“แต่งงานกับฉัน”
“กระไรนะ” ศรณ์รู้สึกว่าวันนี้ต้องพูดคำว่า 'กระไรนะ' บ่อยเหลือเกิน
“แต่งงานกับฉัน แล้วฉันจะช่วยให้ท่านกลับร่าง”
เขาพูด ท่าทีใสซื่อไร้เล่ห์เหลี่ยมจนศรณ์ไม่รู้ว่าเขาตีสองหน้าเก่งหรือข้อแม้ที่เขากล่าวมาไร้แผนการอยู่เื้ักันแน่
“เพราะเหตุใด ทำไมถึงอยากแต่งงานกับฉัน”
“ง่ายๆ ฉันอยากแต่งงาน”
“เดี๋ยวก่อนเถอะท่าน ท่านไม่น่าจะสิ้นไร้ไม้ตอกจนต้องมาขอให้ฉันแต่งงานด้วย ฟังนะท่าน ฉันไม่ใช่สาวงาม ตัวสูงเหมือนต้นไม้ อ้วนเหมือนโอ่งั มือเท้าใหญ่เท้าใบลาน เสียงระคายหู ทำตัวหยาบ ใบหน้าก็ดูไม่ได้ ไม่ใช่หญิงเรียบร้อย ทำกับข้าวก็ไม่เป็ ได้ฉันไปท่านต้องผิดหวังแน่”
“ไม่เป็ไร ฉันตาบอด ต่อให้ท่านหน้าตาพิกลพิการฉันก็มองไม่เห็น”
"""""”"""""''''''''''''''''''''''''''''ก่อนหน้านั้น'''''’''''''''''''''''''’''''''''''"""""""""""""''
คดีที่ 1 ฆาตกรรมชายไพร่
หนังสือพิมพ์ ‘บางกอกไทมส์รายวัน’ เล่มสามสิบหก ตอนที่สี่ ประจำเดือนกรกฎาคม ร.ศ ๑๒๐ ตีพิมพ์คดีฆาตกรรมชายไพร่เป็รายที่แปด ความว่า ‘ภายในระยะเวลาสี่เดือนเศษก็มีชายไพร่ถูกฆาตกรรมไปแปดศพ สร้างความะเืขวัญให้กับประชาชนที่ได้ทราบข่าวและติดตามความคืบหน้าของคดีมาตลอด ทางด้านผู้บัญชาการกรมตำรวจพระนครบาล-โปลิศยังคงไม่มีความเคลื่อนไหว กล่าวว่าคดีมีความซับซ้อนและยังอยู่ในกระบวนการสืบสวนสอบสวน อย่างไรก็ตาม ทางกรมได้กำชับและมอบหมายให้กรมพลตระเวนเมืองออกตรวจในทุกยามเพื่อรักษาและดูแลความปลอดภัยแก่ประชาชน หากประชาชนท่านใดมีเบาะแสหรือพบบุคคลผู้ต้องสงสัย สามารถแจ้งแก่กรมพลตระเวนได้ทุกเมื่อ...’
“ที่นี้นะหรือ”
“ใช่แล้วนาย ที่นี่แหละ” คนขับรถลากตอบ
“ขอบใจจ๊ะ น้ากลับไปก่อนเถอะ นี่เงิน ครึ่งสลึงพอนะ” หญิงสาวพูด ก่อนจะยื่นเงินจำนวนครึ่งสลึงให้ คนลากรถได้รับเงินแล้วจึงจากไป
ศรณ์หรือหญิงสาววัยย่างยี่สิบมองป้ายหน้าร้าน ก่อนจะขมวดคิ้ว
“คุณชายปานมาทำอะไรที่นี้กันนะ”
‘โรงพนันสราญรมย์’ ไม่ว่ายามใดก็ล้วนแต่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่กำลังหน้าดำคร่ำเคร่งและเมามาย ยิ่ง่นี้เรือกลไฟของพวกฝรั่งที่เทียบท่าปากน้ำสมุทรปราการนำสินค้าขึ้นมาขายมากมาย จำพวกเหล้าบรั่นดี เหล้าไวน์ ก็ยิ่งมอมเมาผู้คนได้ดี กลิ่นเหล้าหึ่ง ฉุนขึ้นจมูกผสมปนเปไปกับยาสูบจนเธอเกือบจะอาเจียนอยู่แล้ว ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้อาเจียนออกมา เพียงแต่ใช้ผ้าปิดจมูกแล้วเดินแหวกฝูงชนเข้าไปด้านในเพื่อตามหาหัวหน้าหน่วยที่หายตัวไปอย่างลึกลับั้แ่เมื่อเดือนก่อน จนกระทั่งวันนี้ก็ยังไม่ทราบถึงสถานะว่าอยู่หรือตาย
ต้องเท้าความกันก่อนถึงสาเหตุที่เธอต้องเดือดร้อนตามหาหัวหน้าหน่วยเพราะมีเื่ด่วน สืบเนื่องมาจากเมื่อวานนี้มีสาสน์ด่วนจากรองหัวหน้าหน่วยลมอาคเนย์ว่า ‘คุณจร’ หัวหน้าหน่วยจตุรทิศประจิมได้เสียชีวิตเป็ศพแล้ว เพราะเหตุนี้ ทางหน่วยจึงเรียกรวมตัวด่วนค่ำนี้
ทว่าหัวหน้าหน่วยจตุรทิศบูรพาไม่สามารถติดต่อได้ เธอสืบหาเบาะแสจนมาเจอโรงพนันแห่งนี้ คาดว่าเ้านายเหนือหัวหรือ ‘คุณชายปาน’ จะอยู่ด้านใน
ด้านในของโรงพนันพื้นต่ำและมีแต่ควัน แสงไฟหนึ่งเดียวคือตะเกียงที่จุดไว้ไม่กี่จุด เลี้ยวเข้าไปถัดจากโต๊ะเล่น*พนันเทดวดก็เห็น โต๊ะ*พนันเทขวด เธอกวาดมองจนทั่วก็ไม่เจอจึงเดินลึกเข้าไปอีก จนได้ยินเสียงคุ้นเคยที่ไม่ได้ยินมานานทางฝั่งโต๊ะ*พนันไพ่ตอง
คนที่นั่งชันขาอยู่บนโต๊ะอย่างเสเพล้อมรอบไปด้วยเหล่าชายฉกรรจ์เป็ใครไปไม่ได้นอกจากหัวหน้าหน่วยจตุรทิศบูรพา
“มาพนันกันหน่อยหรือไม่ ถ้าแกดื่มได้*ญี่สิบถ้วยในพักเดียว ฉันให้เลยสิบบาท” คุณชายปานกล่าว
“เอาจริงนะคุณชายปาน ถ้าดื่มหมดให้สิบบาทอย่าเบี้ยวเล่า”
“เห็นฉันเป็คนยังไงกัน พูดได้ทำได้อยู่แล้ว เอา! ดื่มเร็ว สิบบาทอยู่ในถุงนี้แล้ว อยู่ที่ว่าแกจะคว้าไปได้หรือไม่”
หัวหน้าหน่วยจตุรทิศบูรพาอยู่ในวงล้อมกลุ่มคน ดูเสเพลและไร้สมองเหมือนพวกคุณชายหัวขี้เลื่อยที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ แต่นั้นก็แค่ภายนอก อันที่จริงแล้วเขาก็เป็คนเสเพล แต่ไม่โง่ ทั้งยังฉลาดเป็กรดชอบปั่นประสาทคนอื่นเล่นยามว่างจนบางทีคนรอบข้างก็ตามไม่ทัน แต่ครั้งนี้ดูจากท่าทีแล้ว คุณชายน่าจะสืบคดีอยู่กระมัง...
คุณชายปานเห็นเธอแล้ว เธอมั่นใจ ท่าทีของหัวหน้าส่งสัญญาณให้เธอนิ่งก่อน อย่าพึ่งเข้ามาหาขัดขวางการเล่นละครอันสนุกสนานของเขา เธอจึงนั่งลงที่เก้าอี้ข้างหน้าต่าง ลอบสังเกตคนรอบๆกายอย่างช้าๆ จนไปสะดุดสายตากับชายที่สวมกางเกงผ้าเนื้อดี เสื้อสีเข้มแขนยาวผูกเข็มขัด ท่าทางภายนอกไม่เหมือนคนร่ำรวย ทั้งยังดูไม่เหมือนพ่อค้าหรือคนที่มีฐานะสูงจนสามารถหาซื้อเสื้อผ้าราคาแพงของพวกฝรั่งได้
“เอาอะไรมาก็ได้ถ้วยหนึ่ง” เธอสั่งเหล้ากับเฒ่าแก่เพื่อไม่ให้ดูแปลกแยก ลอบแลกเปลี่ยนสายตากับหัวหน้าที่ยิ้มนิดๆ แล้วเทเหล้าใส่ถ้วย เขาเริ่มส่งสัญญาณที่มีแค่เธอที่เข้าใจ ตอนนี้เขาบอกให้เธอรอ...และเฝ้าระวังชายคนที่นั่งอยู่ข้างเสา
“อา...นี่มันสิ่งใดกันคุณชายปาน ที่นี่มีขายด้วยหรือ กลิ่นหอมฟุ้งเชียว”
“ก็เหล้าของพวกฝรั่งนะสิ เบียร์นะเบียร์ ไม่เคยกินมาก่อนกระมัง เห็นว่าราคาแพงไม่เบา จะซื้อหาได้ก็แค่ที่*ห้างแอบดุล หุเซน ฉันไปต่อแถวซื้อมา เสียตั้งหลายตังค์กว่าจะได้มา”
“ของดีปานนั้นเชียว งั้นฉันต้องลอง ยอมรับการพนัน” ฝ่ายผู้รับพนันยกกินจนหมดรวดเดียว ท่าทีดูแปลกใจในรสชาติแต่ก็ยิ้มพอใจ “สมแล้วที่เป็ของพวกฝรั่งอร่อยพิลึกจนอยากกินแล้วกินอีกเลยคุณชายปาน”
“งั้นก็กินให้หมด ได้กินของดีแล้วก็ได้เงินอีก เป็อย่างไร ดีมากเลยใช่หรือไม่ แต่ระวังล่ะ เห็นคนว่ากินมากๆ จะเมามายได้” คุณชายปานส่งเบียร์อีกถ้วยให้ พร้อมกับกล่าวต่อ “ถ้วยต่อไป อย่าให้เวลาคลาดกันนักสิ ต้องกินต่อๆ กันถึงจะเรียกว่าดื่มให้หมดในพักเดียว แต่แกคงไม่ไหวแล้วกระมัง ดูสายตาสิฉ่ำเยิ้มเลยเชียว เมาแล้วเป็แน่แท้”
นิ้วมือของคุณชายปานเคาะโต๊ะเป็สัญญาณที่มีแค่เธอกับหัวหน้าที่เข้าใจกัน เธอจับความหมายจากคำพูดที่คุณชายพูดมาเรียงได้ประโยคใหม่ว่า
ไป-อย่าให้คลาดสายตา
เวลานั้นเองที่ชายข้างเสาลุกขึ้นออกไปพร้อมกับวางถุงเงินถุงใหญ่กับเฒ่าแก่โรงพนันที่คนร่ำลือกันว่าไม่มีใครกล้าเบี้ยวหนี้ นอกจากว่าอยากจะเจอนรกโลกันต์เข้า เขาสวมหมวกของพวกฝรั่ง กดปีกหมวกลงเล็กน้อยแล้วก้มหน้าออกไป หัวหน้าพยักหน้าให้เธอตามไป เธอจึงวางเงินค่าเหล้าไว้บนโต๊ะ หันหลังจะไป แต่ก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้กินเลย จึงหยิบมากระดกให้หมดในรวดเดียว
รสชาติอร่อยพิลึกจริงเลยเชียว!
ชายคนนั้นออกจากโรงพนันไปก็เลี้ยวไปเรื่อย เดินเป๋ไปมาเกาะเสานั่นที อาเจียนที่ต้นไม้ที เลียนแบบคนเมาแต่ดูอย่างไรก็รู้ว่าเสแสร้ง คนเมาที่ไหนจะดวงตาใสแจ๋วและไร้ท่าทางสับสน เหมือนไม่มีจุดหมายแต่ก็มีเป้าหมาย ทั้งยังซื้อขนมผิงจากแผงหาบเร่ไปด้วย
เขาซุกเอาไว้ในกระเป๋าเสื้อทันทีที่ได้มา ก่อนจะโบกมือเรียกลุงถีบสามล้อที่หน้าถนน เธอตามไปทันทีด้วยการวิ่งตามไปยังถนนซอยเล็กซอยน้อย สามล้อถีบช้าพอสมควร เธอวิ่งตามได้สบายๆ
รวมเวลาจากโรงพนันมาถึงโฮเตลแห่งหนึ่งใช้ไปสามสิบห้านาที เขายังคงเลียนแบบคนเมา ผู้คนเลยไม่ค่อยอยากยุ่งกับเขานัก เธอลอบสังเกตจากถนนอีกฝั่ง เฝ้ามองจนเขาเข้าไปข้างใน ประมาณสิบนาทีต่อมาเขาก็ออกมาในชุดเดิม ไม่มีอะไรเพิ่มมา แต่ไม่แกล้งเมาแล้ว
เธอคิดจะตามต่อ จากเส้นทางแล้วเขากำลังมุ่งหน้าไปท่าเรือ คาดว่าน่าจะกำลังหลบหนี ทั้งคราวนี้ยังนั่งรถลากม้า เกรงว่าจะวิ่งตามไม่ทัน ยังดีที่ตอนนั้นหัวหน้าที่นั่งรถเหล็กเหมือนกลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้ฐานะมาหยุดจอดตรงหน้าพอดี
“คุณชายปาน”
“ขึ้นรถมาก่อนสิศรณ์แก้ว”
ศรณ์ขึ้นรถทันที นับได้ว่าเป็ครั้งที่สองที่ได้นั่ง เธอเกาะขอบเบาะไว้แน่น ไม่ค่อยชินกับการนั่งรถเหล็กที่แม้จะเร็วแต่ก็ดูน่ากลัวเหลือเกิน “เขาเป็ใครหรือ ทำไมถึงให้ตามไม่ให้คลาดสายตา”
“คิดว่าให้ตามทำไมเล่า ลองพิเคราะห์ให้ฟังหน่อย” ปานถามยิ้มๆ ขับรถยนต์ด้วยท่าทีสบายๆ
“ท่าทางเขาเหมือนคนทำความผิดมา” เธอตอบ
“ทำความผิด? เอาสิ่งใดมาตัดสิน ว่ากันด้วยหลักการอย่าเอาความรู้สึกมาเจือปน”
เธอตอบในใจว่าก็คุณชายให้ตามเขาคงไม่ใช่คนดีเท่าไหร่หรอก แต่ที่ตอบจริงๆ คืออีกอย่าง เธอแจกแจงตามที่คิดและสังเกตมา
“ชุดที่ใส่ไม่พอดีตัว กางเกงขายาวสั้นเหนือตาตุ่ม เสื้อก็ดูจะคับเกินไปเหมือนจะไม่ใช่ของตัวเอง ใบหน้าคล้ำแดดกร้าน อีกทั้งดูจากลักษณะมือที่ด้านหยาบ เหมือนว่าจะเป็พวกไพร่ใช้แรงงานมากกว่า เมื่อครู่ตอนอยู่ในโรงพนัน ตอนที่หัวหน้าพูดเื่เบียร์ของฝรั่งเขานิ่งมาก ทั้งๆ ที่คนในบริเวณนั้นพากันสนใจ ทว่าเขาไม่สนใจ หลังจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อชำระหนี้ก็ออกไป อีกอย่าง เขาไม่ได้กินอะไรเลยนอกจากของแกล้มบนโต๊ะ แต่กลับแสร้งว่าเมาเหล้า ระหว่างทางยังแวะซื้อขนมผิงแบบลับๆ ล่อๆ ท่าทีพวกนี้ล้วนบ่งชี้ว่าเขาทำความผิดมา”
“พิเคราะห์ได้ดี จากเบาะแสที่ว่ามา คิดว่าเขาทำความผิดใดมา”
ศรณ์นิ่งไปสักพัก ก่อนจะตอบเสียงดังฟังชัด “โจรลักทรัพย์?”
ปานยิ้ม โคลงศีรษะ “เพราะเหตุใด”
“เขาจ่ายเงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว ใส่เสื้อผ้าของฝรั่งที่ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะได้มาอย่างโปร่งใส อีกอย่างโฮเตลที่เขาเข้าไปเป็ที่พักที่นิยมในหมู่คนชั้นสูง หรือพวกฝรั่งที่มาทำการค้า เขาดูไม่เหมือนพวกพ่อค้า และไม่มีคุณลักษณะเช่นคนชั้นสูง เช่นนั้นก็หมายความว่าเขาลักทรัพย์ของคนอื่นมา ทั้งดูจากการแย่งชิงเสื้อผ้าข้าวของมาแล้วยังไม่มีข่าวลักทรัพย์เกิดขึ้น เกรงว่าคนที่ถูกลักทรัพย์จะเสียชีวิตแล้ว น่าแปลกคือเขาแวะซื้อขนมระหว่างทางกลับด้วย”
ข้อนี้ศรณ์ยังหาความเชื่อมโยงไม่พบ
คุณชายปานหักเลี้ยวรถกลับ ศรณ์จึงร้องถาม
“คุณชายปานเราจะไปไหนกัน ไม่ตามไปจับเขาต่อแล้วหรือ”
“เื่ตามจับโจรให้เป็หน้าที่พลตระเวนเมือง เราต้องไปดูคนที่ถูกลักทรัพย์ก่อน”
ก่อนหน้านี่ปานได้แจ้งความไปแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็หนีไม่รอดดอก
“รู้หรือว่าคนถูกลักทรัพย์อยู่ที่ใด”