ผักดองครองภพ 9 ว่าด้วยเื่ของกุศลและอกุศล
คืนเพ็ญแรกหลังจากให้คำมั่นสัญญาอิ๋งเทียนก็มาพบเซียนน้อยตามที่ได้ให้สัญญาเอาไว้ ร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทร่อนลงมากลางสวนเล็กๆ ของเรือนท้ายจวนสกุลหลี่อย่างเงียบเชียบั์ตาสีอำพันกวาดมองไปรอบๆ สวนอันรกร้าง สระบัวที่ไร้การดูแล และอาคารอันทรุดโทรมราวกับอารามร้าง โรงม้าที่อยู่ฝั่งตรงข้ามยังดูดีกว่าเป็ไหนๆ และเมื่อคิดได้ดังนั้นสีหน้าของเซียนาุโก็พลันเปลี่ยนเป็ไม่น่าดู
ไอเซียนบางเบาของเซียนฝึกหัดตัวน้อยกระจายอยู่ทั่วบริเวณจนยากจะระบุตำแหน่งที่แน่นอนเ้าของไอเซียนนั้นได้ อย่างไรก็ตามกลิ่นอายของสมบัติวิเศษชิ้นหนึ่งก็ชัดเจนจนอิ๋งเทียนมั่นใจว่าเซียนน้อยต้องอยู่ที่นั่น
ร่างสูงก้าวเข้าไปในเรือนโดยไม่คิดขออนุญาต หลังจากลัดเลาะไปตามทางอยู่พักหนึ่งเขาก็มาถึงห้องเล็กข้างห้องหนังสือ ภายในห้องนั้นมีชั้นวางตำราเปล่าๆ ตั้งอยู่จำนวนหนึ่ง และบนชั้นวางนั้นก็ปรากฏหยกสลักรูปูเาวางอยู่ชิ้นหนึ่ง
อิ๋งเทียนถอนหายใจให้กับภาพที่เห็น ‘ไม่ระวังตัวเอาเสียเลย’ คิดพลางแตะปลายนิ้วลงบนูเาหยกชิ้นน้อย จากนั้นก็ส่งพลังทิพย์เข้าไปจำนวนหนึ่ง กล่าวว่า “เสี่ยวเซียนจื่อเอ๋ย เ้าออกมาสนทนากันสักหน่อยเถิด”
เหล่าอันที่กำลังเพาะพันธุ์เห็ดอยู่ในถ้ำเล็กๆ ตรงเชิงเขาพลันสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงไม่คุ้นหูดังกังวานขึ้นมาในเซียนซานของตน หลังจากเอียงคอครุ่นคิดอยู่ครู่เด็กชายก็ระลึกได้ว่านั่นคือเสียงของเซียนชุดดำที่บอกว่าจะสอนความรู้ให้เป็การตอบแทนที่ช่วยเหลือเ้ากิ้งก่าน้อยเอาไว้ เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็วางมือจากงานที่ทำอยู่แล้วออกไปด้านนอก
“ผู้าุโ ต้องขออภัยจริงๆ ขอรับที่ข้าไม่ได้ออกมารอต้อนรับท่าน” เหล่าอันไม่มีทางพูดออกไปแน่ว่าเขาลืมนัดหมายในครั้งนี้ไปเสียสนิท
“ไม่ต้องมากพิธี” อิ๋งเทียนมิได้ใส่ใจเื่เล็กน้อยเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่มีเื่อื่นที่รบกวนจิตใจของเขามากกว่า “ทุกครั้งที่เ้าเข้าไปในเซียนซานก็จะวางหยกนี้เอาไว้ข้างนอกตลอดเลยหรือ?”
“ขอรับ” เหล่าอันตอบพลางผงกศีรษะ อิ๋งเทียนมองดูสีหน้าแววตาของเด็กชายแล้วก็พลันทราบว่าอีกฝ่ายไม่ได้เข้าใจประเด็นที่เขา้าจะสื่อเลย และนั่นหมายความว่าเด็กคนนี้มิได้ตระหนักเลยว่าได้กระทำสิ่งที่เป็อันตรายร้ายแรงต่อตนเองลงไป
“เ้าทราบหรือไม่ว่าสิ่งนี้คืออะไร?” อิ๋งเทียนชี้นิ้วไปยังูเาหยกลูกเล็ก
“ทราบขอรับ นั่นคือเซียนซาน ด้านในมีพื้นที่กว้างใหญ่ให้เราได้ใช้สอยตาม้า”
“ผิดแล้ว” อิ๋งเทียนส่ายหน้า เขาทำมือเป็เชิงให้เหล่าอันนั่งลง ซึ่งเด็กชายก็คุกเข่าลงกับพื้นอย่างว่าง่าย ราวกับลูกศิษย์ตัวน้อยๆ ทำตามคำสั่งของอาจารย์อย่างไรอย่างนั้น เมื่อเห็นท่าทางกระตือรือร้นแบบนั้นอิ๋งเทียนก็รู้สึกพอใจอยู่ลึกๆ ก่อนอธิบายต่อไป “สิ่งนี้คือกุญแจสู่เซียนซานที่ตั้งอยู่ในอีกภพหนึ่ง เมื่อเ้าส่งพลังทิพย์เข้าไปในครั้งแรกกุญแจนี้จะผูกพลังของเ้าเข้ากับเซียนซาน และหลังจากนั้นมันจะทำหน้าที่เป็สื่อกลางในการเข้าออกเซียนซาน ดังนั้นเ้าจึงไม่ควรทิ้งมันเอาไว้ด้านนอก”
“ข้านึกว่าเซียนซานอยู่ในหยกชิ้นนี้เสียอีก” เพราะคิดว่าเซียนซานอยู่ด้านในูเาหยกชิ้นนี้เหล่าอันจึงไม่เคยคิดจะนำมันเข้าไปในเซียนซานมาก่อน
“หลายคนคิดเช่นนั้นแต่ความจริงแล้วมันเป็แค่กุญแจ คราวหน้าเมื่อคิดจะเข้าไปในเซียนซานเ้าจงกำหนดจิตว่าจะนำหยกชิ้นนี้เข้าไปด้วย หาไม่แล้วผู้อื่นจะสามารถตามเข้าไปในเซียนซานของเ้าได้”
“แต่ผู้ที่จะเข้าไปได้มีแค่เซียนอย่างเราใช่ไหมขอรับ? เช่นนั้นก็ไม่เห็นจะเป็อะ—ไร”
“ไม่ได้มีแค่เซียนเท่านั้นที่เข้าไปในเซียนซานของเ้าได้” อิ๋งเทียนพูดแทรกขึ้นทันทีโดยไม่ปล่อยให้เด็กชายได้พูดจนจบ สีหน้าและแววตาของเขาจริงจังมากจนเหล่าอันปิดปากสนิทและตั้งใจฟัง “เบื้องบนมีสรวง์ เบื้องล่างมีนรกภูมิ เหล่าดวงิญญานั้นไม่น่ากลัว แต่เหล่ามารที่อาศัยอยู่ระหว่างรอยต่อของนรกกับแดนมนุษย์นั้นมิใช่สิ่งที่สามารถจะดูเบาได้”
“มาร?”
“ใช่ พวกมารเป็ด้านตรงข้ามของเซียนอย่างเรา พลังของพวกเราขัดแย้งกันอย่างร้ายแรง นั่นทำให้มารสามารถสังหารเซียนได้ และสำหรับเ้าต้องยิ่งระวังตัวให้ดีเพราะบางครั้งพวกมารก็ล่าเซียนน้อยเป็อาหาร”
“อาหาร?” เหล่าอันหน้าถอดสีทันทีที่ได้ยิน แต่กระนั้นเขาก็ยังนึกสงสัย “แต่ท่านบอกว่าพลังของเรากับพวกมารขัดแย้งกันไม่ใช่หรือขอรับ?” หากพลังของมารสามารถทำร้ายเซียนได้ พลังของเซียนก็น่าจะสามารถทำร้ายมารได้เช่นกัน เช่นนี้แล้วมารจะกินเซียนเป็อาหารได้อย่างไร
“เพราะเป็เซียนน้อยอย่างไรเล่า” อิ๋งเทียนกล่าว ก่อนจะค่อยๆ อธิบายต่อไป “อันที่จริงแล้วถึงจะกล่าวว่าพลังของเซียนและมารเป็ขั้วตรงข้ามกัน แต่พื้นฐานของพลังนั้นมีส่วนคล้ายกัน เ้าทราบใช่หรือไม่ว่ากุศลที่เซียนอย่างเราได้รับนั้นมาจากความรู้สึกยินดีและขอบคุณ”
“ทราบขอรับ ความยินดีจะเป็กุศลสีทอง และความรู้สึกขอบคุณจะเป็กุศลสีขาว”
“เช่นนั้นเ้าทราบหรือไม่ว่าพลังของเหล่ามารก็ได้รับมาจากความรู้สึกยินดีและขอบคุณของพวกมนุษย์เช่นกัน”
คราวนี้เหล่าอันตามเื่ไม่ทันจริงๆ แล้ว และความงุนงงในสมองน้อยๆ นั้นก็ฉายชัดออกมาทางสีหน้า อิ๋งเทียนเห็นอย่างนั้นแล้วก็ผ่อนลมหายใจออกอย่างนึกเอ็นดู เซียนน้อยผู้นี้ช่างไร้เดียงสาเสียจนน่าเป็ห่วงจริงๆ
“หากอธิบายให้ง่ายกุศลที่เซียนอย่างเราได้รับเกิดจากการกระทำดี เช่นการช่วยเหลือผู้ตกยากให้คนผู้นั้นรู้สึกยินดีและขอบคุณในการกระทำของเรา แต่อกุศลที่เหล่ามารได้รับนั้นจะเกิดมาจากการกระทำชั่ว เช่นการทำร้ายผู้หนึ่งเพื่อให้อีกผู้หนึ่งรู้สึกยินดีและขอบคุณ ข้ายกตัวอย่างเช่นนี้เ้าพอจะเข้าใจหรือไม่?”
“พอเข้าใจขอรับ” หลังจากคิดทบทวนคำพูดของอิ๋งเทียนอยู่พักใหญ่เหล่าอันก็พยักหน้า “กุศลที่เซียนอย่างเราได้รับเกิดจากการช่วยเหลือผู้อื่น ในขณะที่อกุศลที่เหล่ามารได้รับเกิดจากการทำร้ายผู้อื่น ข้าเข้าใจอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ขอรับ?”
“ถือว่าใช้ได้” อิ๋งเทียนพยักหน้า จากนั้นก็พูดต่อไป “ทีนี้เ้าก็ทราบแล้วว่าพื้นฐานของพลังระหว่างเซียนกับมารนั้นคล้ายกัน เื่ต่อไปที่เ้าควรทราบคือกุศลและอกุศลที่เราเพิ่งพูดถึงกันนั้นทั้งเซียนและมารถสามารถดูดซับไปเป็พลังของตนได้”
“เพราะอย่างนั้นพวกมารจึงล่าเซียนฝึกหัดอย่างข้าหรือขอรับ?”
“ถือว่าถูกต้องส่วนหนึ่ง แต่ความจริงแล้วพวกมัน้าพลังทิพย์ของเ้าต่างหาก”
“แต่พลังทิพย์ไม่เหมือนกุศลกับอกุศลที่ทั้งเซียนและมารสามารถดูดซับได้นี่ขอรับ”
“เซียนน้อยอย่างเ้าตบะยังไม่แก่กล้า พลังทิพย์ในร่างจึงแทบไม่ต่างจากกุศลธรรมดาทั่วไป ดังนั้นพวกมารจึงสามารถกินเ้าเพื่อเพิ่มพลังให้กับตัวเองได้”
พออิ๋งเทียนกล่าวมาเช่นนั้นเหล่าอันก็พลันสั่นไปทั้งตัว ใบหน้าน้อยๆ ซีดขาวประหนึ่งหิมะแรกยามเหมันต์ ฝ่ายคนโตกว่าเห็นเช่นนั้นก็อดใจไม่ได้ที่จะตบบ่าเล็กๆ อย่างให้กำลังใจ กล่าวว่า “ไม่ต้องห่วง หากเ้าหมั่นฝึกฝนและหมั่นสร้างกุศลอย่างถูกต้องย่อมไม่ตกเป็เหยื่อของเหล่ามารแน่นอน”
“ก—ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่าพวกมารก็เข้าไปในเซียนซานของข้าได้หรือขอรับ?”
“หากเ้าไม่ระวังวางกุญแจทิ้งเอาไว้ด้านนอกเหมือนอย่างวันนี้”
“ล—แล้วก่อนหน้านี้...ก่อนหน้านี้เ้ากิ้งก่าน้อยถูกใครทำร้ายมาหรือขอรับ?” เหล่าอันจำได้ว่าท่านเซียนชุดดำผู้นี้เรียกกิ้งก่าน้อยว่าสัตว์เทพ เช่นนั้นแล้วมันก็ควรจะเป็อะไรที่คล้ายกับเซียน หากกิ้งก่าน้อยาเ็สาหัสถึงเพียงนั้นก็น่ากลัวว่าจะเป็ฝีมือของมารร้าย
“สัตว์เทพตนนั้นถูกพวกมารทำร้ายมา ครั้งก่อนที่เ้าเจอกับข้าและสหายก็เพราะพวกเราไปสืบหาร่องรอยมารในูเาลูกนั้น”
เมื่อได้ฟังคำตอบของอิ๋งเทียนเหล่าอันก็สูดลมหายใจเข้าลึก เด็กชายพยายามรวบรวมความกล้าอยู่พักใหญ่ก็ถามเื่ที่เป็กังวลอยู่ออกไปว่า “ถ—ถ้าอย่างนั้นจะเป็ไปได้หรือไม่ขอรับที่มารพวกนั้นจะแอบหนีเข้าไปในเซียนซานของข้าแล้ว”
อิ๋งเทียนแทบจะหลุดยิ้มออกมาอย่างสมใจเมื่อเซียนน้อยเอ่ยถามในสิ่งที่เขา้าให้ถามออกมา แม้ลึกๆ ในใจแล้วจะรู้สึกผิดที่เห็นดวงตากลมโตคู่นั้นมีน้ำตาคลอหน่วย เขาเสนอว่า “มีความเป็ไปได้ เ้าจะว่าอะไรหรือไม่หากข้าขอเข้าไปตรวจดูสักหน่อย”
“ม—ไม่ว่าเลยขอรับ ข้ายินดี เต็มใจอย่างยิ่งขอรับ!” และผลก็เป็ไปตามคาด เหล่าอันยินดียิ่งที่จะให้เซียนรุ่นพี่เข้าไปตรวจสอบภายในเซียนซานของตน
“ดี ขอข้าติดต่อสหายก่อน แล้วเราจะเข้าไปตรวจสอบเซียนซานของเ้าให้มั่นใจว่าจะไม่มีมารร้ายซุกซ่อนตัวอยู่” พูดจบเขาก็หยิบกระดาษสีเงินแผ่นหนึ่งออกมาจากความว่างเปล่า ปลายนิ้วตวัดขีดเขียนข้อความอะไรบางอย่างลงไปเสร็จแล้วก็ดีดนิ้วครั้งหนึ่ง กระดาษสีเงินพลันพับไปมาจากอากาศ กลายเป็นกกระดาษตัวหนึ่งโบยบินผ่านช่องหน้าต่างขึ้นไปบนฟากฟ้า
เหล่าอันเฝ้ามองนกกระดาษนั้นอย่างตื่นตาตื่นใจ จวบจนกระทั่งมันบินไกลออกไปจนมองเห็นเป็เพียงประกายแสงเล็กๆ ดุจดาวดวงหนึ่ง เมื่อนั้นเด็กชายจึงค่อยรู้สึกตัวและหันมาส่งยิ้มอย่างขอลุแก่โทษให้เซียนาุโในข้อที่ตนเผลอเสียมารยาทไป
แน่นอนว่าอิ๋งเทียนมิได้ใส่ใจกับการกระทำเล็กน้อยของเด็กชาย กลับกันเขายังหยิบกระดาษสีเงินออกมาอีกหนึ่งแผ่นแล้วส่งให้เหล่าอัน กล่าวว่า “เ้าอยากลองเล่นดูหรือไม่?” และแล้วเซียนน้อยก็ได้ลองเล่นพับกระดาษเป็ครั้งแรก
๐๐๐