลายพันลี้เขารู้สึกเหลือเชื่อและอธิบายไม่ถูกอย่างยิ่งเขาแค่ตามท่านปู่กับท่านอาออกไปเพื่อทำธุรกิจ สินค้าของพวกเขามีขนาดเล็กอีกทั้งต้องเดินทางผ่านอุโมงค์ ย่อมไม่เจอกับปัญหาการโจรกรรมแน่
ถ้าไม่พบปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่ได้รับบาดเจ็บยาพวกนี้มีจุดประสงค์อะไรถึงต้องรีบส่งมาขนาดนี้จนกระทั่งพวกเขาเจอเข้ากับกับดักของกองทัพต้าฉี ช่างเป็นความบังเอิญยิ่งนัก...
จากนั้นเขาเอาตัวเข้าไปรับคมดาบแทนเพื่อมิให้ฮ่องเต้ต้องทรงได้รับบาดเจ็บ...ยารักษาบาดแผลใช้ได้ผลดีเยี่ยม ในยามนี้เขาก็รู้สึกว่าน้องสาวของเขาสามารถคาดเดาเหตุการณ์ได้ราวกับเทพเซียน แม้นางจะมิใช่เซียนแต่ก็น่าจะมีพลังเทียบเท่าและสิ่งที่ทำให้เขาเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นก็คือน้องสาวคนนี้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์เป็นอย่างยิ่งนางอยู่ในหออี้ผิ่นมานานกว่าสามเดือน อีกทั้งเรื่องที่พูดว่าจะซื้อม้าศึก
กองทัพมองโกลพ่ายแพ้เสบียงที่จวินมู่ซีส่งมากลายเป็นที่นิยมและทำเงินได้มากมาย เมื่อเขาต้องการรีดไถข่มขู่เพื่อนของเขา จวินมู่ซีกลับบอกเขาว่านี่เป็นเงินของน้องสาวของเขา จวินมู่ซีเพียงแค่หาเงินจากค่าส่งก็เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม คนที่ฉลาดขนาดจวินมู่ซี เขาได้กลิ่นของเงินแต่เขากลับลงทุนบางส่วนและได้รับเงินเป็นจำนวนมาก
มีกล่องทองคำขนาดใหญ่วางอยู่ข้างๆ มูลค่าห้าพันตำลึง
จากห้าร้อยตำลึง กำไรมากกว่าเดิมห้าเท่าสิบเท่า
เด็กสาวผู้คนนี้หาเงินได้เก่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน? มันทำกำไรได้มากกว่าพวกเขาที่ค้าขายเสียอีก
ไป๋จื่อจินอยู่ในอารมณ์ที่ซับซ้อนดังนั้นเขาแทบรอไม่ไหวที่จะพบน้องสาวของตนแต่จวินมู่ซีกลับลากเขาไปนั่งในหอเฟิงฮวางและบอกว่าตนได้นัดน้องสาวของเขาออกมาเพื่อพูดคุยแล้ว
อีกทั้งเหลาอาหารนี้ยังอยู่ไม่ไกลจากประตูจวนของเขา ชายหนุ่มจึงเห็นฉากที่ไป๋เซียงจู๋ตบหน้าไป๋ชิงโหรวเต็มๆไป๋จื่อจินรู้สึกว่าน้องสาวของเขาไม่ต้องการการปกป้องจากเขาอีกต่อไป